INICIAR SESIÓNจะมีใครที่มีชีวิตบัดซบเหมือนอย่างผมอีกไหม โดนพี่ชายปล้ำจนตั้งท้อง แถมยังต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ จากความร้ายกาจของเขาอีกต่างหาก
Ver másบทนำ
ผมเชื่อว่าทุกคนคงอยากจะมีชีวิตที่สวยหรู เกิดมามีพร้อมทุกสิ่งอย่าง มีครอบครัวที่แสนอบอุ่น มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ มีความรักที่สุดแสนจะงดงาม...
แต่ทว่าความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นมันเป็นโอกาสของคนแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์บนโลกใบนี้ เพราะส่วนใหญ่ก็ต้องปากกัดตีนถีบ เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกอันแสนโหดร้ายนี้
เพียงแต่ว่าชีวิตผม...มันบัดซบกว่านั้นอีก
ตั้งแต่จำความได้ผมก็เติบโตขึ้นมาในบ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง จำได้ว่าชีวิตช่วงนั้นมีความสุขมากจนกระทั่งผมอายุได้เจ็ดขวบ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับลูกชายที่มีอายุห่างจากผมสามปี พวกเขาทั้งสองคนอยากมีเด็กไว้รองมือรองตีนลูกชายและผมคือผู้ถูกเลือก นั่นก็ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปตลอดกาล
สวัสดีครับ ผมชื่อ ‘ธาวิน ตั้งพาณิชย์สกุล’ เรียกผมสั้น ๆ ว่า ‘วิน’ ตอนนี้อายุ 18 ปีแล้ว ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่เคยคิดร้ายกับใคร นั่นเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ชีวิตผมต้องโดนใครต่อใครรังแกมาตลอด โดยเฉพาะครอบครัวที่รับผมมาอุปการะเลี้ยงดู พวกเขาทำกับผมอย่างกับเป็นแค่คนรับใช้คนหนึ่งเท่านั้น
ช่วงชีวิตในวัยเด็กของผมมันไม่น่าจดจำเอาเสียเลย เพราะต้องอยู่เป็นทาสรับใช้ของคนในบ้านหลังนั้น ถูกเฆี่ยนตี ถูกด่าว่าสารพัด แถมยังใช้แรงงานผมอย่างกับทาสทั้งที่มีคนรับใช้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ทำไมทุกคนในบ้านถึงได้เกลียดผมนักหนา เว้นแต่พ่อคนเดียวที่ดีกับผมมาตลอด เพียงแต่ว่าท่านเป็นคนที่กลัวแม่มากจนไม่กล้ายื่นมือมาช่วยเหลือผมได้มากนัก ถ้าเกลียดกันขนาดนี้ไม่รู้ทำไมถึงพาผมมาอยู่ด้วย ปล่อยให้ผมอยู่ในบ้านเด็กกำพร้ายังจะดีกว่า
ตอนนี้ผมหนีออกมาจากบ้านหลังนั้นได้หนึ่งปีเต็มแล้ว ตั้งแต่คืนที่ผมโดนพี่ชายปล้ำ ใช่ครับผมโดนพี่ชายที่ผมรักกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ ไม่ใช่เพราะเขารักผมแต่เพราะเขาเกลียดผมต่างหาก เกลียดจนต้องยัดเยียดข้อหาโจรขโมยทองคำหนักห้าบาทให้ผมอีกหนึ่งกระทง หากผมไม่หนีออกมาในคืนนั้นผมคงจะต้องถูกแม่บุญธรรมส่งเข้าไปในสถานพินิจอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจหนีออกมาและไม่มีวันคิดจะกลับไปที่นั่นอีก
หลังจากออกมาผมก็ใช้ชีวิตอย่างคนเร่ร่อนอยู่พักหนึ่ง วันหนึ่งผมเดินอย่างไร้เรี่ยวแรงจนเป็นลมล้มพับอยู่ข้างถนน เนื่องจากไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน ‘ยายจันทร์’ ซึ่งเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงเห็นเข้าจึงช่วยเหลือเอาไว้ เมื่อเห็นว่าผมไม่มีที่ไปก็ตัดสินใจพาผมไปอยู่ที่บ้านด้วย แกเองก็ไม่มีลูกหลานอยู่ตัวคนเดียว จึงรักผมและลูกชายเหมือนลูกหลานแท้ ๆ ใช่แล้วครับผมท้องกับ ‘พี่ธี’ และตอนนี้ ‘ธนนท์’ ก็อายุได้หนึ่งขวบแล้ว ผมกับยายจันทร์ช่วยกันเลี้ยงดูแกมาเป็นอย่างดี และจะไม่มีทางให้ลูกกลายเป็นเด็กที่อาภัพเหมือนอย่างผมแน่นอน
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู