LOGINห้าปีของการแต่งงาน.ไม่เคยมีใครรู้ว่าเป็นเพียงความรักข้างเดียว"ภายนอก ทุกคนต่างอิจฉาชีวิตคู่ของหมอก ศัลยแพทย์หัวใจผู้เพียบพร้อม กับ แก้วใจเบต้าผู้อ่อนโยนที่คอยดูแลสามีอย่างดีที่สุดแต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย
View Moreคุณเคยพยายามรักษาความสัมพันธ์เอาไว้นานที่สุดไหม แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไร อีกฝ่ายกลับค่อย ๆ ถอยห่างออกไปทีละนิด
จากคนที่เคยนั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน ยิ้มให้กันทุกวัน ดูหนัง เล่นเกม และหัวเราะกับเรื่องไร้สาระ เป็นคนที่คอยดูแลกันยามเจ็บป่วย เป็นที่พักใจให้กันหลังเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ทุกครั้งที่เจอเรื่องดีหรือเรื่องแย่ ก็รีบกลับมาเล่าให้อีกคนฟัง แต่ตอนนี้... ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เราต่างใช้ชีวิตของตัวเอง เช้าที่เคยมีอาหารสองจาน เหลือเพียงกาแฟดำหนึ่งแก้ว ดื่มหมดแล้วก็ออกจากบ้าน หนังที่เคยดูด้วยกัน กลายเป็นหนังที่ผมดูคนเดียว สถานที่ที่เคยเดินจับมือกัน กลายเป็นที่ที่ผมไปเพียงลำพัง วันที่ไม่สบาย... เมื่อก่อนลืมตาขึ้นมา จะเห็นเขานอนอยู่ข้าง ๆ คอยวัดไข้ คอยยื่นยา คอยถามว่า “ดีขึ้นหรือยัง” แต่ตอนนี้ สิ่งที่อยู่ข้างเตียงมีเพียงแก้วน้ำที่ผมวางไว้เองก่อนนอน มันยังตั้งอยู่ตรงที่เดิม ราวกับไม่มีใครเคยแตะต้อง ภาพเดิม ๆ ฉายวนซ้ำอยู่ในหัวไม่รู้จบ อยากร้องไห้...แต่กลับไม่มีแม้แต่น้ำตาจะไหลเขาไม่กลับบ้านมากี่วันแล้วนะเขาจะรู้ไหม...ว่ายังมีใครคนหนึ่งรออยู่ที่บ้านหลังนี้ คิดถึงเขาแทบขาดใจ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...ผมคงย้อนกลับไปในวันที่เขาขอผมแต่งงาน และผมจะตอบปฏิเสธ ผมจะไม่แต่งงาน...จะไม่รัก...คนเย็นชาคนนี้อีก … “ผมไม่น่ารักพี่เลย... พี่หมอก” ยี่สิบปีก่อน พี่หมอกครับ! พี่หมอก! คุณแม่ให้เอาขนมมาให้ครับ” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากหลังบ้านไม้เรือนไทยที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เด็กชายตัวน้อยวิ่งหอบกล่องขนมไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะชะเง้อมองหาคนที่เรียกหา “พี่อยู่นี่” เสียงของเด็กชายวัยสิบขวบดังมาจากบนต้นมะม่วง หมอกกำลังปีนอยู่บนกิ่งใหญ่ มือหนึ่งเกาะลำต้น อีกมือเด็ดมะม่วงดิบใส่ชายเสื้อจนพองออก “พี่ไปทำอะไรอยู่เหรอ เก็บมะม่วงหรือ” แก้วใจเงยหน้าถาม ดวงตากลมโตเป็นประกาย “อือ คุณย่าอยากทำน้ำปลาหวาน พี่เลยมาเก็บมะม่วง” หมอกกระโดดลงจากต้นอย่างคล่องแคล่ว ก่อนเดินมายีหัวเด็กข้างบ้านที่อายุน้อยกว่าห้าปี “แก้วจะกินกับพี่ไหม” “เผ็ดไหมอะ พี่หมอก” “ก็อย่ากินพริกสิ” “งั้น...ผมจะลองกินพริกดู” หมอกหัวเราะเบา ๆ “ยังเด็ก กินไม่ได้หรอก” แก้วใจย่นจมูกทันที “ผมไม่เด็กแล้วนะ” “อ้าว แล้วเป็นอะไร” เด็กน้อยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนแลบลิ้น “ไม่บอก... แบร่!” พูดจบก็วิ่งฉิวเข้าไปในครัวไทย “คุณย่าครับ!” หญิงชราหันมายิ้มอย่างอ่อนโยน “ว่าไงลูก แก้วใจ มาแล้วเหรอ” “มาครับ” “เจอพี่หมอกหรือยัง” “เจอแล้วครับ” จังหวะเดียวกัน หมอกก็เดินหอบมะม่วงเข้ามา “คุณย่าครับ ผมได้มาแล้ว” คุณย่ามองเสื้อสีขาวที่เปื้อนยางมะม่วงจนเป็นดวง ก่อนถอนหายใจ “ตายแล้ว...เสื้อเลอะหมด ไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย” “ไม่เป็นไรครับ นิดเดียว” หมอกก้มมองเสื้อตัวเอง ก่อนใช้มือลูบออกลวก ๆ แก้วใจมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหมือนคิดอะไรออก “พี่หมอก ถอดเสื้อมา เดี๋ยวผมซักให้” คำพูดจริงจังของเด็กห้าขวบทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนหลุดหัวเราะออกมาคุณย่ามะลิยิ้มกว้าง “มีแก้วใจคอยดูแลตาหมอก ย่าก็เบาใจ” “คุณแม่คะ...” อรเอ่ยปรามเบา ๆ แต่คุณย่าเพียงหัวเราะ “ฉันพูดจริง” ส่วนแก้วใจนั้นไม่ได้สนใจบทสนทนาของผู้ใหญ่เลย เจ้าตัวกำลังตั้งใจตักน้ำจากโอ่ง ผสมน้ำยาซักผ้าอย่างขะมักเขม้น ราวกับภารกิจนี้สำคัญที่สุดในโลก ใต้ถุนบ้าน “ว่าไงนะวรรณ เธอจะไม่อยู่เหรอ” “ใช่ค่ะ วรรณคิดว่าจะไปต่างประเทศ เพราะมีงานยาว ถ้าไป ๆ มา ๆ กลัวว่าแก้วใจจะไม่ไหว กลัวลูกเหนื่อย” “แล้วเธอจะเอาแก้วใจไปทำไม” “ถ้าไม่เอาแก้วใจไป แล้วลูกจะอยู่ยังไงคะ แก้วยังเด็กอยู่เลย” “แต่เด็ก ๆ กำลังสนิทกันเลยนะ ถ้าแยกกันไปกลัวว่าแก้วใจจะงอแง ยิ่งติดตาหมอกอยู่” อรมองเด็กสองคนที่กำลังกินมะม่วงน้ำปลาหวานและหัวเราะคิกคักกัน “งั้นก็ให้แก้วใจอยู่ที่นี่ ฉันก็รักเอ็นดูแก้วใจเหมือนหลานฉันอีกคน” “จะดีเหรอคะ คุณแม่” “เชื่อฉันสิ มองยังไงฉันก็ไม่เคยพลาด แก้วใจนี่แหละที่จะเอาตาหมอกอยู่” “แต่วรรณเกรงใจมากเลยค่ะ ที่ต้องฝากแก้วใจอยู่ที่นี่” “ไม่เป็นไรเลย แก้วใจก็เหมือนลูกหลานบ้านนี้อีกคน” “งั้นรอตอนเย็นให้ทุกคนมาครบ เรามาคุยเรื่องนี้กันดีไหม แม่วรรณ” หญิงวัยชรากล่าวพร้อมรอยยิ้ม ก่อนทอดสายตาไปยังเด็กสองคนที่นั่งเล่นกัน เธอรู้ดีว่า... หลานชายของเธอคงรักและเอ็นดูแก้วใจมากกว่าคำว่าเพื่อนบ้านไปนานแล้ว ──────── 15 ปีต่อมา ──────── งานแต่งถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในบ้านของทั้งสองครอบครัว ช่วงเช้าเป็นพิธีหมั้น ก่อนเข้าสู่พิธีตามธรรมเนียม แลกแหวน รดน้ำสังข์ จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปิดท้ายด้วยพิธีส่งตัวเข้าหอ ไม่มีแขกมากมาย ไม่มีงานเลี้ยงใหญ่โต มีเพียงพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ และคนงานในบ้านเท่านั้น นี่คือคำขอของหมอก ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อาชีพหมออย่างเต็มตัว เขาไม่มีเวลามากพอสำหรับงานแต่งใหญ่โต และคืนนี้ยังต้องกลับเข้าเวรตอนเที่ยงคืน ส่วนแก้วใจเองก็เพิ่งขึ้นปีสอง งานมหาวิทยาลัยมากมายจนแทบไม่มีเวลาเช่นกัน เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทั้งคู่ยอมแต่งงาน คือคำขอของคุณย่า หญิงชราผู้เลี้ยงดูแก้วใจมาอย่างดี คอยอบรมสั่งสอนจนเขาเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี แก้วใจยินดีทำตามคำขอ เพราะอยากตอบแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่ได้รับมาตลอดชีวิต ภายในห้องหอถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวอย่างเรียบง่าย “งานแต่งทั้งที แกก็จัดซะเรียบง่าย เข้าหอยังเรียบง่ายอีก หมอก ย่าไม่รู้แกคิดอะไรอยู่” “คุณย่าครับ ผมเป็นหมอนะครับ เวลาไม่ต้องคิดเลยครับ ยิ่งชวนแขกมาไม่ต้องพูดถึง แต่ละคนไม่มีเวลามาแน่ ๆ” แก้วใจหัวเราะเบา ๆ ก่อนช่วยพูดให้หมอก “คุณย่าครับ แบบนี้ก็ดีแล้วครับ เราไม่ต้องเสียเงินจัดงานเยอะ ยังไงการแต่งงานก็ขึ้นอยู่กับคนสองคน ถ้าจัดงานใหญ่โตแต่ไปกันไม่รอด เสียเงินแย่เลยครับ” คำตอบนั้นทำให้คุณย่ามะลิยิ้มอย่างพอใจดูเหมือนเธอจะเลือกคนไม่ผิดจริง ๆ “คุณแม่คะ ให้พรเด็ก ๆ เถอะค่ะ เดี๋ยวเสียฤกษ์หมดนะคะ” “อ่อ ใช่ ๆ มา ๆ ทั้งสองคน” หญิงชราเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “หมอก ย่าฝากดูแลน้องด้วยนะลูก เราโตกว่าต้องเป็นช้างเท้าหน้า ส่วนแก้วใจ เราคือช้างเท้าหลัง มีอะไรก็ค่อยช่วยเหลือกัน เข้าใจไหมลูก” “ครับ/ครับ” คำอวยพรของผู้ใหญ่ยังคงดำเนินต่อไป ก่อนที่ทุกคนจะฝากฝังชีวิตคู่ของคนทั้งสองเอาไว้ด้วยความหวัง ไม่มีใครรู้เลยว่า... สิบห้าปีต่อจากวันนี้ ความสัมพันธ์ที่ทุกคนเชื่อว่าจะงดงาม กลับค่อย เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม"ส้มหวาน ๆ ครับ! ลองชิมก่อนได้ครับ!"เสียงของเสือดังลั่นตลาด แต่ผ่านไปสิบนาที... ไม่มีใครเดินเข้ามาเลยต้นกล้าที่ยืนขายชาอยู่ข้าง ๆ ถึงกับกลั้นขำจนไหล่สั่น เสือหันมอง"หัวเราะอะไร""มึงขายเหมือนเชียร์มวย""แล้วต้องขายยังไง"ต้นกล้าหยิบส้มขึ้นมาลูกหนึ่ง ยิ้มให้คุณยายที่เดินผ่านมา"ยายคำครับ วันนี้เอาส้มไปฝากหลานก่อ"ยายคำยิ้มกว้าง "เอาสองกิโลเลยจ้า"เสืออ้าปากค้าง "เดี๋ยว! เมื่อกี้กูตะโกนจนคอแห้ง ไม่มีใครซื้อ!"ต้นกล้ายักไหล่ "เขาซื้อเพราะรู้จักกู ไม่ใช่เพราะเสียงกู"เสือถอนหายใจ "แพ้อีกแล้ว"ต้นกล้าหัวเราะ "ยอมรับด้วยสิ คนขายของไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือความไว้ใจ""พี่ต้น!"เด็กผู้หญิงตัวเล็กวิ่งเข้ามากอดต้นกล้า"วันนี้มีขนมไหม"ต้นกล้าย่อตัวลงลูบหัวเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน "มีสิครับคนเก่ง"เขาหยิบลูกอมจากกระเป๋าเสื้อออกมาแจกเด็ก ๆ ทีละคน ไม่นานก็มีเด็กอีกหลายคนวิ่งเข้ามาล้อม ดวงตาแสนใสของพวกเขาเปล่งประกายแห่งความสุขเสือยืนมองภาพนั้นเงียบ ๆ หัวใจบีบตัวบางอย่าง"มึง... รักเด็กเหรอ"ต้นกล้าหันมายิ้ม "อือ เด็กบนดอยน่าสงสาร บางคนกว่าจะได้ลงไปเรียน ต้องเดินหลายกิโลทั้งขึ้นเขาลงหุบเขา"เสือมองเด็ก
เช้าวันรุ่งขึ้น... แสงแดดเพิ่งจะเริ่มลอดผ่านยอดไม้ เสียงนกกรงหัวจุกดังแว่วมาแต่ไกล แต่เสียงตะโกนเรียกชื่อของเขาดังก้องก่อนเสมอ "เสือ!" เสียงต้นกล้าดังลั่นจากหน้าประตูห้อง "ตื่นได้แล้ว!" เสือพลิกตัวเอาหมอนปิดหูแน่น "อีกห้านาที... แค่ห้านาทีเอง" "สามนาที" เสียงตอบกลับมาทันที ไม่มีทางให้ต่อรอง "ห้านาที!" เสือต่อรองเสียงอู้อี้ใต้หมอน "สองนาที นับหนึ่งถึงสองนะ" เสือถอนหายใจยาวเฮือก ก่อนผลักผ้าห่มลุกจากเตียงทั้งที่ดวงตายังงัวเงีย ปลายเท้าจิ้มพื้นไม้เย็นเฉียบ เขาถูตาข้างหนึ่งพลางบ่นพึมพำ "กูไม่เข้าใจจริง ๆ... มึงจะรีบไปไหนทุกวัน ตะวันยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำ" ต้นกล้ายืนกอดอกอยู่หน้าประตู หน้าตาตื่นตัวเรียบร้อยราวกับตื่นมาสามชั่วโมงแล้ว "วันนี้วันตลาดนัดกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านจะลงมาจากขอบดอยขายของ มึงต้องไปช่วยกู" เสือชี้หน้าตัวเองด้วยนิ้วโป้ง ดวงตากลมโต "ดาราดังอย่างกู... ให้ไปยืนขายผักกับชาวบ้านเนี่ยนะ?" ต้นกล้าพยักหน้าหน้าตาเฉย "ใช่ ใครจะรู้จักมึงที่นี่นา มาแต่ตัวเปล่า ไม่มีเงินใช้จ่าย ถ้าอยากกินข้าวก็ต้องทำง
คนธรรมดา... ทำแบบนั้นไม่ได้ เย็นวันเดียวกัน... ข่าวเรื่องต้นกล้าช่วยเด็กจากควายแตกตื่น แพร่ไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว คนพากันยืนรวมกลุ่มคุยกันที่ศาลากลางหมู่บ้าน เสียงพูดดังแว่วมาถึงหูเสือที่กำลังยกกระสอบอาหารสัตว์ผ่านไป "ต้นนี่เก่งเหมือนพ่อมันไม่มีผิด" ผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งพูดพลางส่ายหน้าชื่นชม "ตั้งแต่เด็กก็ไวอย่างกับลิง" อีกคนเสริม "แต่พ่อมันหายไปตั้งห้าปีแล้วนะ... ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน รบกวนใจลูกมาตลอด" เสือถึงกับชะงัก ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พ่อมึงหายไป? เขาเพิ่งรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรก หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความสงสัยและความเป็นห่วง "เฮ้ย!" เสียงต้นกล้าดังขึ้นใกล้ ๆ "มัวยืนเหม่ออะไร ไกล่เกลี่ยแดดลับยอดดอยแล้วนะ" เสือรีบกระตุกตื่น ยกกระสอบกลับขึ้นบ่า "อ่ะ... กำลังไป" ต้นกล้าหรี่ตามมองด้วยสายตาสงสัย "ยกไหวแน่นะ ไม่ต้องฝืนนะเว้ย" "มึงดูถูกกูเหรอ?" เสือยกหน้าตอบกลับทันที "ก็..." ต้นกล้ามองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาตรวจสอบ "เมื่อเช้าแพ้มดก็บ่นยุบยิบ เมื่อบ่ายเก็บชาก็คร่ำครว
หลังกลับจากไร่ชา... เสือถึงกับทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นลำไย ไหล่กว้างแอ่นลงตามแรงเหนื่อย หายใจออกยาวราวกับแบกภูเขามาทั้งลูก "โอ๊ย..." เขาครางเบา ขยับนิ้วมือที่เริ่มปวดเมื่อย "แค่เก็บชาทำไมเหนื่อยขนาดนี้" ต้นกล้าที่กำลังยกตะกร้าชาเดินผ่านไป หันมามองเพียงแวบเดียว ดวงตาคมกริบฉายแววขบขัน "นี่แค่ครึ่งวัน" ต้นกล้าตัดบท "ถ้าฤดูเก็บชาจริง ๆ มึงคงร้องไห้เป็นลูกให้เห็น" เสือหัวเราะแห้ง ๆ เอามือทุบต้นขาเบา ๆ "กูเป็นดารา ไม่ใช่ควายลากไถนะเว้ย" "แต่ตอนนี้มึงเป็นลูกจ้างของป้าพร" ต้นกล้าสวนกลับทันที ก่อนจะวางตะกร้าลงอย่างเบามือ ป้าพรที่กำลังคัดใบชาอยู่ที่โต๊ะไม้ยิ้มหัวเราะออกมา "พอ ๆ ทั้งคู่ กัดกันตั้งแต่เช้า ไม่เหนื่อยกันบ้างเหรอ" "ผมไม่ได้กัด" ต้นกล้าหันไปยิ้มให้ป้า "มันเริ่มก่อน" เสือชี้หน้าตัวเอง "กูเนี่ยนะ?" "ใช่" "มึงแค่หายใจก็กวนประสาทกูแล้ว" เสือตอกกลับ ต้นกล้าหัวเราะในลำคอ "ปากเก่งเหมือนเดิม" "แล้วไง" ระหว่างที่ทั้งสามกำลังนั่งพักดื่มน้ำเปล่า