Mag-log inอย่าเอาแต่ใจให้มากนักกูไม่ใช่พ่อมึง… แต่เห็นทีไรเต็นท์ก็ได้ตามใจเจ้านายอย่างเจโรมทุกที
view moreบทที่ 1
นี่เราอยากเป็นหนี้เหรอนี่ เสียงโห่ลั่นดังเอ็ดตะโรเซ็งเซ่ไปทั่วทั้งบริเวณร้านเหล้ากึ่งบาร์แบบนั่งชิล หลังจากหมดทดเวลาก่อนบอลลูกสุดท้ายจะถูกยิงเข้าประตูไป มีทั้งที่คนโห่ร้องด้วยความดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน เสียงนั้นดังขึ้นพักใหญ่จนเงียบลงเมื่อคนเกือบทั้งหมดทยอยออกไปจากร้าน เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังยอมรับความจริงไม่ได้ อย่างเช่น…เต็นท์ หนุ่มเฟรชชี่ที่นั่งกุมหัวด้วยความเซ็ง จนกระทั่งเสียงทักทายดังขึ้น “ไงน้องรัก ได้หรือเสีย” วศิน ชายหนุ่มวัยสามสิบปลาย ๆ เอ่ยหยอกล้อรุ่นน้องของตน เขาลากเก้าอี้ออกมานั่งลงตรงข้ามคนหัวเสีย “โห่พี่สภาพนี้ยังถามมาได้ ว่าได้หรือเสีย” ว่าจบก็ยกขวดเบียร์ในมือขึ้นดื่มอึก ๆ ก่อนวางลงอย่างแรงจนโต๊ะสะเทือนไปทั้งตัว “นัดที่แล้วก็เสีย มีตังค์แดกไหมเนี่ย” “ไม่มีละพี่จะขอแม่เพิ่มก็โดนซักตาย รู้ว่ามาเสียพนันโดนทุบหัวแบะ” “นี่เพิ่งต้นเดือนนะมึง ลองหาวัดอยู่ไหมล่ะ” วศินพูดพลางขำออกมาท่าทางใจดี ขัดกับหน้าตาของอีกคนโดยสิ้นเชิง “เครียดจริงพี่ มีให้ยืมปะ” “เอาไหนมามีวะ เมียกูเก็บหมด” “โว้ะ ไม่ได้เรื่อง” เต็นท์ยกมือเกาหัวตัวเองเบา เปิดโทรศัพท์ดูเวลาก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นเวลาปาเข้าไปตีสองกว่า “แต่กูพอบอกที่แหล่งที่จะหาได้อยู่ มึงก็ลองไปถามดู” เต็นท์เงยหน้ามองสายรหัสปีสูงของตัวเอง ที่บอกว่าพวกวิศวะมันโคตรจะสายสัมพันธ์ดีนี่แม่งไม่เกินจริงเลยว่ะ ขนาดคนที่จบไปเป็นสิบปีอย่างคนตรงหน้าของเขาพอรู้ว่าเป็นสายรหัสกันก็ทำอย่างกับรู้จักกันมานานปานพี่น้องที่คลานตามกันออกมา “ที่ไหนอะพี่” “สุดซอย มีโต๊ะสนุ้กอยู่มึงเข้าไปข้างหลังมันปล่อยกู้ แต่ดอกโหด” วศินทำท่าคิด ไม่อยากแนะนำน้องในทางที่ผิด แต่ก่อนจะเสียขนาดนั้นเขาก็เตือนไปแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่ช่วยเด็กมันหาทางแก้ “โหดแค่ไหนก็ไม่เท่าแม่ผมหรอกพี่” “แม่มึงเขาไม่ฆ่ามึงหรอกมั้ง แต่ไอ้พวกนี้นี่มันเอาตายนะมึง” “ก็ต้องลองปะวะ งั้นผมไปก่อนพี่” เจ้าของเสียงลุกขึ้นพรวดเดียวจนเกิดอาการเซ รั้งโต๊ะแทบไม่ทันเกือบลงไปกองกับพื้นดิน “ไหวนะมึง” “ไหว ๆๆๆ พี่ดูถูกผมเกินไปละเบียร์แค่นี้ กระจอก” “เออไหวก็ไป ขับรถดี ๆ แล้วกันกูยังไม่อยากกินกระเพาะปลา” วศินโบกมือไล่คนเมา ก่อนยืนส่งรุ่นน้องจนลับตา เต็นท์พยักหน้าเออออให้กับรุ่นพี่ก่อนขึ้นคร่อมเวฟแต่งซิ่งคู่ใจของตน เสียงท่อดังในระดับที่เกินความจำเป็นดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนไปจนถึงท้ายซอย สถานที่ที่รุ่นพี่บอกว่าเป็นโต๊ะสนุ้ก แต่ดูแล้วกลับโทรมกว่าที่คิดไปไกลโข ทั่วทั้งบริเวณกลับสู่ความสงบอีกครั้งเมื่อเครื่องยนต์ถูกดับลง แม้ตรงหน้าจะดูมืดสนิทไร้เงาสิ่งมีชีวิต แต่เซ้นส์ของเขาบอกว่ามันยังมีคนอยู่ที่นี่ เขาสะบัดหัวเบา ๆ ไล่อาการมึนงงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ก่อนจะเดินสำรวจรอบ ๆ ร้านจนเจอเข้ากับประตูบานหนึ่งถูกกั้นออกจากโลกภายนอกเพียงแค่มู่ลี่บาง ๆ แสงไฟริบหรี่รำไรพอให้มองเห็นทาง เขาแหวกมู่ลี่ที่ถูกแปะอยู่บนประตูออกก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน จนถึงที่ที่คิดว่าที่นี่เป็น... พนันเถื่อน... คงเพราะเป็นเวลาดึกมากแล้วคนที่เหลืออยู่จึงไม่เยอะเท่าไหร่ ไม่ได้มีใครสนใจผู้มาเยือนอย่างเต็นท์มากมายเท่าใด เขาใช้สัญชาตญาณของตัวเองคลำทางเดินเข้าไปจนถึงห้องหนึ่งตั้งอยู่สุดทางเดิน ประตูนั้นดูพิเศษกว่าห้องทั่วไปที่เดินผ่านมา ทั้งยังมีบอดี้การ์ดที่ท่าทางเหมือนพวกนักเลงอีกคนยืนเฝ้าอยู่ “มาหาใคร” ชายคนนั้นพูด “ที่นี่ปล่อยกู้เงินใช่ไหมครับ” “ใช่ แต่วันนี้นายไม่พบใคร กลับไปซะ” “พี่แต่ผมเดือดร้อนจริง ๆ ให้ผมเข้าไปเถอะนะพี่นะ” แม้อีกฝ่ายจะทำท่าทางน่าเกรงขามเท่าไหร่แต่ดูเหมือนฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้คนอย่างเต็นท์กล้ามากขึ้นกว่าตอนปกติเสียอีก เขาไม่กลัวถ้าจะต้องมีเรื่องต่อยตี ...หมายถึงถ้าอีกฝ่ายไม่มีปืนน่ะนะ แต่ในสายตาของชายที่ยืนเฝ้าหน้าห้องอยู่นั้นพวกเขากลับคิดว่าเด็กนี่ช่างน่ารำคาญและสมควรได้รับการสั่งสอน สำหรับมันแล้วคำสั่งของผู้เป็นนายถือว่าเป็นใหญ่ที่สุดไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน “กลับไป” คนเมาไม่สะทกสะท้านกับเสียงตะคอกนั้นกลับกันมันยิ่งทำให้เขารู้สึกอยากเข้าไปเห็นคนหลังประตูนั้นเหลือเกิน พวกเจ้าพ่อมันจะหน้าตาเป็นยังไงกัน ทันที่ที่เขาตัดสินใจพุ่งเข้าไปเพื่อจับลูกบิดแขนของเขาก็ถูกบิดก่อนจะถูกทุ่มลงพื้น เมื่อมีการใช้กำลังอารมณ์ที่เคยเย็นก็กลายเป็นร้อนขึ้นมาอย่างฉับพลัน คำพูดหยาบคายถูกพ่นออกมาอย่างไร้ความเกรงใจ “ไอ้สัตว์ มึง” เต็นท์กัดฟันกรอดก่อนลุกขึ้นอย่างรวดเร็วหวังจะพุ่งเข้าไปต่อยอีกคนด้วยอารมณ์คุกรุ่น แต่การกระทำนั้นก็ถูกหยุดไว้ด้วยเพียงมือเดียวของคนที่เพิ่งทุ่มเขาลงพื้น แล้วสวนกลับมาด้วยหมัดที่หนักหน่วงจนเต็นท์ได้เลือดและลงไปนอนกองกลับพื้น ‘ตื่นเต็มตาเลยไอ้เวร’ เต็นท์กัดฟันกรอดมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะเหวี่ยงหมัดเข้าไปที่กลางเป้าของอีกฝ่ายเต็มแรง เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นพร้อมกับงอตัวด้วยความเจ็บปวด เต็นท์ใช้โอกาสนี้ลุกขึ้นยืนก่อนตะสกัดขาอีกฝ่ายจนล้มลงดัง ตุ้บ กับพื้น วิศวะหนุ่มเลือดร้อนถลาเข้าไปรั้งคอเสื้อของอีกฝ่ายก่อนซัดเข้าไปเต็มแรง ข้าวของที่วางประดับอยู่รอบ ๆ ต่างกระจัดกระจายจากการต่อสู้ ไม่ใช่แค่เต็นท์ที่จะรังแกอีกฝ่ายได้อยู่คนเดียว เมื่อคนด้านล่างตั้งตัวได้ก็ซัดกลับเข้ามาจนเต็นท์ต้องผละออกไปด้วยอาการพร่าเบลอ “มึงอยากตายใช่ไหม” บอดี้การ์ดกล่าวกับคนที่นอนแผ่อยู่บนพื้น เต็นท์ถูกมันเหวี่ยงเข้ากับกำแพงจนจุกไปทั้งตัว มันเดินเยื้องย่างกายเข้ามาก่อนจะเหยียบที่ข้อเท้าของเขาเต็มแรง “โอ้ย” เต็นท์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด “มึงจะกลับไปได้หรือยัง” มันเค้นเสียงต่ำเชิงข่มขู่ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขากลัวสักเท่าไหร่ เขายันตัวเองลุกขึ้นทำท่าคล้ายจะจากไปแต่พอหางตาเหลือบไปเห็นแจกันที่วางอยู่ก็อดคันไม่คันมือไม่ได้ เขาหยิบมันขึ้นมาก่อนปาเข้ากำแพงเสียจนมันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ แต่ดูเหมือนการ์ดพวกนั้นจะไม่สนใจการกระทำอันธพาลของเขา แต่คนในห้องกลับเปิดประตูออกมาด้วยท่าทางหัวเสีย “เอะอะโวยวายอะไรกันนัก” เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดดังขึ้นจากทางประตูห้อง เขาตั้งใจจะหันไปโวยวายกับคนที่เพิ่งออกมาว่าอย่าเสือกแต่ทันที่เห็นออร่าของอีกฝ่ายที่แตกต่างจากคนที่เขาเจอในตอนแรกก็พอจะชวนให้เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเป็นนายที่พวกนั้นพูดถึง ‘หล่อสัตว์ หล่อขนาดนี้เป็นนายแบบยังได้’ ‘สันกรามนั่นแม่งจะบาดมือกูเปล่าวะ’ เต็นท์แอบวิจารณ์รูปร่งหน้าตาของคนที่เพิ่งเดินออกมา ท่าทางดูภูมิฐานแต่สวมเสื้อเชิ้ตหลุดลุ่ย ใบหน้าคล้ายลูกครึ่งไม่ทราบสัญชาติ สันกรามคมชัด ตาคมดุไม่ชวนให้มองแต่กลับดึงดูด ปากบางเป็นทรงสีสด คิ้วบางราวกับถูกจัดทรงมาแล้วรับกับรูปหน้าเสียจนน่าอิจฉา ยังไม่รวมถึงจมูกที่โด่งซะจนขึ้นนึกว่าสันเขื่อนนั่นอีก ทั้งเส้นผมดกดำถูกจัดเซ็ตแต่งทรงอย่างดี ส่วนสูงกะจากสายตาดูแล้วน่าจะเกินร้อยแปดสิบห้า ‘เห้ย หล่อกว่าผมนิดนึง ‘เต็นท์คิดในใจ “ใครส่งมึงมา” เผลอแปบเดียวอีกฝ่ายก็มายืนตรงหน้าเขาเสียแล้ว คนตรงหน้าเอ่ยปากพูดช้า ๆ คิ้วขมวดกันจนเป็นปม มือก็ติดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เดิมหลุดลุ่ยอยู่ไปพลาง “ล่อลูกน้องกูซะน่วมเลยนะ” “ไอ้พลไปไหน” “ห้องน้ำครับนาย” มันตอบกลับไอ้หน้าลูกครึ่ง เต็นท์เงยหน้ามองอีกฝ่ายที่สูงกว่าสักสองสามเช็นต์พลางบ่นในใจไปพลาง ส่วนสูง180+ที่กูภาคภูมิใจโดนไอ้ฝรั่งนี่ทำลายภายในไม่ถึงครึ่งนาที “ไม่มี ผมแค่อยากกู้เงิน” แม้จะแอบนินทาคนที่ไม่รู้เรื่องเสียยาวยืดแต่เต็นท์ก็ยังคงความสุภาพเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็กลัวจะโดนกระทืบนั่นแหละ มันสองคนทำไงได้อะไรที่ทำให้ไม่ตายเขาทำหมดนั่นแหละ “ตีสาม บ้านมึงไม่สอนมารยาทหรือไงวะ” “โหคุณ ถ้าไม่เดือดร้อนผมไม่มาหรอก” เต็นท์ตอบกลับแบบขอไปที “ไหน ๆ คุณก็ออกมาแล้วอะให้ผมยืม ๆ ไปเหอะ” “...” “นะ” เพื่อเป็นการตัดโอกาสที่อีกฝ่ายจะเดินหนีเต็นท์ก็เดินถลาเข้าไปเกาะขาของคนที่ยืนอยู่แน่น เห็นว่าการ์ดพวกนั้นที่เข้ามาเสริมตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้เตรียมจะลากเขาออกไปแล้ว แต่คนที่ดูหล่อและใจดีคนนี้กลับโบกมือให้พวกนั้นหยุด โอโหพ่อพระจริงจริ๊ง “อยากได้เงิน?” อีกฝ่ายเอ่ยเชิงคำถามพร้อมยกคิ้ว แล้วหันหลังให้กันเสียดื้อ ๆ “ตามมา” โคตรเอาแต่ใจเลยเว้ย เต็นท์ปล่อยขาของอีกฝ่ายก่อนลุกขึ้นเดินตามลูกครึ่งคนนั้นเข้าไป แต่ก่อนประตูห้องจะปิดลงเขาไม่ลืมที่จะยกยิ้มเยาะเย้ยให้กับทั้งสองคนนั้นอย่างผู้ชนะ ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก “ออกไป” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบ ๆ เต็นท์เงยหน้ามองกำลังจะเอ่ยตอบ แต่ก็พบหญิงสาวในเดรสรัดรูปแต่งตัวไม่เรียบร้อยนักคนหนึ่งยืนอยู่ ดูแล้วไอ้หนุ่มนี่คงไม่ได้พูดกับเขาสินะ เต็นท์มองเงินปึกเล็ก ๆ ที่น่าจะเกินหมื่น ไอ้ลูกครึ่งโยนส่งให้สาวสวยคนนั้น ก่อนออกไปหล่อนไม่ลืมที่จะขยิบตาให้เขาอย่างทรงเสน่ห์ ใจกู “จะเอาเท่าไร” เต็นท์หันหน้ากลับมามองคนที่นั่งเก๊กท่าอยู่บนโต๊ะทำงานท่าทางวางอำนาจบาตรใหญ่สมกับเป็นตัวเป้งของที่นี่จริง ๆ “สักแสนหนึ่ง ได้ไหมครับ” เต็นท์ลองถาม จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ต้องการเงินเยอะขนาดนั้นแต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงพูดออกไป คงจะเป็นเพราะตั้งท่ามาแล้วว่าเดือนร้อนมาก บอกว่ายืมห้าพันคงโดนมันกระทืบจริง ๆ เล่นเข้ามาขัดจังหวะดี ๆ แบบนี้ “หน้าใหม่กูปล่อยไม่เกินห้าหมื่น ดอกร้อยละห้าสิบ” “ร้อยละห้าสิบ?” เต็นท์พูดทวน ทำใจมาแล้วว่าดอกมันต้องโหดแต่ไม่คิดว่าจะโหดขนาดนี้ กลับไปให้แม่ด่าสักชั่วโมงสองชั่วโมงดีกว่ามั้งกู “เอาไหม” อีกฝ่ายเอียงคอถาม เต็นท์สบตาอีกฝ่ายด้วยความเกรงใจก่อนตอบออกไป “ไม่เอาละพี่ ผมจะหาคืนจากไหนวะดอกโหดขนาดนั้น”บทที่ 30ตัวอันตรายบรรยากาศเงียบสงบของชานเมืองต่างจากในเมืองหรือแถวมหา’ ลัยมากกว่าที่เจโรมคิด เขายืนรอเต็นท์อยู่ใต้ต้นไม้ต้นเดิมที่เคยทะเลาะกันเมื่อครั้งก่อน จ้องมองบ้านหลังขนาดกลางของโครงการ แม้จะมีคนอยู่เพียงสองคนแต่มันกลับดูวุ่นวายไม่น้อย“มาแต่เช้าเลย” เต็นท์เดินข้ามถนนมาก่อนจะกอดคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเกือบเดือน“ก็คิดถึง เลยรีบมา”“อัปเวลว่ะเดี๋ยวนี้” เต็นท์แซวก่อนผละออกมา เห็นคนตรงข้ามหรี่ตามองเขาอย่างสงสัย “มีไร”“ทำไมหนวดดกกว่าในกล้อง”“เมียสวย ก็ต้องดุ ๆ”“สวยกับผี”“หล่อด้วยเอ้า เค้าหึงหมดแหละกับผู้หญิงหรือผู้ชาย” เต็นท์หัวเราะแก้เขิน “เข้าไปกัน วันนี้อยู่บ้านไอ้โยเดี๋ยวพาไปรู้จักแฟนมัน แล้วบี๋จะรู้ว่าคนพูดมากจริง ๆ เป็นยังไง”เต็นท์เป็นประเภทที่ถ้ามีคนพูดด้วยถึงจะพูดมากหรือพูดมากกับคนที่สนิท แต่กับจีนนั่นเป็นประเภทที่พูดแม้ไม่มีใครฟัง พูดคนเดียวมันก็ทำได้“มาละ” เต็นท์บอกกับเพื่อนทั้งสองที่นั่งหัวเราะกันอยู่สองคนบนพื้น ด้านหน้ามีเตาไฟฟ้าวางอยู่พร้อมอาหารเต็มเตาเจโรมที่ยืนแอบหลังได้ความรู้สึกตื่นเต้นก้าวเท้าออกมา มองหน้าเพื่อนของเต็นท์ทั้งสองคน เขาขอเดาว่าคนที่ยิ้มกว้างจน
บทที่ 29กำลังก้าวผ่านความกลัว“อยากเข้าไปคุยกับพ่อมึงบ้างไหม” เต็นท์ถามคนที่กำลังจดจ่อกับการต่อเลโก้อย่างตั้งใจ ไม่รู้ว่าสรุปแล้วสองพ่อลูกนั้นลงรอยกันจริง ๆ หรือไม่ เพราะหลังจากเจโรมติดต่อพ่อของตนให้เขาเสร็จ อีกฝ่ายก็ไม่ใส่ใจอีกต่อไปว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น“ขี้เกียจ”“ขี้แค้นจัด” เต็นท์แซวด้วยความเข้าใจ “กูไม่ได้จะยัดเยียดมุมมองกตัญญูอะไรให้มึงนะ แต่ถ้าเขาทำดีก็ขอบคุณเขาบ้าง ในฐานะคนมีบุญคุณก็ได้”“วันหลัง” เจโรมตอบทั้งที่ไม่เงยหน้าขึ้นมาจากเลโก้ดอกไม้นั่น“วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอบี๋”“ขี้เกียจ เลี้ยงผมบ้างสิ” เจโรมเงยหน้าขึ้นมาก่อนยิ้มให้เขา ดูท่าว่าฟ้าหลังฝนมันสวยอย่างที่เขาว่าจริง ๆ“จบไปเค้าก็เงินเดือนหมื่นห้า จะเลี้ยงคุณชายแบบบี๋ไหวเหรอ”“ผมกินข้าววันละมื้อ”“งั้นเดี๋ยวหางานเพิ่ม จะได้กินให้ครบสามมื้อ” เต็นท์ลูบหัวคนรักอย่างเอ็นดู ตอนนี้เปิดเทอมมาได้สองเดือนกว่าแล้ว งานที่เคยมีก็เพลาลงไปเยอะ ที่สำคัญเขาปฏิเสธเพื่อนไปอย่างหนักแน่นว่าจะขอไม่ทำงานอีกต่อไปแล้วในเทอมหน้า“เวอร์ งั้นเดี๋ยวโทรหาพ่อ ขอสมบัติทั้งหมดถึงจะยอมกลับบ้าน”“เอางั้นเลยดิ” เต็นท์หัวเราะออกมา นาน ๆ ทีถึงจะโดนตบมุกกับเขาบ
บทที่ 28แก้แค้นเต็นท์ตาแจ้งตั้งนานแล้วตั้งแต่ต้นเรื่องด้วยซ้ำ เขามองคนรักที่กำลังร้องไห้จนตัวสั่นก่อนจะรวบอีกคนเข้ามากอด เขารู้ว่าเรื่องราวพวกนี้เจโรมต้องใช้เวลามากมายขนาดไหนในการผ่านมันมา เพียงแค่ปีเดียวไม่สามารถให้แผลพวกนั้นหายไปได้อย่างไร้ร่องรอยเขามีคำถามมากมายแต่ไม่กล้าถามออกไป“สรุปคลิปพวกนั้น เขาก็ปล่อยมันออกไป แม่งเห็นแค่กูด้วยซ้ำอะ กูไม่กล้าทำอะไรเขาเพราะกูโคตรจะกลัวเขาเลย”“แต่มึงก็ใช้ชีวิตได้อย่างดีเลยนี่”“ไม่เลย กูแม่ง...เครียดจนต้องหาหมอจิตเวชแล้วเรื่องที่ชนคนนั่นอีก กูไม่คิดว่าคนที่ทำเหมือนรักกูขนาดนั้นจะทำร้ายกูได้ลง” เจโรมพูดพร้อมเสียงสะอื้น คำพูดขาดห้วงเป็นบางจังหวะ “เขาเอาจากกูไปหมดเลย เงินก็ให้กูขอจากพ่อเพิ่ม รถ กระเป๋ากูก็ซื้อให้หมด เขาให้ความอบอุ่นกับกูในตอนที่ไม่มีใครสนใจการมีอยู่ของกูด้วยซ้ำ”“...”“แต่พอกูเริ่มโตเริ่มมีปากเสียงกับเขาได้เขาก็ทำแบบนั้นกับกูอะ”เต็นท์ลูบหลังคนรักเบา ๆ เจโรมเป็นทั้งเหยื่อและผู้ร้ายในคราวเดียวกัน เขาเองก็ไม่รู้จะผ่านไปได้ยังไงถ้าเจอเรื่องแบบนั้น“มึงกลัวเขามากเลยเหรอ”“อือ แค่เห็นหน้าเขากูก็แทบจะขยับตัวหนีไม่ได้ เขาปั่นหัวเก่งขน
บทที่ 27ให้อารมณ์มันพาไปเจโรมได้แต่มองคนรักเดินจากไปด้วยความรู้สึกหลากหลายจากเหตุการณ์ที่ประเดประดังเข้ามาตลอดช่วงบ่าย ทั้งเรื่องธุรกิจที่เจรจาไม่ลงตัว ไหนจะเรื่องแฟนเก่าอย่างพี่แองเจลที่กลับมารังควานเขาอีกในรอบสองปี...ที่ไม่รู้จะกลับมาทำไมอีกถ้าเต็นท์สังเกตกันสักนิดจะรู้ว่าสายตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ถ้าเป็นตัวเขาเองเห็นสภาพท่าทางของตัวเองและคำพูดของผู้หญิงคนนั้นก็คงจะคิดไปทางอื่นไม่ได้อีก ฝ่ามือของลูกครึ่งหนุ่มยกขึ้นมาลูบหน้าตัวเองแรง ๆ ร่างกายที่พอมีแรงขึ้นมาเริ่มคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาคนรัก แต่ทั้งโทรทั้งส่งข้อความก็ไม่มีทีท่าว่าทางนั้นจะยอมรับโทรศัพท์ของเขาเขาเข้าใจดีแต่เขาก็มีเหตุผลของตัวเอง...ขอแค่รับฟังกันบ้างสักครั้งร่างสูงของเจโรมพาตัวเองมายืนอยู่หน้าหอของเต็นท์ที่เขาไม่ได้มาบ่อย ๆ การรักษาความปลอดภัยหละหลวมทำให้เขาขึ้นมาถึงห้องของอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องพยายามเลยแม้แต่นิดเดียวก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งสั้น ๆ ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก เต็นท์ในสภาพที่กลิ่นเหล้าหึ่งเดินออกมา ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงทันทีที่เห็นหน้าคนอีกด้านของประตู“มาทำไม”“มาอธ
Rebyu