LOGINหนูนาตื่นแต่เช้าแม้วันนี้จะเป็นเช้าวันเสาร์ก็ตาม เพราะวันนี้ทางศูนย์เด็กเล็กมีโครงการไปเยี่ยมเยือนบ้านของนักเรียน เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเธอก็ควบเวฟ 100 สีแดงมุ่งตรงไปที่ศูนย์เด็กเล็กเพราะนัดกับครูฟ้าและหัวหน้าศูนย์ที่นั่น
"สวัสดีค่ะ พี่ติ๋ว สวัสดีค่ะพี่ฟ้า" หัวหน้าศูนย์เด็กเล็กมีชื่อว่า 'พี่ติ๋ว' อายุราว ๆ 40 แต่ก็ยังสวยสมวัย พี่ติ๋วแต่งงานแล้วแต่เธอไม่มีลูก จึงรักเด็ก ๆ ทุกคนเหมือนลูกของตัวเอง ส่วนพี่ฟ้านั้นเป็นสาวสวยที่มีครอบครัวแล้วและมีลูกสาววัยหนึ่งขวบ สามีของครูฟ้าเป็นทหารที่ประจำการอยู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นาน ๆ ถึงจะกลับมาบ้านทีแต่ความรักของทั้งคู่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์และความเชื่อใจ ส่วนลูกสาวของครูฟ้านั้นคุณปู่คุณย่าและคุณตาคุณยายช่วยเลี้ยง "เด็ก ๆ ของเราทุกคนเป็นคนในตำบลนี้ ตำบลเรามีแปดหมู่บ้านดังนั้นวันนี้เราจะแบ่งเยี่ยมสี่หมู่บ้านแรกก่อน" พี่ติ๋วบอกเล่าแผนการคร่าว ๆ ให้ครูทั้งสองคนฟัง ซึ่งครูฟ้าและหนูนาก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ การเดินทางก็ไปรถยนต์ของหัวหน้าศูนย์เพราะสะดวกกว่า ครูฟ้ากับหนูนาจึงจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ที่ศูนย์เด็กเล็ก "ถ้าเราเจอปัญหาอะไร หรือว่าเด็กขาดเหลืออะไรเราก็จะรายงานไปยังเทศบาลตำบลเพื่อที่จะได้หาทางช่วยกันแก้ปัญหาต่อไป" สองครูสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ บ้านหลังแรกที่คุณครูทั้งสามไปเยี่ยมก็คือบ้านของน้องข้าวหอม น้องอยู่กับยาย พ่อกับแม่ไปทำงานที่กรุงเทพ ฯ ส่งเงินมาให้ทุกเดือน ความเป็นอยู่ก็ไม่ขัดสนอะไร แต่คุณยายมักจะให้น้องดูโทรศัพท์มากเกินไป ส่งผลให้น้องข้าวหอมแม้จะสามขวบแล้วก็ยังพูดได้ไม่กี่คำ "คุณยายคะ คุณยายต้องงดโทรศัพท์น้องนะคะ" ครูฟ้าบอกกับคุณยาย "ทำไมเหรอครู ?เด็กคนอื่นเขาก็ดูโทรศัพท์กันนะ ไม่เห็นว่ามันจะผิดปกติอะไรตรงใหน" "แต่ว่าน้องข้าวหอมสามขวบแล้วยังพูดได้ไม่กี่คำเลยนะคะยาย" "เออ..ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวยายจะเอาเขียดตีปากมัน ขี้คร้านมันจะพูดป๋อเชียวล่ะ" ครูทั้งสามมองบน การใช้เขียดตีปากมันไม่ช่วยในด้านพัฒนาการของน้องเลยนะ ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการสมวัยก็คือคนเลี้ยงจะต้องช่วยฝึก "ครูเป็นครูของข้าวหอมมัน ครูก็ต้องสอนมันสิ" เมื่อคุณยายพูดมาแบบนี้ครูทั้งสามจึงส่ายหัว ยังไงก็คงต้องช่วยประคับประคองกันไป ถ้าหากน้องหนักหนาจริง ๆ จนส่งผลให้พัฒนาการล่าช้ากว่านี้อาจจะต้องพูดคุยกับพ่อและแม่ของน้อง อยู่คุยต่ออีกสักพักครูทั้งสามก็ขอลาคุณยาย เพื่อไปเยี่ยมเยือนบ้านนักเรียนคนต่อไป จนครบทั้งสี่หมู่บ้านแล้วนั่นแหละครูทั้งสามจึงได้กลับมาที่ศูนย์เด็กเล็กอีกครั้ง เพื่อสรุปปัญหาต่าง ๆ ที่เจอมา "เป็นยังไงบ้าง ?" พี่ติ๋วถามครูสาวทั้งสอง ครูฟ้ากับหนูนามองหน้ากัน "เด็กคนอื่น ๆ ไม่มีปัญหาอะไรค่ะพี่ ยกเว้นน้องข้าวหอมคนเดียว" หนูนาเป็นคนบอกเล่าถึงปัญหาของเด็กแต่ละคนที่เจอมา "อืม..เรายังเหลืออีกสี่หมู่บ้าน ถ้าเยี่ยมเด็กครบทุกคนแล้วเดี๋ยวค่อยมาสรุปอีกทีพรุ่งนี้" เมื่อพี่ติ๋วกล่าวจบ ครูฟ้ากับหนูนาจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน หนูนาควบมอเตอร์ไซค์ตรงไปบ้านเช่าหลังน้อยของเธอ กะว่าจะดูซีรี่ย์สักหน่อยแต่เนื่องจากบรรยากาศแดดล่มลมตกแบบนี้เหมาะแก่การไปเดินเล่นมาก เธอจึงหยิบมือถือและเดินลงไปทุ่งนาหลังบ้าน ตอนนี้เป็นช่วงกลางเดือนมิถุนายน ชาวนากำลังเริ่มหว่านข้าว ช่วงนี้ฝนตกบ่อยจึงมีน้ำขังอยู่ตามทุ่งนา "ลุงคะขออนุญาติถ่ายรูปหน่อยนะคะ" เธอพูดกับคนขับรถไถนาที่เขาจอดพักรถอยู่ใต้ร่มข่อย เนื่องจากเขาห่อหน้าห่อตาและสวมเสื้อที่แถมมากับปุ๋ยยี่ห้อหนึ่งจึงไม่เห็นหน้าค่าตาแต่เธอเดาเอาว่าเขาน่าจะอายุเยอะแล้วแน่ ๆ จึงเรียกเขาว่าลุง ชายคนนั้นไม่ตอบอะไรแต่พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาติ หนูนาจึงถ่ายรูปรัว ๆ เพื่อนำไปอัพลงเฟชบุค ไอจีและติ๊กต็อก "สวยมากกก" ดูรูปในโทรศัพท์ไปด้วยและดูของจริงไปด้วย บรรยากาศท้องทุ่งนาตอนใกล้ค่ำนี่น่าหลงใหลจริง ๆ สีส้มแดงของแสงแดดตัดกับสีเขียวขจีของต้นกล้า ช่างลงตัวแบบแปลก ๆ "อ๊ะ..นั่น" ชายคนนั้นเริ่มลงมือไถนาแล้ว คงจะหายเหนื่อยแล้วล่ะมั้ง รถไถเคลื่อนตัวไปตามแปลงนา หนูนาจึงเริ่มถ่ายรูปของเขา ทั้งภาพนิ่ง และคลิปวีดีโอ เธอถ่ายรูปเขาไว้หลายใบจนพอใจนั่นแหละจึงคิดจะกลับบ้าน แต่แล้ว "เดี๋ยวก่อน !" ชายคนนั้นกระโดดลงจากรถไถมายืนขวางหน้าเธอไว้ เมื่อเผชิญหน้ากันหนูนาแหงนหน้าขึ้นแทบคอตั้งบ่าจึงจะสามารถสบตากับเขาได้ "มะมีอะไรคะลุง ?" "รูปในมือถือ ส่งมาให้ฉันด้วย" "ละแล้วจะส่งยังไงล่ะ ?" เขาจึงส่งมือถือของเขาให้เธอ "ทางไลน์" เธอไม่รับโทรศัพท์ของเขามา แต่เธอส่งโทรศัพท์ของเธอให้เขาแทน เขาก้มหน้าก้มตาอยู่กับโทรศัพท์สองเครื่องอยู่สักครู่ก็ส่งเครื่องของเธอคืนให้เธอ "ขอบใจมาก" แล้วก็หันหลังเดินกลับไป กระโดดขึ้นรถไถและไถนาต่อ หนูนาใจหายใจคว่ำรีบเดินกลับบ้านทันที "ตกใจหมดเลย" ระหว่างเดินกลับก็พึมพำกับตัวเอง มาถึงบ้านก็จัดการอาบน้ำอาบท่า ต้มมาม่ากินและดูซีรี่ย์ไปด้วย นึกได้ถึงรูปถ่ายที่ถ่ายมาเมื่อตอนเย็น จึงนำมาเปิดดู เลือกรูปถ่ายสวย ๆ ได้หลายใบจึงอัพรูปลงทุกแพล็ตฟอร์มที่เธอเล่นอยู่ สิงห์แอดไลน์ของเธอมาและจัดการส่งรูปที่เธอถ่ายตอนที่เขาขับรถไถส่งให้ตัวเอง เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้ทำแบบนั้น รู้แค่ว่าเธอหน้าตาเหมือนกับใครบางคนที่เขาเคยรู้จัก จึงอยากจะรู้จักกับเธอ แต่เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจึงใช้วิธีนี้ ป่านนี้คงกลัวหัวหดไปแล้วมั้ง เขานอนมองรูปตัวเองในมือถืออย่างชื่นชม ฝีมือถ่ายรูปของเธอก็ถือว่าใช้ได้ เขาจึงโพสต์ทุกรูปลงในเฟสบุคส่วนตัวของเขาเอง เขาย้อนคิดถึงอดีตเมื่อยี่สิบสี่ปีที่แล้ว ตอนที่เขามีอายุเพียงสิบสี่ปีเท่านั้น เป็นหนุ่มน้อยที่ฮ็อตที่สุดของ ม.สอง และคบหาเป็นแฟนกับ 'หนึ่งฤทัย' สาวน้อยที่เรียนห้องเดียวกัน ตอนนั้นโลกทั้งใบของเขาเป็นสีชมพู จนกระทั่งเกือบบ่ายสามสิงห์ก็มาถึงร้านประจำที่นัดกับเพื่อน ๆ ไว้ เขาจอดรถที่หน้าร้านและเดินจูงมือเธอเข้าไป ผู้หญิงที่อัคนีสนใจ แล้วไงล่ะหนูนาคือผู้หญิงที่เขารัก วันนี้ล่ะเขาจะแนะนำกับเพื่อน ๆ ทุกคนให้ได้รู้ว่าหนูนาคือคนที่เขารัก เดินตรงไปยังโต๊ะประจำก็พบว่าไอ้พวกเพื่อนตัวดียังไม่มีใครมาสักคน เด็กเสิร์ฟรีบเดินมาจัดโต๊ะให้คนทั้งสอง และเมื่อสิงห์กับหนูนานั่งลงเรียบร้อยแล้ว อัคนีก็โทรมาหาสิงห์"รู้สึกยังไงก็บอกกับเธอซะ ขืนชักช้าข้าจะแย่งนะเว้ย"พอวางสายจากอัคนีสิงห์ก็นึกขอบใจเพื่อน ๆ นี่พวกมันคงรวมหัวกันเพื่อให้เขาสารภาพรักกับหนูนา เธอเงยหน้าขึ้นจากเมนูสอบถามเขา"เพื่อน ๆ ของคุณสิงห์ล่ะคะ ?""พวกมันมาไม่ได้แล้วล่ะ""อ้าว..ไหงงั้นล่ะคะ ?""ไม่เป็นไรหรอก พวกมันไม่มาเราก็ทานกันสองคน""ถ้างั้นพอแล้วล่ะค่ะ เพราะหนูนาสั่งไปหลายอย่างแล้ว"พูดจบก็ส่งเมนูให้เด็กเสิร์ฟไป แล้วก็ยกน้ำขึ้นจิบวันนี้เธอรู้สึกว่าสิงห์มีท่าทางแปลก ๆ โดยเฉพาะสายตาของเขาที่ส่งความหวานเชื่อมมาให้เธอตลอดเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงอาหารและเบียร์ก็ทยอยมา เมื่อได้ครบแล้วทั้งสองคนก็ลงมือทานข้าวกันเงียบ ๆ"ครูครับผมรักครู เราแต่งงานกันได้ไหม ?
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จแล้ว สิงห์ก็อาสาเก็บล้างถ้วยชามเพราะมือของหนูนายังเจ็บอยู่ แม้เธอจะบอกว่าหายแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังยืนยันว่าจะทำเองโดยที่มีปอร์เช่เป็นลูกมือ ในเมื่อสิงห์ยืนยันแบบนั้นเธอจึงขอตัวไปอาบน้ำเพราะรู้สึกปวดหัวคงเพราะคิดมากเรื่องของเขา พอสิงห์ล้างถ้วยชามเสร็จหนูนาก็อาบน้ำเสร็จพอดี"คุณดาวน่ะเธอมาขอข้อมูลในการทำวิทยานิพนธ์"จู่ ๆ สิงห์ก็เอ่ยออกมา "เล่าให้ฟังทำไมคะ ?""ผมไม่อยากให้ครูเข้าใจผิด"พูดจบเขาก็อุ้มปอร์เช่เดินออกไปนอกบ้าน"ครูครับ กลับก่อนน้า บ๊าย ๆ"เธอจึงเดินออกไปส่งลุงกับหลานที่หน้าบ้าน พร้อมกับโบกมือบ๊าย ๆ ตอบกลับหนูน้อย สิงห์เองก็ยิ้มกว้างให้เธอเช่นกัน ส่งผลให้ใบหน้าของเขาดูหล่อและสดใสขึ้นหลายเท่า คำอธิบายทื่อ ๆ สั้น ๆ ของเขาทำให้หนูนายิ้มออกมาได้ แต่อาการปวดหัวยังคงมีอยู่จึงเดินไปหยิบยาพาราที่อยู่ในกล่องยาซึ่งวางอยู่บนหลังตู้เย็นกินไปหนึ่งเม็ดและปิดบ้านปิดไฟเตรียมตัวเข้านอนเพราะตอนนี้ก็เกือบสองทุ่มแล้ว"ลุงสิงห์ คุณครูอยู่คนเดียวทำไมเราไม่ชวนครูมาอยู่ด้วยล่ะ ?"ปอร์เช่เอ่ยถามลุงของเขาในตอนที่หนูน้อยกำลังจะเข้านอนและลุงสิงห์มาเล่านิทานให้ฟังเพราะย่าน้อยยั
อัคนีเห็นอาการของสิงห์แล้วก็ชักจะทนไม่ไหว เขาจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อน ๆ ในกลุ่มเพื่อหาทางช่วยเหลือให้สิงห์กับหนูนาได้ลงเอยกัน"แกแน่ใจนะโว้ยว่าสิงห์กับครูรักกันจริง"คิมหันต์ถามย้ำกับอัคนีอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ"แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง มีหวังไอ้สิงห์มันแห้งเหี่ยวตายแน่"อัคนีตอบเพื่อนไปอย่างมั่นใจ เมื่อได้คำตอบที่หนักแน่นจากอัคนีเพื่อนทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะช่วยให้สิงห์กับหนูนาสมหวังเสียงปะทัดดังมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงใกล้ออกพรรษาแบบนี้ เด็ก ๆ ในหมู่บ้านจะจุดประทัดเล่นกัน มันเป็นค่านิยมที่มีมานานแล้ว หนูนาเองก็เคยจุดเล่นตอนเป็นเด็ก หลังจากออกพรรษาก็จะเปิดเทอมและก็จะเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัววันนี้ปอร์เช่มาเล่นกับเธอที่บ้าน สิงห์มาส่งหนูน้อยเพราะวันนี้เขาต้องทำงาน ส่วนย่าน้อยก็ไปเตรียมขนมนมเนยเพื่อจะเอาไว้ทำบุญในวันออกพรรษา ขนมที่คนอีสานทำในวันสำคัญทางศาสนาแบบนี้ส่วนมากก็จะเป็นข้าวต้มมัด ข้าวต้มผัด และขนมจีนน้ำยา คนเป็นครูแบบเธอก็รออิ่มท้องได้เลย เพราะผู้ปกครองของเด็ก ๆ มักจะเอามาฝากเธอเป็นประจำ พอนึกถึงผู้ปกครองของเด็ก ๆ ขึ้นมาหนูนาก็นึกถึงวันนั้น ตกลงแล
หนูนาเข้าไปนั่งรอเขาในห้องเริ่มรู้สึกมึน ๆ เพราะกินเบียร์หมดไปเกือบขวดแล้ว สิงห์หิ้วขวดเบียร์ที่เหลือตามเธอเข้ามา"เปิดให้หน่อย"ส่งเบียร์อีกขวดให้เขาเพื่อให้เขาเปิดให้ กินไปกินมารสชาดก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดอาจจะเป็นเพราะลิ้นของเธอคุ้นชินกับรสชาดของเบียร์แล้วก็ได้ สิงห์รับขวดเบียร์มาเปิดและส่งให้เธอ เขาคงได้แค่จิบ ๆ เบา ๆ เท่านั้นแหละคงเมาไม่ได้เพราะดูทรงแล้วครูสาวอาจเมาแล้วอาละวาด"อือ..เบียร์มันรสชาดดีแบบนี้นี่เองถึงได้ชอบกินกัน"เริ่มพูดอ้อแอ้เหมือนคนลิ้นไก่สั้น และเมื่อเริ่มมีแอลกอฮอล์อยู่ในสายเลือด ความยับยั้งชั่งใจก็มีน้อยความใจกล้าหน้าด้านก็เริ่มเยอะขึ้น"คุณสิงห์ขออะไรปู่กับย่าคะ ขอเนื้อคู่รึเปล่า ?"หนูนาหมายถึงปู่ศรีสุทโธกับย่าศรีประทุมมา "อุ๊บ..แค่กก"สิงห์สำลักเบียร์ทันที สบตากับเธอตรง ๆ"หนูนาก็ขอเหมือนกันนะ ขอให้คนที่หนูนารัก รักหนูนาตอบ""อัคนีมันก็รักครูนะ""ม่ายย..หนูนาไม่ได้รักคุณหินแต่หนูนารักคุณสิงห์"พูดเสียงยานคางแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ หัวใจของสิงห์เต้นตึกตัก นี่หนูนากำลังสารภาพรักกับเขาใช่ไหม เธอพูดออกมาจากใจหรือพูดเพราะความเมา แต่มีคนบอกว่าคนเมามักพูดความจริงนี่นา
บ่ายโมงครึ่งก็มาถึงคำชะโนด ใช้เวลาในการเดินทางสี่ชั่วโมงกว่า ย่าน้อยกับปอร์เช่ตื่นเต้นกันมาก คนก็เยอะด้วย ทั้งสี่คนเข้าไปไหว้ปู่ศรีสุทธิโธ และย่าศรีประทุมมา พร้อมทั้งอธิษฐานขอให้มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตคำชะโนดมีลักษณะเป็นเกาะลอยน้ำ ที่เต็มไปด้วยต้นชะโนด เป็นสถานที่ปรากฏในตำนานพื้นบ้าน เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของพญานาคปู่ศรีสุทโธ ย่าศรีประทุมมา เข้าไปภายในพื้นที่ของคำชะโนด จะรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น อากาศภายนอกที่ร้อน เมื่อมาอยู่ที่นี่จะรู้สึกเย็นอย่างบอกไม่ถูก เพราะปกคลุมด้วยป่าต้นชะโนดขนาดใหญ่ทั่วบริเวณ ต้นชะโนด เป็นต้นไม้ที่มีลักษณะประหลาดลักษณะคล้ายกับต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลผสมกัน ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีอยู่เฉพาะที่นีแห่งเดียวเท่านั้นเมื่อเดินจนทั่วบริเวณเกาะคำชะโนดแล้วทั้งสี่คนก็เตรียมตัวกลับแต่แล้วจู่ ๆ ฝนก็ตั้งเค้าและตกลงมา ผู้คนวิ่งหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น ย่าน้อยกับปอร์เช่ได้ที่หลบฝนตรงร้านขายดอกไม้ ส่วนสิงห์กับหนูนาหลบอยู่ที่ร้านขายส้มตำ "หนาวไหม ?"เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะเธอเปียกเขาจึงถามเธอด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับควักผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อออกมาเช็ดน้ำตามใบหน
เด็ก ๆ ปิดเทอมแล้วแต่กว่าคุณครูจะได้หยุดก็ต้องเคลียส์งานและเอกสารอีกหลายอย่าง อากาศในช่วงเดือนตุลาคมเริ่มมีสายลมหนาวพัดมาเอื่อย ๆ แล้ว ท้องทุ่งนากลายเป็นสีเหลืองทอง วันนี้ถือว่าเป็นวันปิดเทอมที่คุณครูได้หยุดจริง ๆ หนูนาจึงตื่นสายที่สุดในรอบหลายปี เธอตื่นหกโมงเช้าเพื่อมาสัมผัสสายลมหนาว ความเหงาแล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจ คิดถึงคนตัวโตขึ้นมาอีกแล้วล่าสุดที่เธอเจอสิงห์ก็คือเมื่อสามอาทิตย์ก่อนตอนที่เขากลับมาจากการไปอบรมที่ต่างจังหวัด เขาเอาของฝากมาให้เธอที่บ้านและหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยหนูนามองซิ่นไหมผืนสวยที่สิงห์ซื้อมาฝากเธอ ถ้าจะให้ใส่เป็นผ้าซิ่นหนูนาก็ไม่ค่อยถนัดเธอจึงคิดจะนำซิ่นไหมผืนนั้นไปตัดเป็นชุดจะได้ใส่ไปทำงานด้วย นอกจากคิดถึงคนตัวโตแล้วหนูนาก็คิดถึงปอร์เช่ด้วย เพราะตั้งแต่ปิดเทอมเธอก็ไม่ได้เจอหนูน้อยเลย เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะไปหาปอร์เช่และบางทีอาจจะเจอกับเขาด้วยก็ได้ เธอคิดถึงข้อความในสมุดไดอารี่ของแม่ขึ้นมา 'การที่เราได้รักใครมันดีที่สุดแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม'เธออ่านไดอารี่ของแม่จบไปหลายสิบรอบแล้วแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เปิ
"อือ..ผมก็คิดอยู่เหมือนกัน แต่งบประมาณเราอาจจะไม่พอกับตรงนั้น บางทีเราอาจจะต้องขออาสาสมัคร"ได้ฟังคำตอบจากเขาหนูนาก็นิ่งเงียบ แอบชื่นชมเขาในใจที่เป็นคนละเอียดรอบคอบ ใส่ใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือบางทีเธออาจจะขอความร่วมมือกับเพื่อน ๆ นะ คิดถึงตอนที่ยังเรียนอยู่ เคยไปออกค่ายอาสาสร้างโน่นสร้างนี
ฝนตกอยู่เกือบชั่วโมงก็ยังไม่หยุด หนูนานั่งเล่นอยู่กับปอร์เช่ที่มุมหนึ่งของบ้าน ส่วนย่าน้อยเข้าไปทำกับข้าวอยู่ในครัว"เมื่อไหร่จะหยุดน้า"หนูนาบ่นพึมพำกับตัวเอง แล้วจู่ ๆ ปอร์เช่ก็วิ่งไปที่บันได เธอรีบวิ่งตามไปเพราะกลัวหนูน้อยจะตก"ลุงสิงห์"ปอร์เช่กระโดดใส่ลุงสิงห์ของเขาทันทีที่ลุงสิงห์โผล่ขึ้นมาพ้
บ้านของมะลิคือบ้านหลังแรกที่ถูกเลือก ที่บ้านมีเพียงคุณยายอยู่คนเดียว ส่วนพ่อกับแม่ของมะลิไปทำงานที่กรุงเทพ ฯ นาน ๆ ถึงจะกลับมาที "คุณยาย สวัสดีครับ"สิงห์กล่าวทักทายคุณยายที่กำลังตากผ้าอยู่หน้าบ้าน "สวัสดีจ้า คุณนายก มา ๆ กินน้ำกินท่ากันก่อน"ผู้คนในชนบทโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ต่างก็มีน้ำใจ แขกไปใครมา
"สวัสดีค่ะ"หนูนายืนรอรับเด็ก ๆ ที่หน้าศูนย์เด็กเล็ก วันนี้เช้าวันจันทร์แถมยังฝนตกอีกด้วย จึงสร้างความลำบากในการเดินทางมาโรงเรียนของเด็ก ๆ พอสมควร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครหยุดหรือมาสายสักคน เด็ก ๆ มากันครบแล้วหนูนากับครูฟ้าก็ปิดประตูศูนย์และเริ่มทำการสอนส่วนครูติ๋วก็นำรายงานไปส่งนายกที่เทศบาลตำบล ศู







