Mag-log in“เฮ้ย! ไอ้ธีนี่น้องวินเว้ย เจ้าของร้านขายข้าวแกงที่อร่อยที่สุดในย่านนี้” อยู่ ๆ พี่เพชรก็แนะนำผมให้รู้จัก แต่เอ๊ะ! เขาคนนั้นชื่อธี มันไม่จริงใช่ไหม...
“ทำไมต้องแนะนำ กูไม่อยากรู้จักสักหน่อย” ประโยคที่เอ่ยออกมานั้นทำให้ผมมั่นใจแล้วว่าเขาคือพี่ธีจริง ๆ ชอบดูถูกคนอื่นอย่างนี้มีเพียงคนเดียวในโลกแน่นอน
“ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับพี่เพชร” ผมเอ่ยแล้วรีบเดินไปหายายจันทร์ก่อนที่เขาจะเห็นใบหน้าผม
“เดี๋ยว! ทำไมฉันรู้สึกคุ้นเสียงนายจัง” เขาสั่งให้ผมหยุด แม้จะยังไม่รู้ว่าเป็นผม แต่เขาก็ยังชอบออกคำสั่งอยู่เหมือนเดิม
นิสัยเสียไม่เคยเปลี่ยน...
“มึงไม่ต้องเลยไอ้ธี เสียมารยาทกับน้องวินขนาดนั้นแล้วใครอยากจะคุยกับมึงวะ” ยิ่งพี่เพชรเอ่ยชื่อผมให้เขาได้ยิน ผมยิ่งรู้สึกกลัว กลัวว่าถ้ารู้ว่าผมมีลูก แล้วจะแย่งตาหนูไปจากผม
“วินงั้นเหรอ...” เขาเอ่ยออกมาเสียงดัง ในวินาทีนี้ผมไม่รอให้สิ่งที่ผมกลัวเกิดขึ้นแน่ รีบเดินออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เขาตะโกนตามหลังมา ผมรีบอุ้มลูกเดินเร็ว แล้วนั่งวินหนีไปทันที
เมื่อลุงวินขับออกมาได้สักพักผมก็หันกลับไปมอง เขาคนนั้นยังคงมองมาที่ผม เขาจะรู้ไหมนะว่าเป็นผม ถ้าเขารู้จะทำยังไงดีล่ะ ตอนนี้สมองมันตันไปหมด
ผมให้ลุงวินมาส่งที่บ้าน และฝากไปบอกยายจันทร์ด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อลูกชายหลับไปแล้วผมก็นั่งคิดหาทางออก หากพี่ธีไม่รู้ว่าตาหนูคือลูกก็คงดี เขาคงไม่มาตามรังควานผมแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้ก็อยากให้ผมออกจากบ้านหลังนั้นอยู่แล้ว แต่ทว่าพี่ธีอาจจะถามเรื่องผมจากพี่เพชร แน่นอนว่าเขาต้องรู้อยู่แล้ว เพราะพี่เพชรเองก็รู้ว่าผมเป็นแม่แท้ ๆ ของตาหนู
นั่งคิดใคร่ครวญอยู่ได้สักพักยายจันทร์ก็เดินเข้ามาหา
“วินเอ็งเป็นยังไงบ้าง ยายเป็นห่วงเลยรีบกลับมาดู” ยายจันทร์เดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ผมไม่เป็นไรครับยาย ผมขอโทษที่อยู่ ๆ ก็รีบกลับมา”
“ไม่เป็นไร ขอแค่เอ็งกับตาหนูไม่เป็นไรยายก็หายห่วงแล้ว สักพักถึงจะกลับไปดูร้านต่อ ฝากยายปลีช่วยดูให้” ยายปลีคือคนขายลูกชิ้นทอดร้านที่อยู่ใกล้กัน
“เดี๋ยวผมกลับไปขายเองก็ได้ครับยาย ยายอยู่ดูตาหนูที่นี่ล่ะ”
“ไม่เป็นไรยายไปเองก็ได้ ยายรู้ว่าตอนนี้เอ็งกำลังหลบหน้าใครบางคนอยู่ ว่าแต่เอ็งรู้จักกับเพื่อนของพ่อเพชรมาก่อนเหรอ ถึงได้หนีมาซะอย่างนั้น” ยายจันทร์เอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย
“ยายครับ...ผมกลัวว่าเขาจะมาพรากตาหนูไป เพื่อนพี่เพชรก็คือพ่อของตาหนูครับ ทำไมโลกมันถึงได้กลมอย่างนี้นะ” ผมเอ่ยแล้วถอนหายใจเสียงดัง จนยายต้องเดินเข้ามาจับมือผมไว้เพื่อปลอบใจ
“ยายจะไม่ให้ใครมาพรากเอ็งกับตาหนูไปจากยายแน่นอน ถ้าเอ็งกลัวเราจะเปลี่ยนที่ขายกัน ไปขายที่อื่นไม่ให้พ่อเพชรรู้ดีไหม” ยายจันทร์แนะนำ
“ยังไงพี่เพชรก็ต้องรู้อยู่ดีครับยาย ใคร ๆ ก็รู้จักเรายังไงซะก็หนีไม่พ้นหรอก”
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ หรือเอ็งกับลูกจะย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อนสักพัก”
“ผมจะไปอยู่ไหนล่ะครับยาย อีกอย่างจะให้ผมทิ้งยายอยู่คนเดียวผมทำไม่ได้หรอก ยังไงเราก็ต้องอยู่ด้วยกัน” ทำไมผมจะต้องหนีด้วยล่ะในเมื่อผมไม่ได้ทำอะไรผิด เอาวะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ในเมื่อผมคิดจะตัดขาดจากคนพวกนั้นแล้ว ผมก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ตาหนูเป็นลูกผมเพียงคนเดียว ผมจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งไปไหนเด็ดขาด
“อย่างนี้เอ็งก็ต้องเดือดร้อนน่ะสิ”
“ช่างมันเถอะยาย ผมตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตเหมือนเดิม ถ้าใครมาทำผม ผมก็จะไม่มีทางยอมเด็ดขาด ผมกับคนพวกนั้นตัดขาดกันไปตั้งนานแล้ว พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในตัวผมกับลูกเลยแม้แต่น้อย” ผมจับมือยายจันทร์ไว้แน่น ส่งยิ้มให้ เพื่อให้ยายไม่ต้องคิดมาก
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้







