تسجيل الدخولรุ่งขึ้นพลินตั้งใจจะออกไปเที่ยวหามารดา เพราะรู้ข่าวจากคนแถบนั้นที่วานให้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้อีกทอดเมื่อคืนนี้ว่านางพยอมลื่นล้มที่หน้าบ้านของตัวเองราวๆมะรืนวานนี้ แต่แล้วไม่ยอมโทรศัพท์มาบอกสักคำ และแน่นอนว่าท่านต้องไม่ได้ไปพบแพทย์เป็นแน่
ห่วงมารดาจับใจ อยากออกไปหาท่านตั้งแต่เมื่อคืน แต่อดใจเอาไว้ รอจนเช้าค่อยไปน่าจะเหมาะกว่า เธอไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกแล้ว จะไปก็นึกห่วงลูก
และเธอยังพักอยู่ในเคหาสถานของบารมีอีกด้วย จะออกไปไหนควรบอกให้เขารู้ก่อน ประเดี๋ยวมาว่าเธอได้ว่าไม่รู้จักมารยาทสังคม รอจนถึงช่วงสายค่อยต่อสายหาเขา แต่ติดต่อไม่ได้ จึงบอกกับทางศยามลก่อนว่าจะไปไหน แล้ววานคนรถของที่นั่นให้ช่วยพาเธอกับลูกไปส่งยังบ้านของมารดาที่อยู่ห่างออกไปจากที่นี่อีกอำเภอ ใช้เวลาเกือบห้าสิบนาทีจึงถึงที่หมาย
พลินมองบ้านหลังย่อมเบื้องหน้าด้วยแววตาเป็นประกายก่อนอ่อนแสงลง เดิมทีที่ดินผืนนี้รกร้าง หลังบ้านติดลำคลองสายเล็กๆ เจ้าของเดิมย้ายไปตั้งรกรากที่อื่นแล้ว ติดต่อซื้อขายกันได้ไม่ยากเย็นเพราะทางนั้นต้องการขายพอดี ถึงได้กลายมาเป็นบ้านปูนหลังไม่ใหญ่ไม่โต แต่พลินก็พึงใจไม่น้อยที่ได้เป็นเจ้าของบ้านน้อยหลังนี้
เปิดประตูรถลงไปพร้อมพาร่างเล็กของเด็กหญิงพราวนภาตามลงมาด้วย ก็แว่วเสียงทักของแม่ดังขึ้น
“พลิน ยัยหนูของยายจ๋า”
“แม่”
คนเป็นยายเรียกสองสาวที่มีศักดิ์เป็นบุตรีและหลานสาวพร้อมกับฝืนเดินตัวตรงเข้าไปหา “กินอะไรกันหรือยัง ยายกวนกระยาสารทเอาไว้ให้แหน่ะ มีกล้วยไข่ของชอบของหนูด้วยนะลูก”
“น้องพราวด์อยากกินค่ะคุณยาย คิดถึงขนมคุณยายที่สุดในโลกเลยค่ะ”
“มาลูกมา ยายจ๋าคิดถึงหนูใจจะขาดแล้วเหมือนกัน พลินพาลูกเข้าบ้านก่อน แม่จะเข้าไปเอาของมาให้กิน”
“แม่ไปนั่งเถอะ พลินยกเองจ้ะ”
พลินเข้าไปประคองมารดาเข้าบ้าน นางพยอมเลยนิ่งไม่ฝืนสังขารตนเองอีกต่อไป พาสองยายหลานนั่งลงตรงโซฟาราคาไม่แพงที่เน้นการใช้งานเป็นหลักเรียบร้อยแล้วจึงเข้าครัวไปยกของที่นางพยอมว่าไว้มาให้บุตรสาว
พอเด็กช่างกินหยิบขนมเข้าปากได้ครู่ใหญ่ ถึงได้หันไปคุยกับนางพยอม “ไปหาหมอกันนะแม่”
นางพยอมหลบตา หยิบขนมที่เลอะปากหลานออกด้วยความเอ็นดู บอก “ไปทำไม แม่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“ก็แม่ล้ม” พลินแย้งเสียงอ่อน แม้มารดาจะดื้อแต่เธอไม่กล้าดุท่าน แม่ก็คือพระในบ้านที่ต้องให้ความเคารพ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พลินกับนางพยอมมีเรื่องขัดแย้งกัน
นางพยอมเบือนหน้าหนี นึกได้ในทันทีว่าใครปากดีเอาไปฟ้องบุตรสาวของตน แต่ก็แกล้งถามไปอย่างนั้นเองเพื่อความมั่นใจ คราวหน้าจะได้กำชับว่าอย่าเอาไปฟ้องพลินอีก นางไม่อยากให้บุตรสาวของนางต้องมาคอยห่วง เท่านี้พลินก็ทุกข์ใจ ลำบากใจมากพอแล้ว จึงไม่อยากเป็นภาระให้อีก
“ใครเอาไปฟ้องล่ะคราวนี้”
“แม่...” เรียกท่านเสียงอ่อนลงอีก
พลินเองก็ไม่ได้อยากเซ้าซี้มารดา แต่เพราะท่านผ่านการผ่าตัดกระดูกสันหลังระดับเอวแล้วยังใส่เหล็กดามเอาไว้ถึงสามข้อ เธอจึงไม่สามารถทำเฉยละเลยอ่อนข้อให้ท่านในเรื่องนี้ได้
“แม่ผ่าหลังนะ แล้วล้มแบบนั้นเหล็กมันเคลื่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ยังไงก็ต้องไปหาหมอนะแม่”
นางพยอมคิดแล้วก็เศร้าใจ หาหมอทีก็ใช้เงิน ไปผ่าหลังมานี่ก็ใช่ว่าใช้สิทธิรักษาฟรีที่ไหน ได้แต่นิ่งไปอึดใจแล้วก็ว่า
“แม่นวดน้ำมันของหลวงลุงไปก็ค่อยยังชั่วแล้วนะพลิน”
“ไม่ได้จ้ะแม่ ยังไงก็ต้องไปหาหมอ ให้หมอตรวจดูหน่อย เกิดเหล็กแม่เคลื่อนออกมาหลวงลุงผ่าให้แม่ได้ไหมล่ะ”
นางพยอมได้รับการผ่าตัดจากหมอออโธปิดิกส์ฝีมือดีที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังเมื่อสี่ปีก่อน และพลินก็ได้รับข้อมูลจากแพทย์และพยาบาลเรื่องข้อห้ามข้อควรระวังของคนที่ต้องผ่าหลังมาพอสมควร หนึ่งในนั้นมีเรื่องที่ระมัดระวังคือการหกล้มรวมอยู่ด้วย
นางพยอมนิ่งไม่ว่าอะไรต่อจากนั้น
พลินยอมให้ตัวเองเจ็บปวดเจ็บช้ำใจได้ แต่จะไม่ยอมให้แม่ต้องมาทนทุกข์กายใจกับเธอโดยเด็ดขาด
“สรุปว่าไปนะแม่ พรุ่งนี้พลินจะพาไป”
“ลำบากเปล่าๆน่า เอาอย่างนี้ถ้ามันปวดขึ้นมาอีกแม่จะไปหาหมอเอง นี่แม่ไม่ปวดแล้วนะ” ต่อรองแล้วเสเปลี่ยนเรื่องคุยเสียเลย“มากันยังไง ใครมาส่ง ค้างบ้านเราไหมคืนนี้”
“อยากค้างเหมือนกันจ้ะ แต่ไม่ได้บอกใครไว้เลย กลัวเขาจะว่าเอาได้ว่าไปไหนมาไหนไม่บอกไม่กล่าว”
นางพยอมพยักหน้าอย่างพอจะเข้าใจ
แล้วสามสาวต่างวัยก็อยู่คุยกัน ทำอาหารด้วยกัน อยู่กินกันจนเย็นย่ำ พลินที่นัดหมายกับคนขับรถเอาไว้ออกมาชะเง้อมองเห็นว่ารถมารอแล้วที่ด้านนอก จึงกลับเข้าบ้านเพื่อไปลามารดา
“อ้าว คุณบารมีมานู่นแล้ว”
เสียงมารดาทักคนที่เดินตามหลังพลินมา หันขวับไปมองพบว่าเป็นบารมีจริงๆแทนที่จะเป็นคนขับรถของไร่ เขามองเธอแวบเดียวด้วยสายตาเฉยเมยแล้วบอกกับนางพยอม
“ผมเพิ่งกลับมาจากธุระครับ เลยแวะรับลูก”
พลินหลบตาเขาวูบเมื่อบารมีมองมา ท่าทางดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร ไม่รู้โกรธอะไรหรือใครมาถึงได้หน้าตาบึ้งตึงแบบนั้น ตอนเห็นเขาแวบแรกเธอดีใจแต่พอได้ยินเขาว่ามารับลูก โดยไม่ได้เอ่ยอะไรถึงเธอเลยก็ให้ใจห่อเหี่ยวลงในทันที
“ค่ะ ค่ะ คุณบารมีอยู่รับประทานอะไรกันก่อนไหมคะ” นางพยอมกระตือรือร้นต้อนรับ
“ไม่เป็นครับ กลัวจะมืด”
“ไปลูกไป คุณเขาจะคอยนาน” นางพยอมหันมาบอกกับเธอ
พลินพยักหน้ารับ กำลังจะเข้าไปอุ้มบุตรสาวที่นั่งตาปรือเพราะอิ่มจัด ก็เห็นว่าบารมีตรงเข้าไปอุ้มเสียก่อน เขาโอบเด็กหญิงพราวนภาเข้ามาไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอม แล้วพยักหน้าให้นางพยอมทำนองว่าลาก่อน ค่อยเดินนำหน้าไปยังรถของเขาที่จอดรอ
พลินมองตามแผ่นหลังของเขา ก่อนถอนหายใจแล้วยกมือไหว้มารดาลาท่านแล้ว กำชับเรื่องอาการเจ็บ ถึงได้หอบหิ้วของเดินตามมา
พบว่าบุตรสาวนอนเหยียดยาวที่เบาะหลังแล้ว พลินยืนมองนิ่ง เพราะไม่เคยต้องนั่งรถไปไหนมาไหนกับบารมีตามลำพังแบบนี้เลยสักครั้ง จึงทำตัวไม่ถูก
“จะไปนั่งที่ท้ายรถก็ได้นะถ้าไม่อยากนั่งข้างหน้า”
แว่วเสียงเขาบอกออกมาคล้ายไม่ใส่ใจ
แล้วก็ให้เหมือนตัวเล็กลงเมื่อเห็นสายตาคมดั่งใบมีดที่บารมีเพียรใช้มองเธอ จึงเดินตัวลีบขึ้นนั่งเบาะด้านหน้าคู่เขา ประหม่าถึงขีดสุด มือไม้ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ตรงไหนดี รู้สึกว่ามันเกะกะรุงรังจนน่าตัดทิ้ง
“คราวหลังจะไปไหนมาไหนช่วยบอกกล่าวด้วย ไม่ใช่ว่าคิดอยากไปไหนก็ไป”
นิ่งรอฟังเจาจบ ก็บอกเสียงแผ่ว
“พลินโทรไปแล้วนะคะแต่ติดต่อคุณไม่ได้”
“ไม่เคยมีใครบอกมาก่อนว่าติดต่อผมทางโทรศัพท์ไม่ได้”
เธอนิ่งไปเมื่อเขาว่ามาแบบนั้น เพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี ดูเหมือนบารมีตัดสินเธอไปแล้วว่าเป็นแบบไหน อย่างไร เลยนั่งเงียบตลอดทางจวบจนรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนคอนกรีตทางเข้าไร่ เห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่มองในระยะไกลขนาดนี้ก็ยังเห็นเป็นคำว่า
‘มากล้นบารมี’
“ไปด้วยกันไหมคะหรือจะรอที่บ้าน” เสียงหวานถามอย่างห่วงใย มองชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าตูมอารมณ์ดูไม่ค่อยดีนัก พอถูกถามเหมือนบีบให้รอที่บ้านมากกว่าจะให้ไปด้วยก็ปรากฏว่าดวงตาคลอฉ่ำนิดๆคล้ายจะร้องไห้ “พี่อยากไป” “เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก พลิน...” ไม่อยากบอกว่าเธออายพยาบาลจริงๆเลย เขาไปด้วยทีไร เจออะไรหน่อยก็อ่อนไหว บอบบางจนต้องร้องไห้ ได้ยินเสียงเธอว่ามาแบบนั้น คนที่อ่อนไหวง่ายมานานกว่าสามถึงสี่เดือนก็น้ำตาชักปริ่มๆจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ “จะไปก็ได้ ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ” “แล้วทำไมถามเหมือนไม่อยากให้พี่ไป อายหมอใช่ไหม มันหล่อนี่ ใช่สิ” “พี่บีคะ”“ไม่ต้องมาเรียกพี่บี” คนที่ขี้งอนขี้ใจน้อยบอกเสียงสะบัดแล้วเดินหนีเข้าห้องไป พลินมองตามแล้วก็ถอนใจเฮือกก่อนจะสาวเท้าตามไปง้อ “งอนอีกแล้ว” “ใช่พี่งอน พลินไม่ใส่ใจพี่เลย ก็รู้ว่าพี่คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็ชอบทำให้พี่น้อยใจ” “พลินไม่ได้ตั้งใจค่ะ พลินขอโทษ” “ก็ได้ ให้อภัย”จู่ๆคนที่บอกว่าคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ให
“ใคร” บารมีตวาดถามมือควานหาไฟในห้อง แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ แล้วเลยสำรวจคนที่นอนอยู่บนเตียง“ผู้หญิงนี่หว่า”หัวใจกระหน่ำสูบฉีดเลือดทันที แล้วก็ให้วุ่นวายไปหมด ด้วยพยายามลุกขึ้นเดินไปที่กระเป๋าเสื้อผ้า เพราะความมึนเมาผสมกับยาปลุกเซ็กซ์ทำให้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจดิ่งลงเหว ไม่อยากรู้แล้วว่าหญิงสาวที่นอนอยู่นี่เป็นใคร ในเมื่อห้องของเขาถูกจัดเอาไว้สำหรับเขาคนเดียว คนที่เข้ามานอนรอย่อมหมายความว่าเต็มใจที่จะร่วมรักกับเขาเปิดออกพบคอนดอมในนั้นอันเดียว“รอดแล้ว”บ่นงึมงำ ก่อนปลดตะขอกางเกงแล้วฉีกซองสีเงินออก สวมใส่เครื่องป้องกันเข้าไปจนสนิทแนบ ทาบลงหาอีกร่างที่นอนนิ่งบนเตียงทันทีปากร้อนผ่าวนาบตามซอกหู กลิ่นหอมแบบที่ไม่เคยคุ้น คล้ายกลิ่นแป้งมากกว่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมราคาแพง พลันภาพในหัวปรากฏเป็นร่างของเด็กสาวกะโปโลคนนั้นวาบขึ้นมา“ระยำ”เสียงสบถของบารมีดังงึมงำขึ้นมาอีก“ยังไม่สิบแปดเลยมั้งนั่น”แล้วจัดแจงเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกจนเปลือยเปล่าพร้อมพรั่งดีแล้ว ดันข้อพับขาของคนใต้ร่างขึ้นง้างงอก่อนดันตัวตนที่แข็งและร้อนจัดเข้าไปภายในช้าๆเนิบนาบ“เวรแล้ว” บารมีอยากสาวตัว
ถึงวันนัดหมาย ญาดาขับรถมาด้วยตัวเองจุดหมายคือบ้านพักชายทะเลที่พลินเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก“เราจะอยู่กันกี่วันคะพี่ดา” พลินถามทันทีที่ลงรถ แววตาเป็นประกาย ดีใจที่ได้มาเที่ยวทะเล และดีใจมากกว่าคือคนที่พาเธอมาเป็นพี่สาวของตัวเอง ตอกย้ำความคิดที่ว่าญาดาช่างงามทั้งกายและใจ อย่างหาใครมาเปรียบเทียบมิได้“อยากอยู่กี่วันล่ะ” ญาดาถามยิ้มๆแทนที่จะตอบคำของน้อง“ฮืม...บรรยากาศดีแบบนี้นะ” พลินที่มาเที่ยวทะเลได้ไม่ถึงสามครั้งดีบอกพร้อมสูดอากาศเข้าปอด ยิ้มแต้ ตอบด้วยสีหน้าทะเล้นนิดๆ “พลินอยากอยู่ตลอดไปเลย ได้ไหมคะ”“งั้นมาช่วยกันยกของลงก่อน แล้วจะให้อยู่ไปเลยตลอดชีวิต เออ...นี่ พี่มีเรื่องจะสารภาพแหละ” ญาดาบอกเสียงอ่อยในตอนท้าย พลินหยุดยิ้ม ถามกลับ“เรื่องอะไรคะพี่ดา” “คือ จริงๆแล้ว ที่พี่ชวนมาเนี่ย คือ มันเป็นงานเลี้ยงฉลองของพี่กับคุณบารมีน่ะ”พลินยังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ถาม “ฉลองอะไรหรือคะ”ญาดากวาดสายตาสำรวจน้องสาวก่อนตอบเสียงราบเรียบ ลอบสังเกตอาการของคนเป็นน้องไปพลาง“งานฉลองสละโสดของพี่กับคุณบารมีน่ะสิ”“ฉลองสละโสด?”พลินทวนคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปวูบ งานเลี้ยงฉลองสละโสดขอ
“รักตอนไหนคะ บอกพลินหน่อย” บารมีนิ่งคิดอยู่ครู่ก่อนจะรวบรวมคำพูดออกมาได้ “ตอนแรกพี่ไม่ได้นึกรักเราหรอก ตอนนั้นพี่สงสารพลินมากกว่า ตอนนั้นพี่ได้แต่สงสาร สงสารเด็กคนนี้จังเลย ทำไมถึงมาเกิดเป็นลูกนายสมวะ ทำไมนายสมไม่รักลูกคนนี้เลยวะ” บารมีสารภาพความจริงเป็นครั้งแรกกับเธอ ก่อนเล่าต่อ “ยิ่งมาเห็นตอนนั้นว่าพี่ปล้ำพลินไปนะ พี่ใจหายเลย ได้แต่ด่าตัวเองว่าไม่น่าทำลายอนาคตเด็กคนนี้เลย แล้วตอนที่เรากับแม่มาบอกว่าท้องนี่พี่จิตตกไปใหญ่ สงสารหนักกว่าเก่าอีกนะเชื่อไหม” บารมีรวบมือเธอมากุมก่อนบอกต่อ “พอแม่พี่บอกว่าจ้างเรามา พี่โกรธมาก โกรธจนเกลียดไปเลยด้วย ว่าทำไมวะ เด็กอายุเท่านี้เองทำไมคิดอะไรตื้นแบบนั้นวะ” “พลินไม่ได้...” “พี่รู้แล้ว พี่รู้ว่าแม่โกหกพี่ พอมารู้ทีหลังนี่พี่รู้สึกเหมือนดิ่งลงเหวเลย ไอ้ความสงสารที่เคยมีให้พลินก่อนหน้านี่แทบจะทับพี่ตาย พอหลังจากนั้นความสงสารมันก็มี...ความรักแทรกเข้ามาด้วย ที่ไม่รู้ว่ารักตอนไหน รู้แต่ว่ารักพลินเพราะพลินพยายามจะเข้าใจพี่ที่สุดพลินรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พลินรู้กาลเทศะ และที
“อย่าเข้ามานะ” “เห็นอยากมีนักไม่ใช่หรือไงวะผัวน่ะ กูนี่ก็เป็นผัวให้มึงได้นะอีคนสวย” “อย่านะ ผัวฉันรู้พวกแกได้ตายไม่มีเหลือแน่ ไอ้โจร ไอ้พวกสวะ” “ผัวคนไหนล่ะจ๊ะ” หนึ่งในคนพวกนั้นถามยิ้มๆ ชี้มือหาตนเองแล้วก็ถามต่อ “ใช่คนนี้ไหม หรือคนนั้น หรือคนโน้น” ก่อนจะชี้มือไปทางพรรคพวกที่ยืนเรียงหน้ารอคิวอยู่ทีละคน เสียงกรีดร้องดังระงมในโกดังร้างแห่งนั้นเอง เจริญขวัญถูกชายฉกรรจ์ร่วมสิบคนรุมทึ้ง เนื่องจากคนที่เธอว่าจ้างให้ยิงพลิน มาขอเงินงวดสุดท้าย แต่เพราะพลินไม่ตายอย่างที่ตกลงกันเอาไว้ เธอเลยคิดจะเบี้ยวไม่จ่าย พวกมันใช่คนดีที่ไหน รับเงินว่าจ้างให้ฆ่าคนก็ไม่ใช่คนดีเท่าไรนักหรอก เจริญขวัญคร่ำครวญขู่ไม่เลิกว่าเธอจะตามสามีของเธอมาฆ่าพวกมันให้หมดทุกคน แต่สามีคนไหนล่ะที่หมายถึง ไม่นานก็มีศพหญิงสาวลอยอืดอยู่ในคลองใกล้โกดังร้างแห่งนั้น “มีกิจกรรมสองอย่างที่มนุษย์ทำได้ครั้งแรก แล้วครั้งต่อไปก็จะทำได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มต้นฝึกใหม่” พลินที่เพิ่งวางถาดขนมและเครื่องดื่มของบุตรสาวลงบนโต๊ะ ละสาย
“หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม”บารมีทำตัวได้มึนมาก เขาถามคำถามเดิมทุกๆวันที่มา พูดแบบเดิมว่าไม่หย่า ขอร้องแบบเดิมๆจนพลินได้แต่ทอดถอนใจในความเป็นบารมี บอกเนือยๆ “พลินไม่ได้โกรธใครค่ะ” “ถ้าไม่ได้โกรธ ก็ต้องไม่หย่านะ” มองนิ่งๆไปที่เขาก่อนพูดเสียงเรียบ “พลินไม่ชอบคนเผด็จการ” “พี่เผด็จการหรือ” พอเห็นสายตาของพลิน คนเผด็จการก็ยกมือขึ้นยอมจำนน บอกเสียงอ่อย “ก็ได้ ก็ได้ พี่จะไม่เผด็จการ” เขาน่ะหรือไม่เผด็จการ ถ้าไม่เผด็จการจริงๆจะมัดมือเธอชกด้วยการเร่งเร้าให้จดทะเบียนสมรสกันโดยที่เธอไม่ได้มีเวลาคิดทบทวนเลยได้อย่างไร แล้วพอตอนขอหย่า ก็ยังเสียงแข็งใส่เธออีกว่ายังไงก็ไม่ยอมหย่า “พลินไม่ชอบให้ใครมาบังคับ” ยังนึกถึงที่เขาขืนใจเธอคราวนั้นได้ก็ไม่อยากยกขึ้นมาพูดอีก บารมียอมถอย “โอเค พี่ไม่บังคับ” “ถ้าอย่างนั้น หย่าให้พลินเถอะค่ะ” “พลิน...พี่ขอโอกาสอีกครั้งได้ไหม พี่สัญญาว่าพี่จะไม่เผด็จการ ไม่บังคับพลิน” นิ่งคิดอยู่นานก็ถูกคนเผด็จการที่ชอบบังคับสวมกอดเสียแน่น







