تسجيل الدخولรองเท้าผ้าใบฉันจะขาดแหะ
ฉันนั่งมองมันในขณะนั่งเรียนอยู่คลาสเรียนวิชาภาษาไทย ขยับเท้าไปมาแล้วรู้สึกได้ว่าตรงส้นทำท่าจะหลุด
'ก็อยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้วนะ'
มันคือรองเท้าผ้าใบที่พ่อกับแม่ซื้อให้ตอนฉันเข้าเรียนมัธยมที่สี่ ใส่ทีไรมีพลังการเดินทุกที แต่เหมือนว่ามันอยากจะลาโลกเต็มที
"ฝากกัลยาณีเข้าไปเตือนเพื่อนเรื่องส่งงานในกลุ่มด้วยนะ"
เสียงอาจารย์ลอยมาให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิด เงยหน้ายิ้มตอบรับอาจารย์อารยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย
จากนั้นคลาสเรียนก็จบลง ที่อาจารย์ฝากฝังฉันตั้งเวลาเอาไว้สักช่วงสองทุ่ม ตอนนั้นบางคนอาจจะทำกิจกรรมส่วนตัวเสร็จพอดีแล้วก็จะได้เห็นข้อความของฉัน
"ไปกินผัดกะเพรากัน"
จะจ๋ายิ้มแป้นเมื่อบอกเมนูอาหารที่ร้องอยากจะกินมาตั้งแต่เช้า
"เดี๋ยวซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงด้วยนะ"
"กินเหมือนเด็กไม่เลิก"
"ก็ฉันยังเด็ก"
"เด็กโข่ง" เพื่อนยู่จมูกใส่แล้วเก็บรวบของเสร็จก่อน
เห็นเพื่อนพร้อมแล้วฉันก็รีบเร่งบ้าง
"เป็นเด็กทุนก็งี้แหละ เหนื่อยหน่อยนะแก้ม"
ฉันเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ด้านข้างมีเพื่อนร่วมสาขายืนอยู่สองคน ประโยคนั้นไม่มีความเห็นอกเห็นใจเจือปนแม้แต่น้อย สีหน้าของส้มเช้งก็ด้วยที่แสดงออกว่า..ไม่ชอบ
ไม่ชอบเด็กทุนอย่างฉัน
"อีพวกนี้ ปากนี่นะ"
จะจ๋าเดินไปตะโกนตามหลังส้มเช้งกับเพื่อนอีกคนที่เดินออกไป เป็นเดือดเป็นร้อนแทนทั้งที่ฉันทำได้เพียงถอนหายใจ
"แกควรจะเถียงมันไปบ้าง เด็กทุนแล้วไง มันมีปัญญาได้ทุนแบบแกไหมล่ะ"
ฉันหลุดขำกับท่าทางวีนแว้ดของสาวสุพรรณบุรี จะจ๋าสำเนียงเหน่อน่าฟัง ยามพูดจาไพเราะก็แสนจะเสนาะหูชวนยิ้ม พอถึงช็อตด่าก็ยังทำฉันยิ้มอยู่ดี
"เถียงไปก็เหนื่อยเปล่า"
"เอาแต่เป็นนางฟ้า รอเจอเทวดาหรือเทพบุตรสุดหล่อมาปกป้องหรือไง"
"เจอก็ดีน่ะสิ ป่ะ"
เก็บของเสร็จก็ควงแขนจะจ๋าเดินออกมาจากตึกตรงไปยังโรงอาหาร ประโยคเหน็บแนมพวกนั้นอาจจะมีผลต่อความรู้สึกของฉันอยู่บ้าง แต่มันก็แค่นิดหน่อยเท่านั้นแหละ
ก็เพราะฉันคือ 'เด็กทุน' อย่างที่ส้มเช้งพูด ลงรายละเอียดลึกกว่านั้นคือเด็กทุนของท่านอธิการบดีโดยตรงเลยด้วย บางคนอาจจะคิดว่าตัวเองก็ตั้งใจเรียน เป็นคนดี เกรดเฉลี่ย 4.00 ทำไมถึงไม่เห็นได้ทุนการศึกษาจนเรียนจบปริญญาตรีแบบนี้บ้าง
โชคดี.. พวกคนเหล่านั้นไม่มีความโชคดีเหมือนฉัน
โชคดีที่บ้านพอมีพอกิน โชคดีที่ฉันเป็นเด็กดีช่วยพ่อกับแม่ทำขนมขาย โชคดีที่สุดคือลูกค้าที่ซื้อขนมคือท่านอธิการบดีผู้ซึ่งเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย
ความเอ็นดู ความสงสารหรืออาจจะมีตาทิพย์เห็นว่าอนาคตฉันอาจจะเป็นแม่พิมพ์ของชาติที่ดีเลยทำให้ท่านกล้าที่จะลงทุน
แน่นอนว่าฉันจะไม่ทำให้ใครผิดหวังเด็ดขาด
กินผัดกะเพราเสร็จฉันกับจะจ๋าก็แยกย้าย จะจ๋าพักอยู่คอนโดมิเนียมอีกฟากหนึ่ง ฉันอยู่ซอยลมฤดี 4 นั่งรถสองแถวสิบห้านาทีก็มาถึง ฉันเดินเข้ามาในซอยเรื่อยๆ เดินจนชินชามาตลอดสองปีที่มาอาศัยอะพาร์ตเม้นต์ในซอยนี้
กระทั่งเดินมาถึงร้านไก่ทอดที่ตั้งขายอยู่ชิดติดกำแพงของอะพาร์ตเม้นต์ เลือกไก่ทอดเน้นส่วนอกไก่พร้อมข้าวเหนียวหนึ่งห่อ มันคือมื้อดึกสำหรับคนชอบอ่านหนังสือถึงดึกอย่างฉัน
บรืนๆๆ พลันก็มีเสียงท่อไอเสียดังกระหึ่มมาแต่ไกล อดไม่ได้ต้องหันไปมองรถมอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์ที่กำลังพุ่งทะยานมาทางนี้
ฉันมองรถคันนั้นไม่ละสายตาจนขับฉิวผ่านตัวไป ความเร็วไม่ได้มากเพราะอยู่ในซอยเล็กแคบ ถึงได้เก็บรายละเอียดคนขับได้ทัน
ผู้ชายตัวสูงใหญ่สวมใส่เสื้อยืดสีดำ ช่วงลำคอมีรอยสักลากขึ้นไปถึงหลังใบหูข้างซ้าย ส่วนที่โผล่ออกมาจากแขนเสื้อก็มีรอยสักให้เห็นเช่นกัน ศีรษะถูกครอบด้วยหมวกกันน็อกเต็มใบ แต่ฉันพอจะเดาออกว่าเขาคือใคร ลึกไปจากตรงนี้ราวหนึ่งกิโลเมตรคือสถานที่ที่เขาอยู่เป็นประจำ
ได้ไก่ของตัวเองฉันก็ซื้อไก่แบบไม่ติดกระดูกอีกจำนวนหนึ่ง เดินเท้าต่อไปเรื่อยๆ แทนการขึ้นตึก สักพักก็มาถึงด้านข้างของอู่ซ่อมรถขนาดย่อมที่มีรถมอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์จอดเรียงรายอยู่สี่คัน
สุนัขพันธุ์บางแก้วสองตัววิ่งออกมาทันทีที่เห็นกัน ฉันจึงย่อตัวนั่งหลบมุมกำแพง เทไก่ทอดให้พวกมันกิน
"ไม่เจอกันตั้งหลายวันพวกแกได้กินอะไรบ้างไหม"
ฉันเดินมาทางนี้ครั้งสุดท้ายน่าจะสี่วันที่แล้ว เอาไก่ทอดมาให้พวกมันกี่นี่แหละเพราะเห็นว่ารูปร่างพ่ายผอมน่าสงสาร แต่หากนับย้อนไปว่ามาเจอพวกมันครั้งแรกเมื่อไหร่ สักช่วงเดือนที่แล้วฉันบังเอิญนั่งวินมอเตอร์ไซต์ผ่านทางนี้ทั้งที่ไม่เคยใช้เส้นทางนี้เลย ตั้งแต่นั้นก็เดินมาหาพวกมัน แอบหลบมุมนั่งเล่นนั่งพูดคุยเพราะไม่อยากให้เจ้าของมันเห็น
"ไอ้กลิ้ง ไอ้แก้ว"
เสียงร้องเรียกดังมาจากในอู่กลับทำให้หนึ่งตัวหยุดกินแล้ววิ่งกลับเข้าไปด้านใน ฉันจึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวเดินกลับ ทว่าหลบไม่ทันเจ้าของเสียง เขาเดินออกมามองเจ้าหมาอีกตัวที่ห่วงกินมากกว่าเจ้านาย
ใบหน้านั้นบึ้งตึงไม่สบอารมณ์ ผิดแผกจากที่ฉันเคยเห็นในหลายครั้งและเพราะมัวแต่พิจารณาใบหน้าของเขา สายตาจึงสบกันโดยไม่ตั้งใจ
หัวใจฉันกระตุกวูบ สีหน้าเลิกลั่กราวกับคนทำผิด
ก็อาจจะผิด.. เพราะแอบเอาอาหารมาให้เจ้าหมาของเขากินไง
"เอ่อ หนู.."
ริมฝีปากขยับพูด อย่างน้อยก็ควรบอกเหตุผล แต่ยังไม่ทันได้พูดเขาก็ขยับก้าวเดินมาหา มองหน้าฉันอยู่ห้าวินาทีก็พูดสวนขึ้นมา
"เด็กทุน?"
ฉันพยักหน้า
"ชื่ออะไร"
"กะ แก้มหวานค่ะ"
มุมปากหนายกยิ้มพร้อมกับพยักหน้า ใบหน้าไม่บึ้งตึงแล้วแปรเปลี่ยนเป็นขบขันแทนที่
ขบขันอะไร! ฉันไม่คิดพูดคุยกับเขาแล้วหันหลังเดินออกมา อยู่ห่างจากผู้ชายคนนี้เป็นเรื่องดีที่สุด
โซนวอ. ตีนมหันตภัย ชื่อเสียงเรื่องผู้หญิงของ..พี่จอมพล
เด็กทุนเด็กเรียนอย่างฉันก็รู้จักเหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ
วันนี้เหมือนจะปกติสุขดีเหมือนทุกวันหากฉันไม่นึกบางอย่างขึ้นได้ พักเบรครอบบ่ายโมงครึ่งฉันนั่งอยู่ในห้องน้ำชั้นสามของตึกคณะศิลปศาสตร์ มี SMS ถูกส่งเข้ามาที่เบอร์มือถือของฉันด้วยข้อความ'หนึ่งทุ่มโซนวอ. ไม่มารอบนี้..ร้านขนมถ้วยตะไลแสนอร่อยอาจไม่อยู่ดี จอมพล'ลงท้ายด้วยชื่อพี่จอมพลอีกเหมือนเคยตอนนี้แหละถึงเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานฉันได้ซองดำมาและมันก็น่าจะไปนอนอยู่ในถังขยะที่ไหนสักแห่งหนึ่งแล้วแต่นั่นไม่สำคัญเท่าข้อความข่มขู่ จะเล่นถึงร้านขนมถ้วยตะไลของพ่อกับแม่ฉันเลยเหรอเขาจะทำเกินไปแล้วฉันเก็บเอาเรื่องนี้ใส่หัวมาจนถึงเรียนเสร็จตอนสี่โมงครึ่ง ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี ตอนนี้รู้สึกปวดหัวตุบๆ เพราะคิดไปต่างๆ นาๆ ว่าพี่จอมพลและเพื่อนของเขาทำอะไรได้บ้างนอกจากทำร้ายร่างกายพวกผู้ชายต่างคณะ ขนาดส้มเช้งมาเหน็บแนมข้างหูมันก็ยังไม่เข้าหูฉัน เสียงเรียกของจะจ๋าก็ด้วย"แก้ม! แก้ม!""ห๊ะ!"กว่าจะได้สติหลุดจากอาการเหม่อลอย เพื่อนก็เดินออกไปจากห้องเรียนกันหมดแล้ว"แกเหม่ออะไร มีอะไรหรือเปล่า""เปล่าน่ะ เอ่อ.. แกกลับก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันจะขึ้นตึกอำนวยการ""เรียกไปชมอะไรอีก""คงอยากถามไถ่ปกตินั่นแหละ"บ
พักกลางวันฉันควงจะจ๋ามาซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงร้านในโรงอาหาร มันคือขนมของโปรดราคาถูกที่ฉันจับต้องได้ ฉันไม่ใช่คนขี้งก แต่เพราะสถานะทางการเงินที่มีแค่พอใช้มันทำให้ฉันฟุ่มเฟือยไม่เก่งพูดถึงตรงนี้ก็ก้มมองรองเท้าผ้าใบอีกครั้ง อีกนิดก็จะขาดแล้วจริงๆ สงสัยคืนนี้ต้องแปรงร่างเป็นช่างซ่อมรองเท้าเสียแล้วปึก! ผู้คนต่อแถวเบียดเสียดกันชนฉันที่ยืนอยู่ด้านหลังจะจ๋าจนเซถลาถอยหลังมาชนเข้ากับใครบางคน ฉันรีบหันไปมองทันที.."ขอโทษค่ะ.."ทว่าเขากลับไม่มองกันด้วยซ้ำพี่คุณคนหน้าดุวิศวะคอมฯ เดินผ่านเลยไปกับพี่จอมพลที่ก็น่าจะมองไม่เห็นฉัน พวกเขาเดินไปได้หน่อยก็หยุดเดินแล้วพี่จอมพลก็พูดคุยกับสาวๆ โต๊ะหนึ่งด้วยท่าทางขี้เล่นอารมณ์ดี"ฉันเคยได้ยินว่าลูกชายอธิการบดีเจ้าชู้มาก ใครเข้าไปโซนวอ.ไม่ได้ แต่สาวที่พี่จอมพลควงไปถึงจะเข้าได้"ฉันก็เคยได้ยินเรื่องเจ้าชู้ควงสาวไม่ซ้ำหน้ามาบ้างจากคนเป็นพ่อของเขาที่บ่นลูกชายให้ฟังยามเจอะเจอกัน ทุกครั้งฉันก็ได้แต่รับฟัง ใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับฉันถึงคิวพวกเราซื้อขนมก็เอ่ยปากสั่งด้วยความคล่องแคล่ว จากนั้นก็ซื้อข้าวคนละกล่องถือมากินที่ตึกคณะเพราะเวลานี้ที่โรงอาหารคนเยอะเกินไ
ทำไมพี่จอมพลถึงรู้ว่าฉันเป็นเด็กทุนทั้งที่เขาไม่น่าจะจดจำกันได้ ฉันมารู้ก็ตอนกลับถึงห้อง ในมือของฉันมีหนังสือเรียนที่มีแฟ้มใส่ชีสต์ทับอยู่ด้านบนสุด ในซองใสมีซองสีขาวขนาดเล็กที่มีตราปั้มของมหาวิทยาลัย มีตัวอักษรสีดำเขียนว่า 'ทุน' เอาไว้ด้วยตัวเบ้อเริ่มความจริงฉันไม่ได้อยากป่าวประกาศ แม้จะภูมิใจที่เรียนดีจนได้ทุน ดีใจที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่ แต่มันก็ต้องแลกมากับความเกลียดชัง หมั่นไส้และคำพูดบั่นทอนเฮ้อ! ช่างเถอะ ชินแล้วล่ะกลับมาถึงห้องกิจกรรมสำคัญเลยคือซักผ้า จากนั้นก็กวาดห้อง นั่งกินข้าวเย็นพร้อมกับนั่งฟังเรื่องผีในยูทูปเพราะในห้องไม่มีทีวี เสร็จภารกิจตรงนี้ก็หยิบรายงานมาทำ รอจนถึงเวลาสองทุ่มก็ส่งแชทเข้าไปในไลน์กลุ่มตามที่อาจารย์สั่งคราวนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าจะมีคนสนใจหรือไม่ ฉันแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยชีวิตที่ไม่มีอะไรน่าสนใจหรือหวือหวาวนลูปเป็นเข็มนาฬิกา ถามว่าเบื่อไหม.. แน่นอนว่าต้องรู้สึกเบื่อ ชีวิตวัยรุ่นของฉันมันไม่แจ่มว้าวเอาเสียเลย บางครั้งก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน@ตึกคณะศิลปศาสตร์ฉันมาถึงมหาวิทยาลัยก่อนจะจ๋าสิบนาที มาจับจองโต๊ะไม้ใต้ตัวอาคารที่อยู่ชิดติด
รองเท้าผ้าใบฉันจะขาดแหะฉันนั่งมองมันในขณะนั่งเรียนอยู่คลาสเรียนวิชาภาษาไทย ขยับเท้าไปมาแล้วรู้สึกได้ว่าตรงส้นทำท่าจะหลุด'ก็อยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้วนะ'มันคือรองเท้าผ้าใบที่พ่อกับแม่ซื้อให้ตอนฉันเข้าเรียนมัธยมที่สี่ ใส่ทีไรมีพลังการเดินทุกที แต่เหมือนว่ามันอยากจะลาโลกเต็มที"ฝากกัลยาณีเข้าไปเตือนเพื่อนเรื่องส่งงานในกลุ่มด้วยนะ"เสียงอาจารย์ลอยมาให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิด เงยหน้ายิ้มตอบรับอาจารย์อารยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทยจากนั้นคลาสเรียนก็จบลง ที่อาจารย์ฝากฝังฉันตั้งเวลาเอาไว้สักช่วงสองทุ่ม ตอนนั้นบางคนอาจจะทำกิจกรรมส่วนตัวเสร็จพอดีแล้วก็จะได้เห็นข้อความของฉัน"ไปกินผัดกะเพรากัน"จะจ๋ายิ้มแป้นเมื่อบอกเมนูอาหารที่ร้องอยากจะกินมาตั้งแต่เช้า"เดี๋ยวซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงด้วยนะ""กินเหมือนเด็กไม่เลิก""ก็ฉันยังเด็ก""เด็กโข่ง" เพื่อนยู่จมูกใส่แล้วเก็บรวบของเสร็จก่อนเห็นเพื่อนพร้อมแล้วฉันก็รีบเร่งบ้าง"เป็นเด็กทุนก็งี้แหละ เหนื่อยหน่อยนะแก้ม"ฉันเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ด้านข้างมีเพื่อนร่วมสาขายืนอยู่สองคน ประโยคนั้นไม่มีความเห็นอกเห็นใจเจือปนแม้แต่น้อย สีหน้าของส้มเช้งก็ด้วยที่แสดงออกว่
Zone.วอ หรือ โซนวิศวะ อาคารหนึ่งชั้นสภาพรกร้างที่อยู่ด้านหลังตึกวิศวกรรมศาสตร์ดังกระฉ่อนอีกครั้งในรอบเดือน เพจของมหาวิทยาลัยแชร์ภาพและหัวข้อข่าวว่า..'เด็กสถาปัตย์ตามเอาคืนที่ครั้งก่อนเพื่อนถูกตีหัวแตกยับ แก๊งตีนมหันตภัยรับมือทัน เสยกลับเรียบ' สมาชิกในแก๊งสี่คน คุณ จอมพล เฉินและไผ่ เห็นข่าวก็ได้แต่ถอนหายใจ ครั้งก่อนโน้นมันลื่นล้มหัวฟาดถังขยะ ครั้งที่แล้ววิ่งหนีพวกเขาหกล้ม ครั้งนี้ขนกันมาเป็นกองทัพ สุดท้ายก็วิ่งหนีกันกระเจิงพร้อมกับหัวใจปอดๆ เพียงเห็นพวกเขาออกมาต้อนรับพร้อมหน้าพร้อมตาโยนขี้! ก้อนโตให้พวกเขาเป็นคนร้ายๆ อยู่เสมอทว่าชื่อแก๊งตีนมหันตภัยไม่ใช่แค่นั่งเก็กหน้าหล่ออยู่เฉยๆ แล้วได้มา พวกเขาก็พร้อมอยู่เสมอนั่นแหละหากใครอยากลองดีท้าทาย และใครต่างก็รู้ดีว่านอกจากตีนหนักแล้วพวกเขายังเส้นบิ๊ก หล่อเหลาและโคตรเท่ห์ ถ้าไม่ใช่สาวสวยก็อย่าริอ่านมาลองดีกับพวกเขาดีกว่าราวกับเป็นข้อความสรรเสริญว่าพวกผมมันโคตรเหี้ย ตอกย้ำว่าใช่ด้วยภาพสุดเวทนาของไอ้คนที่ลื่นล้มหัวฟาดถังขยะ ไม่มากวนตีนแหย่ถึงรังมันจะอยู่ในสภาพนั้นไหม นั่นมันก็ทำตัวเองทั้งนั้น"จอมต้องรักษาหน้าพ่อหน่อยนะ"ผมลอบถอนหายใจอีกหน







