แชร์

บทที่ 5

ผู้เขียน: หรงเย่า / นาย่า
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-10 07:38:35

ความหมายก็คือผู้อื่นต้องมองว่าที่นางเก่งกาจราวกับไม่ใช่เด็กสาววัยสิบสี่ปี ทั้งนี้ก็เพราะได้โจวเช่อสั่งสอน แต่หากยามลับหลังผู้อื่น นางจะเป็นอาจารย์ที่คอยสอนเคล็ดวิชาและเพลงกระบี่ เพื่อให้เขาได้มีโอกาสแก้แค้น

“ยังมี...การจะหาวิธีแก้แค้นนั้น จะต้องเกิดขึ้นหลังจากข้าได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลหยวนแล้วเท่านั้น”

“ศิษย์ทราบแล้วและน้อมรับคำสั่งสอนจากอาจารย์ ขออาจารย์รับการคารวะจากศิษย์”

บุรุษวัยยี่สิบสี่ทั้งยังฝีมือเก่งกาจ กำลังคุกเข่ากราบเด็กสาววัยสิบสี่ที่ยังไม่ปักปิ่นเป็นอาจารย์ เรื่องเหลวไหลเช่นนี้เรียกได้ว่าหากยากยิ่ง ถึงอย่างนั้นก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

หยวนหรูพยุงเขาลุกขึ้น

“ลุกขึ้นเถิด ต่อจากนี้ทุกวันหลังยามอิ๋น[1]หลังจากเสร็จสิ้นงานที่เจ้าได้รับมอบหมาย เจ้ามาหาข้าที่เรือนหลังแห่งนี้เพื่อฝึกกระบี่ ระวังด้วยอย่าให้ใครเห็นหรือระแคะระคาย ที่นี่ปลอดภัยเพราะไม่มีใครรบกวน ส่วนเรื่องซุนเอ๋อร์เจ้าก็ไปจัดการก่อนมาหาข้า จะอย่างไรให้นางรู้น้อยที่สุดเป็นดี”

“ศิษย์ทราบแล้วจะทำตามที่อาจารย์สั่งอย่างเคร่งครัด”

“วันนี้เจ้ากลับไปได้แล้ว”

“ขอรับ”

มองดูโจวเช่อเดินจากไปเงียบๆ หยวนหรูน้อยได้แต่ลองเดิมพันดูสักตั้ง นางเคยสิ้นใจมาแล้วคราหนึ่ง ตอนนี้ได้รับโอกาสที่สองให้กลับมามีชีวิต ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพยายามเอาตัวรอดให้ได้นานที่สุด

และจากสภาพความเป็นอยู่ของหยวนหรู บวกกับการสังเกตการณ์จากบนต้นไม้ นางพบว่าทางเดียวที่นางจะเอาชีวิตรอด ท่ามกลางการแก่งแย่งของเหล่าอิสตรี และคนในตระกูลหยวน เช่นนั้นนางก็ต้องก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุดให้ได้!!!

ค่ำคืนอันเงียบงันเรือนหลังจวนตระกูลหยวน กลับมีเงาร่างสองร่างกำลังเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ในมือของเด็กสาวมีกระบี่ที่ทำขึ้นจากไม้ ส่วนในมือของโจวเช่อกลับเป็นท่อนเหล็กที่ทั้งหนาและหนัก

คืนก่อนที่โจวเช่อมาเพื่อเรียนเพลงกระบี่ หยวนหรูดูจากกระบี่ของเขาแล้ว ด้วยน้ำหนักที่เบาเกินไปย่อมไม่เหมาะกับเพลงกระบี่ตระกูลซือถู หากจะให้เขาคุ้นเคยกับทุกกระบวนท่า เขาต้องใช้กระบี่ที่มีน้ำหนักสองเท่าของกระบี่จริงฝึกฝน

นางถือกระบี่ไม้ไผ่เอาไว้ในมือแน่น “ดูให้ดีกระบวนท่านี้เรียกว่าหงส์สยายปีก หากเป็นสตรีจะเน้นความอ่อนช้อยว่องไว แต่หากเป็นบุรุษเจ้าสามารถเปลี่ยนให้เป็นการจู่โจมที่หนักแน่นและเด็ดขาด ข้าจะทำให้ดูเพียงครั้งเดียว จดจำให้ดี”

นางร่ายรำกระบี่พร้อมกับความรู้สึกเหมือนกับได้ย้อนกลับไปในวันวาน ในวันที่นางยังคงมีพร้อมทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ชื่อเสียง ความเกรงขาม หรือแม้กระทั่งความมั่งคั่ง

กระนั้นทุกอย่างกลับหายวับไปราวกับหลับตาตื่น ถึงอย่างนั้นนางมิใช่ไม่เคยผ่านจุดนั้นมา ในวันที่นางมีเพียงสองมือพร้อมกับภาระที่ต้องดูแลน้องสาว ชีวิตของนางผ่านความยากลำบากมามาก กว่าจะถึงวันที่นางก้าวขึ้นมายังจุดสูงสุด ดังนั้นการยืนอยู่จุดเดิมเพื่อจะก้าวขึ้นไปอีกครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องที่นางต้องหวาดกลัว

หลังจากเล็งเห็นแล้วว่าโจวเช่อมีพรสวรรค์ที่จะเรียนรู้เพลงกระบี่หงส์เหิน เพราะเพียงคืนเดียวกระบวนท่าสองในห้าเขาก็จดจำได้แล้ว นางจึงไม่กังวลเรื่องที่แผนการจะลุล่วงหรือไม่

แม้นั่งพักครู่ใหญ่ถึงอย่างนั้นหยวนหรูยังคงเหงื่อท่วม อาการหอบน้อยๆ ของนางทำให้โจวเช่อรีบรินชาอุ่นๆ ให้ทันที

“ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ท่านออกกระบี่เพียงสามรอบ กลับเหนื่อยถึงเพียงนี้”

“นานเข้าข้าคงเริ่มคุ้นเคยไปเอง” นางรับชามาจิบช้าๆ “หาแผนที่ได้หรือยัง”

“ยังเลยขอรับ ห้าร้อยปีจะว่ามีแผนที่เยอะก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีเลยก็มีบ้าง เพียงแต่หุบเขากู้เจี้ยนกลับไม่มีใครเคยรู้จัก ทั้งยังไม่มีบันทึกเอาไว้”

“แล้วเล่มที่เจ้าเคยอ่านเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับเสียนหวงอี้”

“ในนั้นบอกเพียงประวัติไม่ได้เขียนถึงที่ตั้งขอรับ แต่พอจะยึดวัดไป๋อวี่เป็นที่ตั้ง หุบเขากู้เจี้ยนอยู่ทางเหนือของวัดไป๋อวี่สิบลี้ หากข้าออกนอกเมืองจะลองไปดูสักครั้ง”

“ห้าร้อยปีที่ผ่าน ไม่รู้ว่าพรรคหงส์เหินในอดีตหน้าตาจะเปลี่ยนไปเช่นไร หรือหากเจ้าไปก็ไม่แน่ว่าจะหาจุดที่ข้าซ่อนกระบี่พบ นอกเสียจากว่าข้าอาจออกไปด้วยตัวเอง ซึ่งก็คงยากเย็นไม่แตกต่าง”

“อาจารย์แม้หุบเขานั้นจะมีจริง แต่กระบี่เล่มนั้นจะยังอยู่หรือขอรับ วันเวลาผ่านไปอาจมีคนเก็บไปแล้ว”

“กระบี่ของเสียนหวงอี้ข้าเป็นคนซ่อนด้วยตัวเอง ไม่มีใครรู้ตำแหน่งที่แน่นอนนอกจากข้า ขอเพียงหาที่ตั้งหุบเขากู้เจี้ยนพบ ข้าไม่เชื่อว่าจะหามันไม่พบ” นางหันมามองโจวเช่อพร้อมกับส่ายหน้า

“กระบี่ของเจ้าเบาเกินไป จะตีขึ้นมาใหม่หรือก็ยุ่งยากทั้งยังเสี่ยงที่จะถูกสงสัย หากได้กระบี่ของเสียนหวงอี้มาไว้ในมือ ในแคว้นจ้าวนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าเจ้าจะพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใด” นางกล่าว

หยวนวั่นนั่งขมวดคิ้วอยู่ภายในห้องหนังสือ เขาจ้องไปยังพ่อบ้านตระกูลหยวนเขม็ง ราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “เจ้าหมายความว่าขอเพียงมีเวลาว่าง โจวเช่อก็มักจะเข้าไปในเรือนหลังเช่นนั้นหรือ”

“ไม่ผิดขอรับนายท่าน เมื่อก่อนยังคิดว่าผู้คุ้มกันโจวไปเพราะซุนเอ๋อร์ แต่หลังๆ มานี้สาวใช้ที่บังเอิญเดินผ่านบอกว่าได้ยินเสียงของคุณหนูเจ็ดท่องตำราแว่วมาให้ได้ยิน บางครายังถึงกับเคยเดินหมากกับผู้คุ้มกันโจวด้วย”

“นานเท่าไรแล้ว”

“ไม่มีใครรู้ขอรับ เท่าที่สังเกตดูคุณหนูกับผู้คุ้มกันโจวจะสนิทกันมาก บางครั้งนางยังเผลอเรียกผู้คุ้มกันโจวว่าอาจารย์”

“สาวใช้ผู้นั้นที่เจ้าให้ไปสังเกตการณ์นางทำหน้าที่อะไร”

“นางเป็นคนทำความสะอาดขอรับ วันที่เห็นผู้คุ้มกันโจวเดินเข้าไปในเรือนหลัง นางกำลังกวาดทางเดินเรือนหลัก สงสัยว่าเพราะเหตุใดผู้คุ้มกันโจวจึงเดินผ่านจุดที่นางอยู่ทุกวัน ทั้งยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันคือช่วงที่เขาพัก ดังนั้นจึงแอบเดินตามไปห่างๆ”

พ่อบ้านตระกูลหยวนไม่กล้าโกหกแม้แต่น้อย เขาลอบสังเกตสีหน้าของผู้เป็นนาย จากนั้นได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าขยับ

“สาวใช้คนนั้นขายออกไปเสีย อย่าให้ใครล่วงรู้เรื่องนี้อีก”

“ขอรับนายท่าน”

“พวกเขาออกไปนานแล้วหรือยัง”

“เพิ่งออกไปขอรับ ผู้คุ้มกันโจวไม่ได้ออกทางประตูหน้า แต่ใช้ประตูหลังพาคุณหนูเจ็ด กับซุนเอ๋อร์ออกไปตลาดโดยใช้เส้นทางลัด”

หยวนวั่นขมวดคิ้ว “ไปตลาดหรือ”

[1] ช่วงเวลาตีสามถึงตีห้า

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ภพรักชั่วนิรันดร์   บทที่ 11

    “คุณหนูเจ็ดผู้นี้...” เฟิงเสวียนคุนยังคงมองตรงไปยังทิศทางที่รถม้าจากไป “ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ แต่เรื่องในวันนี้อาจอยู่ในความคาดหมายของนางแล้ว”“หมายความว่าอย่างไร”“เจ้าลืมไปแล้วหรือ นางมองออกไปนอกระเบียงตลอด หลังจากนั้นก็พูดว่า ‘มากันแล้ว’ ไม่นานบ่าวนางนั้นก็พาคนพรวดพราดเข้าไป”หม่าเซียวคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ “รวมเรื่องที่พบเราด้วยหรือ”“ข้าว่าเรื่องที่ได้พบเราสองคนคือเรื่องที่นางไม่คาดคิดมาก่อน เพียงแต่เรื่องนี้ข้าว่ามีบางอย่างแปลกๆ หากนางคือคนที่ท่านลุงหยวนเลือกจริง ออกมาเดินเล่นข้างนอกย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เหตุใดท่านป้าต้องส่งบ่าวไพร่มากมายมาพากลับจวน เพียงส่งคนมาบอกกล่าวก็ใช้ได้แล้ว อีกอย่างคุณหนูเจ็ดมาเยือนหอฟางจื่อ เหตุใดต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย”“อา...ข้าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย จะว่ากันตามตรงแล้วนางเองก็เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอดีตฮูหยินเอกของท่านลุงหยวน เสียดายที่พี่ชายของนางมาสิ้นใจไปเสียก่อน หาไม่เขาที่เป็นถึงบุตรชายคนโตหรือจะปล่อยให้น้องสาว...” หม่าเซียวตบปากตัวเองเบาๆ “ไม่พูดแล้วๆ ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น”“บางทีข่าวลือก็อาจไม่จริงเสมอไป เห็นชัดว่าคุณหนูเจ็ดผู้นี้ไ

  • ภพรักชั่วนิรันดร์   บทที่ 10

    “ตระกูลหยวนทำให้ข้าเปิดหูเปิดตาแล้ว ไม่บอกกล่าวกลับเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา ไม่ทันมองให้ดีทั้งยังไม่ขออนุญาตกลับเปิดปาก คุณหนูไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านนี้คือผู้ใดและมีหน้าที่ใดในตระกูลหยวนหรือ” หม่าเซียวกล่าวเสียงเรียบ“ขออภัยคุณชายหม่า นางเป็นเพียงบ่าวของท่านแม่เท่านั้น” นางกับหม่าเซียวเล่นงิ้วโรงหนึ่งเข้ากันราวกับนัดแนะ“เสียมารยาทแล้ว ช่างน่าขายหน้ายิ่ง กลับไปข้าจะให้ท่านแม่ลงโทษนางอย่างเหมาะสม หวังว่าท่านจะไม่ขุ่นเคือง”“ไม่ถือๆ เห็นแก่หน้าท่าน วันนี้ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน”“ท่านแอบหนีออกมาเช่นนี้จะถูกลงโทษหรือไม่ อย่างไรให้ข้ากับอาเซียวไปส่งที่จวน จะได้ไปขอร้องหยวนฮูหยินไม่ให้เอาผิดท่าน อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”“ขอบคุณคุณชายเฟิง แต่เรื่องนี้ข้าทำผิดจริง เพราะอยากออกมาเปิดหูเปิดตา จะถูกลงโทษย่อมสมควรแล้ว วันนี้คงต้องกล่าวลา วันหน้าค่อยชดเชยให้ท่านทั้งสอง เรื่องที่คนตระกูลหยวนเสียมารยาทในวันนี้”นางกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่มองสีหน้าขาวซีดของนางหวัง เนื่องจากเพิ่งสังเกตว่าบุรุษทั้งสองคนนั้น แท้ที่จริงก็คือคุณชายจากสองตระกูลใหญ่นางพรวดพราดเข้ามานับเป็นเรื่องเสียมา

  • ภพรักชั่วนิรันดร์   บทที่ 9

    คุณชายหม่าผู้นี้ใช้จ่ายอย่างมือเติบนัก เขาถึงกับเลือกห้องที่ดีที่สุด แพงที่สุด หรูหราสมกับฐานะทายาทตระกูลหม่าทางเหนือแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนหรูพลันมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีขอบคุณ เพราะระเบียงห้องดังกล่าวนั้น ตรงกับหน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนพอดิบพอดีลึกๆ แล้วทั้งสามต่างก็ใคร่ครวญในเรื่องที่ไม่ต่างกันนักตระกูลเฟิง ตระกูลหม่า ตระกูลหยวน ทั้งสามตระกูลล้วนเป็นตระกูลใหญ่ ทายาทจากห้าตระกูลไม่ว่าจะอย่างไรในวันหน้าย่อมต้องมีช่วงเวลาไปมาหาสู่การค้าขายไม่แยกหญิงชาย แต่แยกแยะที่ความสามารถและผลประโยชน์ซึ่งอาจมีร่วมกันในอนาคต หยวนหรูเองก็ไม่ใช่ไม่คิดเรื่องนี้ ดังนั้นจึงตัดสินใจตามคุณชายจากสองตระกูลขึ้นมายังชั้นสองของหอฟางจื่อในวันหน้านางยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณชายทั้งสองหนึ่งคือคนตระกูลหม่า สองคือคนตระกูลเฟิง ตระกูลใหญ่ที่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องหาทางเข้าใกล้ นางรู้จักสนิทสนมกับคนทั้งสองในวันนี้ ไม่ว่ามองอย่างไรก็เป็นผลดีมากกว่าผลเสียยิ่งคุณชายจากตระกูลเฟิงผู้นี้ นางก็ยิ่งต้องทำความรู้จักให้มาก เพราะหากจะหาทางเข้าใกล้ผู้นำตระกูลเฟิงคนปัจจุบัน กระทั่งสาวไปถึงตัวเจียงหง ทั้งนี้ก็

  • ภพรักชั่วนิรันดร์   บทที่ 8

    หน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนผู้คนเริ่มบางตา เนื่องจากเวลานี้ล่วงเข้าสู่ยามอู่[1]แล้ว แดดแรงมากอากาศก็เริ่มร้อน หยวนหรูมองไปยังฝั่งตรงกันข้าม“มีเงินติดตัวมาหรือไม่”“มีขอรับ”“ไปนั่งที่นั่นได้หรือไม่” นางมองโจวเช่อพร้อมกับถามออกมาคล้ายลังเล สถานที่หรูหราที่นางชี้ไปนั้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านแพรพรรณ ‘หอฟางจื่อ’“ที่นั่นมีอาหารขึ้นชื่อของเมืองอู่โจว คุณหนูอยากลองชิมย่อมได้ขอรับ” โจวเช่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม เข้าใจนัยที่นางสื่อออกมาในทันที “เมื่อก่อนไม่ค่อยมีเหตุผลให้ใช้จ่าย ส่วนใหญ่ก็จะซื้อปิ่นปักผมให้ซุนเอ๋อร์ มื้อนี้ข้าน้อยนับเป็นวาสนาที่ได้พาท่านมากินอาหารเลิศรสหยวนหรูพยักหน้าพร้อมถอนหายใจ “เป็นถึงคุณหนูแต่เงินสักอีแปะติดตัวก็ไม่มี เฮ้อ น่าขายหน้าจริง”โจวเช่อหัวเราะเสียงเบา “ไปกันเถิดขอรับ”หอฟางจื่อขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารเลิศรส ทั้งปลานึ่งบ๊วย เนื้อตุ๋นเห็ดหอม รวมไปถึงหน่อไม้ห้ารส ซึ่งทุกอย่างล้วนถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถันด้านในค่อนข้างวุ่นวายเพราะคนเกือบเต็มร้าน ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเอ้อบอกว่ามีเพียงชั้นสองที่มีที่ว่าง ซุนเอ๋อร์จึงหน้าเสีย“คุณหนูข้าน้อยว่าเรากลับกันดีหรือไม่เจ้าคะ ที่นี่ร

  • ภพรักชั่วนิรันดร์   บทที่ 7

    นางให้สงสัยนักว่าปัญหาภายในดังกล่าวนั้น อาจเป็นปัญหาการแก่งแย่งทรัพย์สมบัติของตระกูลกระมัง หาไม่แหล่งทำเงินเช่นนี้ เหตุใดถูกทิ้งร้างเอาไว้ถึงสองปีโดยไร้วี่แววบูรณะเล่าสายตาเย็นชากวาดขึ้นไปยังชั้นสาม กระนั้นหยวนหรูกลับชะงักเพราะเงาร่างในชุดสีขาว ซึ่งยืนอยู่ระเบียงของโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เพ่งสายตามองกระทั่งมั่นใจว่าเป็นเงาคน เพราะอีกฝ่ายก้าวออกมาจากมุมมืด และจับจ้องมองมายังนางเช่นกันดวงตาคมของชายหนุ่มในชุดสีขาว สานสบกับดวงตาเย็นชาทว่าดุดันของนาง และนางก็ไม่ยอมหลบสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย...เพียงมองเขานิ่ง กระทั่งเรียกรอยยิ้มของเขาให้กว้างขึ้น“ช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจ”หยวนหรูหรี่ดวงตาลงพยายามอ่านปากอีกฝ่าย แต่เพราะโจวเช่อกล่าวประโยคถัดมา นางจึงจำต้องละสายตาจากบุรุษที่เอาแต่มองตนด้วยดวงตาคล้ายเห็นเรื่องสนุก“คุณหนูเราไปกันต่อเถิด ข้างหน้าถัดไปอีกสามแยกก็คือร้านแพรพรรณตระกูลหยวน”“อืม” นางพยักหน้าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคนบนชั้นสามอีกด้านบนชั้นสามโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เงาร่างของบุรุษอีกคนก้าวมายังระเบียง เขามองตามสายตาของสหาย จากนั้นจึงเอ่ยถาม “นั่นมิใช่โจวเช่อผู้คุ้มกันท่านลุงหยวนหรอกหรือ”“ใช่

  • ภพรักชั่วนิรันดร์   บทที่ 6

    “ขอรับ คุณหนูเจ็ดแต่งกายคล้ายบุรุษ ตอนออกไปไม่พยายามหลบซ่อนสักนิด คราแรกสาวใช้และบ่าวไพร่จดจำนางไม่ได้ ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่านั่นคือคุณหนูเจ็ด”“ยังมี...” พ่อบ้านล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ในนั้นคือกระดาษอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันงดงาม“นี่คืออะไร” หยวนวั่นมองอักษรพู่กันที่บ่งบอกถึงความหนักแน่นมั่นคงของผู้เขียน“นี่คือกระดาษคัดลายมือของคุณหนูเจ็ดขอรับ ได้ยินมาว่าผู้คุ้มกันโจวเอ่ยปากชมว่านางคัดลายมือสวย ดังนั้นคุณหนูเจ็ดจึงซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี”“ลายมือของนาง...จริงหรือ” มองดูอักษรคัดลายมือที่ไม่คุ้นตา หยวนวั่นได้แต่ตกตะลึงลายมืองดงามและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังทำไม่ได้ กระนั้นบุตรสาวที่เขาละเลยทอดทิ้ง นับจากที่นางลืมตาดูโลก กลับสามารถคัดออกมาได้“ให้คนจับตาดูพวกเขาเอาไว้ ระวังอย่าให้รู้ตัว ยังมี...เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้”“ขอรับ” พ่อบ้านหยวนรับคำ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปจากห้องเขามองดูหยวนวั่นยื่นเหม่อมองอักษรคัดลายมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาคาดเดาไม่ถูกจริงๆ ว่านายท่านของเขากำลังคิดอะไรอยู่ดูจากท่าทีซึ่งไม่ได้โกรธเช่นทุกครั้

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status