تسجيل الدخولญาดานั่งรอเงียบๆตรงมุมมืดอยู่อย่างนั้นนานร่วมชั่วโมงเห็นจะได้ คิดสะระตะวุ่นวายอยู่ในหัวถึงเรื่องราวหลายๆอย่างในชีวิตไล่เรียงมาจนหยุดความคิดอยู่ที่เรื่องราวครั้งเมื่อสี่ปีก่อน รวมไปถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นด้วย
พลันประตูห้องเปิดออก พร้อมร่างของชายหนุ่มอีกคนที่เธอยอมตามเขามาไกลถึงบอสตันเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
“ไปไหนมาคะอสิตย์”
ถามจากมุมที่นั่งรอ เห็นเขาสะดุ้งเล็กน้อย คงตกใจ ก่อนยกมือขึ้นลูบใบหน้าตอบเสียงที่พอฟังออกว่ามึนเมามา
“ไม่นอนอีกหรือไง เดี๋ยวหน้าไม่ตึงก็มาบ่นอีก”
ญาดาสูดหายใจแรงๆเข้าออกหลายๆครั้งติดกัน เมื่อได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ เสียงที่เอ่ยถามจึงสูงตามแรงอารมณ์ในขณะนั้นไปด้วย
“ดาถาม...ว่าคุณไปไหนมา” ย้ำด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
“ไปดื่มกับเพื่อนนิดหน่อยน่า”
ญาดาลุกพรวด เดินเข้ามาจนใกล้ชายผู้เป็นสามีทางพฤตินัย โน้มหน้าลงไปหาหน่อยเดียว แล้วชักสีหน้า “ทำไมมีกลิ่นน้ำหอมติดมาด้วย คุณไม่ได้ใช้กลิ่นตอแหลแบบนี้นี่คะ”
“ดูพูดเข้า” อสิตย์เลี่ยงไปอีกทางเพื่อลดแรงประทะ แต่แล้วญาดากลับเดินตาม เธอต้องการการประทะ ไม่ต้องการให้เรื่องจบแบบครั้งก่อนที่เขาบ่ายเบี่ยงไม่ตอบเธออีกแล้ว เป็นอย่างไรก็ให้เป็นกันหากวันนี้ต้องแตกหัก เธอยอม
“คุณมีคนอื่นใช่ไหมอสิตย์”
“อย่าจับผิดกันนักเลยดา ที่ร้านคนมันเยอะ ก็ต้องมีเดินชนเดินเบียดกันบ้างสิ”
ญาดากดมุมปากลง เบ้หน้าก่อนถามเสียงหยัน มองกราดคนตรงหน้าขึ้นลงรอบเดียว สายตาสะดุดอยู่ที่กระเป๋ากางเกงของเขา
“แล้วนี่ เบียดกันแบบไหนคะถึงมีจีสตริงสีแปร๋นติดกระเป๋าคุณมาด้วย” ว่าจบ เอื้อมมือออกไปคว้าชิ้นผ้าที่ห้อยแร่งอยู่ อสิตย์ดึงกลับตวาดให้บ้าง
“ทำตัวแบบนี้ไง ผมถึงต้องติดจีสตริงคนอื่นมาด้วยน่ะ”
ญาดาผลักอกอสิตย์เต็มแรง ตวาดถามดังลั่นห้อง
“ฉันทำตัวยังไง”
“เอาเถอะ ถ้ายังไม่รู้ตัว ผมก็จนปัญญากับคุณแล้ว” ชายที่เคยบอกว่าเธอสวย เธอน่ารัก และเขาจะรักเธอคนเดียวไปจนวันตายพูดจบ ส่ายหน้า ทำท่าจะปลีกตัวไป ญาดาตวาดเรียกเขาอีกครั้ง
“อสิตย์! ถ้าคุณเดินหนีดาแบบนี้ก็จบกันไปเลยนะ ไม่ต้องมายุ่ง ไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกันอีกแล้ว เลิกกันไปเลย!”
แต่อสิตย์ไม่หือไม่อือแล้วก็ไม่อยู่ฟังด้วย
ชายที่เธอเลือกเขามาเป็นสามีเดินจากไปแล้ว และญาดาก็เครียดหนัก เธอปวดหัวจี๊ดเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่วาดหวังเอาไว้เลยสักเรื่องเดียว เธอคิดผิดแท้ๆที่หนีผู้ชายอย่างบารมี เพื่อมาอยู่กินกับอสิตย์
บารมีชอบเธอ เผลอๆคงเข้าขั้นรักหลงอย่างหนักดูจากที่เขาลงทุนพาผู้ใหญ่มาทาบทามสู่ขอเธอกับพ่อ ไหนจะสินสอดนั่นอีก เขาคลั่งไคล้เธอมากแค่ไหนใครๆก็บอกแบบนั้น แล้วผีป่าซาตานตนไหนที่มันเข้าสิงเธอ ให้มองว่าอสิตย์ดีกว่าบารมี
ที่หนีตามอสิตย์มาอยู่ที่นี่ หนึ่งเพราะเห็นว่าเป็นลูกชายนักการเมืองใหญ่โตในจังหวัด และอสิตย์ยังเปิดบริษัทระดมเงินทุนเพื่อลงทุนในตลาดหุ้นอีกด้วย คิดว่าจะรุ่งที่ไหนได้ตอนนี้ร่วงกราวเลยทีเดียว ทั้งยังถูกปิด ถูกแฉ ถูกตามตัวกันให้ควั่กข้อหาฉ้อโกง จนต้องอยู่เงียบๆมาเป็นปีร่วมสองปีนี่แล้ว รายรับของอสิตย์จึงเข้าขั้นวิกฤต เพราะเขาไม่ได้หยิบจับทำงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันอีกเลย แล้วยังพฤติกรรมนอกลู่นอกทางนั่นด้วยที่ทำให้เธอมองเขาไม่หล่อเหลาดังเก่าอีกต่อไป เมื่อก่อนญาดาใช้สมองส่วนไหนมองผู้ชายแบบอสิตย์กัน ถึงได้เห็นว่าผู้ชายแบดบอยแบบอสิตย์ดูหล่อดูเท่ดี แล้วตอนนี้สิ มันแบด มันแย่จนน่าสะอิดสะเอียนอย่างที่สุด เธอจะต้องหาทางไปจากอสิตย์
และอีกหนึ่งก็เพราะเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นที่ผลักดันให้เธอทิ้งบารมีมาอย่างง่ายดาย วันที่เธอเห็นพลิน น้องสาวของเธอนอนเปลือยกายอยู่บนเตียงกับบารมีก็เลยทำให้ตัดสินใจที่จะทิ้งบารมีมากับอสิตย์
ช่างประไรเล่า เรื่องแค่นั้นเธอไม่ถือสาหรอก
และหากว่าเธอจะกลับไปหาบารมีตอนนี้ยังทันไหม
ญาดาครุ่นคิดเสี้ยววินาทีก่อนตอบตัวเอง คิดว่าน่าจะทัน
จำได้ว่าเขาออกจะหลงใหลเธอปานนั้น บารมีน่าจะยังคลั่งรักเธออยู่ ญาดาลุกขึ้นเดินไปส่องดูตัวเองในกระจกเงาที่สะท้อนออกมา เธอยังดูสวยอยู่เลย คิดเข้าข้างตนเองพร้อมวางแผนในหัวเป็นฉาก ชีวิตของเธอจะต้องไม่มีวันตกต่ำ หากเธอได้กลับไปหาบารมีอีกครั้ง ส่วนเรื่องที่พลินเคยเป็นเมียบารมีก็ช่างประไร ได้ข่าวว่าเขาไม่ได้ยกย่องเชิดชูตกแต่งให้ด้วยซ้ำ แล้วลงมือเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านเกิดของตนเอง
“พลิน”
เสียงเรียกชื่อดังตามหลังมา ขณะที่พลินกำลังเดินตรงสู่ห้องครัว ส่วนเด็กหญิงพราวนภานั้นเล่นอยู่กับสองสาวคนรับใช้ที่อาสาคอยดูให้ในตอนที่เธอต้องทำมื้อกลางวันให้ลูก พลินหันไปมองก็พบว่าเป็นเพื่อนคนที่สนิทที่สุดของเธอนั่นเอง เหตุการณ์เมื่อตอนเช้ายังก่อความรู้สึกหนึ่งในใจไม่จางหาย มันไวเกินไป จนพลินตั้งรับไม่ทัน ยิ้มเจื่อนๆเอ่ยตอบไป
“ว่าไงหนึ่ง”
น้ำหนึ่งมองพลิน เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วถึงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าลำบากใจ
“เรื่องของหนึ่งกับคุณบารมี...”
พลินรีบยิ้มให้กว้างเข้าไว้แล้วว่า
“หนึ่งไม่ต้องคิดมากนะ ไม่ต้องบอกอะไรพลินหรอก พลินเข้าใจดีจ้ะ”
น้ำหนึ่งมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ถามกลับ “พลินเข้าใจว่ายังไง”
นั่นสิ เธอเข้าใจภาพเหตุการณ์เมื่อคืนและเมื่อตอนเช้านี้ว่าอย่างไรบ้าง พลินเม้มปากเมื่อถูกย้อนถามแบบนั้น ถอนใจยาวเหยียด เอ่ยปากออกมาอย่างไม่ให้ฟังว่าน่าเกลียดเกินไป
“ก็...คุณบารมีเป็นผู้ชาย แล้วหนึ่งกับเขาก็คง...คงกำลังคบกันอยู่ เป็นธรรมดามั้งที่ต้องไปมาหาสู่กันน่ะ”
น้ำหนึ่งถอนหายใจอีก แล้วถาม “พลินไม่หึงหรือ”
“บ้า!” พลินว่าออกมาสั้นๆคำเดียว “พลินไม่มีสิทธิ์หึงคุณบารมีหรอกหนึ่ง”
“ทำไมล่ะ”
“พลินกับคุณบารมีไม่ได้เป็นอะไรกันนี่”
“แต่พลินมีลูกกับคุณบารมีนะ”
พลินถอนหายใจเฮือก เมินมองไปทางอื่น
“คนสองคนที่จะหึงหวงกันได้ มันต้องมีความรักเป็นพื้นฐานหรือเปล่าหนึ่ง หนึ่งก็รู้นี่ว่าน้องพราวด์ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความรักเลยน่ะ”
“ไปด้วยกันไหมคะหรือจะรอที่บ้าน” เสียงหวานถามอย่างห่วงใย มองชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าตูมอารมณ์ดูไม่ค่อยดีนัก พอถูกถามเหมือนบีบให้รอที่บ้านมากกว่าจะให้ไปด้วยก็ปรากฏว่าดวงตาคลอฉ่ำนิดๆคล้ายจะร้องไห้ “พี่อยากไป” “เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก พลิน...” ไม่อยากบอกว่าเธออายพยาบาลจริงๆเลย เขาไปด้วยทีไร เจออะไรหน่อยก็อ่อนไหว บอบบางจนต้องร้องไห้ ได้ยินเสียงเธอว่ามาแบบนั้น คนที่อ่อนไหวง่ายมานานกว่าสามถึงสี่เดือนก็น้ำตาชักปริ่มๆจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ “จะไปก็ได้ ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ” “แล้วทำไมถามเหมือนไม่อยากให้พี่ไป อายหมอใช่ไหม มันหล่อนี่ ใช่สิ” “พี่บีคะ”“ไม่ต้องมาเรียกพี่บี” คนที่ขี้งอนขี้ใจน้อยบอกเสียงสะบัดแล้วเดินหนีเข้าห้องไป พลินมองตามแล้วก็ถอนใจเฮือกก่อนจะสาวเท้าตามไปง้อ “งอนอีกแล้ว” “ใช่พี่งอน พลินไม่ใส่ใจพี่เลย ก็รู้ว่าพี่คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็ชอบทำให้พี่น้อยใจ” “พลินไม่ได้ตั้งใจค่ะ พลินขอโทษ” “ก็ได้ ให้อภัย”จู่ๆคนที่บอกว่าคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ให
“ใคร” บารมีตวาดถามมือควานหาไฟในห้อง แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ แล้วเลยสำรวจคนที่นอนอยู่บนเตียง“ผู้หญิงนี่หว่า”หัวใจกระหน่ำสูบฉีดเลือดทันที แล้วก็ให้วุ่นวายไปหมด ด้วยพยายามลุกขึ้นเดินไปที่กระเป๋าเสื้อผ้า เพราะความมึนเมาผสมกับยาปลุกเซ็กซ์ทำให้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจดิ่งลงเหว ไม่อยากรู้แล้วว่าหญิงสาวที่นอนอยู่นี่เป็นใคร ในเมื่อห้องของเขาถูกจัดเอาไว้สำหรับเขาคนเดียว คนที่เข้ามานอนรอย่อมหมายความว่าเต็มใจที่จะร่วมรักกับเขาเปิดออกพบคอนดอมในนั้นอันเดียว“รอดแล้ว”บ่นงึมงำ ก่อนปลดตะขอกางเกงแล้วฉีกซองสีเงินออก สวมใส่เครื่องป้องกันเข้าไปจนสนิทแนบ ทาบลงหาอีกร่างที่นอนนิ่งบนเตียงทันทีปากร้อนผ่าวนาบตามซอกหู กลิ่นหอมแบบที่ไม่เคยคุ้น คล้ายกลิ่นแป้งมากกว่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมราคาแพง พลันภาพในหัวปรากฏเป็นร่างของเด็กสาวกะโปโลคนนั้นวาบขึ้นมา“ระยำ”เสียงสบถของบารมีดังงึมงำขึ้นมาอีก“ยังไม่สิบแปดเลยมั้งนั่น”แล้วจัดแจงเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกจนเปลือยเปล่าพร้อมพรั่งดีแล้ว ดันข้อพับขาของคนใต้ร่างขึ้นง้างงอก่อนดันตัวตนที่แข็งและร้อนจัดเข้าไปภายในช้าๆเนิบนาบ“เวรแล้ว” บารมีอยากสาวตัว
ถึงวันนัดหมาย ญาดาขับรถมาด้วยตัวเองจุดหมายคือบ้านพักชายทะเลที่พลินเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก“เราจะอยู่กันกี่วันคะพี่ดา” พลินถามทันทีที่ลงรถ แววตาเป็นประกาย ดีใจที่ได้มาเที่ยวทะเล และดีใจมากกว่าคือคนที่พาเธอมาเป็นพี่สาวของตัวเอง ตอกย้ำความคิดที่ว่าญาดาช่างงามทั้งกายและใจ อย่างหาใครมาเปรียบเทียบมิได้“อยากอยู่กี่วันล่ะ” ญาดาถามยิ้มๆแทนที่จะตอบคำของน้อง“ฮืม...บรรยากาศดีแบบนี้นะ” พลินที่มาเที่ยวทะเลได้ไม่ถึงสามครั้งดีบอกพร้อมสูดอากาศเข้าปอด ยิ้มแต้ ตอบด้วยสีหน้าทะเล้นนิดๆ “พลินอยากอยู่ตลอดไปเลย ได้ไหมคะ”“งั้นมาช่วยกันยกของลงก่อน แล้วจะให้อยู่ไปเลยตลอดชีวิต เออ...นี่ พี่มีเรื่องจะสารภาพแหละ” ญาดาบอกเสียงอ่อยในตอนท้าย พลินหยุดยิ้ม ถามกลับ“เรื่องอะไรคะพี่ดา” “คือ จริงๆแล้ว ที่พี่ชวนมาเนี่ย คือ มันเป็นงานเลี้ยงฉลองของพี่กับคุณบารมีน่ะ”พลินยังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ถาม “ฉลองอะไรหรือคะ”ญาดากวาดสายตาสำรวจน้องสาวก่อนตอบเสียงราบเรียบ ลอบสังเกตอาการของคนเป็นน้องไปพลาง“งานฉลองสละโสดของพี่กับคุณบารมีน่ะสิ”“ฉลองสละโสด?”พลินทวนคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปวูบ งานเลี้ยงฉลองสละโสดขอ
“รักตอนไหนคะ บอกพลินหน่อย” บารมีนิ่งคิดอยู่ครู่ก่อนจะรวบรวมคำพูดออกมาได้ “ตอนแรกพี่ไม่ได้นึกรักเราหรอก ตอนนั้นพี่สงสารพลินมากกว่า ตอนนั้นพี่ได้แต่สงสาร สงสารเด็กคนนี้จังเลย ทำไมถึงมาเกิดเป็นลูกนายสมวะ ทำไมนายสมไม่รักลูกคนนี้เลยวะ” บารมีสารภาพความจริงเป็นครั้งแรกกับเธอ ก่อนเล่าต่อ “ยิ่งมาเห็นตอนนั้นว่าพี่ปล้ำพลินไปนะ พี่ใจหายเลย ได้แต่ด่าตัวเองว่าไม่น่าทำลายอนาคตเด็กคนนี้เลย แล้วตอนที่เรากับแม่มาบอกว่าท้องนี่พี่จิตตกไปใหญ่ สงสารหนักกว่าเก่าอีกนะเชื่อไหม” บารมีรวบมือเธอมากุมก่อนบอกต่อ “พอแม่พี่บอกว่าจ้างเรามา พี่โกรธมาก โกรธจนเกลียดไปเลยด้วย ว่าทำไมวะ เด็กอายุเท่านี้เองทำไมคิดอะไรตื้นแบบนั้นวะ” “พลินไม่ได้...” “พี่รู้แล้ว พี่รู้ว่าแม่โกหกพี่ พอมารู้ทีหลังนี่พี่รู้สึกเหมือนดิ่งลงเหวเลย ไอ้ความสงสารที่เคยมีให้พลินก่อนหน้านี่แทบจะทับพี่ตาย พอหลังจากนั้นความสงสารมันก็มี...ความรักแทรกเข้ามาด้วย ที่ไม่รู้ว่ารักตอนไหน รู้แต่ว่ารักพลินเพราะพลินพยายามจะเข้าใจพี่ที่สุดพลินรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พลินรู้กาลเทศะ และที
“อย่าเข้ามานะ” “เห็นอยากมีนักไม่ใช่หรือไงวะผัวน่ะ กูนี่ก็เป็นผัวให้มึงได้นะอีคนสวย” “อย่านะ ผัวฉันรู้พวกแกได้ตายไม่มีเหลือแน่ ไอ้โจร ไอ้พวกสวะ” “ผัวคนไหนล่ะจ๊ะ” หนึ่งในคนพวกนั้นถามยิ้มๆ ชี้มือหาตนเองแล้วก็ถามต่อ “ใช่คนนี้ไหม หรือคนนั้น หรือคนโน้น” ก่อนจะชี้มือไปทางพรรคพวกที่ยืนเรียงหน้ารอคิวอยู่ทีละคน เสียงกรีดร้องดังระงมในโกดังร้างแห่งนั้นเอง เจริญขวัญถูกชายฉกรรจ์ร่วมสิบคนรุมทึ้ง เนื่องจากคนที่เธอว่าจ้างให้ยิงพลิน มาขอเงินงวดสุดท้าย แต่เพราะพลินไม่ตายอย่างที่ตกลงกันเอาไว้ เธอเลยคิดจะเบี้ยวไม่จ่าย พวกมันใช่คนดีที่ไหน รับเงินว่าจ้างให้ฆ่าคนก็ไม่ใช่คนดีเท่าไรนักหรอก เจริญขวัญคร่ำครวญขู่ไม่เลิกว่าเธอจะตามสามีของเธอมาฆ่าพวกมันให้หมดทุกคน แต่สามีคนไหนล่ะที่หมายถึง ไม่นานก็มีศพหญิงสาวลอยอืดอยู่ในคลองใกล้โกดังร้างแห่งนั้น “มีกิจกรรมสองอย่างที่มนุษย์ทำได้ครั้งแรก แล้วครั้งต่อไปก็จะทำได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มต้นฝึกใหม่” พลินที่เพิ่งวางถาดขนมและเครื่องดื่มของบุตรสาวลงบนโต๊ะ ละสาย
“หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม”บารมีทำตัวได้มึนมาก เขาถามคำถามเดิมทุกๆวันที่มา พูดแบบเดิมว่าไม่หย่า ขอร้องแบบเดิมๆจนพลินได้แต่ทอดถอนใจในความเป็นบารมี บอกเนือยๆ “พลินไม่ได้โกรธใครค่ะ” “ถ้าไม่ได้โกรธ ก็ต้องไม่หย่านะ” มองนิ่งๆไปที่เขาก่อนพูดเสียงเรียบ “พลินไม่ชอบคนเผด็จการ” “พี่เผด็จการหรือ” พอเห็นสายตาของพลิน คนเผด็จการก็ยกมือขึ้นยอมจำนน บอกเสียงอ่อย “ก็ได้ ก็ได้ พี่จะไม่เผด็จการ” เขาน่ะหรือไม่เผด็จการ ถ้าไม่เผด็จการจริงๆจะมัดมือเธอชกด้วยการเร่งเร้าให้จดทะเบียนสมรสกันโดยที่เธอไม่ได้มีเวลาคิดทบทวนเลยได้อย่างไร แล้วพอตอนขอหย่า ก็ยังเสียงแข็งใส่เธออีกว่ายังไงก็ไม่ยอมหย่า “พลินไม่ชอบให้ใครมาบังคับ” ยังนึกถึงที่เขาขืนใจเธอคราวนั้นได้ก็ไม่อยากยกขึ้นมาพูดอีก บารมียอมถอย “โอเค พี่ไม่บังคับ” “ถ้าอย่างนั้น หย่าให้พลินเถอะค่ะ” “พลิน...พี่ขอโอกาสอีกครั้งได้ไหม พี่สัญญาว่าพี่จะไม่เผด็จการ ไม่บังคับพลิน” นิ่งคิดอยู่นานก็ถูกคนเผด็จการที่ชอบบังคับสวมกอดเสียแน่น







