Masukหยวนหรูยิ้ม “ตระกูลหยวนไร้ผู้สืบทอดที่ท่านพ่อวางใจ ดังนั้นเขาจึงไม่อาจบอกผู้ใดเรื่องอาการป่วย ขอเพียงทำให้เขาเห็นว่าเจ้ากำลังสอนหนังสือ รวมไปถึงเรื่องต่างๆ ทั้งหมดให้ข้า และสารภาพไปว่าแอบทำเพราะสงสารมานานนับปี ให้เขารู้ว่าข้าอาจช่วยเขาดูแลกิจการตระกูลหยวน”
“หยวนวั่นเป็นคนหวาดระแวง เขาคงไม่หลงเชื่อโดยง่าย”
“ข้ารู้ นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เขาจะเชื่อหรือไม่นั้นข้าจัดการเอง”
“ท่านจะทำเช่นไร”
“รู้หรือไม่ข้อได้เปรียบของข้าคือสิ่งใด” เห็นโจวเช่อขมวดคิ้วด้วยความสงสัยนางก็ยิ้ม “เวลา ข้าได้เปรียบเรื่องเวลา เพราะท่านพ่อของข้าผู้นั้นไม่มีเวลามากพอ”
อาการป่วยที่เกิดจากการหักโหมงาน เพียงเพื่อความรุ่งเรืองมั่งคั่ง กลับบั่นทอนอายุขัยของหยวนวั่น ทั้งชีวิตเขาได้รับการชื่นชมว่าเป็นยอดคนของตระกูลหยวน นำพาตระกูลหยวนให้รุ่งเรืองกระทั่งฮ่องเต้ยังเคยตรัสชมเชย กระนั้นทุกอย่างที่เขาได้มากลับแลกมาด้วยแสงแห่งชีวิตที่กำลังริบหรี่
ตระกูลหยวนมีทายาทสายตรงสิบสองคน บุตรชายคนโตสิ้นใจไปแล้วหลายปีก่อน บุตรสาวคนรองและคนที่สามออกเรือนไปแล้ว
บุตรชายคนที่สี่แม้อายุย่างสิบแปดแต่กลับเอาแต่เที่ยวเล่นวางท่าไปวันๆ
บุตรชายคนที่ห้าซึ่งถูกนางตีขาหักนั้น อายุไล่เลี่ยกันกับนาง แต่เห็นชัดว่ายังไม่พร้อมจะรับภาระใดทั้งสิ้น
บุตรสาวคนที่หกขี้อายและพูดไม่เก่ง นอกเหนือจากนั้นก็อายุน้อยกว่านางและไม่ประสีประสาทั้งสิ้น
“แต่...ข้าได้ยินมาว่าดอกสือซว่าน”
“หายไปแล้ว” นางกล่าว
“อะไรนะ!”
“ปานแดงดอกสือซว่านที่หน้าอกของข้า ไม่สิต้องบอก ตอนที่หยวนหรูน้อยสิ้นใจและข้ามาแทนก็ค่อยๆ จางลง กระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว”
โจวเช่อได้แต่อ้าปากค้าง “เรื่องนี้เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจเพราะดอกสือซว่านนำทางท่านมา”
หยวนหรูหันมาสบตากับโจวเช่อ “ข้าไม่รู้หรอกว่าสมควรเชื่อเช่นไร อาจเกี่ยวข้องหรืออาจไม่ เพราะข้าเองก็สิ้นใจภายใต้ทุ่งดอกสือซว่าน ที่น่าขันก็คือข้าเป็นคนปลูกขึ้นมาเองทั้งสิ้น”
นางแค่นหัวเราะ แต่กลับไม่เล่าถึงเรื่องในอดีตของตนออกมา ทั้งยังเลือกเมินเฉยต่อท่าทีผิดหวังของโจวเช่อ
เรื่องที่เกิดขึ้นยังคงชัดเจน ราวกับเพิ่งเมื่อวานนี้ที่นางทอดร่างท่ามกลางดอกสือซว่าน ทุ่งดอกไม้สีแดงที่นางหลงใหลทั้งยังให้คนปลูกเอาไว้บนเขา
‘ซือถูชิงหลิง’
นั่นคือชื่อแซ่เก่าของนาง นามที่คนทั่วทั้งยุทธภพไม่อยากแม้แต่จะได้ยิน นามซึ่งทุกคนที่ได้ยินล้วนรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน เพราะนางเป็นถึงประมุขพรรคหงส์เหิน พรรคมารซึ่งเป็นหนึ่งในใต้หล้า
ความจริงแล้วฝีมือของนางไม่ด้อยกว่าผู้ใด หากไม่ใช่เพราะความไว้ใจนางก็คงไม่ต้องมาจบชีวิตลงง่ายๆ เช่นนี้
ว่ากันว่าทุกคนล้วนต้องมีจุดอ่อน และจุดอ่อนของซือถูชิงหลิงก็คือน้องสาวแท้ๆ ครอบครัวหนึ่งเดียวที่นางมี ทั้งยังเป็นความสบายใจเดียวที่นางหลงเหลือ กระทั่งอีกฝ่ายถูกผู้อื่นหลอกลวง
‘เพราะอะไร’ จำได้ว่าหลังจากถูกน้องสาวแท้ๆ วางยาพิษในทุ่งดอกสือซว่าน นางมองอีกฝ่ายที่น้ำตานองด้วยสายตาผิดหวัง
‘เพราะเขารักท่านไม่ใช่ข้า ขอเพียงในโลกนี้ไม่มีท่าน เขาก็จะหันมามองข้า’
อา...เป็นคำตอบที่ทำร้ายนางกว่าที่คิด
‘เด็กโง่’ นางยังคงมีใจห่วงใยผู้อื่น ทั้งที่ตัวเองล้มลงนอนแผ่บนพื้น เบื้องล่างมีเพียงกอสือซว่านรองรับ ‘เขาเพียงหลอกใช้เจ้าเท่านั้น ต่อไปไม่มีพี่ใหญ่คุ้มครองดูแล เจ้าก็...รักษาตัวด้วย’
ทุกอย่างพร่าเลือนกระทั่งดับวูบลง กระนั้นเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางกลับพบว่าวันเวลาผ่านไปถึงห้าร้อยปี และนางมิใช่ซือถูชิงหลิง แต่กลับตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กน้อยหยวนหรู เด็กที่คนตระกูลหยวนต่างก็ทอดทิ้ง
แม้มีฮูหยินผู้เฒ่าคอยให้การช่วยเหลืออย่างลับๆ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าลับหลังฮูหยินผู้เฒ่า นางจะได้รับการเอาใจใส่ อย่างที่คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งสมควรได้รับ
หลังจากฟื้นคืนนางพบว่าเด็กน้อยคนนี้อาภัพนัก แม้ไม่ต้องทำงานหนักอย่างบ่าวไพร่ แต่ก็ต้องทำทุกอย่างในเรือนพักซอมซ่อด้วยตัวเอง
ยังดีหน่อยที่หลังจากล้มป่วยหนัก กระทั่งนางเข้ามาอยู่ในร่างนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงตระหนักว่านางละเลยหลานสาวผู้น่าสงสารคนนี้นานเกินไป ดังนั้นจึงส่งสาวใช้เข้ามาคอยดูแล แต่ก็ยังคงไม่ทันเวลา เพราะหยวนหรูคนเดิมนั้นจากไปแล้ว
สาวใช้คนแรกถูกส่งมาแต่ก็อยู่รับใช้นางได้ไม่นาน เพราะอีกฝ่ายเห็นว่านางคือคุณหนูที่ถูกทอดทิ้ง ดังนั้นจึงละเลยนางเช่นกัน โดยหารู้ไม่ว่านางในตอนนี้ไม่ใช่หยวนหรูคนเดิม ประจวบเหมาะกับคุณชายห้าตระกูลหยวนรู้สึกเบื่อ กระทั่งเข้ามายังเรือนหลัง หมายจะรังแกนางซึ่งเป็นทายาทที่ตระกูลหยวนต่างก็รังเกียจ
ในตอนที่กำลังวิ่งหลบหนี นางจงใจพาคุณชายห้าไปยังจุดที่สาวใช้คนนั้นอยู่ ตีเขาจนขาหัก ผลักสาวใช้ผู้นั้นล้มทับท่อนขาเขาอีกที จากนั้นนั่งลงตัวสั่นงันงกและชี้มือไปยังสาวใช้ผู้นั้น ทั้งที่ล่วงรู้อยู่แล้วว่าโจวเช่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นางไม่อาจฝึกยุทธ์ เพราะเจ้าร่างน้อยนี้ช่างอ่อนแอ แม้คล่องแคล่ว แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็ยังไร้ลมปราณ และกำลังภายใน
กระนั้นนางกลับมีความคล่องแคล่วว่องไว รวมไปถึงนางจดจำเพลงกระบี่ และท่วงท่าหมัดมวยได้ เรื่องเล่นงานเด็กชายวัยสิบสี่สิบห้า กับสาวใช้อ่อนแอผู้หนึ่ง จึงไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
ก่อนลงมือนางวางแผนและลอบสังเกตผู้คนอยู่หลายวัน กระทั่งบังเอิญได้ยินสาวใช้ซุบซิบกัน โจวเช่อชอบพอกับสาวใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า และโจวเช่อก็คือผู้คุ้มกันหัวหน้าตระกูลหยวนที่มีฝีมือคนหนึ่ง
นางเองก็เคยเป็นชาวยุทธ์ ดังนั้นจึงสนใจในตัวคนคุ้มกันผู้นี้ แผนการทุกอย่างถูกวางเอาไว้ ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมมองออกว่ากระบวนท่าที่นางใช้เล่นงานคุณชายห้านั้นไม่ธรรมดา เสียก็แต่นางไม่มีกำลังภายใน การจู่โจมจึงค่อนข้างอ่อนแอ แต่ก็เหมาะแล้วเพราะนางไม่ได้หมายใจจะสังหารผู้ใด
รถม้าวิ่งออกมายังนอกเมือง เนื่องจากวันนี้นักโทษในคุกของที่ว่าการ จะถูกส่งไปใช้แรงงานที่ชายแดน หยวนหรูส่งเสียงบอกคนขับรถม้า “จอดรถ”“ขอรับ”หยวนหรูก้าวลงมายืนริมถนน เมื่อขบวนนักโทษเดินผ่านนางก็เดินเข้าไปหาแถวนักโทษ หลี่ซื่อ หยวนอิง รวมไปถึงหยวนอวี่ ถูกล่ามด้วยตรวนและโซ่กับนักโทษคนอื่นๆ พวกเขาถูกตัดสินให้จำคุกและกำลังจะถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน ทั้งนี้ก็เพื่อชดใช้สิ่งที่เคยทำไม่สิ...ไม่อาจเรียกโดยใช้แซ่หยวนสมควรเรียกว่า หลี่อวี่ ...หลี่อิง เพราะทั้งสามคนล้วนถูกขับออกจากตระกูลหยวนแล้ว โดยความเห็นของฮูหยินผู้เฒ่าและหยวนวั่น กระนั้นหยวนหรูก็ยังคงอยากมาส่งทั้งสามคนเดินทางเงียบๆไม่ใช่ว่านางอภัยให้ทั้งสามคนแล้ว ฐานะของนางไม่อาจกล่าวอโหสิ เพราะนางไม่ใช่ผู้ที่ถูกกระทำอย่างแท้จริง ที่นางมาในวันนี้ก็เพื่อส่งทั้งสามคนเดินทางเป็นครั้งสุดท้ายการใช้แรงงานยังชายแดนครั้งนี้ ไม่รู้ว่าชั่วชีวิตจะได้กลับมาหรือไม่ ถุงยังชีพที่นางเตรียมมาให้ น่าจะเพียงพอให้ทั้งสามคนสามารถเอาชีวิตรอดไปจนถึงชายแดน“รับไปเถิด ท่านไม่กลับลำบากแต่มารดาและพี่สาวของท่านไม่เหมือนกัน” นางกล่าวกับหลี่อวี่ซึ่งยังคงมีใบหน้ายโส เมื
อาหารทุกอย่างมีเขาเป็นคนคีบ นางหนึ่งคำ เขาหนึ่งคำ และทุกการกระทำเขายังคงกุมมือหยวนหรูเอาไว้ กระทั่งทั้งสองต้องดื่มสุรามงคล โดยต้องคล้องแขนดื่มสามจอกจอกแรกหยวนหรูอมยิ้มดื่มรวดเดียวหมด จอกที่สองนางหรี่ดวงตามองสามี จอกที่สามนางเริ่มอมยิ้มเพราะเห็นใบหน้าแดงก่ำของจูเสวียนคุนร่างเล็กในชุดสีแดงพยุงผู้เป็นสามีไปที่เตียง “ท่านพี่ ข้าได้รู้เรื่องหนึ่งมาจากหม่าเซียว”“เรื่อง...เรื่องใดหรือ” เขาสะบัดหน้าไปมา รู้สึกเหมือนพื้นหมุนวนจนกระทั่งไม่อาจยืนได้อย่างมั่นคง“ท่านดื่มสุราไม่เก่ง โดยเฉพาะสุรานารีแดงที่นับเป็นยอดสุรา” นางยิ้มร้ายก่อนพาเขาไปนั่งลงบนเตียง ช่วยเขาถอดรองเท้าจากนั้นช่วยเขาคลายมวยผมเส้นผมยาวของจูเสวียนคุนทิ้งตัวลงสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าแดงก่ำเงยขึ้นมองการกระทำของฮูหยินตน “หรูเอ๋อร์ ไม่สิ ฮูหยิน”“เจ้าคะ” นางยิ้มพร้อมกับคลายสาบเสื้อเขาออก ผลักเขาให้ล้มตัวลงนอนหงาย พร้อมกันนั้นก็ปีนขึ้นไปนั่งคร่อมร่างที่ร้อนวูบวาบ มือน้อยยกขึ้นดึงปิ่นปักผมของตัวเองออก เส้นผมของนางทิ้งตัวลู่ลง“คนงาม” นางหัวเราะพร้อมกับใช้ปลายนิ้วคีบสายคาดเอวของเขา ดึงมันออกจากนั้นเปิดสาบเสื้อให้กว้างขึ้น เผยให้เห็นผ
กลิ่นหอมของดอกสือซว่านที่ลอยมาพร้อมกับสายลม เสียงกระซิบที่ดังอยู่ข้างหู ดวงตาของซือถูชิงหลิงพร่าเลือนท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่น นางไม่ได้รู้สึกทรมานแต่รู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด“เพราะอะไรยังคงดื่มเข้าไป ท่านรู้ว่าข้าให้โอกาสท่านแล้ว ขอเพียงไม่ดื่มท่านก็จะไม่ตาย ท่านจะยังเป็นซือถูชิงหลัน” เสียงเล็กๆ เอ่ยถามขึ้นซือถูชิงหลิงลืมตาขึ้นช้าๆ นางพบว่านางยังคงนอนอยู่ในทุ่งดอกสือซว่าน แต่รอบกายกลับดูแปลกตา ไม่มีซือถูชิงหลันที่นั่งอยู่เช่นเมื่อครู่ มีเพียงร่างเล็กของหยวนหรูน้อย“หากข้าไม่ดื่ม แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าเล่า”หยวนหรูน้อยยิ้ม “ข้าก็จะตายไปเงียบๆ”“เพราะอะไรข้าที่ตายไปแล้วจึงตื่นขึ้นมาในร่างของเจ้า”“บางครั้งโชคชะตาก็เป็นเรื่องน่าขบขัน แต่ข้าไม่เสียใจที่เป็นท่าน หากเมื่อครู่ท่านเลือกที่จะไม่ดื่ม รู้หรือไม่ว่าท่านอาจไม่ตาย”“แต่หากข้าไม่ตายเช่นนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นยังอีกภพเล่า เรื่องที่ต้องดำเนินไปในอีกห้าร้อยปีข้างหน้า เจ้ายังจะได้พบกับเฟิงเสวียนคุนหรือไม่”หยวนหรูน้อยส่ายหน้า “ข้าไม่อาจทำเช่นที่ท่านทำได้”“เช่นนั้นข้าก็ไม่เสียใจที่ดื่มยาพิษนั่น โชคชะตาเป็นเรื่องน่าขบขัน” ซือถูชิงหลิงห
นางกระซิบก่อนจุมพิตลงมาอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงจุมพิตแผ่วเบา แต่นางยังอาจหาญถึงขั้นสอดปลายลิ้นเข้าไปหยั่งเชิงเขาจูเสวียนคุนครวญครางเสียงพร่า สองมือดันแผ่นหลังนางเข้าหาตัว ตอบรับจุมพิตเร่าร้อนของหยวนหรู กระทั่งลืมไปแล้วว่าเขากำลังจะกล่าวอะไรสองมือของหยวนหรูสอดเข้าไปในสาบเสื้อ ดึงทึ้งสายคาดเอวของจูเสวียนคุน พร้อมกันนั้นก็ปลดสายคาดเอวของตนออกชายหนุ่มให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาเองก็ปลดเปลื้องทุกสิ่งในใจไปจนสิ้น ไม่มีอะไรให้เขาต้องอาวรณ์ ไม่มีคนตระกูลเฟิงให้เขาต้องห่วงพะวงตอนนี้มีเพียงตัวเขาและหัวใจที่ได้ค่อยๆ มอบให้สตรีผู้หนึ่ง สตรีที่เขากำลังกอดเอาไว้ในอ้อมแขน ยินยอมให้นางกดเอาไว้ใต้ร่างอย่างเต็มอกเต็มใจความจริงเขาไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่จับตามองหยวนหรู อาจเป็นตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ ทุกอย่างที่เป็นนางคล้ายดึงดูดความสนใจของเขา กระทั่งเวลาผ่านไปทุกๆ อย่างที่นางทำ ล้วนส่งผลกระทบต่อความนึกคิดของเขาทั้งสิ้นภายในรถม้าเร่าร้อนแผดเผา สองร่างกอดก่ายแนบชิด หยวนหรูหอบหายใจหนักหน่วง นางลูบไล้จากลำคอของจูเสวียนคุน แหวกสาบเสื้อออกจากนั้นจุมพิตลงไปยังลาดไหล่ ยินยอมให้เขาเคล้นคลึงเอวอ่อน ไล้
ภายใต้ข้อตกลงที่ว่าเขามีความดีความชอบกวาดล้างพรรคกระเรียนหยก แต่ผู้ที่สังหารเจียงหงจะต้องเป็นยอดฝีมือที่เฟิงเสวียนคุนพามาแนะนำ แต่การแนะนำให้รู้จักกลับมีเพียงคนสองคนที่แต่งกายมิดชิด ไม่เอ่ยถาม ไม่ส่งเสียง และไม่สนทนามองดูคนทั้งสี่คนประสานกระบี่ เหมิงจื้อกลับจ้องเขม็งไปยังหนึ่งเดียวที่มีรังสีเข่นฆ่ารุนแรง เพลงกระบี่ตวัดไปมาคล่องแคล่ว ต้อนอิ่นซื่อที่กำลังภายในแกร่งกล้า กระทั่งไม่อาจเข้าใกล้ร่างอีกร่างที่ถูกเจียงหงจู่โจมความรวดเร็วของกระบี่คือจุดแข็งของคนที่ไร้กำลังภายใน แม้อีกคู่การโจมตีหนักหน่วงและพลังทำลายล้างมีมากกว่า แต่กลับไม่อาจดูแคลนคู่ของสตรีอีกสองคนที่เรียกได้ว่ามองออกในทันทีว่าผู้ใดคือผู้ที่ได้เปรียบใช่...เขารู้ว่าผู้ที่เข้าไปรับมืออิ่นซื่อเป็นสตรี เพียงแต่เขาคาดเดายังไม่ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคือใครเสียงตวัดกระบี่กรีดลงไปยังเนื้อหนัง ร่างของอิ่นซื่อเซถลาไปเบื้องหลัง ปลายกระบี่คมกริบจ่อรอบลำคอของนาง คนของเหมิงจื้อในที่สุดก็ก้าวออกมา เนื่องจากต้องการจับเป็นอิ่นซื่อ แต่ไม่ใช่กับเจียงหงหยวนหรูมองดูโจวเช่อที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว กระบี่ตวัดไปแต่ละครั้งรุนแรงมาก กระทั่งกระบี่ของเจ
สิ่งแรกที่หยวนหรูทำหลังจากกลับถึงจวน นั่นคือตรงไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า ดูแลให้อีกฝ่ายดื่มยาและสงบสติอารมณ์ นางนั่งกุมมือเหี่ยวย่นเงียบๆ ไม่กล่าวถ้อยคำใดๆ ออกมาสักคำ“หลานย่า” ฮูหยินผู้เฒ่าน้ำตาซึม “เหตุใดไม่พูดอะไร เหตุใดไม่บอกล่าว ปานนั่นหายไปได้อย่างไร หากบอก...ขอเพียงบอก”“ท่านย่า บอกไปก็ไม่ได้ทำให้สิ่งใดดีขึ้น บอกไปแล้วเปลี่ยนสิ่งใดได้หรือเจ้าคะ” หยวนหรูน้อยสิ้นใจไปแล้ว แม้พูดไปแล้วเปลี่ยนให้นางกลับมามีชีวิตได้หรือ...“ตั้งแต่เมื่อไร”“นับจากล้มป่วยเจ้าคะ พอหายดีก็ค่อยๆ จางลงจนไม่เหลือ” นางตอบไปตามความจริง มองดูฮูหยินผู้เฒ่าน้ำตาซึมนางยื่นมือออกไปเช็ดน้ำตาให้ “ท่านย่าอย่าร้องไห้อีกเลย หรูเอ๋อร์ไม่เป็นอะไร ต่อไปขอเพียงท่านย่าอยู่เป็นเพื่อนหรูเอ๋อร์ให้นานหน่อย ชดเชยที่หรูเอ๋อร์ถูกขังในเรือนหลังหลายปี ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนท่านย่าเลย”“เด็กดี เด็กดีของย่า”ข้างนอกหยวนวั่นยืนน้ำตาซึมพูดอะไรไม่ออก เขารอกระทั่งหยวนหรูเดินออกมาจากเรือนของมารดา สองพ่อลูกจึงมีโอกาสได้สนทนากัน“เพราะเหตุใดไม่พูด”“ท่านพ่อ พูดหรือไม่พูดเปลี่ยนสิ่งใดได้หรือ ข้าก็ยังเป็นหรูเอ๋อร์ เป็นบุตรสาวของท่าน ความจริงข้







