LOGIN‘กูจะฆ่ามึง ถ้ามึงยังไม่เลิกยุ่งกับเมียกู’
คำขู่นั้นยังคงดังชัดเจนในหัวใจของผู้เป็นแม่ คุณจันทร์เพ็ญมาถึงบริษัทและทันได้ยินคำขู่ฆ่าลูกชายพอดี เธอจำหน้าผู้ชายคนนั้นได้ว่าเขาคือ ‘พานัท’ เป็นลูกชายนักการเมืองใหญ่
“นี่มันเรื่องอะไรกัน”
เสียงเข้มของผู้กุมอำนาจบริษัทประกันรายใหญ่อย่างขุนศึกดังขึ้น มืออีกข้างประคองไหล่คนเป็นเมียเข้ามา สีหน้าซีดเซียวของผู้มีพระคุณทำให้สายขิมจำต้องวิ่งเข้าไปประคองต่อ
“เรื่องอะไรเหรอ ถามลูกชายคุณสิ มายุ่งกับเมียผมทำไม”
“พูดบ้าอะไร ผมไปยุ่งกับเมียคุณตอนไหน”
ขุนพลย่นคิ้วเข้าหากัน เพราะเขาเกลียดที่สุดคือการไปยุ่งกับคนที่มีเจ้าของแล้ว
“พูดบ้าอะไรเหรอ? งั้นมึงดูนี่”
พูดจบ รูปถ่ายก็ถูกโปรยลงมาจากชั้นบนของตัวอาคารโดยฝีมือลูกน้องพานัท
ทุกคนต่างหยิบรูปถ่ายขึ้นมาดู ภาพกอดกันกลม เดินแนบชิดเข้าคอนโดฯ ของขุนพลกับศลิษาถูกแอบถ่ายจากมุมหนึ่ง มันชัดเจนทั้งรูปร่าง หน้าตา และเสื้อผ้าหน้าผมคือเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานทั้งนั้น
ชายหนุ่มเบิกตาขึ้นเงยหน้ามองผู้ชายตรงหน้า วินาทีนั้นทุกอย่างถูกประมวลผลออกมาว่า ตัวเองก็ถูกหลอกจากผู้หญิงคนนั้นเหมือนกัน เธอบอกว่าตัวเองโสด ไม่มีใคร และเฝ้ารอเขามาตลอด
“คุณคือสามีของศลิษาจริง ๆ เหรอ”
เขาเอ่ยถามซ้ำโดยมือยังคงเปิดภาพถ่ายหลายใบดู หนึ่งในนั้นคือพิธีแต่งงานของทั้งคู่
“ก็เออนะสิ อย่าบอกว่ามึงไม่รู้ มันจะเกินไปหรือเปล่า งานแต่งปีที่แล้วออกจะใหญ่โต ขนาดแม่มึงยังไปเลย”
พานัทหันไปจ้องหน้าหญิงสูงวัยด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปมองแม่ ซึ่งยามนี้มีหยาดน้ำใสคลอเบ้า พร้อมจะไหลออกมาตลอดเวลา
“กูไม่รู้จริง ๆ กูสัญญาว่าจะไม่ไปยุ่งกับศลิษาอีก”
เขาพูดเสียงเบา มือขยำรูปถ่ายแน่น นึกเจ็บใจที่โดนศลิษาหลอก
“กูไม่เชื่อ ขี้ที่หมาเคยกินยังไงมันก็ต้องกลับไปกินอยู่ดี”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน จากการสืบมาทั้งคู่เคยคบหากันมาก่อน แม้จะเป็นเวลาไม่นาน สุดท้ายพวกเขาก็กลับมากินกันอีก ทั้งที่ผู้หญิงก็แต่งงานแล้ว ถ้าไม่ชั่วก็คงทำไม่ได้
“เชื่อเถอะ เพราะอีกไม่กี่วันลูกชายฉันก็จะแต่งงานแล้ว ผู้ชายมันก็มีบ้างที่จะต้องเหลวไหล”
ประโยคนั้นทำเอาขุนพลนิ่งอึ้ง กำลังจะอ้าปากว่าไม่จริงก็ถูกสายตาพิฆาตของผู้เป็นแม่ส่งมาให้ ทุกอย่างจึงต้องปล่อยเลยตามเลย
“เรื่องจริงเหรอคุณหญิง”
พานัทหรี่ตาลง ไม่อยากจะเชื่อ จากที่ให้คนไปสืบมาไม่เห็นคนของเขาพูดเรื่องนี้เลยสักนิด
“เรื่องจริงค่ะ เอาเป็นว่าการ์ดเชิญจะส่งตามไปทีหลังนะคะ ส่วนเรื่องภรรยาของคุณ ลูกชายดิฉันไม่ทราบจริง ๆ แต่ภรรยาคุณรู้อยู่เต็มอก ก็ยังกล้าที่จะนอกใจ อย่าโทษแค่ผู้ชายอย่างเดียวเลย กลับไปจัดการกับเมียตัวเองบ้างก็ดีนะคะ”
พานัทมองหญิงสูงวัยอย่างพิจารณา สายตานั้นมีการข่มขู่เพื่อบอกว่าเธอเองก็สนิทกับคุณพ่อ ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้ไปถึงหูท่านก็ควรจบเรื่องนี้ลงแบบเงียบ ๆ น่าจะดีกว่า
“ผมเตือนไว้ตรงนี้เลยนะว่า อย่ายุ่งกับศลิษาอีก ไม่อย่างนั้นลูกชายคุณจบไม่สวยแน่”
พานัทกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากบริษัทไปพร้อมลูกน้อง
คุณจันทร์เพ็ญถึงกับเซเล็กน้อยดีที่สามีประคองเอาไว้ได้ทัน“สั่งคนเก็บกวาดรูปพวกนั้นให้หมด อย่าให้ใครหลุดภาพพวกนั้นออกไป ไม่อย่างนั้นฉันจะเป็นคนจัดการขั้นเด็ดขาดเอง หลังเสร็จจากประชุมครอบครัวเรามีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะ”
ผู้เป็นพ่อพูดเสียงเข้มด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะพยุงภรรยาออกไปจากตรงนั้น ขุนพลได้แต่ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเอง และน่าคิดหนักไปกว่านั้นคือแม่ดันไปบอกมันว่าเขากำลังจะแต่งงาน
ดวงตาคู่คมหันไปเจอกับสายขิมยืนอยู่ไม่ไกล เธอเองก็จ้องมองมาเหมือนกัน ในมือนั้นมีรูปถ่ายที่ถูกกำจนยู่ยี่ ครู่เดียวก็เดินไปจากตรงนั้น สายตาของเธอมันดูเย็นชาจนน่าขนลุก
การประชุมช่วงเช้าจบลงอย่างรวดเร็วจากการตัดสินใจเด็ดขาดของประธานบริษัท ขุนศึกยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ไม่น้อย จากเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้า ทำให้เขากับภรรยาตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
“ไม่แต่งครับ ยังไงผมก็ไม่แต่งกับยัยขิม”
“ทำไมถึงจะแต่งไม่ได้ น้องก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนกัน แถมยังโสด เนื้อนม อก ตูด ก็มีเหมือนผู้หญิงคนอื่น”
“มันก็ใช่ที่สายขิมเป็นผู้หญิง แต่ผมไม่ได้รักเธอนะครับ”
“ทำไมถึงไม่รัก หรือแกจะไปรักเมียชาวบ้านแล้วให้ผัวเขาตามมายิงกระบาลแกทิ้งหรือไง ไม่รู้ล่ะยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับน้อง”
คุณจันทร์เพ็ญยังยืนยันคำเดิม พลางยกมือกอดอกเชิดหน้า เพื่อแสดงออกว่าถึงยังไงก็ไม่มีวันเปลี่ยนความคิดเด็ดขาด
“พ่อเองก็เห็นด้วยกับแม่นะขุน หนูขิมมีดวงชะตาตรงกับที่หมอดูบอกทุกอย่าง การที่แกแต่งงานกับน้องน่าจะเป็นทางออกที่ดี”
ขุนศึกสนับสนุนคำพูดของผู้เป็นภรรยา ไม่มีใครเข้าข้างเขาสักคน
“โธ่ ... พ่อครับ ก็ผมบอกไปแล้วไงว่าผมไม่ได้รักยัยขิม”
“ตอนนี้ไม่รัก อยู่ ๆ กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง”
“พ่ออย่าเอาความคิดโบราณมาใส่หัวผมได้ไหมครับ คนไม่รักยังไงมันก็ไม่รักหรอก แต่งกันไปก็เหมือนพี่น้องใช้บ้านร่วมกันอยู่ดี”
ขุนพลรู้สึกหัวเสียจนหน้าแดงที่ยังคงคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้ และนั่นยิ่งทำให้นึกพาลไปถึงยัยตัวกลมที่กำลังนั่งจามอยู่ในแผนกบัญชี
“ฮัดชิ้ว!”
“สายขิม ไม่สบายหรือเปล่า พี่เห็นจามหลายรอบแล้วนะ”
สาวสวยซึ่งเป็นรุ่นพี่ในแผนกเอ่ยถาม
“ไม่นะพี่ อาการก็ปกติดี”
ยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเองว่าร้อนไหม
“ถ้าปกติดีก็เหลืออยู่อย่างเดียวแล้วล่ะ คือแกกำลังถูกนินทา”
พี่อีกคนพูดขึ้นพร้อมหันไปหัวเราะ มันเป็นความเชื่อโบราณสินะที่พอใครจามก็บอกว่ามีคนกำลังนินทาอยู่ หญิงสาวไม่ได้พูดตอบโต้อะไร จนกระทั่งเสียงเคาะห้องดังขึ้น ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดออก
ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าบึ้งตึง หัวหน้าแผนกบัญชีรีบลุกจากเก้าอี้ไปหาทันที
“คุณขุนพลมีอะไรให้ทำหรือเปล่าคะ ถึงได้มาถึงแผนกนี้ได้”
รอยยิ้มบนหน้าเจื่อนเล็กน้อย รู้ดีว่ารองประธานไปเยือนแผนกไหนแสดงว่างานของแผนกนั้นมีปัญหา บางทีถูกเชิญออกยกแผงก็มี ชายหนุ่มยกมือขึ้นโบกเล็กน้อยเป็นคำตอบว่าไม่มีปัญหาอะไร ก่อนจะใช้สายตากวาดไปทั่วห้อง และไปหยุดอยู่ที่ร่างกลมซึ่งกำลังมองมาทางนี้พอดี
“ขิม ออกไปคุยกันข้างนอก”
เขาบอกสั้น ๆ แล้วก้าวเท้าเดินนำออกไป
หญิงสาวรีบเก็บทุกอย่างบนโต๊ะ เพื่อนร่วมงานได้แต่ยกกำปั้นขึ้นเพื่อส่งกำลังใจ โดยไม่รู้หรอกว่าถูกท่านรองเรียกออกไปคุยเรื่องอะไร แต่ที่แน่ ๆ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ไม่อย่างนั้นไม่ทำหน้ายักษ์มาแบบนั้นหรอก
“เราจะไม่แต่งงานกัน”
มุมหนึ่งตรงลานชั้นจอดรถ ขุนพลบอกกับสายขิมด้วยสีหน้าซีเรียส ซึ่งเธอเองยืนฟังอยู่เงียบ ๆ โดยไม่ได้ตอบอะไรออกไป
หญิงสาวรู้ดีว่าเธอถูกทาบทามให้ไปเป็นเจ้าสาวของพี่ขุนพลจากคุณป้าตั้งแต่หลายเดือนก่อน แต่มันเป็นเพียงการแต่งงานเพื่อแก้ดวงเท่านั้น
“มาบอกขิมทำไมคะ ไปบอกพ่อกับแม่พี่โน่นท่านเป็นคนอยากให้แต่ง อีกอย่างขิมไม่ได้บังคับพี่สักหน่อย”
“ใช่ เธอไม่ได้บังคับ แต่ถ้าเธอปฏิเสธแม่กับพ่อพี่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะพวกท่านบังคับเธอไม่ได้ไง”
ชายหนุ่มยังคงบอกเหตุผลตัวเองด้วยท่าทีร้อนใจ
สายขิมเดาได้ไม่ยากเลยว่าคราวนี้พวกท่านเอาจริง สาเหตุก็คงมาจากเรื่องที่พี่ขุนพลไปยุ่งกับเมียคนอื่น จนผัวผู้หญิงคนนั้นตามมาขู่ฆ่าถึงบริษัท
“ขิมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพ่อกับแม่พี่ มีพระคุณกับขิม”
มันเป็นข้ออ้างทั้งนั้น เธออยากแต่งงานกับเขา อยากปกป้องเขา เพราะอะไรนะเหรอ เพราะเธอรักเขายังไงล่ะ หากต้องใช้ชีวิตแลกเธอก็ยอม
ต่อให้ตายแทนเขา เธอก็สามารถเอาชีวิตให้แทนได้
งานแต่งงานของขุนพลกับสายขิมถูกจัดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ใหญ่โต จนถูกพูดถึงในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง โดยหัวข้อหลักที่คนพูดถึงคงหนีไม่พ้นว่าแต่งงานใหม่กับคนเก่า และเปิดหน้าเจ้าสาวอย่างเป็นทางการสักทีงานสำคัญแบบนี้แน่นอนว่าเพื่อนร่วมงานที่สนิทชิดเชื้ออย่างพี่จิ พี่กุ๊ก และพี่อุษาต้องถูกเชิญมาร่วมงานด้วยอย่างแน่นอนบรรยากาศในงานแต่งงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความสุข เสียงเพลงคลาสสิกเบา ๆ ถูกเปิดคลอทั่วทั้งงาน ดอกไม้สีขาวประดับอยู่ทั่วทุกมุมเพื่อให้เข้ากับชุดของเจ้าสาวสายขิมสวมชุดแต่งงานสีขาวเนื้อผ้าซาตินที่ปักด้วยลูกปัดประกายแวววาวสะท้อนกับแสงไฟสวยงาม รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงสดใสเหมือนกับทุกครั้งที่เห็น“ยินดีด้วยนะขิม วันนี้สินะที่เรียกว่าแต่งงานแท้จริง และแกก็ดูมีความสุขมากกว่าวันนั้นมาก”อิงเอยเอื้อมไปจับมือเพื่อน พูดแค่นั้นพลันน้ำตาก็พานจะไหล ไม่ต่างกันกับเจ้าสาวพี่พยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้เหมือนกัน แต่ยิ่งกลั้นมันก็ยิ่งไหล เพื่อนเพียงคนเดียวที่รับรู้เรื่องราวทุกอย่าง และยืนอยู่เคียงข้างเธอไม่ว่าเธอจะทำหรือตัดสินใจอะไร จนถึงวันนี้วันที่เธอมีความสุขอย่างแท้จริง“ขอบใจมากนะอิง ที่
“นี่เรากำลังจะไปไหนกันเหรอคะ” สายขิมเห็นเส้นทางด้านนอกแล้วรู้สึกคุ้นตาแต่ก็จำไม่ได้ว่าที่ไหน เขายังไม่ได้บอกเธอเลยว่าเย็นวันหยุดแบบนี้จะพาไปไหน“ไปถึงก็รู้เองแหละ”เขาว่ายิ้ม ๆ และยังคงทำหน้าเป็นปริศนาให้เธอสงสัยไม่หายตลอดทางมีแต่ความเงียบ แต่ภายในใจมีแต่ความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งรถมาติดตรงทางเข้าสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และคนเดินพลุกพล่านหนาแน่นสายขิมมองทะลุกระจกรถออกไป ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว ต่างพากันแต่งตัวสีคล้ายกัน นั่นคือสีเขียวอ่อน ในมือมีแท่งไฟคล้ายรูปนกถือกันอยู่แทบทุกคน เธอหันขวับไปมองหน้าขุนพลทันที“หรือว่า...”รอยยิ้มแฉ่งแข่งกับตะวันผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว“อืม กว่าพี่จะหาบัตรมาให้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”“พี่ขุน...”หญิงสาวโผเข้ากอดชายหนุ่มทั้งที่เขายังทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้ พร้อมกับปล่อยโฮออกมาด้วยความตื้นตัน“ไม่เอาครับ ไม่ร้องไห้นะ” เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา“ขิมไม่ได้อยากร้อง อยู่ ๆ น้ำตาก็ไหลเอง” ว่าพร้อมเสียงสะอื้นอาการอ่อนไหวง่ายแบบนี้ เธอรู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ยกมือกุมหน้าท้องตัวเอง แล้วได้แต่ยิ้มออกมา หากวันนี้เพื่อนเธอได้มาดูศิลปิ
พอกลับมาถึงบ้านสายขิมยังคงอ่อนเพลียจึงขอขึ้นไปนอนอีกสักหน่อย แต่ยังไม่ทันจะล้มหัวลงนอน เสียงเรียกเข้าจากมือถือดังขึ้นเธอจึงจำใจต้องลุกขึ้นไปเปิดกระเป๋าเพื่อรับสาย“ตั้งแต่มีผัวรักผัวหลง ฉันก็กลายเป็นอากาศไปเลยนะ”ทันทีที่รับสายเพื่อนรัก เธอก็โดนจิกด้วยความน้อยใจทันที“ก็หาผัวเหมือนฉันสิ จะได้รู้ว่ามันดีแค่ไหนนน”สายขิมเย้าหยอก ทำเอาปลายสายที่นั่งทำงานอยู่ถึงกับกรอกตามองบน“ถ้าหาง่าย และได้แบบแสนดี ฉันก็จะเอาอยู่หรอก แต่นี่อะไรมีแต่พวกหวังหลอกฟัน”“แต่ก็ไม่ได้ฟัน”สายขิมกลั้วหัวเราะ แต่คราวนี้เพื่อนเงียบ“งอนฉันเหรอ”“เปล่า”“แล้วโทรมามีอะไรย่ะ”“ฉันจะโทรมาบอกว่า บัตรคอนเสิร์ตของ Got7 ที่แกฝากกดอ่า ไม่ได้นะ ฉันเองก็กดไม่ทันเหมือนกัน” น้ำเสียงที่บอกเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด“หาแล้วก็ไม่ได้เหรอ”“อืม”ถ้าไม่ได้รอบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกับศิลปินคนโปรดอีกตอนไหน สายขิมถึงกับน้ำตาซึมออกมาเพราะรู้สึกชอบนักร้องวงนี้มากๆ พอวางสายเสร็จเธอก็เอาแต่นั่งร้องไห้ อารมณ์อ่อนไหวขึ้นมาเสียอย่างนั้น“ขิมเป็นอะไรร้องไห้ทำไม” ขุนพลถลาเข้ามาหา“ขิม ... ขิม เสียใจ เสียใจที่กดบัตรคอนเสิร์ตไม่ทัน”พูดจบหญิงสาวก็ปล
2 เดือนผ่านไป...“นี่ค่ะพี่ษา แผนโปรโมตโปรดักส์ตัวใหม่ของบริษัท”สายขิมยื่นแฟ้มเอกสารให้ อุษารับมาแล้วเปิดอ่านพร้อมเอ่ยขอบคุณ“ขอบใจจ้ะ”“เที่ยงนี้ขิมขอไปทานข้าวกับพวกพี่ ๆ ด้วยนะคะ” หญิงสาวทำสีหน้าออดอ้อน เพราะพักหลังมานี่ไม่ค่อยได้ไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมแผนกเลย พอใกล้เวลาเที่ยงทีไรเจ้าชีวิตเธอก็มาดักรอที่หน้าห้องทุกที วันนี้โชคดีหน่อยพี่เขาออกไปประชุมด้านนอกก็เลยถือโอกาสมาอ้อนพวกพี่เขาเสียเลย“อุ้ย วันนี้มากินข้าวกับพวกพี่ได้ด้วยเหรอ”พี่จิซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงล้อเลียน โดยมีพี่กุ๊กคอยเป็นหน่วยสนับสนุนเรื่องแซวน้องอยู่ด้านหลัง“ได้ค่ะ ท่านรองฯ ไม่อยู่ไปประชุมข้างนอก”“มิน่าล่ะ ถึงได้มาอ้อนขอไปกินข้าวด้วย”“แหม พี่อุษาก็ ... ขิมก็อยากไปด้วยตั้งนานแล้ว แต่พี่ขุนนะสิทำตัวเป็นกาวตราช้างแกะยังไงก็ไม่ออก”แม้ปากจะต่อว่าผู้เป็นสามีแต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับฉีกกว้าง“อันนี้เล่าให้ฟังหรืออวดจ๊ะ?”“อวดค่ะ” สิ้นประโยคเสียงหัวเราะก็ดังคลื้นขึ้นไม่มีข้อสงสัยเลยว่าทำไมสายขิมถึงได้ครองใจเจ้านายพวกเขา ทั้งนิสัยที่เด็ดเดี่ยว ยิ้มง่าย มีความน่ารักอยู่ในตัว ไปที่ไหนก็มีแต่คนรัก ไม่แปลก
“ขิมรักพี่ขุนไปแล้ว ถ้าให้เลิกก็คงยาก แต่ถ้าจะทำให้พี่ขุนรักขิม ก็คงไม่เกินความสารถ 1ปี...”หญิงสาวรีบยกนิ้วมือแตะริมฝีปาก ดวงหน้าแดงก่ำไม่คิดว่าพี่ขุนจะจำคำพูดในโพสต์อิทได้ทุกคำขนาดนั้น แม้จะเป็นแค่ข้อความสั้น ๆ ที่เธอเขียนบอกเขาเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ทุกตัวอักษรก็กลั่นออกมาจากหัวใจ“ขิม”“คะ”“สัญญาที่เราทำมันขึ้นมาอยู่ไหน”หลังจากเงียบไปหลายนาที ก็นึกขึ้นมาได้ว่ากระดาษแผ่นนั้นเขาก็ต้องจัดการเหมือนกัน“เอามาให้พี่หน่อยได้ไหม”สายขิมพยักหน้ารับแล้วยันตัวลุกจากเตียง เธอเปิดลิ้นชักตู้เสื้อผ้าออก ค้นหาอยู่สักพักก็ถือมันมายื่นให้เขา“พี่ขุนจะเอาไปทำอะไรเหรอคะ”“ฉีกทิ้ง”เขาพูดสั้น ๆ แล้วลงมือฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับโยนมันลงในถังขยะใบเล็กที่อยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง“ทุกอย่างมันจบแล้ว”เขาคลี่ยิ้มอ่อน ๆ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของสายขิม“ยังไม่จบค่ะ เหลืออีกเรื่องหนึ่ง” แววตาของเธอเปลี่ยนไปจนน่าขนลุก และไม่ยอมบอกอะไรเลยว่าอีกเรื่องที่จะต้องจัดการคือเรื่องอะไร และก็ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปหลายวัน“สิ่งที่ขิมขอพี่ไปได้ไหมคะ”สายขิมเอ่ยถามหญิงผู้เป็นหัวหน้างานคนเก่า เจ้า
แสงจากโคมไฟตรงหัวเตียงสะท้อนเงาของร่างกำยำที่นั่งอยู่ขอบเตียง ดวงตากลมโตของสายขิมยังคงจับจ้องไปที่บาดแผล และรอยช้ำบนหน้าเขา แล้วหันกลับไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมา“เดี๋ยวขิมทำแผลให้นะ”เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับคว้าข้อมือไว้ และออกแรงดึงเบา ๆ ให้เธอนั่งลงด้านข้าง แววตาเขาที่มองมามันหลากหลายจนมองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่“อย่าดื้อสิคะ ทำแผลก่อนหรือว่า จะไปโรงพยาบาลดี”“ไม่เอา ไม่ไป”คนถูกถามรีบปฏิเสธ โรงพยาบาลคือสิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุด คราวที่แล้วไปนอนอยู่เป็นเดือน มันช่างน่าเบื่อเต็มทน“ถ้าไม่ไป ก็ทำแผลก่อนค่ะ แล้วอยากพูดอะไรค่อยพูด”มืออวบยกขึ้นลูบใบหน้าคมอ่อนโยน เขาเพิ่งรู้ตอนนี่เองว่า รอยยิ้มของสายขิมสร้างความสบายใจให้ตัวเองมากแค่ไหน และก็โชคดีเหลือเกินที่มีชีวิตรอดกลับมาสายขิมล้างแผลอย่างระมัดระวัง ทุกครั้งที่สำลีแตะลงบนแผลเหนือหางคิ้ว สีหน้าเขาเหยเก และครางออกมา“เจ็บเหรอคะ”“เปล่าแค่แสบนิดหน่อย”“ไม่แสบแล้วค่ะ เสร็จแล้ว”หญิงสาวบอกแล้วหันกลับไปเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างลงบนกล่องเหมือนเดิมยังไม่ทันจะยกกล่องปฐมพยาบาลกลับไปเก็บไว้ที่เดิม รู้สึกได้ว่ารอบเอวถูกรั้งเข้าหาอ้อมกอด ก่อนจะหันกลั







