LOGINเมื่อคาสโนว่าตัวพ่อต้องแต่งงานกับ 'ยัยอ้วนข้างบ้าน'ตามคำทำนาย หญิงสาวที่เขาเคยมองว่าไม่มีอะไรน่าประทับใจนอกจาก บ้านอยู่ติดกัน และที่สำคัญเขาไม่รู้ว่า เธอคือคนที่ช่วยช่วยชีวิตเขาเอาไว้
View More‘ดวงของลูกชายเอง ต้องแต่งงานกับคนเกิดวันศุกร์ที่ 9 เดือน 9 เท่านั้น ถึงจะรอดจากเงื้อมมือมัจจุราช หากไม่ได้แต่งก็เตรียมจัดงานศพรอได้เลย’
เพราะคำทำนายโง่ ๆ ของหมอดูเก่าแก่ประจำตระกูล และเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้ขุนพลต้องมานั่งหน้าหงิกบนตั่งรดน้ำสังข์ในพิธีแต่งงานกับยายผู้หญิงอ้วนข้างบ้าน ที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก
สองเดือนก่อน...
ค่ำคืนเร่าร้อนในห้องหรูบนคอนโดฯ ย่านใจกลางเมือง หุ่นกำยำไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ กำลังก่ายกอดสาวสวย และเธอยังเคยเป็นอดีตคนรักอย่างศลิษาเอาไว้แนบแน่น
ขุนพลเคยคบกับศลิษาเมื่อสองปีก่อน และได้เลิกลากันไปหลังจากดูใจกันได้แค่สามเดือน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เขากับเธอบังเอิญได้มาเจอกันอีกครั้ง จนทำให้ถ่านไฟเก่ามันครุขึ้นมา และสุดท้ายมาจบบนเตียง
“ขุนคะ อยู่ค้างด้วยกันก่อนสิ จะรีบกลับไปไหน”
เสียงหวานเอ่ยขอร้องรองประธานบริษัทประกันรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งเธอก็เพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี่เองว่าบ้านเขารวยแค่ไหน
“คงไม่ได้ พรุ่งนี้ผมมีประชุมกับผู้บริหารและลูกค้ารายใหญ่ ถ้าไปสายหรือไม่ไป พ่อผมคงได้ไล่ให้ไปเป็นยามหน้าบริษัท แทนตำแหน่งรองประธาน”
น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง และออกจะเย็นชาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็เป็นเอกลักษณ์ของเขา
ท่าทีเฉยชานั้นมักจะถูกกลบด้วยใบหน้าหล่อเหลา คิ้วเข้ม จมูกโด่งราวกับพระเจ้าปั้นมา
“ไม่เห็นจะยุ่งยากเลย ค้างกับษาก่อน แล้วพรุ่งนี้ก็ไปทำงานเลยก็ได้นี่คะ”
เสียงหวานยังคงเว้าวอน ทว่าดวงตาดุที่ตวัดมองทำให้เธอต้องหยุดกรีดนิ้วลงแผงอก แล้วขยับตัวขึ้นพิงหัวเตียงด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ศลิษารู้นิสัยเขาดีหากพูดแล้วคำไหนก็ต้องคำนั้น เซ้าซี้มากไปมีแต่เขาจะรำคาญเสียเปล่า ๆ เธอได้แต่เหลือบตามองร่างสูงสวมเสื้อผ้า และเดินออกจากห้องไป เมื่อประตูปิดลงจึงพลิกตัวเอาโทรศัพท์ต่อสายหาใครบางคน
กว่าขุนพลจะขับรถกลับมาถึงบ้านได้ก็เกือบตีห้า ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถร่างสูงต้องสะดุ้งโหยง เมื่อหันไปเจอผู้เป็นมารดายืนเท้าสะเอว หัวฟู สวมชุดนอนสีสดอยู่ไม่ไกล ข้างกันนั้นเป็นบิดาผู้ตามติดเมียแทบทุกฝีก้าว
“อุ้ย! คุณพ่อ คุณแม่ ตื่นแต่เช้าจังเลยนะครับ”
เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้
“แกหายหัวไปไหนมา ทำไมกลับเอาป่านนี้”
รู้ทั้งรู้ว่าหมอดูทักท้วงเรื่องดวงถึงฆาต แต่ลูกชายตัวดีก็ยังกลับบ้านดึกแทบทุกคืน หากบอกว่าทำงานให้ตายหล่อนก็ไม่เชื่อ ขนาดผู้เป็นพ่อพ่วงตำแหน่งประธานบริษัทยังกลับบ้านตรงเวลาได้ทุกวัน
“ผมไป...”
“ตอบให้ดี ๆ นะ”
จันทร์เพ็ญเริ่มคาดโทษลูกชาย เพียงแค่อ้าปากขึ้นก็อ้ำอึ้งไปไม่เป็น
“โธ่แม่ ผมเป็นผู้ชายนะครับ มันก็ต้องมีออกไปสังสรรค์บ้าง อย่าจ้องจับผิดผมเหมือนเป็นนักโทษเลยนะครับ”
เขาก้าวเข้าไปรวบร่างแม่เข้ามากอดแล้วออดอ้อน เพื่อกลบความสงสัยของผู้ให้บังเกิดทั้งสอง แม้ว่าขุนพลจะเย็นชากับใครก็ตามมีเพียงแค่พ่อกับแม่เท่านั้นแหละที่เขาจะใช้ลูกอ้อนเพื่อเอาตัวรอด
“ให้มันเพรา ๆ ลงหน่อย ก็รู้อยู่ว่าช่วงนี้ดวงแกไม่ดี หมอ...”
“อ่า ๆ หยุดพูดเรื่องหมอดูสักทีเถอะครับคุณพ่อ มันยุคสมัยไหนแล้ว ผมแนะนำให้ไปฟังอาจารย์เบียร์เยอะๆ นะ”
เขารีบยกมือห้ามผู้เป็นพ่อ ที่กำลังจะพูดเรื่องอายุเขาถึงฆาต จนต้องหาผู้หญิงที่วันเดือนปีเกิดตามที่หมอดูบอกมาแต่งงานด้วย และแน่นอนว่าท่านหาเจอแล้ว
“ไม่เชื่อก็อย่าหลบหลู่ แม่ว่าทำตามก็ไม่เสียหายนะ”
“ผมไม่เอาด้วยหรอก ขอขึ้นไปนอนสักชั่วโมงก่อนนะครับ แล้วจะรีบตื่นมากินข้าว แล้วก็ไปประชุมกับท่านประธานนะครับ”
ชายหนุ่มหันมายิ้มแยกเขี้ยวให้ก่อนจะผละเข้าบ้านไป ทั้งจันทร์เพ็ญ และขุนพลจะมองหน้ากันด้วยความไม่สบายใจ พวกเขาเชื่อหมอดูประจำบ้านคนนี้มาก เพราะทำนายทายทักอะไรก็เป็นไปตามที่พูดทั้งหมด
การไม่ได้นอนมาทั้งคืน และการได้นอนแค่หนึ่งชั่วโมงไม่ได้ทำให้เขาหงุดหงิดเท่ากับรอยยิ้มแป้นแล่นโชว์ฟันขาวของผู้หญิงตัวอ้วน ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงสีดำบนโต๊ะอาหารตอนนี้
ใช่แล้ว เธอคือผู้หญิงที่เกิดวันศุกร์ที่เก้า เดือนเก้า
“ที่บ้านไม่มีข้าวกินหรือไง ทำไมชอบมากินข้าวที่นี่”
น้ำเสียงดุเอ่ยถามสายขิม ผู้หญิงข้างบ้านที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าแม่เขารัก และเอ็นดูยิ่งกว่าลูกชายแท้ ๆ อย่างเขาเสียอีก เข้าใจได้แหละว่า เธอเป็นผู้หญิงน่าสงสารพ่อแม่ตายตั้งแต่สามขวบ คนที่เลี้ยงมาก็เป็นคุณยายอายุค่อนข้างมากแล้ว
“ตาขุน ทำไมพูดกับน้องแบบนั้นล่ะ เสียมารยาทมากเลยนะ”
จันทร์เพ็ญหันไปเอ็ดลูกชาย เขาไหวไหล่ทำหน้านิ่งไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำตำหนินั้น เพราะปกติเขาก็คุยกับสายขิมอย่างนั้นอยู่แล้ว
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณป้า ขิมชินแล้ว เข้าใจได้ว่าในปากมีหลายตัว”
“พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร เธอบอกว่ามีหมาอยู่ในปากพี่เหรอ”
“เปล่าสักหน่อย ขิมไม่ได้พูดเลยนะ มีแต่พี่ขุนนั่นแหละพูดเอาเอง”
คราวนี้สายขิมไหวไหล่ ทำใบหน้ายียวนคืนบ้าง สร้างความหงุดหงิดใจให้กับชายหนุ่มมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอเหลือบมองดูหน้าแม่ ที่จ้องเขม็งมาเขาก็ต้องเลือกสงบปากสงบคำเหมือนเดิม
เข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อถึงไม่ค่อยมีปากเสียงในบ้านมากนัก ไม่สมกับชื่อขุนศึกเลยสักนิด
“พี่ขุน” สายขิมร้องเรียกขณะเร่งฝีเท้าตามหลังให้ทัน และเรียกดังขึ้นอีกเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่เงียบ “พี่ขุนพล!”
“อะไร!”
ร่างสูงหยุดกะทันหัน หญิงสาวไม่ทันระวังชนเข้ากับแผ่นหลังนั้นเต็มเปา มืออวบได้แต่ยกลูบสันจมูกเบา ๆ ดวงตาขุ่นเคืองตวัดมองคนตัวโตกว่า
“หยุดก็ไม่บอก เจ็บนะ”
“คงไม่เจ็บเท่าไรหรอกมั่ง เพราะสันดั้งก็ไม่ค่อยจะมีเท่าไร”
“โห แรง แรงมากแม่ ใครบอกขิมว่าไม่มีดั้ง มีค่ะ ... แต่มันมีน้อย”
ประโยคหลังเสียงแผ่วลง สีหน้าไม่มีความมั่นใจสักเท่าไร สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนตัวโตกว่าดังลั่นโรงจอดรถ พร้อมกับยื่นมือไปโยกหัวทุยไปมาด้วยความเอ็นดู และหมั่นไส้ไปในคราวเดียวกัน
“ว่าแต่เรียกพี่มีอะไรหรือเปล่า”
“ขิมจะขอติดรถเข้าบริษัทด้วย พอดีเมื่อวานรถเกิดอุบัติเหตุน่ะ”
ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นเอื้อมสองแขนไปจับไหล่ และใบหน้าหมุนซ้ายทีขวาที เพื่อสำรวจ “เกิดตอนไหน แล้วเป็นอะไรมากไหม”
“ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แต่ถ้าพี่ขุนยังจับขิมโยกไป-โยกมาอยู่แบบนี้ ได้คอเคล็ดแน่”
หญิงสาวขืนตัวจากมือของเขา แล้วก้าวถอยออกมายืนอยู่ห่างๆ ขุนพลได้แต่พยักหน้าเล็กน้อย และแอบพ่นลมหายใจออกมาโดยไม่ให้อีกฝ่ายเห็น
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ขึ้นรถสิ เดี๋ยวไปทำงานสายกันทั้งคู่หรอก”
เขาหันไปทำเสียงดุ แล้วเดินอ้อมไปเปิดฝั่งคนขับขึ้นนั่ง
สายขิมเรียนจบบัญชีมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และยังมีความสามารถจนบริษัทหลายที่แย่งตัวไปทำงาน
จันทร์เพ็ญอยากให้เธอมาทำงานที่บริษัทของตัวเองจึงได้ทาบทามเอาไว้ตั้งแต่เธอเรียนปีหนึ่ง และยังเป็นผู้ออกเงินค่าเทอมให้ พอเรียนจบ
สายขิมจึงเลือกมาทำงานที่นี่เพื่อทดแทนบุญคุณกว่าจะฝ่ารถติดในยามเช้าของเมืองหลวงมาถึงบริษัท ใช้เวลาเกือบชั่วโมง สายขิมลงมาจากรถตรงหน้าบริษัทก่อนแล้วเดินเข้ามาด้านใน ขุนพลยื่นกุญแจให้กับพนักงานเก็บรถแล้วเดินตามหลังร่างอ้วนไป
“มันอยู่ไหน ไอ้ขุนพลอยู่ที่ไหนไปเรียกมันออกมา”
เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นดังลั่นโถงบริษัท ขาสองคู่ชะงักลง ดวงตาจับจ้องไปยังร่างสูงของชายหน้าตาดี พอหันไปเห็นว่าขุนพลยืนอยู่ไม่ไกลก็ทำท่าจะตรงปรี่เข้ามาหา โชคดีที่ยามคว้าตัวไว้ได้ทัน
“มึงเป็นชู้กับเมียกู!”
งานแต่งงานของขุนพลกับสายขิมถูกจัดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ใหญ่โต จนถูกพูดถึงในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง โดยหัวข้อหลักที่คนพูดถึงคงหนีไม่พ้นว่าแต่งงานใหม่กับคนเก่า และเปิดหน้าเจ้าสาวอย่างเป็นทางการสักทีงานสำคัญแบบนี้แน่นอนว่าเพื่อนร่วมงานที่สนิทชิดเชื้ออย่างพี่จิ พี่กุ๊ก และพี่อุษาต้องถูกเชิญมาร่วมงานด้วยอย่างแน่นอนบรรยากาศในงานแต่งงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความสุข เสียงเพลงคลาสสิกเบา ๆ ถูกเปิดคลอทั่วทั้งงาน ดอกไม้สีขาวประดับอยู่ทั่วทุกมุมเพื่อให้เข้ากับชุดของเจ้าสาวสายขิมสวมชุดแต่งงานสีขาวเนื้อผ้าซาตินที่ปักด้วยลูกปัดประกายแวววาวสะท้อนกับแสงไฟสวยงาม รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงสดใสเหมือนกับทุกครั้งที่เห็น“ยินดีด้วยนะขิม วันนี้สินะที่เรียกว่าแต่งงานแท้จริง และแกก็ดูมีความสุขมากกว่าวันนั้นมาก”อิงเอยเอื้อมไปจับมือเพื่อน พูดแค่นั้นพลันน้ำตาก็พานจะไหล ไม่ต่างกันกับเจ้าสาวพี่พยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้เหมือนกัน แต่ยิ่งกลั้นมันก็ยิ่งไหล เพื่อนเพียงคนเดียวที่รับรู้เรื่องราวทุกอย่าง และยืนอยู่เคียงข้างเธอไม่ว่าเธอจะทำหรือตัดสินใจอะไร จนถึงวันนี้วันที่เธอมีความสุขอย่างแท้จริง“ขอบใจมากนะอิง ที่
“นี่เรากำลังจะไปไหนกันเหรอคะ” สายขิมเห็นเส้นทางด้านนอกแล้วรู้สึกคุ้นตาแต่ก็จำไม่ได้ว่าที่ไหน เขายังไม่ได้บอกเธอเลยว่าเย็นวันหยุดแบบนี้จะพาไปไหน“ไปถึงก็รู้เองแหละ”เขาว่ายิ้ม ๆ และยังคงทำหน้าเป็นปริศนาให้เธอสงสัยไม่หายตลอดทางมีแต่ความเงียบ แต่ภายในใจมีแต่ความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งรถมาติดตรงทางเข้าสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และคนเดินพลุกพล่านหนาแน่นสายขิมมองทะลุกระจกรถออกไป ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว ต่างพากันแต่งตัวสีคล้ายกัน นั่นคือสีเขียวอ่อน ในมือมีแท่งไฟคล้ายรูปนกถือกันอยู่แทบทุกคน เธอหันขวับไปมองหน้าขุนพลทันที“หรือว่า...”รอยยิ้มแฉ่งแข่งกับตะวันผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว“อืม กว่าพี่จะหาบัตรมาให้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”“พี่ขุน...”หญิงสาวโผเข้ากอดชายหนุ่มทั้งที่เขายังทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้ พร้อมกับปล่อยโฮออกมาด้วยความตื้นตัน“ไม่เอาครับ ไม่ร้องไห้นะ” เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา“ขิมไม่ได้อยากร้อง อยู่ ๆ น้ำตาก็ไหลเอง” ว่าพร้อมเสียงสะอื้นอาการอ่อนไหวง่ายแบบนี้ เธอรู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ยกมือกุมหน้าท้องตัวเอง แล้วได้แต่ยิ้มออกมา หากวันนี้เพื่อนเธอได้มาดูศิลปิ
พอกลับมาถึงบ้านสายขิมยังคงอ่อนเพลียจึงขอขึ้นไปนอนอีกสักหน่อย แต่ยังไม่ทันจะล้มหัวลงนอน เสียงเรียกเข้าจากมือถือดังขึ้นเธอจึงจำใจต้องลุกขึ้นไปเปิดกระเป๋าเพื่อรับสาย“ตั้งแต่มีผัวรักผัวหลง ฉันก็กลายเป็นอากาศไปเลยนะ”ทันทีที่รับสายเพื่อนรัก เธอก็โดนจิกด้วยความน้อยใจทันที“ก็หาผัวเหมือนฉันสิ จะได้รู้ว่ามันดีแค่ไหนนน”สายขิมเย้าหยอก ทำเอาปลายสายที่นั่งทำงานอยู่ถึงกับกรอกตามองบน“ถ้าหาง่าย และได้แบบแสนดี ฉันก็จะเอาอยู่หรอก แต่นี่อะไรมีแต่พวกหวังหลอกฟัน”“แต่ก็ไม่ได้ฟัน”สายขิมกลั้วหัวเราะ แต่คราวนี้เพื่อนเงียบ“งอนฉันเหรอ”“เปล่า”“แล้วโทรมามีอะไรย่ะ”“ฉันจะโทรมาบอกว่า บัตรคอนเสิร์ตของ Got7 ที่แกฝากกดอ่า ไม่ได้นะ ฉันเองก็กดไม่ทันเหมือนกัน” น้ำเสียงที่บอกเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด“หาแล้วก็ไม่ได้เหรอ”“อืม”ถ้าไม่ได้รอบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกับศิลปินคนโปรดอีกตอนไหน สายขิมถึงกับน้ำตาซึมออกมาเพราะรู้สึกชอบนักร้องวงนี้มากๆ พอวางสายเสร็จเธอก็เอาแต่นั่งร้องไห้ อารมณ์อ่อนไหวขึ้นมาเสียอย่างนั้น“ขิมเป็นอะไรร้องไห้ทำไม” ขุนพลถลาเข้ามาหา“ขิม ... ขิม เสียใจ เสียใจที่กดบัตรคอนเสิร์ตไม่ทัน”พูดจบหญิงสาวก็ปล
2 เดือนผ่านไป...“นี่ค่ะพี่ษา แผนโปรโมตโปรดักส์ตัวใหม่ของบริษัท”สายขิมยื่นแฟ้มเอกสารให้ อุษารับมาแล้วเปิดอ่านพร้อมเอ่ยขอบคุณ“ขอบใจจ้ะ”“เที่ยงนี้ขิมขอไปทานข้าวกับพวกพี่ ๆ ด้วยนะคะ” หญิงสาวทำสีหน้าออดอ้อน เพราะพักหลังมานี่ไม่ค่อยได้ไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมแผนกเลย พอใกล้เวลาเที่ยงทีไรเจ้าชีวิตเธอก็มาดักรอที่หน้าห้องทุกที วันนี้โชคดีหน่อยพี่เขาออกไปประชุมด้านนอกก็เลยถือโอกาสมาอ้อนพวกพี่เขาเสียเลย“อุ้ย วันนี้มากินข้าวกับพวกพี่ได้ด้วยเหรอ”พี่จิซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงล้อเลียน โดยมีพี่กุ๊กคอยเป็นหน่วยสนับสนุนเรื่องแซวน้องอยู่ด้านหลัง“ได้ค่ะ ท่านรองฯ ไม่อยู่ไปประชุมข้างนอก”“มิน่าล่ะ ถึงได้มาอ้อนขอไปกินข้าวด้วย”“แหม พี่อุษาก็ ... ขิมก็อยากไปด้วยตั้งนานแล้ว แต่พี่ขุนนะสิทำตัวเป็นกาวตราช้างแกะยังไงก็ไม่ออก”แม้ปากจะต่อว่าผู้เป็นสามีแต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับฉีกกว้าง“อันนี้เล่าให้ฟังหรืออวดจ๊ะ?”“อวดค่ะ” สิ้นประโยคเสียงหัวเราะก็ดังคลื้นขึ้นไม่มีข้อสงสัยเลยว่าทำไมสายขิมถึงได้ครองใจเจ้านายพวกเขา ทั้งนิสัยที่เด็ดเดี่ยว ยิ้มง่าย มีความน่ารักอยู่ในตัว ไปที่ไหนก็มีแต่คนรัก ไม่แปลก