LOGINตอนนั้นโลกทั้งใบของเขาเป็นสีชมพู จนกระทั่งในเย็นวันหนึ่งก่อนเลิกเรียน
"สิงห์ เราเลิกกันเถอะ" หนึ่งฤทัย อมรวงศ์ พูดกับเขาขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะที่ทั้งคู่กำลังทำความสะอาดห้องเรียนตามตารางเวรอยู่ในห้องเรียน "ล้อเล่นใช่ไหมหนึ่ง ?" สิงห์ถามเธอยิ้ม ๆ แต่หนึ่งส่ายหน้า "หนึ่งไม่ได้ล้อเล่น หนึ่งพูดจริง ๆ 'เราเลิกกันเถอะ'" พูดจบเธอก็คว้ากระเป๋านักเรียนและวิ่งออกไปจากห้องเรียนทันที สิงห์รีบวิ่งตามเธอไปทันทีแต่ก็ไม่ทันเพราะเธอซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของใครบางคนไปไกลเสียแล้ว สิงห์กลับบ้านมาด้วยหัวใจแตกสลาย หนุ่มน้อยไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อวานเขายังมอบกุหลาบให้เธออยู่เลย แถมเธอยังมอบลูกอมฮาร์ทบีทรูปหัวใจให้เขาเป็นการตอบแทนและยืนยันว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน แต่แล้ว..จู่ ๆ วันนี้เธอกลับมาบอกเลิกเขา จะให้เขาทำใจยอมรับได้อย่างไร มันเป็นเพราะเหตุใด เขาทำผิดอะไร คิดวนเวียนอยู่อย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้คำตอบ เขาจึงเดินโซเซออกจากห้องนอน "สิงห์ทำการบ้านเสร็จแล้วหรือลูก" เมื่อเห็นลูกชายเดินออกมาจากห้องนอนแม่ของสิงห์จึงเอ่ยปากถามลูกชาย แต่ก็ไม่มีคำตอบใด ๆ ออกมาจากปากลูกชาย สิงห์เดินตรงไปที่มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเทน่าสองจังหวะคันที่เขาเคยพาเธอซ้อนท้ายไปไหนต่อไหนมาหลายที่แล้ว ขับมันออกจากบ้านไป แม่ของเขาส่ายหน้า "คงไปหายัยหนึ่งล่ะสิ" แม้กระทั่งพ่อกับแม่ของเขาก็รับรู้ว่าเขากับเธอคบกันและไม่เคยกีดกันแม้ว่าฐานะของหนึ่งจะยากจนมากก็ตาม แต่ท่านขอแค่ว่าอย่าทำอะไรเกินเลยกันเพราะยังอยู่ในวัยที่ไม่เหมาะสม ถึงแม้ว่าแม่กับพ่อจะไม่บอกแต่สิงห์ก็ให้เกียรติหนึ่งเสมอไม่เคยคิดจะทำให้เธอเสียหาย อย่างมากเขาก็แค่หอมแก้มและจับมือเธอเท่านั้น ประมาณสิบห้านาทีเขาก็มาถึงบ้านของเธอ แต่เขาไม่กล้าเข้าไปเพราะตอนนี้คนในบ้านของเธอมีหลายคน ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่และมีพ่อหมอพราห์มอยู่ด้วย สิงห์ได้แต่แอบมองอยู่ข้างรั้ว "เกิดอะไรขึ้น ?" เด็กหนุ่มคว้าตัวหนูน้อยคนหนึ่งที่ถือขวดน้ำอัดลมเดินออกมาจากบ้านของเธอ "เอื้อยหนึ่งสิแต่งงาน" เท่านั้นแหละมือทั้งสองข้างของเขาก็ตกลงข้างลำตัว เด็กน้อยคนนั้นมองหน้าสิงห์อย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากบริเวณนั้นเพราะกลัวเพื่อน ๆ มาแย่งน้ำอัดลม "เอื้อยหนึ่งสิแต่งงาน" คำนี้ก้องไปก้องมาในหัวของเขา อยากจะเข้าไปถามเธอให้แน่ใจ แต่เพราะเขาอายุเพียงเท่านี้แค่สิบสี่ปี เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร เขาจึงหันหลังกลับและขับมอเตอร์ไซค์ออกไปจากบ้านของเธอ เสียงเอิ้นขวัญแว่วมาตามหลัง "มาเด้อขวัญเอ้ย ๆๆ" เขาตรงมายังร้านขายของชำประจำหมู่บ้าน ล้วงดูในกระเป๋ามีเงินห้าสิบบาทจึงสั่งเหล้าขาวมา และนั่งกินอยู่ที่ร้านนั่น ( ราคาเหล้าขาวขวดใหญ่เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วประมาณสี่สิบบาท ราคาปัจจุบันหนึ่งร้อยยี่สิบบาท ) แม่ใหญ่สอนเจ้าของร้านขายของชำรู้จักสิงห์เป็นอย่างดีแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธลูกค้าได้จึงหยิบขวดเหล้าและส่งให้เขาไป สิงห์นั่งลงที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าร้านเปิดฝาขวดและกรอกเหล้าลงคอ เป็นครั้งแรกที่น้ำรสฝาดเฝื่อนนี้ได้ผ่านลำคอของเขา ในชีวิตนี้เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พึ่งพาเจ้าน้ำสีใสที่เรียกว่า 'เหล้า' นี้ดับความทุกข์ในใจ กรอกไปได้แค่ครึ่งขวดภาพเขาก็ตัดไป "กำนัน ๆ ๆ" เสียงร้องเรียกที่หน้าบ้านทำให้กำนันหินเดินออกไปดู "มีอะไรวะ" ร้องถามออกไปเสียงดัง "แย่แล้วกำนัน ลูกชาย กำนันแย่แล้ว" "อะไร ใครแย่ ลูกชายข้าลูกชายคนใหน ?" เพราะกำนันหินมีลูกชายสองคน คนโตก็คือสิงห์ ส่วนคนเล็กก็คือเสืออายุเพิ่งห้าขวบ ตอนนี้เมียของเขากำลังสอนการบ้านอยู่ "กะ ก็ไอ้สิงห์ มันเมาเหล้าฟุบอยู่ที่ร้านยายสอนโน่น" ได้ยินดังนั้นกำนันหินจึงเดินไปหยิบกุญแจรถปิกอัพและขับตรงไปร้านขายของชำของยายสอน เจอกับลูกชายคนโตฟุบอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อน เขาจึงเดินไปเขย่าตัวลูกชาย แต่ทำยังไงก็ไม่รู้สึกตัว จึงอุ้มลูกชายไปที่ท้ายรถปิคอัพวางร่างเมามายของลูกชายลงอย่างเบามือ แล้วก็วานคนแถวนั้นขับมอเตอร์ไซค์ของลูกชายไปไว้ที่บ้าน สิงห์สลบเพราะพิษเหล้าหนึ่งวันหนึ่งคืน ฟื้นขึ้นมาก็นอนซมเพราะพิษไข้อีกสามวัน ไม่ยอมพูดยอมจากับใคร จนแม่ของเขาคิดว่าโดนผีเข้าจะพาไปอาบน้ำมนต์ที่วัดให้ได้ แต่พ่อรู้เรื่องที่หนึ่งแต่งงานจึงเข้าใจได้ว่าที่ลูกชายมีสภาพนี้เพราะ 'พิษรัก' เมียของเขาก็ร้องไห้ราวกับใจจะสลาย พาลจะล้มป่วยตามลูกชายไปอีกคน กำนันหินจึงเดินเข้าไปในห้องนอนของลูกชาย และนั่งลงที่ข้างเตียงของสิงห์ "ลูกเอ้ย..สิ่งใหนที่มันเป็นของเราแม้ไม่ไขว่คว้าหา สักวันมันก็จะต้องกลับมาหาเราแน่นอน แต่กลับกันหากสิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา แม้ว่าเราพยายามไขว่คว้ามันสักแค่ใหน มันก็ไปจากเราอยู่ดี ดูแม่ของลูกสิตอนนี้แทบจะป่วยไปอีกคนเพราะเป็นห่วงลูก ตอนนี้สิ่งที่ลูกมีก็คือแม่กับพ่อและครอบครัวของเรา จะยอมให้ใครคนอื่นมาทำลายหรือ" เมื่อคำพูดยืดยาวจบลงกำนันหินก็เดินออกไปจากห้องนอนของลูกชาย สิงห์นอนกระพริบตาปริบ ๆ เพื่อไล่น้ำตาหยดสุดท้ายออกจากหัวใจและหลับตาลง เช้าวันจันทร์สิงห์ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน แม่กับพ่อไม่พูดและไม่ถามอะไร เพราะรับรู้แล้วว่าสิงห์ทำใจเรื่องหนึ่งฤทัยได้แล้ว ตั้งแต่วันนั้นสิงห์ก็ไม่ได้ข่าวคราวของเธออีกเลย ช่วงที่เขานอนไม่สบายอยู่บ้านหนึ่งฤทัยก็ได้มาทำเรื่องลาออกจากโรงเรียนและย้ายบ้านไปอยู่ต่างอำเภอ มีข่าวลือมาเข้าหูเขาบ้างเหมือนกันว่าเธอถูกบังคับให้แต่งงานกับลูกชายของเจ้าหนี้ของครอบครัว สิงห์ตั้งใจเรียนหนังสือจนจบ ม.หก และไปเรียนต่อรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาไม่กล้าที่จะคบใครเป็นตัวเป็นตนได้แต่คบเล่น ๆ มีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด เพราะไม่สามารถลืมรักครั้งแรกได้นั่นเอง สิงห์นอนคิดถึงความหลัง และคิดถึงใบหน้าของครูสาวคนนั้นไปด้วย ความจริงเขาไม่ได้คิดถึงหนึ่งฤทัยมานานแล้ว จนกระทั่งเขาเจอหน้าครูสาวคนนั้นในวันที่ไปส่งปอร์เช่ที่ศูนย์เด็กเล็ก ความหลังที่เขาพยายามลืมมันก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เอามือถือขึ้นมากดเข้าไปในแอพลิเคชั่นไลน์ กดเข้าไปดูรูปโปรไฟล์ของครูสาวคนนั้น 'หนูนา' ชื่อในไลน์มันขึ้นมาแบบนั้น เขามองรูปเธอในมือถืออยู่นาน จนเริ่มง่วงนอน จึงปิดไฟที่หัวเตียงและหลับตาลงเกือบบ่ายสามสิงห์ก็มาถึงร้านประจำที่นัดกับเพื่อน ๆ ไว้ เขาจอดรถที่หน้าร้านและเดินจูงมือเธอเข้าไป ผู้หญิงที่อัคนีสนใจ แล้วไงล่ะหนูนาคือผู้หญิงที่เขารัก วันนี้ล่ะเขาจะแนะนำกับเพื่อน ๆ ทุกคนให้ได้รู้ว่าหนูนาคือคนที่เขารัก เดินตรงไปยังโต๊ะประจำก็พบว่าไอ้พวกเพื่อนตัวดียังไม่มีใครมาสักคน เด็กเสิร์ฟรีบเดินมาจัดโต๊ะให้คนทั้งสอง และเมื่อสิงห์กับหนูนานั่งลงเรียบร้อยแล้ว อัคนีก็โทรมาหาสิงห์"รู้สึกยังไงก็บอกกับเธอซะ ขืนชักช้าข้าจะแย่งนะเว้ย"พอวางสายจากอัคนีสิงห์ก็นึกขอบใจเพื่อน ๆ นี่พวกมันคงรวมหัวกันเพื่อให้เขาสารภาพรักกับหนูนา เธอเงยหน้าขึ้นจากเมนูสอบถามเขา"เพื่อน ๆ ของคุณสิงห์ล่ะคะ ?""พวกมันมาไม่ได้แล้วล่ะ""อ้าว..ไหงงั้นล่ะคะ ?""ไม่เป็นไรหรอก พวกมันไม่มาเราก็ทานกันสองคน""ถ้างั้นพอแล้วล่ะค่ะ เพราะหนูนาสั่งไปหลายอย่างแล้ว"พูดจบก็ส่งเมนูให้เด็กเสิร์ฟไป แล้วก็ยกน้ำขึ้นจิบวันนี้เธอรู้สึกว่าสิงห์มีท่าทางแปลก ๆ โดยเฉพาะสายตาของเขาที่ส่งความหวานเชื่อมมาให้เธอตลอดเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงอาหารและเบียร์ก็ทยอยมา เมื่อได้ครบแล้วทั้งสองคนก็ลงมือทานข้าวกันเงียบ ๆ"ครูครับผมรักครู เราแต่งงานกันได้ไหม ?
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จแล้ว สิงห์ก็อาสาเก็บล้างถ้วยชามเพราะมือของหนูนายังเจ็บอยู่ แม้เธอจะบอกว่าหายแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังยืนยันว่าจะทำเองโดยที่มีปอร์เช่เป็นลูกมือ ในเมื่อสิงห์ยืนยันแบบนั้นเธอจึงขอตัวไปอาบน้ำเพราะรู้สึกปวดหัวคงเพราะคิดมากเรื่องของเขา พอสิงห์ล้างถ้วยชามเสร็จหนูนาก็อาบน้ำเสร็จพอดี"คุณดาวน่ะเธอมาขอข้อมูลในการทำวิทยานิพนธ์"จู่ ๆ สิงห์ก็เอ่ยออกมา "เล่าให้ฟังทำไมคะ ?""ผมไม่อยากให้ครูเข้าใจผิด"พูดจบเขาก็อุ้มปอร์เช่เดินออกไปนอกบ้าน"ครูครับ กลับก่อนน้า บ๊าย ๆ"เธอจึงเดินออกไปส่งลุงกับหลานที่หน้าบ้าน พร้อมกับโบกมือบ๊าย ๆ ตอบกลับหนูน้อย สิงห์เองก็ยิ้มกว้างให้เธอเช่นกัน ส่งผลให้ใบหน้าของเขาดูหล่อและสดใสขึ้นหลายเท่า คำอธิบายทื่อ ๆ สั้น ๆ ของเขาทำให้หนูนายิ้มออกมาได้ แต่อาการปวดหัวยังคงมีอยู่จึงเดินไปหยิบยาพาราที่อยู่ในกล่องยาซึ่งวางอยู่บนหลังตู้เย็นกินไปหนึ่งเม็ดและปิดบ้านปิดไฟเตรียมตัวเข้านอนเพราะตอนนี้ก็เกือบสองทุ่มแล้ว"ลุงสิงห์ คุณครูอยู่คนเดียวทำไมเราไม่ชวนครูมาอยู่ด้วยล่ะ ?"ปอร์เช่เอ่ยถามลุงของเขาในตอนที่หนูน้อยกำลังจะเข้านอนและลุงสิงห์มาเล่านิทานให้ฟังเพราะย่าน้อยยั
อัคนีเห็นอาการของสิงห์แล้วก็ชักจะทนไม่ไหว เขาจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อน ๆ ในกลุ่มเพื่อหาทางช่วยเหลือให้สิงห์กับหนูนาได้ลงเอยกัน"แกแน่ใจนะโว้ยว่าสิงห์กับครูรักกันจริง"คิมหันต์ถามย้ำกับอัคนีอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ"แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง มีหวังไอ้สิงห์มันแห้งเหี่ยวตายแน่"อัคนีตอบเพื่อนไปอย่างมั่นใจ เมื่อได้คำตอบที่หนักแน่นจากอัคนีเพื่อนทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะช่วยให้สิงห์กับหนูนาสมหวังเสียงปะทัดดังมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงใกล้ออกพรรษาแบบนี้ เด็ก ๆ ในหมู่บ้านจะจุดประทัดเล่นกัน มันเป็นค่านิยมที่มีมานานแล้ว หนูนาเองก็เคยจุดเล่นตอนเป็นเด็ก หลังจากออกพรรษาก็จะเปิดเทอมและก็จะเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัววันนี้ปอร์เช่มาเล่นกับเธอที่บ้าน สิงห์มาส่งหนูน้อยเพราะวันนี้เขาต้องทำงาน ส่วนย่าน้อยก็ไปเตรียมขนมนมเนยเพื่อจะเอาไว้ทำบุญในวันออกพรรษา ขนมที่คนอีสานทำในวันสำคัญทางศาสนาแบบนี้ส่วนมากก็จะเป็นข้าวต้มมัด ข้าวต้มผัด และขนมจีนน้ำยา คนเป็นครูแบบเธอก็รออิ่มท้องได้เลย เพราะผู้ปกครองของเด็ก ๆ มักจะเอามาฝากเธอเป็นประจำ พอนึกถึงผู้ปกครองของเด็ก ๆ ขึ้นมาหนูนาก็นึกถึงวันนั้น ตกลงแล
หนูนาเข้าไปนั่งรอเขาในห้องเริ่มรู้สึกมึน ๆ เพราะกินเบียร์หมดไปเกือบขวดแล้ว สิงห์หิ้วขวดเบียร์ที่เหลือตามเธอเข้ามา"เปิดให้หน่อย"ส่งเบียร์อีกขวดให้เขาเพื่อให้เขาเปิดให้ กินไปกินมารสชาดก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดอาจจะเป็นเพราะลิ้นของเธอคุ้นชินกับรสชาดของเบียร์แล้วก็ได้ สิงห์รับขวดเบียร์มาเปิดและส่งให้เธอ เขาคงได้แค่จิบ ๆ เบา ๆ เท่านั้นแหละคงเมาไม่ได้เพราะดูทรงแล้วครูสาวอาจเมาแล้วอาละวาด"อือ..เบียร์มันรสชาดดีแบบนี้นี่เองถึงได้ชอบกินกัน"เริ่มพูดอ้อแอ้เหมือนคนลิ้นไก่สั้น และเมื่อเริ่มมีแอลกอฮอล์อยู่ในสายเลือด ความยับยั้งชั่งใจก็มีน้อยความใจกล้าหน้าด้านก็เริ่มเยอะขึ้น"คุณสิงห์ขออะไรปู่กับย่าคะ ขอเนื้อคู่รึเปล่า ?"หนูนาหมายถึงปู่ศรีสุทโธกับย่าศรีประทุมมา "อุ๊บ..แค่กก"สิงห์สำลักเบียร์ทันที สบตากับเธอตรง ๆ"หนูนาก็ขอเหมือนกันนะ ขอให้คนที่หนูนารัก รักหนูนาตอบ""อัคนีมันก็รักครูนะ""ม่ายย..หนูนาไม่ได้รักคุณหินแต่หนูนารักคุณสิงห์"พูดเสียงยานคางแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ หัวใจของสิงห์เต้นตึกตัก นี่หนูนากำลังสารภาพรักกับเขาใช่ไหม เธอพูดออกมาจากใจหรือพูดเพราะความเมา แต่มีคนบอกว่าคนเมามักพูดความจริงนี่นา
บ่ายโมงครึ่งก็มาถึงคำชะโนด ใช้เวลาในการเดินทางสี่ชั่วโมงกว่า ย่าน้อยกับปอร์เช่ตื่นเต้นกันมาก คนก็เยอะด้วย ทั้งสี่คนเข้าไปไหว้ปู่ศรีสุทธิโธ และย่าศรีประทุมมา พร้อมทั้งอธิษฐานขอให้มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตคำชะโนดมีลักษณะเป็นเกาะลอยน้ำ ที่เต็มไปด้วยต้นชะโนด เป็นสถานที่ปรากฏในตำนานพื้นบ้าน เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของพญานาคปู่ศรีสุทโธ ย่าศรีประทุมมา เข้าไปภายในพื้นที่ของคำชะโนด จะรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น อากาศภายนอกที่ร้อน เมื่อมาอยู่ที่นี่จะรู้สึกเย็นอย่างบอกไม่ถูก เพราะปกคลุมด้วยป่าต้นชะโนดขนาดใหญ่ทั่วบริเวณ ต้นชะโนด เป็นต้นไม้ที่มีลักษณะประหลาดลักษณะคล้ายกับต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลผสมกัน ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีอยู่เฉพาะที่นีแห่งเดียวเท่านั้นเมื่อเดินจนทั่วบริเวณเกาะคำชะโนดแล้วทั้งสี่คนก็เตรียมตัวกลับแต่แล้วจู่ ๆ ฝนก็ตั้งเค้าและตกลงมา ผู้คนวิ่งหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น ย่าน้อยกับปอร์เช่ได้ที่หลบฝนตรงร้านขายดอกไม้ ส่วนสิงห์กับหนูนาหลบอยู่ที่ร้านขายส้มตำ "หนาวไหม ?"เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะเธอเปียกเขาจึงถามเธอด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับควักผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อออกมาเช็ดน้ำตามใบหน
เด็ก ๆ ปิดเทอมแล้วแต่กว่าคุณครูจะได้หยุดก็ต้องเคลียส์งานและเอกสารอีกหลายอย่าง อากาศในช่วงเดือนตุลาคมเริ่มมีสายลมหนาวพัดมาเอื่อย ๆ แล้ว ท้องทุ่งนากลายเป็นสีเหลืองทอง วันนี้ถือว่าเป็นวันปิดเทอมที่คุณครูได้หยุดจริง ๆ หนูนาจึงตื่นสายที่สุดในรอบหลายปี เธอตื่นหกโมงเช้าเพื่อมาสัมผัสสายลมหนาว ความเหงาแล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจ คิดถึงคนตัวโตขึ้นมาอีกแล้วล่าสุดที่เธอเจอสิงห์ก็คือเมื่อสามอาทิตย์ก่อนตอนที่เขากลับมาจากการไปอบรมที่ต่างจังหวัด เขาเอาของฝากมาให้เธอที่บ้านและหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยหนูนามองซิ่นไหมผืนสวยที่สิงห์ซื้อมาฝากเธอ ถ้าจะให้ใส่เป็นผ้าซิ่นหนูนาก็ไม่ค่อยถนัดเธอจึงคิดจะนำซิ่นไหมผืนนั้นไปตัดเป็นชุดจะได้ใส่ไปทำงานด้วย นอกจากคิดถึงคนตัวโตแล้วหนูนาก็คิดถึงปอร์เช่ด้วย เพราะตั้งแต่ปิดเทอมเธอก็ไม่ได้เจอหนูน้อยเลย เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะไปหาปอร์เช่และบางทีอาจจะเจอกับเขาด้วยก็ได้ เธอคิดถึงข้อความในสมุดไดอารี่ของแม่ขึ้นมา 'การที่เราได้รักใครมันดีที่สุดแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม'เธออ่านไดอารี่ของแม่จบไปหลายสิบรอบแล้วแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เปิ
"อือ..ผมก็คิดอยู่เหมือนกัน แต่งบประมาณเราอาจจะไม่พอกับตรงนั้น บางทีเราอาจจะต้องขออาสาสมัคร"ได้ฟังคำตอบจากเขาหนูนาก็นิ่งเงียบ แอบชื่นชมเขาในใจที่เป็นคนละเอียดรอบคอบ ใส่ใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือบางทีเธออาจจะขอความร่วมมือกับเพื่อน ๆ นะ คิดถึงตอนที่ยังเรียนอยู่ เคยไปออกค่ายอาสาสร้างโน่นสร้างนี
ฝนตกอยู่เกือบชั่วโมงก็ยังไม่หยุด หนูนานั่งเล่นอยู่กับปอร์เช่ที่มุมหนึ่งของบ้าน ส่วนย่าน้อยเข้าไปทำกับข้าวอยู่ในครัว"เมื่อไหร่จะหยุดน้า"หนูนาบ่นพึมพำกับตัวเอง แล้วจู่ ๆ ปอร์เช่ก็วิ่งไปที่บันได เธอรีบวิ่งตามไปเพราะกลัวหนูน้อยจะตก"ลุงสิงห์"ปอร์เช่กระโดดใส่ลุงสิงห์ของเขาทันทีที่ลุงสิงห์โผล่ขึ้นมาพ้
บ้านของมะลิคือบ้านหลังแรกที่ถูกเลือก ที่บ้านมีเพียงคุณยายอยู่คนเดียว ส่วนพ่อกับแม่ของมะลิไปทำงานที่กรุงเทพ ฯ นาน ๆ ถึงจะกลับมาที "คุณยาย สวัสดีครับ"สิงห์กล่าวทักทายคุณยายที่กำลังตากผ้าอยู่หน้าบ้าน "สวัสดีจ้า คุณนายก มา ๆ กินน้ำกินท่ากันก่อน"ผู้คนในชนบทโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ต่างก็มีน้ำใจ แขกไปใครมา
"สวัสดีค่ะ"หนูนายืนรอรับเด็ก ๆ ที่หน้าศูนย์เด็กเล็ก วันนี้เช้าวันจันทร์แถมยังฝนตกอีกด้วย จึงสร้างความลำบากในการเดินทางมาโรงเรียนของเด็ก ๆ พอสมควร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครหยุดหรือมาสายสักคน เด็ก ๆ มากันครบแล้วหนูนากับครูฟ้าก็ปิดประตูศูนย์และเริ่มทำการสอนส่วนครูติ๋วก็นำรายงานไปส่งนายกที่เทศบาลตำบล ศู







