LOGINฮอนเดินมาที่ตู้โทรศัพท์ซึ่งแทบจะหายสาบสูญไปในยุคสมัยที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือแทบจะทุกคนแล้ว หากทว่าด้วยความยากจนทำให้เขาไม่มีโอกาสได้ท่องโลกอินเทอร์เน็ตเหมือนเด็กหนุ่มวัยรุ่นทั่วไป ร่างเล็กหยิบเศษเหรียญออกมาแล้วหยอดเข้าที่ช่องก่อนกดเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกเขียนในกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ยัดใส่กระเป๋าเอาไว้เมื่อครั้งที่อิฐเคยให้ไว้
“สวัสดีครับอ้ายอิฐ”
“ใครนี่”
“ผมฮอนเองครับ”
“อ้าวฮอน โทรหาอ้ายมีอะไรหรือเปล่า”
“ตอนนี้...ผมหนีออกมาจากบ้านเราแล้ว ผมอยากทำงานกับอ้ายอิฐ พอจะมีงานให้ทำไหมครับ”
“มีสิ อ้ายกำลังต้องการคนพอดีเลย ตอนนี้ฮอนอยู่ไหน”
“ผมอยู่ที่บขส.ครับ”
“เดี๋ยวอ้ายจะไปหาตอนนี้ พรุ่งนี้จะได้เดินทางเลย”
“ขอบคุณครับอ้าย ตอนนี้ผมอยู่ที่ตู้โทรศัพท์ใกล้เซเว่นครับ”
“รออยู่ตรงนั้นล่ะเดี๋ยวอ้ายไปรับ”
“ครับ”
วางสายแล้วฮอนก็ยิ้มด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยก็ไม่ต้องระหกระเหเร่ร่อน แถมยังได้ทำงานเร็วอีกด้วย พรุ่งนี้เลยหรือจะได้เดินทางมันช่างน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร โชคดีที่เขาเก็บเบอร์โทรศัพท์รุ่นพี่ในหมู่บ้านเอาไว้ เมื่อครั้งที่อิฐมาชักชวนให้ไปทำงานด้วย บอกว่าเป็นงานสบายรายได้ดี แต่ต้องไปทำงานที่เมืองเซี่ยงไฮ้ โชคดีที่เขาสามารถพูดภาษาจีนได้ในระดับหนึ่ง เพราะแถวบ้านมีครูมาสอนภาษาจีน เขาเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่จะทำให้อนาคตดีกว่านี้ จึงเจียดเวลาจากการทำงานไปเรียนในช่วงที่คนอื่นนอนหลับพักผ่อน โชคดีที่อาจารย์ผู้สอนซึ่งเป็นคนจีนแท้ ๆ เห็นใจและยอมสอนให้เขาเป็นการส่วนตัว จึงทำให้ได้สำเนียงมาเกือบเทียบเท่าเจ้าของภาษา
รออยู่ตรงนั้นไม่นานอิฐก็มารับกลับไปที่บ้านพักซึ่งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ฮอนนั่งอยู่บนโซฟาพลางกวาดสายตามองไปรอบบ้านซึ่งดูหรูหรากว่าที่คิดเสียอีก รุ่นพี่ทำงานอะไรกันนะถึงได้มีเงินมีทองมาสร้างบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้
“มาแล้วว!” เจ้าของบ้านหนุ่มหล่อเดินถือแก้วน้ำส้มมาให้ อิฐเป็นผู้ชายรูปร่างเพรียวบางไม่ต่างจากฮอน หน้าตาดีทั้งคู่แต่มีเสน่ห์คนละอย่าง
“ขอบคุณครับอ้าย” เจ้าตัวนั่งนิ่งยังไม่ยอมยื่นมือไปหยิบแก้วน้ำส้มแต่อย่างใด หากทว่าคนเป็นรุ่นพี่ดันแก้วเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น
“รีบดื่มซะสิ น้ำส้มคั้นอร่อย ๆ จะได้สดชื่นไง แล้วเราค่อยมาคุยรายละเอียดงานกัน”
“ได้ครับอ้าย”
ฮอนรีบคว้าแก้วน้ำส้มขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดเมื่อได้ยินว่าจะคุยเรื่องงาน คนที่นั่งมองยิ้มมุมปากอย่างพอใจ แววตาฉายไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมมีพิษร้ายเกินกว่าที่คนอย่างฮอนจะตามทัน
“ดีมาก ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นถึงได้หนีออกมาจากบ้านอย่างนี้ล่ะ”
“คือ...พ่อจะขายผมให้เสี่ยครับ ผมเลยหนีมาไม่งั้นคงจะโดนส่งตัวไปขายแล้วแน่ ๆ ผมจะไม่มีวันทนอยู่อย่างไร้อนาคตที่นั่นหรอก สักวันพ่อจะต้องภูมิใจที่ผมเป็นเด็กรักดี ผมจะพิสูจน์ให้พ่อเห็นเอง” พูดถึงเรื่องนี้ใบหน้าก็เศร้าลงทันที
“อย่าทำหน้าเศร้าไปเลย ต่อไปนี้ชีวิตฮอนจะดีขึ้นแน่นอนอ้ายมั่นใจ งานที่อ้ายจะส่งเราไปทำมันเป็นงานสบาย ขอแค่ฮอนเชื่อฟังและทำตามเจ้านายก็พอ”
“ผมจะเชื่อฟังทุกอย่าง จะไม่ยอมทำให้อ้ายต้องเสียชื่อแน่นอนครับ ว่าแต่มันเป็นงานแบบไหนครับ”
“แค่นั่ง ๆ นอน ๆ ทำให้ลูกค้ามีความสุขก็พอแล้ว เงินที่ฮอนจะได้มันมากพอจะตั้งตัวเลยนะ ขอแค่อดทนในช่วงแรก ๆ ต่อไปเราจะชินเอง”
“นั่ง ๆ นอน ๆ แค่นั้นเองเหรอครับ” สีหน้าคนพูดยังคงไม่คลายความสงสัย
“ใช่ นั่ง ๆ นอน ๆ แล้วแต่ลูกค้าจะสั่ง ประมาณว่าแค่ช่วยนั่งเป็นเพื่อนลูกค้า ทำให้เขาคลายเครียดจากการทำงาน พี่เคยทำหลายปีจนมีทุกอย่างในตอนนี้ไงล่ะ เห็นไหมว่าอ้ายมีทั้งบ้านทั้งรถ มีเงินมาลงทุนทำธุรกิจ สามารถเลี้ยงทุกคนในครอบครัวได้ บ้านอ้ายก็สร้างใหญ่โตกว่าคนอื่น ๆ ฮอนไม่เห็นเหรอ”
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้







