เข้าสู่ระบบงานแต่งงานของขุนพลกับสายขิมถูกจัดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ใหญ่โต จนถูกพูดถึงในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง โดยหัวข้อหลักที่คนพูดถึงคงหนีไม่พ้นว่าแต่งงานใหม่กับคนเก่า และเปิดหน้าเจ้าสาวอย่างเป็นทางการสักทีงานสำคัญแบบนี้แน่นอนว่าเพื่อนร่วมงานที่สนิทชิดเชื้ออย่างพี่จิ พี่กุ๊ก และพี่อุษาต้องถูกเชิญมาร่วมงานด้วยอย่างแน่นอนบรรยากาศในงานแต่งงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความสุข เสียงเพลงคลาสสิกเบา ๆ ถูกเปิดคลอทั่วทั้งงาน ดอกไม้สีขาวประดับอยู่ทั่วทุกมุมเพื่อให้เข้ากับชุดของเจ้าสาวสายขิมสวมชุดแต่งงานสีขาวเนื้อผ้าซาตินที่ปักด้วยลูกปัดประกายแวววาวสะท้อนกับแสงไฟสวยงาม รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงสดใสเหมือนกับทุกครั้งที่เห็น“ยินดีด้วยนะขิม วันนี้สินะที่เรียกว่าแต่งงานแท้จริง และแกก็ดูมีความสุขมากกว่าวันนั้นมาก”อิงเอยเอื้อมไปจับมือเพื่อน พูดแค่นั้นพลันน้ำตาก็พานจะไหล ไม่ต่างกันกับเจ้าสาวพี่พยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้เหมือนกัน แต่ยิ่งกลั้นมันก็ยิ่งไหล เพื่อนเพียงคนเดียวที่รับรู้เรื่องราวทุกอย่าง และยืนอยู่เคียงข้างเธอไม่ว่าเธอจะทำหรือตัดสินใจอะไร จนถึงวันนี้วันที่เธอมีความสุขอย่างแท้จริง“ขอบใจมากนะอิง ที่
“นี่เรากำลังจะไปไหนกันเหรอคะ” สายขิมเห็นเส้นทางด้านนอกแล้วรู้สึกคุ้นตาแต่ก็จำไม่ได้ว่าที่ไหน เขายังไม่ได้บอกเธอเลยว่าเย็นวันหยุดแบบนี้จะพาไปไหน“ไปถึงก็รู้เองแหละ”เขาว่ายิ้ม ๆ และยังคงทำหน้าเป็นปริศนาให้เธอสงสัยไม่หายตลอดทางมีแต่ความเงียบ แต่ภายในใจมีแต่ความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งรถมาติดตรงทางเข้าสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และคนเดินพลุกพล่านหนาแน่นสายขิมมองทะลุกระจกรถออกไป ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว ต่างพากันแต่งตัวสีคล้ายกัน นั่นคือสีเขียวอ่อน ในมือมีแท่งไฟคล้ายรูปนกถือกันอยู่แทบทุกคน เธอหันขวับไปมองหน้าขุนพลทันที“หรือว่า...”รอยยิ้มแฉ่งแข่งกับตะวันผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว“อืม กว่าพี่จะหาบัตรมาให้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”“พี่ขุน...”หญิงสาวโผเข้ากอดชายหนุ่มทั้งที่เขายังทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้ พร้อมกับปล่อยโฮออกมาด้วยความตื้นตัน“ไม่เอาครับ ไม่ร้องไห้นะ” เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา“ขิมไม่ได้อยากร้อง อยู่ ๆ น้ำตาก็ไหลเอง” ว่าพร้อมเสียงสะอื้นอาการอ่อนไหวง่ายแบบนี้ เธอรู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ยกมือกุมหน้าท้องตัวเอง แล้วได้แต่ยิ้มออกมา หากวันนี้เพื่อนเธอได้มาดูศิลปิ
พอกลับมาถึงบ้านสายขิมยังคงอ่อนเพลียจึงขอขึ้นไปนอนอีกสักหน่อย แต่ยังไม่ทันจะล้มหัวลงนอน เสียงเรียกเข้าจากมือถือดังขึ้นเธอจึงจำใจต้องลุกขึ้นไปเปิดกระเป๋าเพื่อรับสาย“ตั้งแต่มีผัวรักผัวหลง ฉันก็กลายเป็นอากาศไปเลยนะ”ทันทีที่รับสายเพื่อนรัก เธอก็โดนจิกด้วยความน้อยใจทันที“ก็หาผัวเหมือนฉันสิ จะได้รู้ว่ามันดีแค่ไหนนน”สายขิมเย้าหยอก ทำเอาปลายสายที่นั่งทำงานอยู่ถึงกับกรอกตามองบน“ถ้าหาง่าย และได้แบบแสนดี ฉันก็จะเอาอยู่หรอก แต่นี่อะไรมีแต่พวกหวังหลอกฟัน”“แต่ก็ไม่ได้ฟัน”สายขิมกลั้วหัวเราะ แต่คราวนี้เพื่อนเงียบ“งอนฉันเหรอ”“เปล่า”“แล้วโทรมามีอะไรย่ะ”“ฉันจะโทรมาบอกว่า บัตรคอนเสิร์ตของ Got7 ที่แกฝากกดอ่า ไม่ได้นะ ฉันเองก็กดไม่ทันเหมือนกัน” น้ำเสียงที่บอกเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด“หาแล้วก็ไม่ได้เหรอ”“อืม”ถ้าไม่ได้รอบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกับศิลปินคนโปรดอีกตอนไหน สายขิมถึงกับน้ำตาซึมออกมาเพราะรู้สึกชอบนักร้องวงนี้มากๆ พอวางสายเสร็จเธอก็เอาแต่นั่งร้องไห้ อารมณ์อ่อนไหวขึ้นมาเสียอย่างนั้น“ขิมเป็นอะไรร้องไห้ทำไม” ขุนพลถลาเข้ามาหา“ขิม ... ขิม เสียใจ เสียใจที่กดบัตรคอนเสิร์ตไม่ทัน”พูดจบหญิงสาวก็ปล
2 เดือนผ่านไป...“นี่ค่ะพี่ษา แผนโปรโมตโปรดักส์ตัวใหม่ของบริษัท”สายขิมยื่นแฟ้มเอกสารให้ อุษารับมาแล้วเปิดอ่านพร้อมเอ่ยขอบคุณ“ขอบใจจ้ะ”“เที่ยงนี้ขิมขอไปทานข้าวกับพวกพี่ ๆ ด้วยนะคะ” หญิงสาวทำสีหน้าออดอ้อน เพราะพักหลังมานี่ไม่ค่อยได้ไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมแผนกเลย พอใกล้เวลาเที่ยงทีไรเจ้าชีวิตเธอก็มาดักรอที่หน้าห้องทุกที วันนี้โชคดีหน่อยพี่เขาออกไปประชุมด้านนอกก็เลยถือโอกาสมาอ้อนพวกพี่เขาเสียเลย“อุ้ย วันนี้มากินข้าวกับพวกพี่ได้ด้วยเหรอ”พี่จิซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงล้อเลียน โดยมีพี่กุ๊กคอยเป็นหน่วยสนับสนุนเรื่องแซวน้องอยู่ด้านหลัง“ได้ค่ะ ท่านรองฯ ไม่อยู่ไปประชุมข้างนอก”“มิน่าล่ะ ถึงได้มาอ้อนขอไปกินข้าวด้วย”“แหม พี่อุษาก็ ... ขิมก็อยากไปด้วยตั้งนานแล้ว แต่พี่ขุนนะสิทำตัวเป็นกาวตราช้างแกะยังไงก็ไม่ออก”แม้ปากจะต่อว่าผู้เป็นสามีแต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับฉีกกว้าง“อันนี้เล่าให้ฟังหรืออวดจ๊ะ?”“อวดค่ะ” สิ้นประโยคเสียงหัวเราะก็ดังคลื้นขึ้นไม่มีข้อสงสัยเลยว่าทำไมสายขิมถึงได้ครองใจเจ้านายพวกเขา ทั้งนิสัยที่เด็ดเดี่ยว ยิ้มง่าย มีความน่ารักอยู่ในตัว ไปที่ไหนก็มีแต่คนรัก ไม่แปลก
“ขิมรักพี่ขุนไปแล้ว ถ้าให้เลิกก็คงยาก แต่ถ้าจะทำให้พี่ขุนรักขิม ก็คงไม่เกินความสารถ 1ปี...”หญิงสาวรีบยกนิ้วมือแตะริมฝีปาก ดวงหน้าแดงก่ำไม่คิดว่าพี่ขุนจะจำคำพูดในโพสต์อิทได้ทุกคำขนาดนั้น แม้จะเป็นแค่ข้อความสั้น ๆ ที่เธอเขียนบอกเขาเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ทุกตัวอักษรก็กลั่นออกมาจากหัวใจ“ขิม”“คะ”“สัญญาที่เราทำมันขึ้นมาอยู่ไหน”หลังจากเงียบไปหลายนาที ก็นึกขึ้นมาได้ว่ากระดาษแผ่นนั้นเขาก็ต้องจัดการเหมือนกัน“เอามาให้พี่หน่อยได้ไหม”สายขิมพยักหน้ารับแล้วยันตัวลุกจากเตียง เธอเปิดลิ้นชักตู้เสื้อผ้าออก ค้นหาอยู่สักพักก็ถือมันมายื่นให้เขา“พี่ขุนจะเอาไปทำอะไรเหรอคะ”“ฉีกทิ้ง”เขาพูดสั้น ๆ แล้วลงมือฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับโยนมันลงในถังขยะใบเล็กที่อยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง“ทุกอย่างมันจบแล้ว”เขาคลี่ยิ้มอ่อน ๆ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของสายขิม“ยังไม่จบค่ะ เหลืออีกเรื่องหนึ่ง” แววตาของเธอเปลี่ยนไปจนน่าขนลุก และไม่ยอมบอกอะไรเลยว่าอีกเรื่องที่จะต้องจัดการคือเรื่องอะไร และก็ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปหลายวัน“สิ่งที่ขิมขอพี่ไปได้ไหมคะ”สายขิมเอ่ยถามหญิงผู้เป็นหัวหน้างานคนเก่า เจ้า
แสงจากโคมไฟตรงหัวเตียงสะท้อนเงาของร่างกำยำที่นั่งอยู่ขอบเตียง ดวงตากลมโตของสายขิมยังคงจับจ้องไปที่บาดแผล และรอยช้ำบนหน้าเขา แล้วหันกลับไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมา“เดี๋ยวขิมทำแผลให้นะ”เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับคว้าข้อมือไว้ และออกแรงดึงเบา ๆ ให้เธอนั่งลงด้านข้าง แววตาเขาที่มองมามันหลากหลายจนมองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่“อย่าดื้อสิคะ ทำแผลก่อนหรือว่า จะไปโรงพยาบาลดี”“ไม่เอา ไม่ไป”คนถูกถามรีบปฏิเสธ โรงพยาบาลคือสิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุด คราวที่แล้วไปนอนอยู่เป็นเดือน มันช่างน่าเบื่อเต็มทน“ถ้าไม่ไป ก็ทำแผลก่อนค่ะ แล้วอยากพูดอะไรค่อยพูด”มืออวบยกขึ้นลูบใบหน้าคมอ่อนโยน เขาเพิ่งรู้ตอนนี่เองว่า รอยยิ้มของสายขิมสร้างความสบายใจให้ตัวเองมากแค่ไหน และก็โชคดีเหลือเกินที่มีชีวิตรอดกลับมาสายขิมล้างแผลอย่างระมัดระวัง ทุกครั้งที่สำลีแตะลงบนแผลเหนือหางคิ้ว สีหน้าเขาเหยเก และครางออกมา“เจ็บเหรอคะ”“เปล่าแค่แสบนิดหน่อย”“ไม่แสบแล้วค่ะ เสร็จแล้ว”หญิงสาวบอกแล้วหันกลับไปเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างลงบนกล่องเหมือนเดิมยังไม่ทันจะยกกล่องปฐมพยาบาลกลับไปเก็บไว้ที่เดิม รู้สึกได้ว่ารอบเอวถูกรั้งเข้าหาอ้อมกอด ก่อนจะหันกลั







