登入อย่าเอาแต่ใจให้มากนักกูไม่ใช่พ่อมึง… แต่เห็นทีไรเต็นท์ก็ได้ตามใจเจ้านายอย่างเจโรมทุกที
查看更多บทที่ 1
นี่เราอยากเป็นหนี้เหรอนี่ เสียงโห่ลั่นดังเอ็ดตะโรเซ็งเซ่ไปทั่วทั้งบริเวณร้านเหล้ากึ่งบาร์แบบนั่งชิล หลังจากหมดทดเวลาก่อนบอลลูกสุดท้ายจะถูกยิงเข้าประตูไป มีทั้งที่คนโห่ร้องด้วยความดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน เสียงนั้นดังขึ้นพักใหญ่จนเงียบลงเมื่อคนเกือบทั้งหมดทยอยออกไปจากร้าน เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังยอมรับความจริงไม่ได้ อย่างเช่น…เต็นท์ หนุ่มเฟรชชี่ที่นั่งกุมหัวด้วยความเซ็ง จนกระทั่งเสียงทักทายดังขึ้น “ไงน้องรัก ได้หรือเสีย” วศิน ชายหนุ่มวัยสามสิบปลาย ๆ เอ่ยหยอกล้อรุ่นน้องของตน เขาลากเก้าอี้ออกมานั่งลงตรงข้ามคนหัวเสีย “โห่พี่สภาพนี้ยังถามมาได้ ว่าได้หรือเสีย” ว่าจบก็ยกขวดเบียร์ในมือขึ้นดื่มอึก ๆ ก่อนวางลงอย่างแรงจนโต๊ะสะเทือนไปทั้งตัว “นัดที่แล้วก็เสีย มีตังค์แดกไหมเนี่ย” “ไม่มีละพี่จะขอแม่เพิ่มก็โดนซักตาย รู้ว่ามาเสียพนันโดนทุบหัวแบะ” “นี่เพิ่งต้นเดือนนะมึง ลองหาวัดอยู่ไหมล่ะ” วศินพูดพลางขำออกมาท่าทางใจดี ขัดกับหน้าตาของอีกคนโดยสิ้นเชิง “เครียดจริงพี่ มีให้ยืมปะ” “เอาไหนมามีวะ เมียกูเก็บหมด” “โว้ะ ไม่ได้เรื่อง” เต็นท์ยกมือเกาหัวตัวเองเบา เปิดโทรศัพท์ดูเวลาก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นเวลาปาเข้าไปตีสองกว่า “แต่กูพอบอกที่แหล่งที่จะหาได้อยู่ มึงก็ลองไปถามดู” เต็นท์เงยหน้ามองสายรหัสปีสูงของตัวเอง ที่บอกว่าพวกวิศวะมันโคตรจะสายสัมพันธ์ดีนี่แม่งไม่เกินจริงเลยว่ะ ขนาดคนที่จบไปเป็นสิบปีอย่างคนตรงหน้าของเขาพอรู้ว่าเป็นสายรหัสกันก็ทำอย่างกับรู้จักกันมานานปานพี่น้องที่คลานตามกันออกมา “ที่ไหนอะพี่” “สุดซอย มีโต๊ะสนุ้กอยู่มึงเข้าไปข้างหลังมันปล่อยกู้ แต่ดอกโหด” วศินทำท่าคิด ไม่อยากแนะนำน้องในทางที่ผิด แต่ก่อนจะเสียขนาดนั้นเขาก็เตือนไปแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่ช่วยเด็กมันหาทางแก้ “โหดแค่ไหนก็ไม่เท่าแม่ผมหรอกพี่” “แม่มึงเขาไม่ฆ่ามึงหรอกมั้ง แต่ไอ้พวกนี้นี่มันเอาตายนะมึง” “ก็ต้องลองปะวะ งั้นผมไปก่อนพี่” เจ้าของเสียงลุกขึ้นพรวดเดียวจนเกิดอาการเซ รั้งโต๊ะแทบไม่ทันเกือบลงไปกองกับพื้นดิน “ไหวนะมึง” “ไหว ๆๆๆ พี่ดูถูกผมเกินไปละเบียร์แค่นี้ กระจอก” “เออไหวก็ไป ขับรถดี ๆ แล้วกันกูยังไม่อยากกินกระเพาะปลา” วศินโบกมือไล่คนเมา ก่อนยืนส่งรุ่นน้องจนลับตา เต็นท์พยักหน้าเออออให้กับรุ่นพี่ก่อนขึ้นคร่อมเวฟแต่งซิ่งคู่ใจของตน เสียงท่อดังในระดับที่เกินความจำเป็นดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนไปจนถึงท้ายซอย สถานที่ที่รุ่นพี่บอกว่าเป็นโต๊ะสนุ้ก แต่ดูแล้วกลับโทรมกว่าที่คิดไปไกลโข ทั่วทั้งบริเวณกลับสู่ความสงบอีกครั้งเมื่อเครื่องยนต์ถูกดับลง แม้ตรงหน้าจะดูมืดสนิทไร้เงาสิ่งมีชีวิต แต่เซ้นส์ของเขาบอกว่ามันยังมีคนอยู่ที่นี่ เขาสะบัดหัวเบา ๆ ไล่อาการมึนงงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ก่อนจะเดินสำรวจรอบ ๆ ร้านจนเจอเข้ากับประตูบานหนึ่งถูกกั้นออกจากโลกภายนอกเพียงแค่มู่ลี่บาง ๆ แสงไฟริบหรี่รำไรพอให้มองเห็นทาง เขาแหวกมู่ลี่ที่ถูกแปะอยู่บนประตูออกก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน จนถึงที่ที่คิดว่าที่นี่เป็น... พนันเถื่อน... คงเพราะเป็นเวลาดึกมากแล้วคนที่เหลืออยู่จึงไม่เยอะเท่าไหร่ ไม่ได้มีใครสนใจผู้มาเยือนอย่างเต็นท์มากมายเท่าใด เขาใช้สัญชาตญาณของตัวเองคลำทางเดินเข้าไปจนถึงห้องหนึ่งตั้งอยู่สุดทางเดิน ประตูนั้นดูพิเศษกว่าห้องทั่วไปที่เดินผ่านมา ทั้งยังมีบอดี้การ์ดที่ท่าทางเหมือนพวกนักเลงอีกคนยืนเฝ้าอยู่ “มาหาใคร” ชายคนนั้นพูด “ที่นี่ปล่อยกู้เงินใช่ไหมครับ” “ใช่ แต่วันนี้นายไม่พบใคร กลับไปซะ” “พี่แต่ผมเดือดร้อนจริง ๆ ให้ผมเข้าไปเถอะนะพี่นะ” แม้อีกฝ่ายจะทำท่าทางน่าเกรงขามเท่าไหร่แต่ดูเหมือนฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้คนอย่างเต็นท์กล้ามากขึ้นกว่าตอนปกติเสียอีก เขาไม่กลัวถ้าจะต้องมีเรื่องต่อยตี ...หมายถึงถ้าอีกฝ่ายไม่มีปืนน่ะนะ แต่ในสายตาของชายที่ยืนเฝ้าหน้าห้องอยู่นั้นพวกเขากลับคิดว่าเด็กนี่ช่างน่ารำคาญและสมควรได้รับการสั่งสอน สำหรับมันแล้วคำสั่งของผู้เป็นนายถือว่าเป็นใหญ่ที่สุดไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน “กลับไป” คนเมาไม่สะทกสะท้านกับเสียงตะคอกนั้นกลับกันมันยิ่งทำให้เขารู้สึกอยากเข้าไปเห็นคนหลังประตูนั้นเหลือเกิน พวกเจ้าพ่อมันจะหน้าตาเป็นยังไงกัน ทันที่ที่เขาตัดสินใจพุ่งเข้าไปเพื่อจับลูกบิดแขนของเขาก็ถูกบิดก่อนจะถูกทุ่มลงพื้น เมื่อมีการใช้กำลังอารมณ์ที่เคยเย็นก็กลายเป็นร้อนขึ้นมาอย่างฉับพลัน คำพูดหยาบคายถูกพ่นออกมาอย่างไร้ความเกรงใจ “ไอ้สัตว์ มึง” เต็นท์กัดฟันกรอดก่อนลุกขึ้นอย่างรวดเร็วหวังจะพุ่งเข้าไปต่อยอีกคนด้วยอารมณ์คุกรุ่น แต่การกระทำนั้นก็ถูกหยุดไว้ด้วยเพียงมือเดียวของคนที่เพิ่งทุ่มเขาลงพื้น แล้วสวนกลับมาด้วยหมัดที่หนักหน่วงจนเต็นท์ได้เลือดและลงไปนอนกองกลับพื้น ‘ตื่นเต็มตาเลยไอ้เวร’ เต็นท์กัดฟันกรอดมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะเหวี่ยงหมัดเข้าไปที่กลางเป้าของอีกฝ่ายเต็มแรง เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นพร้อมกับงอตัวด้วยความเจ็บปวด เต็นท์ใช้โอกาสนี้ลุกขึ้นยืนก่อนตะสกัดขาอีกฝ่ายจนล้มลงดัง ตุ้บ กับพื้น วิศวะหนุ่มเลือดร้อนถลาเข้าไปรั้งคอเสื้อของอีกฝ่ายก่อนซัดเข้าไปเต็มแรง ข้าวของที่วางประดับอยู่รอบ ๆ ต่างกระจัดกระจายจากการต่อสู้ ไม่ใช่แค่เต็นท์ที่จะรังแกอีกฝ่ายได้อยู่คนเดียว เมื่อคนด้านล่างตั้งตัวได้ก็ซัดกลับเข้ามาจนเต็นท์ต้องผละออกไปด้วยอาการพร่าเบลอ “มึงอยากตายใช่ไหม” บอดี้การ์ดกล่าวกับคนที่นอนแผ่อยู่บนพื้น เต็นท์ถูกมันเหวี่ยงเข้ากับกำแพงจนจุกไปทั้งตัว มันเดินเยื้องย่างกายเข้ามาก่อนจะเหยียบที่ข้อเท้าของเขาเต็มแรง “โอ้ย” เต็นท์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด “มึงจะกลับไปได้หรือยัง” มันเค้นเสียงต่ำเชิงข่มขู่ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขากลัวสักเท่าไหร่ เขายันตัวเองลุกขึ้นทำท่าคล้ายจะจากไปแต่พอหางตาเหลือบไปเห็นแจกันที่วางอยู่ก็อดคันไม่คันมือไม่ได้ เขาหยิบมันขึ้นมาก่อนปาเข้ากำแพงเสียจนมันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ แต่ดูเหมือนการ์ดพวกนั้นจะไม่สนใจการกระทำอันธพาลของเขา แต่คนในห้องกลับเปิดประตูออกมาด้วยท่าทางหัวเสีย “เอะอะโวยวายอะไรกันนัก” เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดดังขึ้นจากทางประตูห้อง เขาตั้งใจจะหันไปโวยวายกับคนที่เพิ่งออกมาว่าอย่าเสือกแต่ทันที่เห็นออร่าของอีกฝ่ายที่แตกต่างจากคนที่เขาเจอในตอนแรกก็พอจะชวนให้เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเป็นนายที่พวกนั้นพูดถึง ‘หล่อสัตว์ หล่อขนาดนี้เป็นนายแบบยังได้’ ‘สันกรามนั่นแม่งจะบาดมือกูเปล่าวะ’ เต็นท์แอบวิจารณ์รูปร่งหน้าตาของคนที่เพิ่งเดินออกมา ท่าทางดูภูมิฐานแต่สวมเสื้อเชิ้ตหลุดลุ่ย ใบหน้าคล้ายลูกครึ่งไม่ทราบสัญชาติ สันกรามคมชัด ตาคมดุไม่ชวนให้มองแต่กลับดึงดูด ปากบางเป็นทรงสีสด คิ้วบางราวกับถูกจัดทรงมาแล้วรับกับรูปหน้าเสียจนน่าอิจฉา ยังไม่รวมถึงจมูกที่โด่งซะจนขึ้นนึกว่าสันเขื่อนนั่นอีก ทั้งเส้นผมดกดำถูกจัดเซ็ตแต่งทรงอย่างดี ส่วนสูงกะจากสายตาดูแล้วน่าจะเกินร้อยแปดสิบห้า ‘เห้ย หล่อกว่าผมนิดนึง ‘เต็นท์คิดในใจ “ใครส่งมึงมา” เผลอแปบเดียวอีกฝ่ายก็มายืนตรงหน้าเขาเสียแล้ว คนตรงหน้าเอ่ยปากพูดช้า ๆ คิ้วขมวดกันจนเป็นปม มือก็ติดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เดิมหลุดลุ่ยอยู่ไปพลาง “ล่อลูกน้องกูซะน่วมเลยนะ” “ไอ้พลไปไหน” “ห้องน้ำครับนาย” มันตอบกลับไอ้หน้าลูกครึ่ง เต็นท์เงยหน้ามองอีกฝ่ายที่สูงกว่าสักสองสามเช็นต์พลางบ่นในใจไปพลาง ส่วนสูง180+ที่กูภาคภูมิใจโดนไอ้ฝรั่งนี่ทำลายภายในไม่ถึงครึ่งนาที “ไม่มี ผมแค่อยากกู้เงิน” แม้จะแอบนินทาคนที่ไม่รู้เรื่องเสียยาวยืดแต่เต็นท์ก็ยังคงความสุภาพเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็กลัวจะโดนกระทืบนั่นแหละ มันสองคนทำไงได้อะไรที่ทำให้ไม่ตายเขาทำหมดนั่นแหละ “ตีสาม บ้านมึงไม่สอนมารยาทหรือไงวะ” “โหคุณ ถ้าไม่เดือดร้อนผมไม่มาหรอก” เต็นท์ตอบกลับแบบขอไปที “ไหน ๆ คุณก็ออกมาแล้วอะให้ผมยืม ๆ ไปเหอะ” “...” “นะ” เพื่อเป็นการตัดโอกาสที่อีกฝ่ายจะเดินหนีเต็นท์ก็เดินถลาเข้าไปเกาะขาของคนที่ยืนอยู่แน่น เห็นว่าการ์ดพวกนั้นที่เข้ามาเสริมตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้เตรียมจะลากเขาออกไปแล้ว แต่คนที่ดูหล่อและใจดีคนนี้กลับโบกมือให้พวกนั้นหยุด โอโหพ่อพระจริงจริ๊ง “อยากได้เงิน?” อีกฝ่ายเอ่ยเชิงคำถามพร้อมยกคิ้ว แล้วหันหลังให้กันเสียดื้อ ๆ “ตามมา” โคตรเอาแต่ใจเลยเว้ย เต็นท์ปล่อยขาของอีกฝ่ายก่อนลุกขึ้นเดินตามลูกครึ่งคนนั้นเข้าไป แต่ก่อนประตูห้องจะปิดลงเขาไม่ลืมที่จะยกยิ้มเยาะเย้ยให้กับทั้งสองคนนั้นอย่างผู้ชนะ ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก “ออกไป” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบ ๆ เต็นท์เงยหน้ามองกำลังจะเอ่ยตอบ แต่ก็พบหญิงสาวในเดรสรัดรูปแต่งตัวไม่เรียบร้อยนักคนหนึ่งยืนอยู่ ดูแล้วไอ้หนุ่มนี่คงไม่ได้พูดกับเขาสินะ เต็นท์มองเงินปึกเล็ก ๆ ที่น่าจะเกินหมื่น ไอ้ลูกครึ่งโยนส่งให้สาวสวยคนนั้น ก่อนออกไปหล่อนไม่ลืมที่จะขยิบตาให้เขาอย่างทรงเสน่ห์ ใจกู “จะเอาเท่าไร” เต็นท์หันหน้ากลับมามองคนที่นั่งเก๊กท่าอยู่บนโต๊ะทำงานท่าทางวางอำนาจบาตรใหญ่สมกับเป็นตัวเป้งของที่นี่จริง ๆ “สักแสนหนึ่ง ได้ไหมครับ” เต็นท์ลองถาม จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ต้องการเงินเยอะขนาดนั้นแต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงพูดออกไป คงจะเป็นเพราะตั้งท่ามาแล้วว่าเดือนร้อนมาก บอกว่ายืมห้าพันคงโดนมันกระทืบจริง ๆ เล่นเข้ามาขัดจังหวะดี ๆ แบบนี้ “หน้าใหม่กูปล่อยไม่เกินห้าหมื่น ดอกร้อยละห้าสิบ” “ร้อยละห้าสิบ?” เต็นท์พูดทวน ทำใจมาแล้วว่าดอกมันต้องโหดแต่ไม่คิดว่าจะโหดขนาดนี้ กลับไปให้แม่ด่าสักชั่วโมงสองชั่วโมงดีกว่ามั้งกู “เอาไหม” อีกฝ่ายเอียงคอถาม เต็นท์สบตาอีกฝ่ายด้วยความเกรงใจก่อนตอบออกไป “ไม่เอาละพี่ ผมจะหาคืนจากไหนวะดอกโหดขนาดนั้น”บทที่ 12คิดดีไม่ได้เลย“ไม่พกเสี่ยมาด้วยเหรอวะ” ไก่โต้งถามขึ้นมาเมื่อเดินมาถึง เขาใช้เท้าเขี่ยเก้าอี้ออกมาจากใต้โต๊ะ เก้าเดินเลยไปที่เคาน์เตอร์สั่งเบียร์มาเพิ่ม“เขามีสอบต่อ ใครจะว่างแบบพวกเราวะ” เต็นท์ตอบ“เออ ถอนยับเขาให้เรียนสี่ปีเราจะเรียนแปดเลยไหม”“เทอมหน้ากูเอาจริงละ”“หรือว่าเราควรไปหาพวกเนิร์ด ๆ มาเข้ากลุ่มวะ” โต้งพูดขำ ๆ พลางหยิบออร์เดิฟวร์ที่เต็นท์สั่งมารอเข้าปาก“ตอนแรกกูเล็งไอ้เก้า ใครจะรู้ว่าแม่งไม่รู้จริง ๆ วะ ทรงมันได้จัด”“นินทากูได้นะพวกชั่ว” เบียร์ห้าขวดถูกคีบใส่นิ้วของคนมาใหม่อย่างเก้าก่อนจะวางลงบนโต๊ะอย่างเบามือ“แค่กล่าวถึง” เต็นท์ตอบ เทเหล้าผสมกับโซดา“พูดถึงกูว่า” เก้ากวนกลับ“มึงมันโง่”“น้อยกว่าไอ้ดิน” เก้าพาดพิงถึงคนที่ไม่ได้มาก่อนขำออกมาบรรยากาศในโต๊ะเต็มไปด้วยความเรียบง่ายสบาย ๆ ด้วยบรรยากาศของร้านเองก็เป็นร้านกึ่งนั่งชิลคนที่มาส่วนมากก็มักมาฟังเพลงช่วงไหนมีบอลก็เป็นพวกคอฟุตบอลมาสุมหัวกัน แต่ช่วงนี้เพิ่งสอบเสร็จใหม่ ๆ คนเลยค่อนข้างเต็มร้านแต่ต่างคนก็ต่างคุยแค่กับคนในโต๊ะของตัวเองไม่ได้มีใครมาสนใจกัน“กูได้ยินมาว่าหลังสอบจะมีงานกีฬาของคณะ” เก้าเปรยขึ้นมา
บทที่ 11อย่าทำอย่างนี้ไม่ว่ากับใคร“แต่ถ้ามึงบอกว่าเรื่องครอบครัวไม่ได้เอฟเฟกต์กับมึงขนาดนั้น…ทำไมมึงถึงต้องตีตัวออกหากจากสังคมวะ”เจโรมชะงักกับคำถามนั้น ปมในใจเริ่มสั่นคลอนอดีตที่ไม่น่าจดจำผุดโผล่ขึ้นมาในสมองอย่างห้ามไม่อยู่ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมาเต็มหน้า เนื้อตัวเย็นเฉียบอย่างห้ามไม่ได้“โรม ๆ ไอ้โรม” แรงเขย่าอย่างแรงที่แขนทำให้เขาหลุดจากภวังค์ “นอนเหอะคืนนี้”“กูแม่งโคตรเข้าใจคนที่ตกหลุมรักมึงเลย แต่กูรักมึงไม่ได้”“…”“อย่างน้อยก็ในตอนนี้”“งั้นแสดงว่ากูมีโอกาส ให้โอกาสกูสิ” ท่าทางแน่วแน่ราวกับคำพูดนั้นถูกไตร่ตรองมาอย่างดี“พรุ่งนี้ตื่นมามึงอาจจะเปลี่ยนใจหรือไม่ก็ลืมเรื่องทั้งหมดไปแล้ว”“กูไม่ได้เมา”“แต่ตาแทบจะปิด” เจโรมมองอีกคนที่ในตอนนี้หลับตาลงไปเรียบร้อย เสียงลมหายใจเข้าออกดังขึ้นสม่ำเสมอ บ่งบอกได้ว่าเขาหลับไปเรียบร้อยแล้วคนที่ยังคงตื่นอยู่เอื้อมมือขึ้นไปสางผมของอีกคนเบา ๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่…[Tent3ing : มีสอบ เมื่อคืนลืมบอกโทษที]ข้อความสั้น ๆ ถูกทิ้งเอาไว้ในแชต เจโรมมองมันก่อนจะปัดแอป-พลิเคชันทิ้งไป นอนเหม่อมองเพดานพักใหญ่ คิดถึงเรื่องราวเมื่อคืนรวมถ
บทที่ 10มองตาก็รู้ใจ มองหน้าได้ไหมถ้ารู้มือ“รอนานไหม”เต็นท์กำลังตบยุงเปาะแปะนับสิบตัวหันไปมองตามเสียง ลูกครึ่งหนุ่มถอดเสื้อสูทตัวนอกออกไปแล้วเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตและเนกไทที่ถูกคลายออกไว้หลวม ๆ“นาน ยุงจะหามกูตายละ” พูดพลางเปิดประตูรถ ในหัวของเขาที่ไม่ยอมเข้าไปนั่งรอในรถนั้นก็เพราะคิดภาพตัวเองเป็นพระเอกหนังสักเรื่อง ยืนพิงรถหรูเท่ ๆ แต่ดูแล้วไม่น่าเท่สักเท่าไรตบยุงตายทั้งบางแล้ว…“หิวว่ะ” เต็นท์พูดขึ้นมา แอบหันมองหน้าคนที่กำลังจดจ้องอยู่กับมือถือด้วยหน้าตาเคร่งเครียด“แวะดิ” ตอบทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมามอง ท่าทางของอีกฝ่ายดูก็รู้ว่าไม่สบอารมณ์อย่างมาก“เหวี่ยงจัด โกรธใครมาลงที่กูซะงั้น”“แล้วมึงจะทำไมกู”“ท้าทายซะด้วย…กูพามึงไปหมกป่าดีไหม”“กล้าก็ลอง” เจโรมหันไปจ้องคนที่กำลังขับรถเต็นท์รู้ได้ถึงสายตาอาฆาตถึงหันมามอง “…”“เหี้ย ขับรถอะไรของมึงวะ” เจ้าของรถผวาคว้าที่จับบนเพดานรถเอาไว้ เมื่อรถทำท่าคล้ายจะพุ่งชนรถด้านหน้าแต่ก็หักหลบทันได้อย่างฉิวเฉียด“พูดจาดี ๆ หน่อยหนู ชีวิตอยู่บนมือพี่นะ” คนตั้งใจแกล้งหันมาเย้ย เขารู้ว่าเมื่อคู่มันออกจะอันตรายและเอาเปรียบผู้ร่วมใช้ถนนอยู่นิดหน่อย แ
บทที่ 9 ลืมไปก่อน“ตื่นแล้วจะกลับไปก่อนก็ได้นะ” เจ้าของห้องบอกกับคนที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่ริมขอบเตียง พร้อมบ่วงควันสีขาวที่ลอยฟุ้งอยู่รอบบริเวณ“มึงไม่กลับเหรอ” อีกฝ่ายพูดทั้งที่ยังหันหลัง“ที่นี่ก็บ้านกูเหมือนกัน” เขาหนุนแขนมองแผ่นหลังของคนที่เมื่อคืนเคยแอบแนบชิดกันอยู่ครึ่งค่อนคืน“งั้นกินไรปะ ไปหาอะไรกินกัน” เต็นท์ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ไม่รู้ว่าไอ้ฝรั่งมันจำเรื่องเมื่อคืนได้มากน้อยขนาดไหน ต้องยอมรับว่าขาดสติพอกัน“มึงมองกูเปลี่ยนไปนะ” เจโรมถามด้วยใบหน้าเรียบเฉยเหมือนเคย“ก็ต้องเปลี่ยนปะวะ ครั้งแรกเลยนะที่เอากับใครแล้วกูต้องทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”“จะไม่มีครั้งที่สอง” เจโรมให้คำสัญญา บอกทั้งตัวเองและคนตรงหน้า“คนแบบมึงนี่มัน” เต็นท์พึมพำเบา ๆ“คนแบบกูมันทำไม”“มึงเป็นเกย์เหรอ” เต็นท์เลือกที่จะเปลี่ยนคำถามแทนที่จะตอบ จะให้เขาบอกได้ไงว่าแม่งโคตรจะเด็ด แถมยังยอมให้เขาทำตัวแปลก ๆ บนเตียงได้อีก“เปล่า เป็นไบ...มั้ง” เจโรมที่ยังไม่ได้นิยามตัวเองเพราะก็เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเขาก็อาจจะชอบผู้ชายได้เหมือนกัน“แล้วแบบนี้กูเป็นแบบมึงหรือเปล่า”“ไม่หรอก just $ex เรื่องแบบนั้นมันขึ้นอยู่กับ