Masukการไปเจรจากับยัยขิมไม่ได้ผล เจ้าตัวยังคงเล่นลิ้นชวนให้โมโหไม่หาย พอตกตอนเย็นเขายังคงเห็นเธอมากินข้าวที่บ้าน ยิ่งทำให้หงุดหงิดเข้าไปใหญ่
“พี่ขุน มากินข้าวด้วยกันสิคะ” มืออวบกวักเรียกไว ๆ ทว่าชายหนุ่มชักสีหน้ากลับ “ไม่หิว!”
“แน่ใจเหรอคะว่าไม่หิว ดูนี่สิ ป้าน้ำทำกุ้งผัดพริกไทยดำของโปรดพี่ขุนด้วยนะ”
คนเจ้าเนื้อลุกขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมถือจานที่มีกุ้งตัวใหญ่อยู่บนนั้นมาอวดเขา กลิ่นหอมของซอสพริกไทยยั่วน้ำลายส่งต่อไปยังกระเพราะให้ร้องออกมา
อ๊อกกกก
“อุ้ย เสียงท้องร้อง”
สายขิมเหล่ตาไปยังหน้าท้อง จนเขาต้องยกมือขึ้นมากุม ดวงตาคมตวัดมอง แล้วเดินอ้อมไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ป้าน้ำรู้งานรีบนำข้าวมาตักเสิร์ฟทันที หญิงสาวได้แต่อมยิ้มน้อย ๆ แล้วหมุนตัวนั่งลงที่เดิม
“เสาร์นี้หนูขิมว่างอยู่ใช่ไหมจ๊ะ”
จันทร์เพ็ญหันไปถาม หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับ
“ว่างค่ะ ตอนแรกว่าจะไปดูหนังกับอิงเอยค่ะ แต่นางเพิ่งโทรมาบอกว่าต้องพาแม่ไปทำบุญที่อยุธยา”
“งั้นดีเลย ไปฉะเชิงเทรากับป้านะ ... ส่วนแกต้องว่างมีนัดอะไรยกเลิกให้หมด”
บอกสายขิมเสร็จก็หันไปสั่งลูกชายเสียงดุ
“อ้าว? ทำไมเป็นงั้นล่ะแม่ เสาร์นี้ผมมีนัดลูกค้านอกรอบนะ”
“แกอย่ามาโกหก ฉันถามตารางงานกับเลขาฯ แกหมดแล้ว อย่ามาอ้าง ถ้าแกไม่ไปฉันนี่แหละจะเป็นคนจัดการบัตรเครดิตทั้งหมดของแกเอง”
“โธ่แม่!”
น้ำเสียงนั้นตัดพ้อจนสายขิมอดที่จะขำไม่ได้ นิสัยด้านนี้คงมีแต่เธอ และคนที่บ้านเห็นเท่านั้น คนอื่นคงเห็นแค่ด้านดุดันกับเย็นชาเท่านั้นแหละ
“ขำอะไรยัยลูกหมู กินข้าวไปเลยนะ”
ชายหนุ่มหันกลับไปทำเสียงดุ ก่อนจะลงมือกินข้าวเงียบ ๆ
ถ้าไปจังหวัดนี้มีอยู่อย่างเดียวคือไปบ้านหมอดูประจำตระกูล ไม่รู้ว่าเชื่ออะไรกันนักหนา ทีเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่เห็นนำมาปฏิบัติกันมั่งเลย พอหมอดูทักทำตามกันเสียยกใหญ่
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว สายขิมก็จัดการช่วยป้าน้ำเก็บกวาดโต๊ะอีกทั้งยังอาสาล้างถ้วยจานจนเรียบร้อย จันทร์เพ็ญยืนพิงกรอบประตูยกมือขึ้นกอดอก จ้องมองร่างอ้วนท้วนนั้นด้วยความเอ็นดู
“ทำอะไรอยู่เหรอคุณ”
ขุนศึกเดินมาเห็นภรรยากำลังยืนดูอะไรบางอย่างจึงมองตามสายตา
“ยืนมองหนูขิมค่ะคุณ”
เธอผละออกจากตรงนั้นแล้วเดินกลับไปยังห้องรับแขก ผู้เป็นสามีเดินตามหลังมาจึงทรุดตัวนั่งลงตาม
“มองทำไมเหรอ หรือว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่”
“ฉันไม่ได้คิดอะไรเลยค่ะ ถ้าให้คิดก็คงเสียดายหากลูกชายเราไม่แต่งงานกับหนูขิมจริง ๆ”
“ผมก็คิดอย่างนั้นนะ แต่คุณรู้ใช่ไหมว่าเราอย่าไปคาดหวังอะไรมากมาย ลูกชายเรามันหัวดื้อ อีกอย่างมันหมดยุคคลุมถุงชนแล้ว”
“ถ้าตาขุนไม่แต่งงานแก้ดวงตามที่หมอดูทัก ชีวิตลูกเราล่ะคะคุณ บอกตามตรงนะตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อเรื่องนี้เท่าไร แต่ที่ผ่านมาหลายเหตุการณ์ทำให้ฉันต้องเชื่อ ดูอย่างวันนี้สิ ผัวเขาเกือบตามมาเอาชีวิต”
ขุนพลหยุดฟังอยู่หน้าห้องรับแขก และได้ยินทุกอย่าง เขาเห็นถึงสีหน้าเป็นกังวลของพ่อกับแม่ แต่จะให้ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อตอนนี้หัวใจเขายังไม่รู้เลยว่าความรักคืออะไรกันแน่
“แฮ่! ทำอะไรอ่าพี่ขุนพล”
“เชี้ย!”
“โห ด่าว่าเหี้ยเหรอ” หญิงสาวขมวดคิ้วกอดอก
“ก็ใครใช้ให้มาด้านหลังโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง ดีเท่าไรแล้วที่ไม่ถูกมะเหงก”
ขุนพลว่าพร้อมยกมือขึ้นทำท่าจะเคาะลงบนหัวของสายขิม โชคดีที่เธอเบี่ยงตัวหลบได้ทัน พร้อมยกมือป้องหัวตัวเอง
“หน้าตาไม่ดีแถมยังใจร้ายอีกนะพี่ขุน”
สายขิมต่อว่าทีเล่นทีจริง ทำเอาคนตัวโตหน้ายุ่ง คว้าหัวทุย ๆ นั้นโยกไปโยกมาจนเกิดเป็นสงครามย่อย ๆ จนดังเข้าไปในห้องรับแขก
“ทำอะไรกันน่ะ เล่นกันเป็นเด็ก ๆ ไปได้”
คุณจันทร์เพ็ญเดินออกมา และเห็นว่าผู้เป็นลูกชายกำลังคล้องแขนรัดคอสายขิมอยู่ มือของเธอกำลังยกมือตีแขนเขารัว ๆ เพื่อให้ปล่อย
“ก็ยัยขิมนะสิครับ ว่าผมหน้าตาไม่ดี ไม่รู้ว่าใช้ตา หรือตาตุ่มมองกันแน่”
“ถ้าตาตุ่มมองต้องบอกว่าหน้าตาไม่ดี ใจร้าย ปากเสีย ดุ...”
“พอ ๆ เลยยัยขิม ที่พูดมาไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่าง พี่ไม่มีดีจริงอ่า”
ชายหนุ่มแกล้งหยอกด้วยการยื่นหน้าเข้าไปใกล้ พอเธอจะเบือนหน้าหลบมือหนาคู่นั้นก็ประคองใบหน้ากลมเอาไว้เพื่อจ้องตา
สายขิมรู้สึกหายใจติดขัด ก้อนเนื้อหน้าอกข้างซ้ายเต้นรัวจนแทบทะลุออกมาจากอก แก้มแดงขึ้นมาราวกับลูกตำลึงสุก
“ไม่หล่อจริงอ่า ใจร้ายจริงดิ ไหนลองมองหน้าพี่ชัด ๆ สิ”
สายตาเขาที่มองมามันเจ้าเล่ห์ ทำเพื่ออยากชนะเธอก็เท่านั้น
“จริงค่ะ แล้วถ้าพี่ขุนยังไม่เอาหน้าออกไป ไอ้ข้างล่างจะไม่ได้ใช้งานอีกหลายวันเลยล่ะค่ะ”
สายขิมตั้งสติโต้กลับบ้าง พลางปลายตาลงเบื้องล่าง เขามองตามแล้วก็ต้องเขยิบออก เพราะหัวเข่าคนตรงหน้ายกขึ้นสูงเพื่อเตรียมกระแทกกล่องดวงใจเขาอยู่ร่อมร่อ
ขุนศึกกับคุณจันทร์ยืนมองทั้งคู่แล้วต่างหัวเราะออกมาให้กับความน่ารัก ใครบอกว่าทั้งคู่ไม่เหมาะสมกัน เข้ากันได้ดีเลยต่างหาก ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาของสายขิมจะไม่ใช่สาวสวย หุ่นดี แต่ว่าทุกอย่างมันลงตัวกับลูกชายเธอแทบทั้งหมด
วันหยุดสุดสัปดาห์เคลื่อนมาถึงไวยิ่งกว่าสายลมพัดผ่าน สุดท้ายแล้วขุนพลก็ไม่อาจขัดคำสั่งผู้เป็นแม่ได้ ข้างกันก็มียัยหน้าแป้นแล้นส่งยิ้มมาให้เป็นครั้งคราว
รถตู้ทรงยุโรปเคลื่อนเข้ามาจอดบริเวณบ้านเรือนไทยหลังคาทรงจั่ว ตัวบ้านเป็นไม้สักเก่าแก่สีน้ำตาลเข้มเงางามราวกับเป็นกระจกใส ทั้งหมดก้าวลงมาจากรถ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอ่อน ๆ ของดอกจำปา และดอกมะลิที่ลอยมากับลม นี่คือบ้านของหมอดูประจำตระกูลที่ชื่อว่าคำดง ซึ่งเป็นหมอดูชื่อดังที่คนทั่วไปต่างให้ความเคารพนับถือ
ภายในเรือนตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา เฟอร์นิเจอร์ทำมาจากไม้สักทั้งหมดอีกทั้งแกะสลักลวดลายวิจิตร ผืนผ้าไหมสีทองอ่อนคลุมโต๊ะหมู่บูชาที่ตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีเครื่องเซ่นไหว้ ธูปหอมค่อย ๆ คายควันสีขาว สร้างบรรยากาศเงียบสงบ
“นี่บ้านหมอดู หรือสำนักหมอผีกันแน่” ขุนพลโพล่งขึ้นเสียงดัง
“ตาขุนหุบปาก!”
จันทร์เพ็ญหันไปเอ็ดลูกชาย จึงทำให้เขาสงบปากลงได้ ทว่าสายตาก็ยังไม่ละไปจากหมอดูคนนั้น
เขาเคยเห็นหมอดูคำดงไปที่บ้านหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าเป็นความเชื่อของพ่อกับแม่ จึงไม่อยากเข้าไปก้าวก่ายสักเท่าไร แต่มาช่วงหลังนี่แหละที่เขาไม่พอใจสักเท่าไร เพราะดันมาทำนายว่าดวงเขาจะถึงฆาตแล้วให้มาแต่งงานกับยัยสายขิมเนี่ยนะ
หลังจากนั่งรอไม่นาน อาจารย์คำดงก็เดินออกมาจากด้านในห้อง ขุนพลเริ่มสำรวจชายมีอายุ รูปร่างสูงโปรง ใบหน้าคมคาย ดวงตาฉายแววฉลาดหลักแหลม
ทั้งคู่หันมาสบตากันพอดี อาจารย์คำดงรู้ได้ด้วยญาณว่าชายหนุ่มตรงหน้ามาด้วยการถูกบังคับ ไม่ได้เต็มใจมา พอได้จ้องหน้ากันครู่ใหญ่ก็เป็นฝ่ายหมอดูเฒ่าเอ่ยขึ้นมาก่อน
“คนหนึ่งไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่เห็นเลือดคงไม่สำนึก หากไม่เชื่อก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวร และกรรม”
อาจารย์คำดงพยักหน้าช้า ๆ แล้วเดินไปนั่งบนเสื่อกกทออย่างประณีตบนตั่งขนาดใหญ่ ก่อนจะกวาดตาไปยังร่างอ้วนของสายขิม
“ส่วนอีกคนมอบให้เขาได้ทั้งหัวใจ และชีวิต โชคชะตาคงได้กำหนดมาอย่างนั้นจริง ๆ”
งานแต่งงานของขุนพลกับสายขิมถูกจัดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ใหญ่โต จนถูกพูดถึงในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง โดยหัวข้อหลักที่คนพูดถึงคงหนีไม่พ้นว่าแต่งงานใหม่กับคนเก่า และเปิดหน้าเจ้าสาวอย่างเป็นทางการสักทีงานสำคัญแบบนี้แน่นอนว่าเพื่อนร่วมงานที่สนิทชิดเชื้ออย่างพี่จิ พี่กุ๊ก และพี่อุษาต้องถูกเชิญมาร่วมงานด้วยอย่างแน่นอนบรรยากาศในงานแต่งงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความสุข เสียงเพลงคลาสสิกเบา ๆ ถูกเปิดคลอทั่วทั้งงาน ดอกไม้สีขาวประดับอยู่ทั่วทุกมุมเพื่อให้เข้ากับชุดของเจ้าสาวสายขิมสวมชุดแต่งงานสีขาวเนื้อผ้าซาตินที่ปักด้วยลูกปัดประกายแวววาวสะท้อนกับแสงไฟสวยงาม รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงสดใสเหมือนกับทุกครั้งที่เห็น“ยินดีด้วยนะขิม วันนี้สินะที่เรียกว่าแต่งงานแท้จริง และแกก็ดูมีความสุขมากกว่าวันนั้นมาก”อิงเอยเอื้อมไปจับมือเพื่อน พูดแค่นั้นพลันน้ำตาก็พานจะไหล ไม่ต่างกันกับเจ้าสาวพี่พยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้เหมือนกัน แต่ยิ่งกลั้นมันก็ยิ่งไหล เพื่อนเพียงคนเดียวที่รับรู้เรื่องราวทุกอย่าง และยืนอยู่เคียงข้างเธอไม่ว่าเธอจะทำหรือตัดสินใจอะไร จนถึงวันนี้วันที่เธอมีความสุขอย่างแท้จริง“ขอบใจมากนะอิง ที่
“นี่เรากำลังจะไปไหนกันเหรอคะ” สายขิมเห็นเส้นทางด้านนอกแล้วรู้สึกคุ้นตาแต่ก็จำไม่ได้ว่าที่ไหน เขายังไม่ได้บอกเธอเลยว่าเย็นวันหยุดแบบนี้จะพาไปไหน“ไปถึงก็รู้เองแหละ”เขาว่ายิ้ม ๆ และยังคงทำหน้าเป็นปริศนาให้เธอสงสัยไม่หายตลอดทางมีแต่ความเงียบ แต่ภายในใจมีแต่ความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งรถมาติดตรงทางเข้าสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และคนเดินพลุกพล่านหนาแน่นสายขิมมองทะลุกระจกรถออกไป ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว ต่างพากันแต่งตัวสีคล้ายกัน นั่นคือสีเขียวอ่อน ในมือมีแท่งไฟคล้ายรูปนกถือกันอยู่แทบทุกคน เธอหันขวับไปมองหน้าขุนพลทันที“หรือว่า...”รอยยิ้มแฉ่งแข่งกับตะวันผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว“อืม กว่าพี่จะหาบัตรมาให้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”“พี่ขุน...”หญิงสาวโผเข้ากอดชายหนุ่มทั้งที่เขายังทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้ พร้อมกับปล่อยโฮออกมาด้วยความตื้นตัน“ไม่เอาครับ ไม่ร้องไห้นะ” เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา“ขิมไม่ได้อยากร้อง อยู่ ๆ น้ำตาก็ไหลเอง” ว่าพร้อมเสียงสะอื้นอาการอ่อนไหวง่ายแบบนี้ เธอรู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ยกมือกุมหน้าท้องตัวเอง แล้วได้แต่ยิ้มออกมา หากวันนี้เพื่อนเธอได้มาดูศิลปิ
พอกลับมาถึงบ้านสายขิมยังคงอ่อนเพลียจึงขอขึ้นไปนอนอีกสักหน่อย แต่ยังไม่ทันจะล้มหัวลงนอน เสียงเรียกเข้าจากมือถือดังขึ้นเธอจึงจำใจต้องลุกขึ้นไปเปิดกระเป๋าเพื่อรับสาย“ตั้งแต่มีผัวรักผัวหลง ฉันก็กลายเป็นอากาศไปเลยนะ”ทันทีที่รับสายเพื่อนรัก เธอก็โดนจิกด้วยความน้อยใจทันที“ก็หาผัวเหมือนฉันสิ จะได้รู้ว่ามันดีแค่ไหนนน”สายขิมเย้าหยอก ทำเอาปลายสายที่นั่งทำงานอยู่ถึงกับกรอกตามองบน“ถ้าหาง่าย และได้แบบแสนดี ฉันก็จะเอาอยู่หรอก แต่นี่อะไรมีแต่พวกหวังหลอกฟัน”“แต่ก็ไม่ได้ฟัน”สายขิมกลั้วหัวเราะ แต่คราวนี้เพื่อนเงียบ“งอนฉันเหรอ”“เปล่า”“แล้วโทรมามีอะไรย่ะ”“ฉันจะโทรมาบอกว่า บัตรคอนเสิร์ตของ Got7 ที่แกฝากกดอ่า ไม่ได้นะ ฉันเองก็กดไม่ทันเหมือนกัน” น้ำเสียงที่บอกเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด“หาแล้วก็ไม่ได้เหรอ”“อืม”ถ้าไม่ได้รอบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกับศิลปินคนโปรดอีกตอนไหน สายขิมถึงกับน้ำตาซึมออกมาเพราะรู้สึกชอบนักร้องวงนี้มากๆ พอวางสายเสร็จเธอก็เอาแต่นั่งร้องไห้ อารมณ์อ่อนไหวขึ้นมาเสียอย่างนั้น“ขิมเป็นอะไรร้องไห้ทำไม” ขุนพลถลาเข้ามาหา“ขิม ... ขิม เสียใจ เสียใจที่กดบัตรคอนเสิร์ตไม่ทัน”พูดจบหญิงสาวก็ปล
2 เดือนผ่านไป...“นี่ค่ะพี่ษา แผนโปรโมตโปรดักส์ตัวใหม่ของบริษัท”สายขิมยื่นแฟ้มเอกสารให้ อุษารับมาแล้วเปิดอ่านพร้อมเอ่ยขอบคุณ“ขอบใจจ้ะ”“เที่ยงนี้ขิมขอไปทานข้าวกับพวกพี่ ๆ ด้วยนะคะ” หญิงสาวทำสีหน้าออดอ้อน เพราะพักหลังมานี่ไม่ค่อยได้ไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมแผนกเลย พอใกล้เวลาเที่ยงทีไรเจ้าชีวิตเธอก็มาดักรอที่หน้าห้องทุกที วันนี้โชคดีหน่อยพี่เขาออกไปประชุมด้านนอกก็เลยถือโอกาสมาอ้อนพวกพี่เขาเสียเลย“อุ้ย วันนี้มากินข้าวกับพวกพี่ได้ด้วยเหรอ”พี่จิซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงล้อเลียน โดยมีพี่กุ๊กคอยเป็นหน่วยสนับสนุนเรื่องแซวน้องอยู่ด้านหลัง“ได้ค่ะ ท่านรองฯ ไม่อยู่ไปประชุมข้างนอก”“มิน่าล่ะ ถึงได้มาอ้อนขอไปกินข้าวด้วย”“แหม พี่อุษาก็ ... ขิมก็อยากไปด้วยตั้งนานแล้ว แต่พี่ขุนนะสิทำตัวเป็นกาวตราช้างแกะยังไงก็ไม่ออก”แม้ปากจะต่อว่าผู้เป็นสามีแต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับฉีกกว้าง“อันนี้เล่าให้ฟังหรืออวดจ๊ะ?”“อวดค่ะ” สิ้นประโยคเสียงหัวเราะก็ดังคลื้นขึ้นไม่มีข้อสงสัยเลยว่าทำไมสายขิมถึงได้ครองใจเจ้านายพวกเขา ทั้งนิสัยที่เด็ดเดี่ยว ยิ้มง่าย มีความน่ารักอยู่ในตัว ไปที่ไหนก็มีแต่คนรัก ไม่แปลก
“ขิมรักพี่ขุนไปแล้ว ถ้าให้เลิกก็คงยาก แต่ถ้าจะทำให้พี่ขุนรักขิม ก็คงไม่เกินความสารถ 1ปี...”หญิงสาวรีบยกนิ้วมือแตะริมฝีปาก ดวงหน้าแดงก่ำไม่คิดว่าพี่ขุนจะจำคำพูดในโพสต์อิทได้ทุกคำขนาดนั้น แม้จะเป็นแค่ข้อความสั้น ๆ ที่เธอเขียนบอกเขาเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ทุกตัวอักษรก็กลั่นออกมาจากหัวใจ“ขิม”“คะ”“สัญญาที่เราทำมันขึ้นมาอยู่ไหน”หลังจากเงียบไปหลายนาที ก็นึกขึ้นมาได้ว่ากระดาษแผ่นนั้นเขาก็ต้องจัดการเหมือนกัน“เอามาให้พี่หน่อยได้ไหม”สายขิมพยักหน้ารับแล้วยันตัวลุกจากเตียง เธอเปิดลิ้นชักตู้เสื้อผ้าออก ค้นหาอยู่สักพักก็ถือมันมายื่นให้เขา“พี่ขุนจะเอาไปทำอะไรเหรอคะ”“ฉีกทิ้ง”เขาพูดสั้น ๆ แล้วลงมือฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับโยนมันลงในถังขยะใบเล็กที่อยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง“ทุกอย่างมันจบแล้ว”เขาคลี่ยิ้มอ่อน ๆ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของสายขิม“ยังไม่จบค่ะ เหลืออีกเรื่องหนึ่ง” แววตาของเธอเปลี่ยนไปจนน่าขนลุก และไม่ยอมบอกอะไรเลยว่าอีกเรื่องที่จะต้องจัดการคือเรื่องอะไร และก็ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปหลายวัน“สิ่งที่ขิมขอพี่ไปได้ไหมคะ”สายขิมเอ่ยถามหญิงผู้เป็นหัวหน้างานคนเก่า เจ้า
แสงจากโคมไฟตรงหัวเตียงสะท้อนเงาของร่างกำยำที่นั่งอยู่ขอบเตียง ดวงตากลมโตของสายขิมยังคงจับจ้องไปที่บาดแผล และรอยช้ำบนหน้าเขา แล้วหันกลับไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมา“เดี๋ยวขิมทำแผลให้นะ”เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับคว้าข้อมือไว้ และออกแรงดึงเบา ๆ ให้เธอนั่งลงด้านข้าง แววตาเขาที่มองมามันหลากหลายจนมองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่“อย่าดื้อสิคะ ทำแผลก่อนหรือว่า จะไปโรงพยาบาลดี”“ไม่เอา ไม่ไป”คนถูกถามรีบปฏิเสธ โรงพยาบาลคือสิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุด คราวที่แล้วไปนอนอยู่เป็นเดือน มันช่างน่าเบื่อเต็มทน“ถ้าไม่ไป ก็ทำแผลก่อนค่ะ แล้วอยากพูดอะไรค่อยพูด”มืออวบยกขึ้นลูบใบหน้าคมอ่อนโยน เขาเพิ่งรู้ตอนนี่เองว่า รอยยิ้มของสายขิมสร้างความสบายใจให้ตัวเองมากแค่ไหน และก็โชคดีเหลือเกินที่มีชีวิตรอดกลับมาสายขิมล้างแผลอย่างระมัดระวัง ทุกครั้งที่สำลีแตะลงบนแผลเหนือหางคิ้ว สีหน้าเขาเหยเก และครางออกมา“เจ็บเหรอคะ”“เปล่าแค่แสบนิดหน่อย”“ไม่แสบแล้วค่ะ เสร็จแล้ว”หญิงสาวบอกแล้วหันกลับไปเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างลงบนกล่องเหมือนเดิมยังไม่ทันจะยกกล่องปฐมพยาบาลกลับไปเก็บไว้ที่เดิม รู้สึกได้ว่ารอบเอวถูกรั้งเข้าหาอ้อมกอด ก่อนจะหันกลั
![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






