ログイン“มาที่นี่เพราะถูกบังคับ ไม่ได้ตั้งใจจะมา ... ใช่ไหม?”
ชายสูงวัยหันไปถามด้วยน้ำเสียงกดต่ำ ใบหน้าเรียบนิ่ง ทว่าแววตากลับดุดันอย่างบอกไม่ถูก มันคงไม่แปลกหรอกหากคนตรงหน้าจะมองมาที่เขาอย่างนั้น เพราะตั้งแต่เห็นหน้ากันหลายครั้งขุนพลแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้เชื่อเรื่องงมงายพวกนี้สักเท่าไร
“ครับ ไม่ได้อยากมา”
“มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ใช่ไหม”
อาจารย์คำดงถามขึ้นมาอีกรอบ ชายหนุ่มปลายตามองเล็กน้อยแล้วพยักหน้าให้แทนคำตอบ
“แต่ก็ยังมา...”
เสียงชายแกยังพึมพำ แล้วหันไปหาสายขิม รายนี้ไม่ได้มีสีหน้าเบื่อหน่ายเหมือนกับอีกคน แถมยังยิ้มแป้นจนโลกดูสดใสมากกว่า
“ชื่อสายขิมใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ”
“ยื่นมือมาสิ”
หญิงสาวเขยิบเข้าไปใกล้มากขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปให้ ฝ่ามืออวบสองข้างมีสีชมพูระเรื่อ สายเส้นชัดเจน อาจารย์คำดงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย และหันไปมองน้ำมนต์ในขัน สีหน้ากังวลใจ
“มีอะไรหรือเปล่าคะพ่อหมอ เห็นทำหน้าไม่ดีเลย”
จันทร์เพ็ญมองอยู่สักพัก เกิดความสงสัยจึงเอ่ยถาม
“จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ไม่ดี”
“หมายความว่ายังไงเหรอคะ”
สายขิมถาม แล้วหดมือกลับมาวางไว้ที่ตัก และรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“ดวงเองกับไอ้หนุ่มนี้ยังไงก็จะได้แต่งงานกัน แต่ว่าก่อนแต่งไม่เองก็มันจะต้องมีคนหนึ่งปางตาย”
“ปางตาย!” เธออุทานขึ้นพร้อมกันกับคุณจันทร์เพ็ญ
“เรื่องเวรกรรม ข้าบอกได้แค่นี้ ส่วนเอง...” หันไปหาขุนพล
“คิดให้ดี เพราะบางทีคนที่เองปิดกั้น อาจจะเป็นคนเดียวกันกับคนที่เองจะรักหมดหัวใจก็ได้”
สิ้นคำพูดของอาจารย์คำดงปรากฏว่าขุนพลแค่นหัวเราะออกมา เพราะไม่เชื่ออยู่แล้ว ความดื้อรั้นของชายหนุ่มสร้างความหนักใจให้กับคนเป็นพ่อ และแม่ จนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษหมอดูเสียเอง
“เอาเถอะๆ ข้าไม่ถือสาหรอก ยังไงก็ดีที่พามันมาให้ข้าเห็นหน้าเห็นตาเพื่อดูชะตาให้ วางใจเถอะยังไงสองคนนี้มันต้องได้แต่งงานกันอยู่แล้ว ดวงชะตาที่ข้าดูให้ครั้งที่แล้วมันเปลี่ยนไปนิดหน่อย ถือว่าดีขึ้น เพราะมันสองคนมีชะตาต้องกันมาแต่ชาติก่อน และทุกชาติไปตามคำสาบาน”
“ไม่มีทาง”
ขุนพลพูดตัดบท แล้วลุกขึ้นเดินลงไปข้างล่างโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แค่หอบสังขารตัวเองมาตามคำขอของพ่อกับแม่ก็ดีแค่ไหนแล้ว
จันทร์เพ็ญรู้สึกโมโหลูกชายแต่ก็ต้องเก็บอารมณ์ และหันไปถามในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ วันนั้นได้พลั้งปากบอกพานัทไปแล้วว่าขุนพลจะแต่งงาน แต่ยังไม่ได้ฤกษ์งามยามดีเลย ถึงได้พาทั้งคู่มาให้อาจารย์ได้ดูหน้าตา
“อาจารย์คะ ถ้าลูกอิฉันจะต้องแต่งงาน ต้องแต่งวันไหนคะ พอดีว่าฉันดันไปบอกกับใครบางคนว่าลูกชายกำลังจะแต่งงาน แต่ยังไม่ได้ฤกษ์เลยค่ะ”
“ฤกษ์ที่ดีคือฤกษ์สะดวก แต่ถ้าจะให้ดีขอเป็นวันศุกร์”
“ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”
“อืม ไปดีมาดีนะ”
ชายสูงวัยบอก พอเห็นสายขิมขยับตัวจะลุกขึ้นจึงเรียกเอาไว้ พร้อมกับยื่นอะไรบางอย่างให้
สร้อยที่ทำมาจากเชือกถักสีดำ มีเหรียญทรงกลมหนาเป็นจี้ขนาดค่อนข้างใหญ่ เธอรับมาแล้วขมวดคิ้วก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์คำดงด้วยความสงสัย
“ไม่ต้องมีคำถาม แต่จงฟังให้ดี ใส่สร้อยเส้นนี้ไว้ แล้วมันจะช่วยปกป้องชีวิตเอง ในเมื่อรักเขาจนยอมแลกด้วยชีวิต เหรียญนี้แหละจะช่วยคุ้มครอง”
บอกเสร็จก็ลุกขึ้นเดินเข้าห้องไป ปล่อยให้สายขิมงงกับประโยคนั้น ก่อนจะสวมสร้อย แล้วรีบลงจากเรือนไทยทันที เพราะผู้ใหญ่ทั้งสองไปรอที่รถครู่ใหญ่แล้ว
“มัวแต่รับของขลังจากหมอดูอยู่หรือไง ทำไมถึงได้ลงมาช้า”
ทันทีที่เปิดประตูรถขึ้นมา คนหน้ายักษ์ก็เปิดปากแขวะเธอทันที
สายขิมไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยจึงเลือกที่จะเงียบ และเลื่อนปิดประตูรถแทน
“พอได้แล้ว แกเป็นอะไรนักหนาถึงได้ชอบจิกกัดน้องอยู่ได้ เป็นลูกคนหรือเป็นลูกไก่ จิกเก่งเหลือเกิน”
ขุนศึกเอ่ยห้าม และตำหนิลูกชายตัวเอง
“พาผมมาตั้งไกลก็เพื่อมาให้หมอดูบอกว่าผมต้องแต่งงานกับยัยขิมเนี่ยนะ เสียเวลาพักผ่อนวันหยุด”
“ใครบอกว่ามาเรื่องนั้นอย่างเดียว แม่มาถามฤกษ์กับอาจารย์ด้วยต่างหาก”
“ฤกษ์อะไรครับ”
“เอ้าก็ฤกษ์แต่งงานของแกกับหนูขิมยังไงละ”
“คุณแม่! ผมบอกแล้วยังไงครับว่าไม่แต่ง”
เขาพูดขึ้นเสียงดัง และจนใจกับเรื่องนี้เต็มทน
“ถ้าไม่แต่ง แกกับหนูขิมต้องมีคนใดคนหนึ่งเป็นอะไรไป แม่จะทนได้ยังไง”
“มันเป็นเรื่องไร้สาระครับแม่ ผมว่าเราต้องคุยเรื่องนี้กันใหม่”
“ได้ แต่ต้องรอแม่ไปถึงบ้านก่อน ส่วนแกกับหนูขิมกลับกรุงเทพฯ ไปก่อนเลย”
“คุณป้าจะไปไหนคะ ทำไมถึงไม่กลับพร้อมกัน”
สายขิมนั่งฟังอยู่นานจึงเลือกเอ่ยถามเพื่อห้ามศึก อันที่จริงถามเพราะเป็นห่วงตัวเองมากกว่าขืนอยู่กันสองคนกับพี่ขุนพล ไม่รู้ใครจะกลายเป็นศพก่อนกัน
“ป้ามีนัดกับเพื่อนสมัยเรียนเอาไว้ที่ชลบุรีน่ะ คงกลับถึงบ้านดึก ๆ”
หญิงสาวได้แต่ยิ้มบาง ๆ แล้วหันมองออกไปนอกหน้าต่าง การเลือกนั่งเงียบ ๆ อยู่มุมนี้ของรถน่าจะปลอดภัยที่สุดแล้ว
เมื่อรถตู้เคลื่อนเข้ามาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ สายขิมรีบลงจากรถทันที กำลังจะเดินจ้ำไปยังประตูเพื่อกลับบ้าน ทว่ารู้สึกได้ถึงแรงกระชากจนทำให้เธอเซถลาเข้าสู่แผงอกแกร่ง
“โอ้ย! พี่ขุน ขิมเจ็บนะ”
“ทำไมเธอไม่ปฏิเสธการแต่งงานของเรา”
“พี่เป็นลูกชายยังปฏิเสธไม่ได้เลย แล้วขิมเป็นแค่เด็กข้างบ้านจะทำอะไรได้” หญิงสาวบอกเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ
“ทำไมจะไม่ได้ในเมื่อเธอเป็นคนอื่น พ่อกับแม่บังคับไม่ได้หรอก”
คำว่า ‘คนอื่น’ ของผู้ชายที่ตัวเองมีใจให้ทำเอารู้สึกจุกอกอยู่ไม่น้อย เธอสะบัดมือออกแล้วผลักอกเขาอย่างแรง ก่อนจะตรงไปยังบ้านหลังเล็กของตัวเองที่อยู่ติดกัน ชายหนุ่มได้แต่มองตามหลังด้วยความหงุดหงิด และเป็นฝ่ายหันหลังเดินเข้าบ้านเหมือนกัน
“คุณยาย”
เสียงสั่นเครือเรียกหญิงสูงวัยที่กำลังง่วนอยู่กับการปอกกล้วยเตรียมทำกล้วยบวชชี
“ทำไมกลับมาเร็ว แล้วนั่นเป็นอะไรร้องไห้ทำไม”
วางมีดในมือลงก่อนจะลุกไปล้างมือ
สายขิมโผเข้ากอดผู้เป็นยาย และปล่อยให้น้ำตาไหลรินอาบแก้มโดยไร้เสียงสะอื้น มือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบหัวผู้เป็นหลาน หล่อนไม่ต้องการคำตอบแล้วว่าหลานสาวร้องไห้ทำไม เพราะมีอยู่สองเรื่องที่ทำให้สายขิมเป็นอย่างนี้มีแค่เรื่องพ่อกับแม่ที่ตายไป กับเรื่องผู้ชายที่ครอบครองหัวใจหลาน
“เพราะคุณขุนพลอีกแล้วละสิ” หญิงงสาวพยักหน้ารับ
“ทำไมไม่บอกพี่เขาไปตรง ๆ ล่ะลูก ว่าที่ยอมแต่งงานด้วยเพราะขิมชอบพี่เขา” สายขิมผละจากอ้อมกอดแล้วเงยหน้ามองผู้เป็นยาย
“แต่พี่ขุนไม่ได้ชอบขิมนี่คะยาย”
“ถึงเขาไม่ได้ชอบตอบ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้รับรู้ว่าขิมคิดยังไง อย่าเก็บมันเอาไว้อีกเลย รีบบอกดีกว่าไม่มีโอกาสได้บอกนะ”
“เหรอคะ”
หญิงสาวเริ่มคิดตามคำพูดของยาย ก่อนจะเช็ดน้ำตาออกลวก ๆ แล้วขอไปล้างหน้าล้างตา เพื่อเตรียมคำพูดไปสารภาพเขาในตอนค่ำ
การนั่งรถเดินทางข้ามจังหวัดทำเอาร่างกายเพลียอยู่ไม่น้อย พอกลับขึ้นมาบนห้องนอนได้ ขุนพลก็เผลอหลับไป และไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหนจนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
มือหนาควานไปทั่วเตียงแต่ไม่เห็น เขาจึงต้องจำใจลืมตาขึ้นเพื่อกวาดตามองหาเพราะจำไม่ได้ว่าเอาไปวางไว้ที่ไหน เมื่อรู้แหล่งที่มาของเสียงเขาจึงลุกขึ้นไปหยิบมารับสาย
เบอร์แปลก?
เขาหม่นคิ้วเข้าหากัน เบอร์คอลเซ็นเตอร์หรือเปล่าวะ? ก่อนจะตัดสายทิ้ง แล้วล้มตัวลงนอนเหมือนเดิมเพราะปกติแล้วชายหนุ่มไม่รับเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกเอาไว้ หากจะติดต่อเรื่องงานก็ต้องติดต่อผ่านเลขาฯ เท่านั้น
หลังจากตัดสายทิ้งได้ไม่นานเบอร์นั้นก็โทรเข้ามาใหม่หลายครั้ง จนเขารู้สึกรำคาญ และคิดว่าไม่ใช่แก๊งมิจฉาชีพแล้วล่ะ จึงเลือกที่จะเลื่อนปุ่มสีเขียวเพื่อรับสาย
“สวัสดีครับ”
“ขุนคะ ... ษาเองค่ะ”
ปลายสายรีบแสดงตัวว่าเป็นใคร น้ำเสียงที่รอดมาให้ได้ยินเจือไปด้วยเสียงสะอื้น จนร่างสูงต้องดีดตัวลุกขึ้นนั่ง
“โทรมาทำไม ผมไม่อยากติดต่อกับคุณแค่นี้นะ...”
“อย่าเพิ่งวางสายนะขุน ฟังษาก่อน ษาไม่ได้ตั้งใจจะหลอกคุณ ตอนนี้ษาหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น เขาขังฉันไว้ แล้วก็ทำร้ายฉันด้วย”
ขณะพูดหญิงสาวร้องไห้ออกมา น้ำเสียงนั้นมีความหวาดกลัวจนสัมผัสได้ ชายหนุ่มชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจออกไปพบเธอเพื่อช่วยเหลือ
เสียงเครื่องยนต์ของรถหรูดังขึ้น แล้วขับผ่านหน้าสายขิมที่เดินผ่านประตูรั้วเข้ามาพอดี หญิงสาวโบกมือให้ไว ๆ ทว่ารถนั้นกลับเคลื่อนผ่านออกไปด้วยความเร็วสูง
“พี่ขุนจะไปไหน?” หญิงสาวร้องถามแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้ยิน
เธอได้แต่มองตามท้ายรถ ก่อนจะเห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับตามหลังออกไป เธอเบิกตาขึ้นเมื่อจำได้ว่ามันคือลูกน้องของคุณพานัท ความร้อนใจเข้าเกาะกุมหัวใจ จนทำให้เธอต้องรีบโบกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ตามไป โดยไม่รู้เลยว่าอันตรายกำลังรอเธออยู่เบื้องหน้า...
งานแต่งงานของขุนพลกับสายขิมถูกจัดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ใหญ่โต จนถูกพูดถึงในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง โดยหัวข้อหลักที่คนพูดถึงคงหนีไม่พ้นว่าแต่งงานใหม่กับคนเก่า และเปิดหน้าเจ้าสาวอย่างเป็นทางการสักทีงานสำคัญแบบนี้แน่นอนว่าเพื่อนร่วมงานที่สนิทชิดเชื้ออย่างพี่จิ พี่กุ๊ก และพี่อุษาต้องถูกเชิญมาร่วมงานด้วยอย่างแน่นอนบรรยากาศในงานแต่งงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความสุข เสียงเพลงคลาสสิกเบา ๆ ถูกเปิดคลอทั่วทั้งงาน ดอกไม้สีขาวประดับอยู่ทั่วทุกมุมเพื่อให้เข้ากับชุดของเจ้าสาวสายขิมสวมชุดแต่งงานสีขาวเนื้อผ้าซาตินที่ปักด้วยลูกปัดประกายแวววาวสะท้อนกับแสงไฟสวยงาม รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงสดใสเหมือนกับทุกครั้งที่เห็น“ยินดีด้วยนะขิม วันนี้สินะที่เรียกว่าแต่งงานแท้จริง และแกก็ดูมีความสุขมากกว่าวันนั้นมาก”อิงเอยเอื้อมไปจับมือเพื่อน พูดแค่นั้นพลันน้ำตาก็พานจะไหล ไม่ต่างกันกับเจ้าสาวพี่พยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้เหมือนกัน แต่ยิ่งกลั้นมันก็ยิ่งไหล เพื่อนเพียงคนเดียวที่รับรู้เรื่องราวทุกอย่าง และยืนอยู่เคียงข้างเธอไม่ว่าเธอจะทำหรือตัดสินใจอะไร จนถึงวันนี้วันที่เธอมีความสุขอย่างแท้จริง“ขอบใจมากนะอิง ที่
“นี่เรากำลังจะไปไหนกันเหรอคะ” สายขิมเห็นเส้นทางด้านนอกแล้วรู้สึกคุ้นตาแต่ก็จำไม่ได้ว่าที่ไหน เขายังไม่ได้บอกเธอเลยว่าเย็นวันหยุดแบบนี้จะพาไปไหน“ไปถึงก็รู้เองแหละ”เขาว่ายิ้ม ๆ และยังคงทำหน้าเป็นปริศนาให้เธอสงสัยไม่หายตลอดทางมีแต่ความเงียบ แต่ภายในใจมีแต่ความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งรถมาติดตรงทางเข้าสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และคนเดินพลุกพล่านหนาแน่นสายขิมมองทะลุกระจกรถออกไป ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว ต่างพากันแต่งตัวสีคล้ายกัน นั่นคือสีเขียวอ่อน ในมือมีแท่งไฟคล้ายรูปนกถือกันอยู่แทบทุกคน เธอหันขวับไปมองหน้าขุนพลทันที“หรือว่า...”รอยยิ้มแฉ่งแข่งกับตะวันผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว“อืม กว่าพี่จะหาบัตรมาให้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”“พี่ขุน...”หญิงสาวโผเข้ากอดชายหนุ่มทั้งที่เขายังทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้ พร้อมกับปล่อยโฮออกมาด้วยความตื้นตัน“ไม่เอาครับ ไม่ร้องไห้นะ” เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา“ขิมไม่ได้อยากร้อง อยู่ ๆ น้ำตาก็ไหลเอง” ว่าพร้อมเสียงสะอื้นอาการอ่อนไหวง่ายแบบนี้ เธอรู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ยกมือกุมหน้าท้องตัวเอง แล้วได้แต่ยิ้มออกมา หากวันนี้เพื่อนเธอได้มาดูศิลปิ
พอกลับมาถึงบ้านสายขิมยังคงอ่อนเพลียจึงขอขึ้นไปนอนอีกสักหน่อย แต่ยังไม่ทันจะล้มหัวลงนอน เสียงเรียกเข้าจากมือถือดังขึ้นเธอจึงจำใจต้องลุกขึ้นไปเปิดกระเป๋าเพื่อรับสาย“ตั้งแต่มีผัวรักผัวหลง ฉันก็กลายเป็นอากาศไปเลยนะ”ทันทีที่รับสายเพื่อนรัก เธอก็โดนจิกด้วยความน้อยใจทันที“ก็หาผัวเหมือนฉันสิ จะได้รู้ว่ามันดีแค่ไหนนน”สายขิมเย้าหยอก ทำเอาปลายสายที่นั่งทำงานอยู่ถึงกับกรอกตามองบน“ถ้าหาง่าย และได้แบบแสนดี ฉันก็จะเอาอยู่หรอก แต่นี่อะไรมีแต่พวกหวังหลอกฟัน”“แต่ก็ไม่ได้ฟัน”สายขิมกลั้วหัวเราะ แต่คราวนี้เพื่อนเงียบ“งอนฉันเหรอ”“เปล่า”“แล้วโทรมามีอะไรย่ะ”“ฉันจะโทรมาบอกว่า บัตรคอนเสิร์ตของ Got7 ที่แกฝากกดอ่า ไม่ได้นะ ฉันเองก็กดไม่ทันเหมือนกัน” น้ำเสียงที่บอกเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด“หาแล้วก็ไม่ได้เหรอ”“อืม”ถ้าไม่ได้รอบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกับศิลปินคนโปรดอีกตอนไหน สายขิมถึงกับน้ำตาซึมออกมาเพราะรู้สึกชอบนักร้องวงนี้มากๆ พอวางสายเสร็จเธอก็เอาแต่นั่งร้องไห้ อารมณ์อ่อนไหวขึ้นมาเสียอย่างนั้น“ขิมเป็นอะไรร้องไห้ทำไม” ขุนพลถลาเข้ามาหา“ขิม ... ขิม เสียใจ เสียใจที่กดบัตรคอนเสิร์ตไม่ทัน”พูดจบหญิงสาวก็ปล
2 เดือนผ่านไป...“นี่ค่ะพี่ษา แผนโปรโมตโปรดักส์ตัวใหม่ของบริษัท”สายขิมยื่นแฟ้มเอกสารให้ อุษารับมาแล้วเปิดอ่านพร้อมเอ่ยขอบคุณ“ขอบใจจ้ะ”“เที่ยงนี้ขิมขอไปทานข้าวกับพวกพี่ ๆ ด้วยนะคะ” หญิงสาวทำสีหน้าออดอ้อน เพราะพักหลังมานี่ไม่ค่อยได้ไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมแผนกเลย พอใกล้เวลาเที่ยงทีไรเจ้าชีวิตเธอก็มาดักรอที่หน้าห้องทุกที วันนี้โชคดีหน่อยพี่เขาออกไปประชุมด้านนอกก็เลยถือโอกาสมาอ้อนพวกพี่เขาเสียเลย“อุ้ย วันนี้มากินข้าวกับพวกพี่ได้ด้วยเหรอ”พี่จิซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงล้อเลียน โดยมีพี่กุ๊กคอยเป็นหน่วยสนับสนุนเรื่องแซวน้องอยู่ด้านหลัง“ได้ค่ะ ท่านรองฯ ไม่อยู่ไปประชุมข้างนอก”“มิน่าล่ะ ถึงได้มาอ้อนขอไปกินข้าวด้วย”“แหม พี่อุษาก็ ... ขิมก็อยากไปด้วยตั้งนานแล้ว แต่พี่ขุนนะสิทำตัวเป็นกาวตราช้างแกะยังไงก็ไม่ออก”แม้ปากจะต่อว่าผู้เป็นสามีแต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับฉีกกว้าง“อันนี้เล่าให้ฟังหรืออวดจ๊ะ?”“อวดค่ะ” สิ้นประโยคเสียงหัวเราะก็ดังคลื้นขึ้นไม่มีข้อสงสัยเลยว่าทำไมสายขิมถึงได้ครองใจเจ้านายพวกเขา ทั้งนิสัยที่เด็ดเดี่ยว ยิ้มง่าย มีความน่ารักอยู่ในตัว ไปที่ไหนก็มีแต่คนรัก ไม่แปลก
“ขิมรักพี่ขุนไปแล้ว ถ้าให้เลิกก็คงยาก แต่ถ้าจะทำให้พี่ขุนรักขิม ก็คงไม่เกินความสารถ 1ปี...”หญิงสาวรีบยกนิ้วมือแตะริมฝีปาก ดวงหน้าแดงก่ำไม่คิดว่าพี่ขุนจะจำคำพูดในโพสต์อิทได้ทุกคำขนาดนั้น แม้จะเป็นแค่ข้อความสั้น ๆ ที่เธอเขียนบอกเขาเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ทุกตัวอักษรก็กลั่นออกมาจากหัวใจ“ขิม”“คะ”“สัญญาที่เราทำมันขึ้นมาอยู่ไหน”หลังจากเงียบไปหลายนาที ก็นึกขึ้นมาได้ว่ากระดาษแผ่นนั้นเขาก็ต้องจัดการเหมือนกัน“เอามาให้พี่หน่อยได้ไหม”สายขิมพยักหน้ารับแล้วยันตัวลุกจากเตียง เธอเปิดลิ้นชักตู้เสื้อผ้าออก ค้นหาอยู่สักพักก็ถือมันมายื่นให้เขา“พี่ขุนจะเอาไปทำอะไรเหรอคะ”“ฉีกทิ้ง”เขาพูดสั้น ๆ แล้วลงมือฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับโยนมันลงในถังขยะใบเล็กที่อยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง“ทุกอย่างมันจบแล้ว”เขาคลี่ยิ้มอ่อน ๆ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของสายขิม“ยังไม่จบค่ะ เหลืออีกเรื่องหนึ่ง” แววตาของเธอเปลี่ยนไปจนน่าขนลุก และไม่ยอมบอกอะไรเลยว่าอีกเรื่องที่จะต้องจัดการคือเรื่องอะไร และก็ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปหลายวัน“สิ่งที่ขิมขอพี่ไปได้ไหมคะ”สายขิมเอ่ยถามหญิงผู้เป็นหัวหน้างานคนเก่า เจ้า
แสงจากโคมไฟตรงหัวเตียงสะท้อนเงาของร่างกำยำที่นั่งอยู่ขอบเตียง ดวงตากลมโตของสายขิมยังคงจับจ้องไปที่บาดแผล และรอยช้ำบนหน้าเขา แล้วหันกลับไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมา“เดี๋ยวขิมทำแผลให้นะ”เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับคว้าข้อมือไว้ และออกแรงดึงเบา ๆ ให้เธอนั่งลงด้านข้าง แววตาเขาที่มองมามันหลากหลายจนมองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่“อย่าดื้อสิคะ ทำแผลก่อนหรือว่า จะไปโรงพยาบาลดี”“ไม่เอา ไม่ไป”คนถูกถามรีบปฏิเสธ โรงพยาบาลคือสิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุด คราวที่แล้วไปนอนอยู่เป็นเดือน มันช่างน่าเบื่อเต็มทน“ถ้าไม่ไป ก็ทำแผลก่อนค่ะ แล้วอยากพูดอะไรค่อยพูด”มืออวบยกขึ้นลูบใบหน้าคมอ่อนโยน เขาเพิ่งรู้ตอนนี่เองว่า รอยยิ้มของสายขิมสร้างความสบายใจให้ตัวเองมากแค่ไหน และก็โชคดีเหลือเกินที่มีชีวิตรอดกลับมาสายขิมล้างแผลอย่างระมัดระวัง ทุกครั้งที่สำลีแตะลงบนแผลเหนือหางคิ้ว สีหน้าเขาเหยเก และครางออกมา“เจ็บเหรอคะ”“เปล่าแค่แสบนิดหน่อย”“ไม่แสบแล้วค่ะ เสร็จแล้ว”หญิงสาวบอกแล้วหันกลับไปเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างลงบนกล่องเหมือนเดิมยังไม่ทันจะยกกล่องปฐมพยาบาลกลับไปเก็บไว้ที่เดิม รู้สึกได้ว่ารอบเอวถูกรั้งเข้าหาอ้อมกอด ก่อนจะหันกลั







![เมียช่างสัก [PWP] + [BDSM] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)