LOGIN“พาตาหนูไปโรง’บาลก่อนเถอะ อย่าเพิ่งมาทะเลาะกันตอนนี้เลย” ยายจันทร์เตือนสติพวกผมทั้งสองคน
ใช่สิ! ตอนนี้ควรนึกถึงตาหนูเป็นอันดับแรก ผมมันงี่เงาจริง ๆ “ได้ครับยาย...แต่ผมจะเป็นคนอุ้มลูกเอง” ว่าแล้วผมก็เดินไปอุ้มตาหนู เดินออกไปไม่รอเขา พี่ธีส่ายหน้าให้กับความบ้าของผมอย่างเซ็ง ๆ
แล้วแต่จะรู้สึกยังไง เพราะผมไม่ได้แคร์ความรู้สึกเขาอยู่แล้ว
ผมกับตาหนูนั่งอยู่เบาะหลัง จากนั้นก็สั่งให้พี่ธีขับรถไปยังโรงพยาบาลใกล้บ้าน แต่ทว่าเขากลับปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของผม ให้เหตุผลว่าโรงพยาบาลที่ผมจะพาลูกไปนั้นมันเกรดต่ำ ไร้มาตรฐาน เขาจะพาลูกไปรักษาโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศเท่านั้น
ไม่นานนักพวกเราก็มาถึงโรงพยาบาลหรูแห่งหนึ่ง เขาแย่งลูกจากผมมาอุ้มไว้เอง แล้วเดินเข้าไปในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ต่างก็ให้ความสำคัญกับลูกของผมมาก เมื่อพวกเขารู้ว่าเด็กคนนี้คือลูกชายของพี่ธี ราวกับว่าที่นี่เป็นโรงพยาบาลของเขาเองซะอย่างนั้น
ในระหว่างที่หมอกำลังตรวจอาการอยู่นั้น พี่ธีเป็นคนอุ้มตาหนู ส่วนผมยืนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง พวกเราลืมความบาดหมางไปครู่หนึ่ง ให้ความสำคัญกับตาหนูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ด้วยเพราะพิษไข้ทำให้ตาหนูหลับไปในระหว่างทำการตรวจ จึงต้องพามานอนพักที่ห้องพิเศษ และตอนนี้คุณหมอก็มาที่ห้อง เพื่อตรวจอาการของตาหนูให้ชัดเจนอีกที
“เป็นยังไงบ้างครับหมอ” ผมเอ่ยถามทันทีหลังจากคุณหมอตรวจอาการตาหนูเสร็จแล้ว
“เด็กมีไข้สูงและพบว่ามีอาการปอดบวมด้วยครับ คงต้องให้นอนที่โรงพยาบาล เพื่อสังเกตอาการสักสองสามวัน”
“ลูกชายผมจะปลอดภัยใช่ไหมครับหมอ”
“ครับปลอดภัยแน่นอน ช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาลหมอจะดูแลให้เป็นอย่างดีเลยครับ”
“ขอบคุณมาก ๆ นะครับคุณหมอ” ผมยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความดีใจ
“ถ้างั้นหมอขอตัวไปดูคนไข้ห้องอื่นก่อนนะครับ”
คุณหมอส่งยิ้มให้เราทั้งสอง ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
ผมรีบหันไปสนใจตาหนูที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ในห้องพิเศษหรูหราราวกับไม่ใช่โรงพยาบาลอย่างนี้ ค่ารักษาพยาบาลคงจะแพงน่าดู แต่ผมคงไม่ให้เขามารับผิดชอบแน่นอน เพราะไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร
“มึงเลี้ยงลูกยังไงปล่อยให้เป็นอย่างนี้” เขาเริ่มยิงคำถามที่สื่อว่ากำลังโทษผมซะอย่างนั้น
“จะเลี้ยงยังไงก็เรื่องของผม เพราะตาหนูคือลูกผมคนเดียว”
“อย่ามาทำเป็นปากดีใส่กู ถ้าไม่มีปัญญาก็เอาตาหนูมาให้กู กูจะเลี้ยงเอง”
“ไม่มีทาง ผมจะเลี้ยงลูกเอง ไม่มีทางให้ตาหนูไปอยู่กับคนอื่นหรอก”
“คนอื่นงั้นเหรอ...สงสัยมึงคงจะลืมไปแล้วว่ากูเป็นใคร ต้องรื้อฟื้นความจำกันหน่อยแล้วมั้ง” เขาไม่ว่าเปล่า สาวเท้าเดินเข้ามาหาผม ทำหน้าเหี้ยมราวกับมัจจุราชที่กำลังจะเข้ามากระชากวิญญาณ
“พะ...พี่จะทำอะไรนี่มันโรงพยาบาลนะ” ผมเดินถอยหลังไปจนแผ่นหลังสัมผัสกับผนังห้อง
“แล้วไง” ดูเหมือนคนเลว ๆ อย่างเขาไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย “ที่นี่มันโรงพยาบาลแม่กูรู้ไว้ด้วย” ในที่สุดผมก็รู้แล้วว่าทำไมเขาถึงพาผมมาที่นี่
“ถ้าผมรู้จะไม่มีทางพาตาหนูมาที่นี่เด็ดขาด คนอย่างพี่มันก็ไม่ต่างจากสัตว์เดียรัจฉานตัวหนึ่ง ไม่สิ! พี่มันต่ำกว่าสัตว์เดียรัจฉานพวกนั้นซะอีก” ผมด่าออกไปซึ่ง ๆ หน้า ให้เขารู้ตัวว่าทำตัวเลวทรามต่ำช้ามากแค่ไหน
“มึงหลงกลกูเข้าให้แล้วล่ะไอ้วิน หึ ๆ กูอยากรู้จังว่ามึงจะตัวหอมเหมือนเดิมไหม” สายตาของเขาโลมเลียไปตามเนื้อตัวผม ราวกับจะกลืนกินไปทั้งร่าง เห็นอย่างนั้นผมก็พยายามจะวิ่งหนีออกไปอีกทาง แต่เขากลับรั้งตัวผมมากอดจากทางด้านหลังไว้
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้







