Home / โรแมนติก / พันธะรักแม่อุ้มบุญ / บทที่ 7 เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต

Share

บทที่ 7 เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต

last update publish date: 2026-10-19 22:25:22

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง กลิ่นยาฆ่าเชื้อและความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ทำให้ภัทรวดีรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว

เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องตรวจด้วยอาการตื่นเต้น และหวาดกลัวปนกันไปหมด มือของเธอเย็นชืดราวกับก้อนน้ำแข็ง แม้เธอจะพยายามกัดฟันไม่ให้คิดมาก แต่หัวใจกลับเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ

พีรวิชญ์นั่งอยู่ข้างๆ อย่างเงียบเชียบ ชายหนุ่มดูห่างเหินและเย็นชา เขากำลังจ้องมองโทรศัพท์มือถือในมืออย่างไม่ใส่ใจ แต่สายตาที่เหลือบมาเห็นมือที่สั่นเทาของเธอ กลับฉายแววซับซ้อนบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง

“คุณภัทรวดี เชิญเข้าไปในห้องตรวจได้เลยค่ะ”

พยาบาลสาวเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสุภาพ

ภัทรวดีสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วลุกขึ้นยืน ขาของเธอสั่นน้อยๆ ขณะก้าวเดินเข้าไปในห้องตรวจ

พีรวิชญ์ลุกขึ้นตามหลังอย่างเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร

ภายในห้องตรวจ

แพทย์หญิงวัยกลางคนในชุดกาวน์สีขาวยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่น

“สวัสดีค่ะคุณภัทรวดี...วันนี้เราจะมาตรวจยืนยันผลกันนะคะ ไม่ต้องกังวลไปค่ะ”

ภัทรวดีนอนลงบนเตียงตรวจตามคำแนะนำของแพทย์ มือของเธอจับขอบเตียงแน่น ดวงตาจ้องมองเพดานสีขาวด้วยความหวาดหวั่น

“ผ่อนคลายนะคะ” แพทย์หญิงพูด พลางเปิดเครื่องอัลตราซาวนด์ เจลเย็นๆ ถูกบีบลงบนหน้าท้องของเธอ

ภัทรวดีสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อหัวตรวจอัลตราซาวนด์สัมผัสผิวหนัง แพทย์หญิงเคลื่อนหัวตรวจไปมาอย่างชำนาญ ดวงตาจ้องจอมอนิเตอร์ข้างๆ อย่างมีสมาธิ

ความเงียบที่ยาวนาน ทำให้ภัทรวดีแทบหยุดหายใจ

แล้วในที่สุด... แพทย์หญิงก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

“ยินดีด้วยค่ะ... คุณภัทรวดีตั้งครรภ์แล้วจริงๆ ค่ะ”

ภัทรวดีนอนนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาเบิกกว้าง มองจอภาพที่แสดงให้เห็นจุดเล็กๆ ในโพรงมดลูกของเธอ

จุดนั้น... กำลังเต้นเป็นจังหวะ...

ตึก... ตึก... ตึก... เสียงหัวใจของทารกน้อยดังออกมาจากลำโพงเครื่องอัลตราซาวนด์

เสียงเล็กๆ ที่ทรงพลังราวกับเสียงกลองแห่งชีวิต มันคือชีวิต... ชีวิตที่กำลังเติบโตในตัวเธอ ชีวิตที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์แห่งความรักของคนอื่น แต่กลับมาเติบโตในครรภ์ของเธอ

น้ำตาแห่งความซาบซึ้ง และความสับสนไหลรินอาบแก้มของภัทรวดีโดยไม่รู้ตัว

เธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร เธอควรจะดีใจ? เพราะเธอทำสำเร็จตามสัญญา หรือว่าเธอควรจะเสียใจ? เพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่ของเธอ

ใจหนึ่งก็เหมือนจะโล่งๆ ที่การดำเนินการเป็นไปได้ดังที่ตั้งใจเอาไว้ ‘ฉันควรจะภูมิใจ ใช่ไหม?’ เพราะเธอแบกรับชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ หรือเธอควรจะรู้สึกว่างเปล่า? เพราะเมื่อคลอดลูกแล้ว เธอก็จะต้องจากลา

“คุณร้องไห้ทำไมคะ ดีใจมากๆ ใช่ไหมคะ ดีมากๆ ที่เราทำครั้งแรกก็สำเร็จเลยค่ะ เอ๊ะ! ตอนนี้สีหน้าคุณไม่ค่อยดีเลย... เวียนหัว หรือว่าหน้ามืดหรือเปล่าคะคุณภัทรวดี บอกได้ แจ้งได้นะคะ” แพทย์หญิงถามด้วยความกังวล

“ฉัน... ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ” ภัทรวดีส่ายหน้า พร้อมกับจ้องสบตากับเขาคนนั้น

พีรวิชญ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ มองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นัยน์ตาของเขาทอประกายบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน...

ไม่รู้ว่า... คือความอ่อนโยนหรือว่าความเวทนากันแน่?

เขายื่นกระดาษทิชชูให้เธอโดยไม่พูดอะไรสักคำ มือหนาของเขาสั่นเบาๆ เล็กน้อย

“ขอบคุณค่ะ” ภัทรวดีรับมาแล้วเช็ดน้ำตา ก่อนจะพยายามยิ้มให้เขาอย่างกล้าหาญ

“ผมจะพาคุณกลับบ้าน คุณต้องพักผ่อนมากๆ” เขาพูดเรียบๆ สายตาของชายหนุ่มสังเกตเห็นสีหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษของเธอ

ภัทรวดีพยักหน้า แต่ในใจเธอรู้สึกถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ‘ฉันเป็นแม่คนแล้ว...’

ถึงแม้ลูกคนนี้จะเกิดมาจากฝีมือของหมอ และผสมเทียม ทั้งเจ้าของน้ำเชื้อ ก็ยังเป็นสามีของคนอื่น เขาจ้างเธอด้วยเงินเสียด้วยสิ เธอยิ้มเยาะ แต่ในครรภ์ของภัทรวดีกำลังโอบอุ้มชีวิตน้อยๆ ที่จะเติบโตไปในภายภาคหน้าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

ตลอดเวลาของการตั้งท้อง ภัทรวดีต้องแบกรับและทะนุถนอมเด็กคนนี้ไปอีกเก้าเดือนข้างหน้า

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ ทุกคนต่างพากันยินดีกับข่าวดีที่นำมาสู่ครอบครัว

มนสิชา... ผู้เป็นภรรยาตามกฎหมายของพีรวิชญ์ ร้องไห้ด้วยความดีใจจนน้ำตาไหลอาบแก้ม

เธอวิ่งเข้ามากอดภัทรวดีไว้อย่างอบอุ่น ร่างบางของเธอสั่นสะท้านด้วยความซาบซึ้งใจ กลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงจากตัวเธอลอยอบอวลรอบกาย จนทำให้ภัทรวดีพะอืดพะอม

“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ” มนสิชาพูดทั้งน้ำตา เสียงหวานๆ ของเธอสั่นเครือ

“พีขา อีกเก้าเดือน เราจะได้เจอหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”

น้ำเสียงระรื่นมากๆ พลางจ้องหน้าของภัทรวดีที่กระอักกระอ่วนเต็มที่ อยากจะบอกกับมนสิชาเหลือเกินว่า เด็กในท้องคือลูกของฉันกับเขา ไม่ใช่คุณ แต่ภัทรวดีก็ไม่ได้พูดไป

มนสิชายังคงพูดต่อ “พีคะ ฉันจะเลี้ยงดูเขาคนนี้ ด้วยความรัก และสัญญาด้วยหัวใจค่ะ ว่ามนจะดูแลลูกของเราเป็นอย่างดีที่สุดเลยนะคะ ฉันสัญญา”

ภัทรวดีพยายามฝืนยิ้มให้กับผู้หญิงที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แม้หัวใจของเธอจะเจ็บปวด ราวกับถูกมีดบาดเป็นแผลลึกก็ตาม

“ฉันดีใจที่ช่วยคุณได้ค่ะ” ภัทรวดีตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พยายามซ่อนความสั่นไหวที่แล่นริ้วขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ สลักเป็นคำว่า ทั้งเสียใจ และเจ็บปวด

พีรวิชญ์เดินตามหลังมา แล้วมาหยุดยืนห่างออกไป เขามองภาพผู้หญิงสองคนกอดกันด้วยแววตาที่ซับซ้อน ดวงตาของเขาฉายแววความคิดบางอย่างที่ยากจะอ่านออก

เขาไม่พูดอะไรเลยตลอดเวลา มีเพียงสายตาที่จับจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของภัทรวดี ด้วยความรู้สึกที่เขาเองก็ไม่อาจบอกได้ เมื่อชายหนุ่มสบตากับภัทรวดี

เขาก็เบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว เหมือนกลัวว่าเธอจะอ่านใจเขาออก

“ไปนอนได้แล้วมั้ง หมอยังกังวล เพราะอายุครรภ์ยังน้อยน่ะ เด็กอาจจะ...” เขาเว้นคำพูดเอาไว้แค่นั้น แต่ทั้งสองคนก็เข้าใจได้

“ตกลงค่ะ คุณภัทรขึ้นข้างบนไปนอนนะคะ ประเดี๋ยวจะให้คนครัว เอาของกินดีๆ และอร่อยไปให้นะคะ ไม่รู้ว่าคุณภัทรอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมคะ

“ไม่ค่ะ”

“นึกสิคะ อยากกินอะไร เอาแบบของเปรี้ยวไหม”

“อะแฮ่ม...” พีรวิชญ์ส่งเสียงกระแอมกระไอ

“อ๊อก...” ท่าทางของภัทรวดีไม่ค่อยดีนัก เพราะน้ำหอมของมนสิชาที่ฉุนจนเกิดไป

“อะ! เป็นอะไรไปคะ” สีหน้าซีดลงๆ

“ฉันอยากจะอ้วกน่ะค่ะ”

“หา! เดี๋ยวนะคะ” มนสิชาเก้กังทำอะไรไม่ถูก

แต่พีรวิชญ์เขาเดินมาเกาะเกี่ยว และรั้งร่างของภัทรวดีเอาไว้ ก่อนจะพาไปที่ห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด เสียงโอ้กอ้ากที่ดังมาจากในห้องน้ำ ทำให้มนสิชาทำหน้ากระอักกระอ่วนเหมือนอยากจะอ้วกออกมาอีกคน แต่ยังไงหญิงสาวก็เดินไปดูในห้องน้ำนั่น

และที่ทำให้เธอแทบอยากจะกรี๊ดเข้าใส่ทั้งสองคน ก็คือการประคบประหงม และลูบหลังให้ภัทรวดีอย่างเป็นห่วงนี่สิ ที่ทำเอามนสิชารับไม่ได้ ได้แต่กัดฟันกรอดๆ อย่างไม่พอใจ

ทว่าสิ่งที่มนสิชาทำได้ ก็คือเดินห่างออกมา หัวใจของเธอระทมไปหมดแล้ว

‘ทำไม? ทำไม? ทำไม?’

คำถามที่ดังกึกก้องอยู่ในหัวของมนสิชา เรื่องไม่น่าลงเอยแบบนี้ การกลับมาของเธอเพื่อครอบครอง และเป็นนายหญิงของบ้าน แต่เพราะเธอเคยแท้งมาก่อน และครั้งนั้นตกเลือดหนักมาก จนรักษามดลูกเอาไว้ไม่ได้ ทำให้มดลูกเสียไป

ท้องทีไร เด็กก็จะหลุดออกทุกที่ ทำให้เธอมีลูกให้กับพีรวิชญ์ไม่ได้ ความลับที่ทำให้เรื่องมันเลวร้าย

ก็เพราะครั้งที่เธอทอดทิ้งเขาไป ความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน และไม่ได้ป้องกันเสียด้วย ทำให้เธอต้องทำแท้ง มนสิชาไม่เคยท้องกับพีรวิชญ์สักครั้ง

มนสิชาเดินกลับเข้าห้องไปอย่างใจแป้ว และความเกลียดชังในตัวของภัทรวดีก็พอกพูนหนาขึ้นไปทุกวันๆ

ในใจของมนสิชา ‘ฉันจะกำจัดเธอให้ได้ ในสักวัน อีหน้าด้าน ทั้งที่ไม่ใช่ผัวตัว แล้วฉันมีเซนส์นะ แกก็คงจะหวังเหมือนที่ฉันหวัง ไม่เป็นไร ท่าทางแบบนั้นของพี ฉันจะฆ่าลูกของแกเสีย แกจะได้ไม่ต้องมาเชิดหน้าชูคอ ทั้งทำสายตาแบบนั้นกับฉัน’

มนสิชามีแค่ความคั่งแค้นในหัวใจ เธอจะทำทุกวิถีทางให้ภัทรวดีแท้งลูกให้จงได้ มนสิชากำมือแน่น ทั้งขบเม้มริมฝีปาก ในหัวมีแต่ภาพความอาทรของพีรวิชญ์ที่แสดงต่อภัทรวดี

ในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมา อาการแพ้ท้องของภัทรวดีเริ่มรุนแรงและหนักขึ้นอย่างมาก

เช้าวันหนึ่ง เธอตื่นขึ้นมาด้วยอาการคลื่นไส้ที่รุนแรง จนแทบจะกลั้นไว้ไม่อยู่ หญิงสาวรีบวิ่งกระโจนลงจากเตียง ก้าวไม่กี่ก้าว ก็เข้าไปถึงในห้องน้ำแล้ว

เสียงอาเจียนดังอื้ออึงไปทั่วทั้งชั้น ทำให้ชายหนุ่มนุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อยืดสีขาว ที่กำลังเตรียมไปออกกำลังกาย

พีรวิชญ์ได้ยินเสียงเขาก็รีบวิ่งตามเข้ามาหาเธอ

“ภัทร...เธอเป็นอะไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ

“ไม่เป็นไรค่ะ... แค่แพ้ท้อง” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอาเจียน

เขาสาวเท้าเข้าไปช่วยภัทรวดี โดยการลูบหลัง เธอเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตายังคงพร่ามัวจากอาการที่เป็นอยู่

พีรวิชญ์ก้มลงมองใบหน้าของหญิงสาวที่ข้างๆ แล้วใช้มือหนาประคองไหล่เธอไว้อย่างนุ่มนวล เขาหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่บนอ่างล้างหน้าส่งให้เธอ พร้อมกับกระดาษทิชชู

“บ้วนปากก่อน”

ภัทรวดีมองเขาด้วยความอุ่นใจ ก่อนจะรับแก้วน้ำมาบ้วนปาก แล้วเช็ดปากเบาๆ

“ขอบคุณค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“คุณ... รู้สึกยังไงบ้าง หรือว่าต้องไปหาหมอ”

“ก็อย่างที่เห็นค่ะ” ภัทรวดีหัวเราะเบาๆ อย่างขมขื่น

“เหนื่อยมากเลยค่ะ แพ้ท้องหนักกว่าที่คิด ฉันไม่คิดว่า มันจะออกมาในรูปนี้ เกินคาดไปหน่อยค่ะ” ตอนนั้นเธอเช็ดหน้าด้วยทิชชู แล้วมันก็มีบางชิ้นที่ขาด เขาจึงได้หยิบออกให้

การกระทำของพีรวิชญ์อ่อนโยน และสายตาที่จ้องมองเธอด้วยก็อ่อนแสงลง ทำเอาหัวใจของคุณแม่ที่แพ้ท้องเต้นตึกตักๆ ถึงกับขอบตาร้อนผ่าวๆ

“ถ้าอย่างนั้น เธอต้องพักผ่อนเยอะๆ และไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรทั้งนั้น ผมจะให้คนไปจัดการให้ คุณไม่ต้องห่วง” ที่เขาพูดแบบนี้ เห็นเมื่อวานเธอบอกว่า จะต้องไปดูแม่ที่โรงพยาบาล

ภัทรวดีรู้สึกถึงบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปในน้ำเสียงของเขา ความเย็นชาเริ่มลดน้อยลง การกระทำที่เคยดูถูก กลับถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยที่เขาเอง ก็อาจจะยังไม่รู้ตัว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 24 เพราะผิดหวัง

    “อย่าให้พูดเลยค่ะคุณภัทร...” คุณแม่บ้านทอดถอนใจ“ตั้งแต่เมื่อวานหลังจากที่คุณมนเก็บห่อผ้าออกไป คุณพีก็ล็อกตัวเองอยู่ในห้องทำงานชั้นล่างทั้งคืน ไม่ยอมออกมากินข้าวกินปลาเลยค่ะ ป้าเคาะประตูเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ พอเช้ามืดป้าแอบแง้มประตูเข้าไปดู... โอย... คุณภัทรเอ๋ย สภาพดูไม่ได้เลยค่ะ กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั้งห้อง ขวดยาเหล้าฝรั่งราคาแพงวางเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด แกดื่มจนเมาพับหลับคาที่เลยค่ะ พอตื่นมา ก็ยกแก้วดื่มต่ออีก เมาวนเวียนอยู่แบบนั้นเลยค่ะ”ฟังถึงตรงนี้ หัวใจของภัทรวดีก็กระตุกวูบ ความรู้สึกห่วงใยอันประหลาดแล่นปราดขึ้นมากลางอกอย่างห้ามไม่อยู่ภาพชายหนุ่มร่างสูงผู้เคยทระนง สุขุม และเย่อหยิ่ง ยามนี้กลับต้องมาจมกองสุรา เพราะความจริงอันเจ็บปวดเรื่องเขาเมานี่ ตบหน้าเธอให้รู้สึกวูบโหวงตามไปด้วย เพราะนั่นหมายถึง ชายหนุ่มรักมนสิชามาก สีหน้าของเธอละเหี่ยลงอย่างชัดเจน ใจเจ็บหนึบ เหมือนกับคนอกหักเพราะรักเขาข้างเดียว‘เขาคงเจ็บปวดมากสินะ... ตลอดที่ผ่านมา เขาคิดมาตลอดว่า กำลังดูแลผู้หญิงที่รัก และใกล้จะตาย แต่สุดท้ายกลับเป็นเพียงเรื่องโกหกลวงโลก’ภัทรวดีพยายามกดความรู้สึกสงสาร และสมเพชตัวเองด้วย

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 23 หมดใจกับคนทรยศ

    พีรวิชญ์ส่ายหน้า มองมนสิชาด้วยความสมเพช“ผมมอบโอกาส มอบเงินทอง ที่อยู่อาศัย และความเมตตาให้คุณมามากเกินพอแล้ว... มันน่าเสียใจ และผมบอกได้เลย ผมแค้นนะที่คุณตอบแทนผมด้วยการหลอกลวง และพยายามฆ่าลูกของผมให้ตาย อย่าทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนคุณมากไปกว่านี้เลย นี่ยังถือว่าผมปรานีคุณอยู่” เขาสะบัดขาออกจากการกุมรัดอย่างเด็ดขาด“ไปซะ” มนสิชากองลงกับพื้นพรม ร้องไห้สะอื้นจนแทบขาดใจ“พี... มนรักพีนานแล้วนะ... มนรักพี... หรือว่าเพราะอีนั่น คุณเปลี่ยนใจจากมนเพราะอี...”เพล้ง... เขาปัดแก้วลงจากโต๊ะ ก่อนที่มนสิชาจะพูดจบ เสียงแก้วแตกและกระจัดกระจายเป็นสัญญาณว่า เขาไม่ทนฟังคำแก้ตัวของมนสิชา พีรวิชญ์ไม่หันกลับไปมองอีก เขาก้าวตรงไปที่ประตู ผลักบานประตูเปิดออกกว้างแล้วหันกลับมาส่งสัญญาณสุดท้าย“ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ผมจะสั่งให้ยามมาลากตัวคุณออกไป” พูดจบ เขาก็ก้าวออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้มนสิชาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับความจริงเพียงลำพังหนึ่งชั่วโมงต่อมา...หน้าบานประตูเหล็กดัดโค้งก็เปิดออก มนสิชายืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ใบหน้าที่เคยตกแต่งสวยงามบัดนี้ทรุดโทรม นัยน์ต

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 22 วันที่หน้ากากหลุด

    “พีขา... มีอะไรหรือเปล่าคะ เรียกมนมาหาเสียด่วนเชียว” เธอส่งเสียงออเซาะขณะก้าวตรงเข้ามาพีรวิชญ์ไม่ตอบ เขาทำเพียงนิ่งเงียบ สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยเพื่อจับสังเกต มนสิชาเริ่มชะงัก รอยยิ้มบนริมฝีปากเริ่มเจื่อนลง เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันอันเย็นยะเยือก เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม“พี... ทำไมมองมนด้วยสายตาแบบนั้นละคะ?”ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงบนกองแฟ้มเอกสาร ก่อนจะใช้นิ้วดันมันข้ามโต๊ะไปหยุดลงตรงหน้าเธอ“เปิดอ่านดูสิ” มนสิชามองแฟ้มทั้งสามด้วยความงุนงง ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมมือเรียวไปหยิบแฟ้มสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาเปิดข้างในเต็มไปด้วยใบรับรองแพทย์ รายงานผลเลือด ตารางการตรวจร่างกาย และผลสแกนสมองย้อนหลังนับสิบฉบับสายตาของเธอไล่อ่านทีละบรรทัด... และเสี้ยววินาทีนั้นเอง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มสีสันสดใสก็เริ่มถอดสีทีละน้อย มือเรียวที่จับขอบกระดาษเริ่มสั่นสะท้านจนเอกสารไหว“พี... นี่มัน...”“เปิดแฟ้มสีดำ” เสียงของเขายังคงราบเรียบไร้จังหวะขึ้นลงมนสิชาวางเอกสารฉบับแรกลงด้วยมือที่สั่นๆ เธอเปิดแฟ้มสีดำออกดู... ข้างในบรรจุเส้นทางการโอนเงินข้ามบัญชี รายการสั่งซื้อทองคำแท่

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 21 ข้อเท็จจริง

    พีรวิชญ์เดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกบานโต มองออกไปสู่สวนกว้างด้านนอกคฤหาสน์ สายตาที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความอาฆาต ภาพความหลังเมื่อหลายปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในหัวฉากแล้วฉากเล่า...วันที่มนสิชากลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปนาน เธอปรากฏตัวด้วยสภาพซีดเซียว น้ำตานองหน้า ถือใบรับรองแพทย์ปลอมๆ ฉบับนั้นมาสะอื้นไห้ต่อหน้าเขาเธอบอกว่าเธอเหลือเวลาอีกไม่นาน เธอบอกว่ามะเร็งร้ายกำลังจะคร่าชีวิตเธอไป และความปรารถนาสุดท้าย ก่อนจากโลกคือการได้ใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะภรรยาของเขา ด้วยความที่พีรวิชญ์เป็นคนยึดมั่นในสัจจะและบุญคุณครอบครัวของมนสิชาเคยยื่นมือเข้าช่วยพ่อของเขาในยามวิกฤติตอนเริ่มตั้งบริษัท เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองมีหนี้ชีวิตที่ต้องตอบแทนประกอบกับความสงสารจับใจที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะตาย... เขาจึงยอมละทิ้งหัวใจตัวเอง ยอมเซ็นใบสมรส ยอมยกตำแหน่งยกเกียรติยศทุกอย่างให้เธอครอบครองแท้จริงแล้ว... เธอไม่ได้ป่วย มนสิชาแค่ใช้ความสงสาร และคุณธรรมของเขาเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวในชีวิต ใช้เขาเป็นบ่อเงินบ่อทองเพื่อพยุงฐานะที่กำลังล้มละลายของครอบครัวตัวเองที่เลวร้ายที่สุด... คือกา

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 20 ความจริงที่ซ่อนอยู่

    แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟสำริดตั้งโต๊ะ สาดกระทบกองเอกสารธุรกิจที่วางตั้งสูงเกือบครึ่งเมตรบนโต๊ะทำงานไม้สักทองสายตาของพีรวิชญ์ กลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขผลกำไร หรือกราฟหุ้นเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง มือหนึ่งหมุนปากกาสเตนเลสไปมาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ หากแต่ดวงตาคู่ลึกกลับทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมายความคิดในหัวมวนซ่านคล้ายพายุหมุนที่เริ่มตั้งเค้า ช่วงหลายสัปดาห์มานี้ มีบางสิ่งบางอย่างผิดกลิ่นเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ มันเป็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยกวนใจเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นรอยร้าวลึก ที่เขาพยายามมองข้าม เพราะความเชื่อใจ แต่ยิ่งมองข้าม ก็ยิ่งสะกิดใจให้ระแวงทุกอย่างเริ่มต้นราวสองสัปดาห์ก่อน ในวันที่เขากลับเข้าบ้านเร็วกว่าปกติ พีรวิชญ์ตั้งใจเดินขึ้นไปยังชั้นสอง เพื่อเยี่ยมดูอาการของมนสิชา ภรรยาตามกฎหมายที่แต่งงานกันมานานหลังจากที่คุณแม่บ้านรายงานด้วยสีหน้าวิตกกังวลว่า อาการป่วยของเธอกำเริบหนักจนนอนซมทั้งวันเขาก้าวขาขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและความห่วงใยเต็มเปี่ยม แต่แล้ววินาทีที่มือหนาผลักบานประตูไม้แกะสลักห้องนอนของเธอเข้าไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับตบหน้าเขาเข้าอย

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 19 เรื่องลับ

    ภัทรวดีนั่งอยู่ตรงระเบียงห้องนอน มองแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านซุ้มไม้เลื้อยลงมากระทบพื้นหินอ่อนเป็นลายตารางหญิงสาวลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างเพลินมือ ลูกน้อยในครรภ์ดิ้นเบาๆ ราวกับรับรู้ว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่ช่วงนี้ภัทรวดีรู้สึกแปลกๆ กับบางอย่างที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังนี้ มันเริ่มจากเรื่องเล็กๆ วันที่เธอเดินผ่านโถงทางเดินชั้นล่าง เพื่อไปห้องครัว เพราะอยากกินของเปรี้ยวๆ แบบที่คนท้องชอบระหว่างทางเธอเห็นประตูห้องนอนของมนสิชาเปิดแง้มไว้ เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบมอง แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างบางในชุดนอนผ้าไหม กำลังยืนอยู่หน้ากระจก มนสิชากำลังยืดตัวขึ้นสุดแขนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้มลงแตะปลายเท้าติดพื้นได้สบายๆภัทรวดีชะงัก ‘คนที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะก้มแตะปลายเท้าได้ขนาดนั้นเชียวหรือ’ เธอเคยเห็นแม่ของตัวเองนอนป่วยอยู่บนเตียงมาสองปีเต็มแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งยังต้องใช้เวลาเป็นนาที กว่าจะหายใจครบถ้วน แต่ผู้หญิงคนนี้กลับยืนตัวตรง กระดูกสันหลังโค้งงอได้อย่างคนสุขภาพดีภัทรวดีสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป เธอบอกตัวเองว่า อาจจะคิดมากไปเอง ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีช่วงที่ดีขึ้นบ้างก็ได้ แต่แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status