ANMELDENค่ำคืนของวันที่เกิดเรื่อง นางจงใจรอคอยการมาเยือนของโจวเช่อ และเขาก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง นางเดินออกไปยังลานหน้าเรือนซอมซ่อของเรือนหลังจวนตระกูลหยวน โยนท่อนไม้ไผ่ที่ตนลงมือเหลากับมือ
‘ห้ามใช้กำลังภายใน’ นางต่อรอง
โจวเช่อเองแม้รับท่อนไม้ไผ่ไปแต่กลับยืนมองหน้านางอย่างงงงัน
‘มิใช่สงสัยหรือว่าข้าทำอย่างไรให้คุณชายห้าขาหักโดยไม่มีใครสงสัย’ นางยิ้มที่มุมปาก ‘ยั้งมือด้วย’ นางกล่าวพร้อมกับจับด้ามกระบี่ไม้ไผ่แน่น จากนั้นก็พุ่งตัวเข้าจู่โจมโจวเช่อ
ความคล่องแคล่วรวดเร็ว รวมไปถึงกระบวนท่าทีพิสดาร ทำให้โจวเช่อได้แต่ลอบตื่นตระหนก จริงอยู่นางไม่อาจเอาชนะเขาได้ เพราะนางไร้ความแข็งแกร่งและไร้ลมปราณ
ถึงอย่างนั้นคนที่สามารถต้อนเขา จนเกือบพลั้งมือใช้กำลังภายในหลายครั้ง กลับเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบสี่ ทั้งยังเป็นคุณหนูเจ็ดตระกูลหยวนผู้อ่อนแอในวันวาน
ไม่นานเขาก็เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำดังคาด กระบี่ไม้ไผ่ของหยวนหรูจ่อลงไปยังขั้วหัวใจของเขา โดยที่กระบี่ในมือของเขาทำได้เพียงหยุดอยู่ที่หัวไหล่ของนางเท่านั้น
‘เพลงกระบี่ของเจ้าอ่อนด้อยจนเกินไป กระบี่ก็เบาจนเจ้าไม่อาจกะน้ำหนักให้เหมาะสม เจ้าต้องหากระบี่ใหม่ กระบี่ที่เหมาะกับเพลงกระบี่ตระกูลซือถู’
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองนางราวกับมองคนเสียสติ แต่นางกลับไม่สะทกสะท้าน ‘ให้เวลาเจ้าใคร่ครวญสามวัน หากตัดสินใจว่าจะเป็นคนของข้า ให้มาหาข้าเวลาเดียวกันนี้ หากไม่ก็ถือเสียว่าเราไม่เคยพบและไม่รู้จักกัน’
‘ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้น’
‘ห้าร้อยปีก่อนเคยมีพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง นามนั้นคือหอกระเรียนหยก บุรุษที่เคยเป็นหัวหน้าพรรคนามว่าเสียนหวงอี้’
‘เขาเป็นใคร’
‘เอาเป็นว่าข้ารู้จักเขา ขอเพียงเจ้าหาประวัติของเขาพบ การจะรู้จักข้านั้นไม่ยาก’
ยืนครุ่นคิดและมองหยวนหรูตรงหน้า โจวเช่อได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความเคลือบแครง “ข้ามีเรื่องหนึ่งสงสัย”
“หาเขาพบแล้วกระมัง” ไม่คาดว่านางจะเดาออก
“ท่านจะเป็นคนรู้จักกับเจ้าสำนักฝ่ายธรรมะผู้โด่งดังผู้นั้นได้อย่างไร ในเมื่อเขาตายไปเกือบห้าร้อยปีแล้ว
“ข้าไม่ได้รู้จักเขา แต่ข้าเป็นคนสังหารเขา”
ในยามที่กล่าวน้ำเสียงของนางแฝงเอาไว้ด้วยรังสีอำมหิตจนเขารู้สึกได้ เพียงแต่มันช่างสวนทางกับบุคลิกของเด็กสาววัยสิบสี่ยิ่งนัก
“ช้าก่อน!” โจวเช่อชะงัก “คนที่สังหารเสียนหวงอี้...แซ่ซือถู...นางมารพรรคหงส์เหิน หรือว่าท่านก็คือซือถูชิงหลัน”
หยวนหรูกลอกตา “เจ้าไปได้ชื่อนี้มาจากที่ใด หรือที่บันทึกเอาไว้เป็นเช่นนี้ ซือถูชิงหลันอยากแต่งเข้าตระกูลเสียน นางจะลงมือสังหารเสียนหวงอี้ได้อย่างไรกัน”
โจวเช่อเองก็คล้ายลังเล เขาลอบติดสินบนขันทีผู้หนึ่ง เพื่อให้เขาได้เข้าไปค้นหอจดหมายเหตุของวังหลวง และที่นั่นมีเพียงบันทึกเล่มเดียวที่กล่าวถึงบุรุษนามเสียนหวงอี้
“ช้าก่อน ซือถูชิงหลันมีพี่สาว เสียนหวงอี้เองก็มีน้องชายผู้หนึ่ง เสียน...”
“เสียนหวงเฟิง”
โจวเช่อเองก็คล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ เขามองเด็กสาวตรงหน้าก่อนพยายามนึกถึงเรื่องต่างๆ ที่ได้อ่าน “แต่ในนั้นบันทึกเอาไว้เช่นนั้นจริงๆ ซือถูชิงหลันลงมือสังหารเสียนหวงอี้เพราะนางถูกหลอกใช้ กระทั่งทำให้พรรคมารและฝ่ายธรรมะล่มสลาย สองพรรคใหญ่ไร้ผู้นำ ทำให้ยุทธภพสั่นคลอน”
อา...น้องสาวของนางกับเสียนหวงเฟิงช่างเก่งกาจ
“ในที่สุดนางก็ตาสว่าง นามของข้าไม่มีในจารึกล้วนไม่เป็นไร นามของเสียนหวงเฟิงยิ่งไม่สำคัญให้เอ่ยถึง”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“เสียนหวงเฟิงและเสียนหวงอี้ แท้จริงแล้วพวกเขาคือฝาแฝด ข้าสังหารเสียนหวงอี้ต่อมาคิดว่าเขาคงปลอมตัวเป็นพี่ชาย หลังจากที่หลอกล่อให้น้องสาวของข้าสังหารข้า คนอย่างเสียนหวงเฟิงคงไม่จริงใจกับผู้ใด น้องสาวผู้โง่งมของข้าคงรู้เรื่องนี้ต่อมา ดังนั้นนางจึงลงมือสังหารเขา” หยวนหรูแค่นหัวเราะแต่กลับไม่รู้สึกขัน
“ช่างเถิด ข้าล้วนไม่ติดค้างผู้ใด คิดแค้นไปแล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อคนก็ล้วนตายไปแล้ว” นางถอนหายใจออกมา
“ผู้อาวุโส” โจวเช่อมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเชื่อในสิ่งที่นางกล่าวอย่างไม่ต้องสงสัย
เห็นท่าทีของเขาหยวนหรูก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อาจารย์ของเจ้าถูกฝังอยู่ที่ใด”
“เมืองฉงชิ่ง”
“คุกเข่าไปทางนั้น” นางสั่งและเขาก็ทำตามด้วยใบหน้างงงัน “คารวะเขา พร้อมกับบอกเขาว่าวันนี้เจ้าจะรับอาจารย์อีกคน คนที่จะช่วยเจ้าแก้แค้น ไม่ลุล่วงไม่เลิกรา”
โจวเช่อชะงักงันไปครู่ใหญ่ เขาเงยหน้าขึ้นจ้องใบหน้าอ่อนเยาว์ของหยวนหรู แต่เมื่อมองเห็นแววตาเรียบเฉยดุดัน เขาก็ตัดสินใจได้ในทันที
“เอาละคุกเข่าให้ข้า พร้อมกับกล่าวสาบาน”
เขาทำตามอย่างว่าง่าย
“เพลงกระบี่และเคล็ดวิชาที่ข้าสอนให้ เจ้าไม่อาจส่งมอบให้ผู้อื่นทั้งยังไม่อาจรับศิษย์ แต่หากเจ้ามีทายาทที่เป็นสายเลือดของเจ้าเอง ไม่ว่าหญิงหรือชาย เจ้าสามารถส่งต่อให้เขา เช่นสมบัติที่ตกทอดของตระกูล”
โจวเช่อตกตะลึง “ท่าน...พูดจริงหรือ”
“ข้ายังพูดไม่จบ”
“ขอรับ”
“แต่เจ้าไม่อาจเอ่ยถึงนามของข้าแม้ครึ่งคำ หากผู้ใดถามเจ้าก็บอกว่าอาจารย์ผู้ล่วงลับผู้นั้นเป็นคนสอนให้เจ้า เรื่องทั้งหมดระหว่างเจ้ากับข้าต้องเก็บเป็นความลับห้ามแพร่งพราย”
“ข้าน้อยทราบแล้ว”
“ศิษย์ทราบแล้ว” นางแก้ให้เขา
“ขอรับอาจารย์ ศิษย์ทราบแล้ว”
หยวนหรูพยักหน้า “ข้าไม่อาจใช้วิธีอื่น นอกจากเจ้าต้องแสดงถึงความจริงใจให้ข้าเห็น ข้าให้เจ้าคุกเข่ารับข้าเป็นอาจารย์เพราะเล็งเห็นว่าเจ้าเห็นอาจารย์ของเจ้าสำคัญกว่าชีวิต เจ้าเดินทางเข้าเมืองอู่โจวไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อแก้แค้นแทนอาจารย์ ดังนั้นข้าจึงเลือกที่จะเชื่อใจเจ้า”
แต่หากไม่นางก็มีวิธีกำจัดเขา และหวังว่านางคงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น!!!
“ต่อหน้าผู้อื่นข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนเจ้าเป็นอาจารย์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจเช่นนั้น แต่หากไม่มีผู้ใดโดยรอบเรื่องนั้นแล้วแต่เจ้า”
“คุณหนูเจ็ดผู้นี้...” เฟิงเสวียนคุนยังคงมองตรงไปยังทิศทางที่รถม้าจากไป “ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ แต่เรื่องในวันนี้อาจอยู่ในความคาดหมายของนางแล้ว”“หมายความว่าอย่างไร”“เจ้าลืมไปแล้วหรือ นางมองออกไปนอกระเบียงตลอด หลังจากนั้นก็พูดว่า ‘มากันแล้ว’ ไม่นานบ่าวนางนั้นก็พาคนพรวดพราดเข้าไป”หม่าเซียวคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ “รวมเรื่องที่พบเราด้วยหรือ”“ข้าว่าเรื่องที่ได้พบเราสองคนคือเรื่องที่นางไม่คาดคิดมาก่อน เพียงแต่เรื่องนี้ข้าว่ามีบางอย่างแปลกๆ หากนางคือคนที่ท่านลุงหยวนเลือกจริง ออกมาเดินเล่นข้างนอกย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เหตุใดท่านป้าต้องส่งบ่าวไพร่มากมายมาพากลับจวน เพียงส่งคนมาบอกกล่าวก็ใช้ได้แล้ว อีกอย่างคุณหนูเจ็ดมาเยือนหอฟางจื่อ เหตุใดต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย”“อา...ข้าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย จะว่ากันตามตรงแล้วนางเองก็เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอดีตฮูหยินเอกของท่านลุงหยวน เสียดายที่พี่ชายของนางมาสิ้นใจไปเสียก่อน หาไม่เขาที่เป็นถึงบุตรชายคนโตหรือจะปล่อยให้น้องสาว...” หม่าเซียวตบปากตัวเองเบาๆ “ไม่พูดแล้วๆ ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น”“บางทีข่าวลือก็อาจไม่จริงเสมอไป เห็นชัดว่าคุณหนูเจ็ดผู้นี้ไ
“ตระกูลหยวนทำให้ข้าเปิดหูเปิดตาแล้ว ไม่บอกกล่าวกลับเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา ไม่ทันมองให้ดีทั้งยังไม่ขออนุญาตกลับเปิดปาก คุณหนูไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านนี้คือผู้ใดและมีหน้าที่ใดในตระกูลหยวนหรือ” หม่าเซียวกล่าวเสียงเรียบ“ขออภัยคุณชายหม่า นางเป็นเพียงบ่าวของท่านแม่เท่านั้น” นางกับหม่าเซียวเล่นงิ้วโรงหนึ่งเข้ากันราวกับนัดแนะ“เสียมารยาทแล้ว ช่างน่าขายหน้ายิ่ง กลับไปข้าจะให้ท่านแม่ลงโทษนางอย่างเหมาะสม หวังว่าท่านจะไม่ขุ่นเคือง”“ไม่ถือๆ เห็นแก่หน้าท่าน วันนี้ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน”“ท่านแอบหนีออกมาเช่นนี้จะถูกลงโทษหรือไม่ อย่างไรให้ข้ากับอาเซียวไปส่งที่จวน จะได้ไปขอร้องหยวนฮูหยินไม่ให้เอาผิดท่าน อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”“ขอบคุณคุณชายเฟิง แต่เรื่องนี้ข้าทำผิดจริง เพราะอยากออกมาเปิดหูเปิดตา จะถูกลงโทษย่อมสมควรแล้ว วันนี้คงต้องกล่าวลา วันหน้าค่อยชดเชยให้ท่านทั้งสอง เรื่องที่คนตระกูลหยวนเสียมารยาทในวันนี้”นางกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่มองสีหน้าขาวซีดของนางหวัง เนื่องจากเพิ่งสังเกตว่าบุรุษทั้งสองคนนั้น แท้ที่จริงก็คือคุณชายจากสองตระกูลใหญ่นางพรวดพราดเข้ามานับเป็นเรื่องเสียมา
คุณชายหม่าผู้นี้ใช้จ่ายอย่างมือเติบนัก เขาถึงกับเลือกห้องที่ดีที่สุด แพงที่สุด หรูหราสมกับฐานะทายาทตระกูลหม่าทางเหนือแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนหรูพลันมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีขอบคุณ เพราะระเบียงห้องดังกล่าวนั้น ตรงกับหน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนพอดิบพอดีลึกๆ แล้วทั้งสามต่างก็ใคร่ครวญในเรื่องที่ไม่ต่างกันนักตระกูลเฟิง ตระกูลหม่า ตระกูลหยวน ทั้งสามตระกูลล้วนเป็นตระกูลใหญ่ ทายาทจากห้าตระกูลไม่ว่าจะอย่างไรในวันหน้าย่อมต้องมีช่วงเวลาไปมาหาสู่การค้าขายไม่แยกหญิงชาย แต่แยกแยะที่ความสามารถและผลประโยชน์ซึ่งอาจมีร่วมกันในอนาคต หยวนหรูเองก็ไม่ใช่ไม่คิดเรื่องนี้ ดังนั้นจึงตัดสินใจตามคุณชายจากสองตระกูลขึ้นมายังชั้นสองของหอฟางจื่อในวันหน้านางยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณชายทั้งสองหนึ่งคือคนตระกูลหม่า สองคือคนตระกูลเฟิง ตระกูลใหญ่ที่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องหาทางเข้าใกล้ นางรู้จักสนิทสนมกับคนทั้งสองในวันนี้ ไม่ว่ามองอย่างไรก็เป็นผลดีมากกว่าผลเสียยิ่งคุณชายจากตระกูลเฟิงผู้นี้ นางก็ยิ่งต้องทำความรู้จักให้มาก เพราะหากจะหาทางเข้าใกล้ผู้นำตระกูลเฟิงคนปัจจุบัน กระทั่งสาวไปถึงตัวเจียงหง ทั้งนี้ก็
หน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนผู้คนเริ่มบางตา เนื่องจากเวลานี้ล่วงเข้าสู่ยามอู่[1]แล้ว แดดแรงมากอากาศก็เริ่มร้อน หยวนหรูมองไปยังฝั่งตรงกันข้าม“มีเงินติดตัวมาหรือไม่”“มีขอรับ”“ไปนั่งที่นั่นได้หรือไม่” นางมองโจวเช่อพร้อมกับถามออกมาคล้ายลังเล สถานที่หรูหราที่นางชี้ไปนั้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านแพรพรรณ ‘หอฟางจื่อ’“ที่นั่นมีอาหารขึ้นชื่อของเมืองอู่โจว คุณหนูอยากลองชิมย่อมได้ขอรับ” โจวเช่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม เข้าใจนัยที่นางสื่อออกมาในทันที “เมื่อก่อนไม่ค่อยมีเหตุผลให้ใช้จ่าย ส่วนใหญ่ก็จะซื้อปิ่นปักผมให้ซุนเอ๋อร์ มื้อนี้ข้าน้อยนับเป็นวาสนาที่ได้พาท่านมากินอาหารเลิศรสหยวนหรูพยักหน้าพร้อมถอนหายใจ “เป็นถึงคุณหนูแต่เงินสักอีแปะติดตัวก็ไม่มี เฮ้อ น่าขายหน้าจริง”โจวเช่อหัวเราะเสียงเบา “ไปกันเถิดขอรับ”หอฟางจื่อขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารเลิศรส ทั้งปลานึ่งบ๊วย เนื้อตุ๋นเห็ดหอม รวมไปถึงหน่อไม้ห้ารส ซึ่งทุกอย่างล้วนถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถันด้านในค่อนข้างวุ่นวายเพราะคนเกือบเต็มร้าน ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเอ้อบอกว่ามีเพียงชั้นสองที่มีที่ว่าง ซุนเอ๋อร์จึงหน้าเสีย“คุณหนูข้าน้อยว่าเรากลับกันดีหรือไม่เจ้าคะ ที่นี่ร
นางให้สงสัยนักว่าปัญหาภายในดังกล่าวนั้น อาจเป็นปัญหาการแก่งแย่งทรัพย์สมบัติของตระกูลกระมัง หาไม่แหล่งทำเงินเช่นนี้ เหตุใดถูกทิ้งร้างเอาไว้ถึงสองปีโดยไร้วี่แววบูรณะเล่าสายตาเย็นชากวาดขึ้นไปยังชั้นสาม กระนั้นหยวนหรูกลับชะงักเพราะเงาร่างในชุดสีขาว ซึ่งยืนอยู่ระเบียงของโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เพ่งสายตามองกระทั่งมั่นใจว่าเป็นเงาคน เพราะอีกฝ่ายก้าวออกมาจากมุมมืด และจับจ้องมองมายังนางเช่นกันดวงตาคมของชายหนุ่มในชุดสีขาว สานสบกับดวงตาเย็นชาทว่าดุดันของนาง และนางก็ไม่ยอมหลบสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย...เพียงมองเขานิ่ง กระทั่งเรียกรอยยิ้มของเขาให้กว้างขึ้น“ช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจ”หยวนหรูหรี่ดวงตาลงพยายามอ่านปากอีกฝ่าย แต่เพราะโจวเช่อกล่าวประโยคถัดมา นางจึงจำต้องละสายตาจากบุรุษที่เอาแต่มองตนด้วยดวงตาคล้ายเห็นเรื่องสนุก“คุณหนูเราไปกันต่อเถิด ข้างหน้าถัดไปอีกสามแยกก็คือร้านแพรพรรณตระกูลหยวน”“อืม” นางพยักหน้าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคนบนชั้นสามอีกด้านบนชั้นสามโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เงาร่างของบุรุษอีกคนก้าวมายังระเบียง เขามองตามสายตาของสหาย จากนั้นจึงเอ่ยถาม “นั่นมิใช่โจวเช่อผู้คุ้มกันท่านลุงหยวนหรอกหรือ”“ใช่
“ขอรับ คุณหนูเจ็ดแต่งกายคล้ายบุรุษ ตอนออกไปไม่พยายามหลบซ่อนสักนิด คราแรกสาวใช้และบ่าวไพร่จดจำนางไม่ได้ ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่านั่นคือคุณหนูเจ็ด”“ยังมี...” พ่อบ้านล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ในนั้นคือกระดาษอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันงดงาม“นี่คืออะไร” หยวนวั่นมองอักษรพู่กันที่บ่งบอกถึงความหนักแน่นมั่นคงของผู้เขียน“นี่คือกระดาษคัดลายมือของคุณหนูเจ็ดขอรับ ได้ยินมาว่าผู้คุ้มกันโจวเอ่ยปากชมว่านางคัดลายมือสวย ดังนั้นคุณหนูเจ็ดจึงซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี”“ลายมือของนาง...จริงหรือ” มองดูอักษรคัดลายมือที่ไม่คุ้นตา หยวนวั่นได้แต่ตกตะลึงลายมืองดงามและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังทำไม่ได้ กระนั้นบุตรสาวที่เขาละเลยทอดทิ้ง นับจากที่นางลืมตาดูโลก กลับสามารถคัดออกมาได้“ให้คนจับตาดูพวกเขาเอาไว้ ระวังอย่าให้รู้ตัว ยังมี...เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้”“ขอรับ” พ่อบ้านหยวนรับคำ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปจากห้องเขามองดูหยวนวั่นยื่นเหม่อมองอักษรคัดลายมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาคาดเดาไม่ถูกจริงๆ ว่านายท่านของเขากำลังคิดอะไรอยู่ดูจากท่าทีซึ่งไม่ได้โกรธเช่นทุกครั้







