Mag-log inหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
เวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกที่ไร้ตัวตน เจ็ดวันที่ผ่านมา เขาแทบไม่พูดกับเธอเลยสักคำ วันหยุดเขาแทบจะไม่อยู่บ้านเลยเพราะเขาจะพาคนรักของเขาเที่ยวไปดินเนอร์ ทิ้งให้เธออยู่กับความเงียบที่กัดกินใจทีละน้อย เธอคิดว่าตัวเองคงชินแล้ว แต่ความเจ็บปวดบางอย่างต่อให้ซ้ำซากแค่ไหนก็ไม่เคยเบาบางลง มีแต่ทับถมจนหนาแน่นขึ้นทุกทีและวันนี้เธอไม่สามารถหลบหนีได้เหมือนทุกวันเพราะครอบครัวของเขานัดให้เธอและเขาไปรับประทานอาหารร่วมกันที่บ้าน เสียงล้อรถบดไปบนถนนราวกับเคลื่อนช้าเป็นพิเศษในความรู้สึกของเธอ หญิงสาวนั่งเบียดชิดประตูอีกฝั่ง ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวเข้าครอบคลุมทั่วทั้งรถ ร่างสูงที่นั่งข้างเธอขับรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาจับจ้องถนนตรงหน้าโดยไม่เหลือบมามองแม้แต่น้อย หญิงสาวบีบมือตัวเองแน่น พยายามควบคุมแรงสั่นของปลายนิ้ว วันนี้เธอต้องทำเหมือนทุกอย่างปกติ ต้องทำเหมือนเขาเป็นสามีที่รักใคร่ดูแลเธอ ต้องสวมบทบาท 'คู่รักที่มีความสุข' ต่อหน้าผู้ใหญ่ รถเคลื่อนเข้ามาจอดในลานกว้างของบ้านใหญ่ซึ่งโอ่อ่าและอบอุ่น ด้านในบ้านเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะของพ่อแม่ของชายหนุ่ม ดังลอดออกมา บรรยากาศช่างต่างจากความเย็นชาที่เธอคุ้นเคยในเรือนหอโดยสิ้นเชิง “ลงสิ” เสียงทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยสั้น ๆ โดยไม่หันมามอง หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนค่อย ๆ เปิดประตูลงจากรถ สูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมแรงใจอีกครั้ง “อ้าว มาแล้วเหรอลูก ๆ มานั่ง ๆ วันนี้แม่ให้แม่ครัวทำของโปรดไว้เยอะแยะเลยนะ” ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องอาหาร คุณวนิดาก็ยิ้มกว้างออกมาต้อนรับ "สวัสดีค่ะ คุณแม่" หญิงสาวยกมือไหว้อย่างนอบน้อม พลางฝืนยิ้มบาง ๆ เธอเดินตามสามีไปนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างกัน ร่างสูงขยับเก้าอี้ให้เธอเล็กน้อยต่อหน้าแม่สามีภาพนั้นทำให้คุณวนิดายิ่งเชื่อว่าทั้งคู่กำลังรักใคร่กันอย่างดี หัวใจเธอสั่นวูบ…เพราะรู้ว่าแท้จริงแล้ว การกระทำนั้นเป็นเพียงการ 'สร้างภาพ' เท่านั้น แต่ถ้าเขาทำให้เธอด้วยใจเธอก็จะดีใจมากแน่ๆ แต่คงได้แค่ฝันเท่านั้น อาหารมากมายถูกยกขึ้นโต๊ะ กลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ แต่สำหรับหญิงสาวแล้ว กลับกลืนไม่ลง คำพูดของแม่บ้านและแม่สามี ดังเจื้อยแจ้วรอบตัว แต่เธอแทบไม่ได้ยินอะไรเลย “ลินจ๊ะ กินเยอะๆ นะ หน้าตาซีดเชียว ช่วงนี้เหนื่อยอะไรรึเปล่า” เสียงคุณวนิดาถามขึ้นด้วยความห่วงใย “ไม่ค่ะคุณแม่ แค่พักผ่อนน้อยนิดหน่อยค่ะ” ลินฝืนยิ้ม พยักหน้ารับเบาๆ ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ชายหนุ่มก็ตักต้มยำกุ้งใส่ถ้วยเล็กแล้วเลื่อนมาตรงหน้าเธอ “กินหน่อย จะได้มีแรง” พร้อมเอ่ยเสียงเรียบที่พยายามแต่งแต้มความห่วงใย “เหนือเปลี่ยนไปนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย” คุณวนิดายิ้มชื่นชม หัวใจลินปวดหนึบ เธอรับถ้วยต้มยำมากินเงียบ ๆ ทั้งที่คอแข็งราวกับมีก้อนอะไรติดอยู่ การแสดงของเขาดูน่าเชื่อถือจนคุณแม่สามีหลงดีใจ มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่า รอยยิ้มและความอ่อนโยนเหล่านั้น…ไม่ได้มาจากใจของเขาเลยแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะยังคงดังระงมไปทั่วห้องอาหาร บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นกันเองราวกับครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับหญิงสาสแล้ว ทุกเสียงนั้นกลับดังก้องเหมือนค้อนหนักที่กระหน่ำลงกลางอก เธอพยายามตักอาหารเข้าปากเล็กน้อยให้ดูไม่ผิดสังเกต ทั้งที่รสชาติแทบไม่รับรู้เลยสักอย่าง แต่ทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมา เธอก็จะเห็นสายตาของคุณวนิดาจับจ้องอยู่เต็มไปด้วยความคาดหวัง…คาดหวังในสิ่งที่เธอไม่รู้เลยว่าจะทำได้หรือเปล่า “ลินกับเหนือแต่งงานกันมาก็หลายเดือนแล้วนะจ๊ะ” เสียงคุณวนิดาเอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี “เมื่อไหร่จะมีข่าวดีกันนะ” มือที่ถือช้อนของหญิงสาวชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้าลง เธอรู้สึกได้ถึงแรงบีบรัดจากอกทันที ราวกับลมหายใจถูกสูบออกไปจนหมด “เรื่องนั้น…คงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยครับ พอดีงานที่บริษัทค่อนข้างยุ่ง” ทิศเหนือเองก็ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็รีบคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมา “แหม งานก็งานเถอะ แต่เรื่องครอบครัวก็สำคัญนะลูก” คุณวนิดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงความคาดหวังชัดเจน “แม่ก็อยากอุ้มหลานเร็ว ๆ จะได้ทำให้บ้านนี้มีเสียงหัวเราะสดใสกว่านี้อีก” ลินกัดริมฝีปากล่างแน่น พยายามสะกดกลั้นไม่ให้น้ำตาเอ่อคลอ เธอรับรู้ถึงแรงสั่นที่มือไม้เริ่มควบคุมไม่ได้ ร่างเล็กก้มหน้าตักข้าวเงียบ ๆ โดยไม่กล้าเงยหน้ามองใครทั้งนั้น “ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณแม่ ไว้พร้อมเมื่อไหร่…คงมีข่าวดีแน่นอน” ชายหนุ่มปรายตามามองเธอเพียงแวบเดียว เขาเห็นเธอพยายามกลืนคำข้าวอย่างยากลำบาก แต่แทนที่จะเอ่ยปลอบ เขากลับเลือกหันกลับไปตอบคำถามต่ออย่างเรียบเฉย หลังอาหารเย็นเสร็จ พวกเขาพากันนั่งดื่มชากับขนมหวาน เสียงพูดคุยระหว่างชายหนุ่มกับผู้เป็นแม่ยังคงดังต่อเนื่อง หญิงสาวนั่งเงียบเป็นเงาสีจางในมุมหนึ่ง คอยรับรอยยิ้มและคำพูดหวังดีที่ฟังแล้วเหมือนเข็มนับพันทิ่มแทง “ลินจ๊ะ..ดูแลสุขภาพด้วยนะลูก แม่อยากเห็นพวกเธอสองคนรักกันและมีครอบครัวที่อบอุ่น แม่ดีใจมากนะที่ได้ลินมาเป็นลูกสะใภ้” เสียงคุณแม่สามีดังขึ้นอีกครั้ง “ค่ะคุณแม่ ลินจะพยายามค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ฝืนยิ้มทั้งที่หัวใจบีบแน่น เธอไม่รู้เลยว่าคำพูดสั้น ๆ นั้นทำไมถึงเจ็บปวดนัก…อาจเพราะมันย้ำชัดว่า ความรักที่ทุกคนคาดหวัง ไม่เคยมีอยู่จริงในชีวิตคู่ของเธอเลย ภายในรถ เมื่อออกจากบ้านใหญ่ ความเงียบก็กลับมาอีกครั้งภายในรถ หญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟถนนทอดยาวเป็นเส้นสายสลับกันไปมา เธอพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจทนได้ “พี่เหนือ…เมื่อกี้ทำไมต้องตอบแบบนั้นคะ” เธอเรียกเขาเสียงเบา ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า “แบบไหน” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว มองถนนตรงหน้าโดยไม่หันมาหาเธอ “ก็เรื่อง…เรื่องลูกนะคะ” น้ำเสียงสั่นพร่าของหญิงสาวดังแผ่ว “คุณแม่คาดหวัง แต่พี่เหนือก็บอกว่าจะมี…ทั้งที่จริง ๆ แล้วเรา…” เธอไม่กล้าพูดต่อ ประโยคนั้นเหมือนก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ “เธออยากให้ฉันตอบยังไงล่ะ หืม จะให้พูดความจริงต่อหน้าทุกคนว่าเราไม่ได้รักกันงั้นเหรอ” ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เสียงนั้นเต็มไปด้วยความรำคาญ 'ไม่ได้รัก' คำพูดเย็นชาเหมือนน้ำแข็งสาดใส่หน้าของหญิงสาว หญิงสาวก้มหน้าลงทันที มือกำชายกระโปรงแน่นจนยับยู่ยี่ น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลอาบแก้มเงียบ ๆ โดยไม่อาจควบคุมได้ “ลินรู้ว่าพี่…ไม่ได้รักลิน แต่…ลินรักพี่มากนะคะ ลิน…รอให้พี่รักลินมาตลอด แต่มัน…มันไม่เคยมีวันนั้นเลย” เสียงสั่นเครือเหมือนจะขาดหายไปทุกคำ น้ำตาเอ่อรื้นจนพร่าเลือนภาพตรงหน้า ชายหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้นก็ตวัดมองภรรยาด้วยสายตาเรียบนิ่ง หญิงสาวที่มองลึกลงในดวงตาของเขาก็รีบก้มหน้าลงเพราะสายตาของเขามันว่างเปล่า ไร้ความรู้สึกหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปคอนโดมิเนียมหญิงสาวยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักส่วนตัวที่คอนโด แสงไฟนวลส่องกระทบผิวขาวเนียนพร้อมเงาสะท้อนชุดเดรสยาวสีงาช้างที่เธอสวมอยู่ เดรสถูกออกแบบอย่างเรียบหรูแต่แฝงความอ่อนหวาน โอบเอวคอดกิ่วพอดีตัว ทำให้รูปร่างบอบบางของเธอยิ่งดูสง่างามขึ้น มาลินีหันซ้ายหันขวา ก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก๊อก ก๊อก ก๊อก“เปิดประตูเร็ว ๆ ยัยลิน ฉันมาแล้ว” น้ำเสียงคุ้นหูดังลอดเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะร่าเริงหญิงสาวรีบวิ่งไปเปิดประตู แล้วร่างโปร่งบางของแพรว เพื่อนรักที่เปรียบเสมือนน้องสาวก็โผล่เข้ามาทันที “ว้าววววว… ยัยลิน วันนี้สวยเหมือนหลุดออกมาจากนิยายเลยนะ” แพรวอ้าปากค้าง ทำท่าตกตะลึงเกินจริงก่อนจะหัวเราะคิกคัก“อย่ามาล้อเลยน่า ฉันก็แต่งปกติ” หญิงสาวแก้มขึ้นสี ยกมือดันไหล่เพื่อนเบา ๆ“ปกติบ้านเธอสิ นี่มันสวยเวอร์ไปแล้ว ดูสิ หน้าแดงเชียว” แพรวยกคิ้วล้อเลียน ก่อนจะหันไปวางกระเป๋าลงบนโซฟา “ว่าแต่…ใจเต้นใช่มั้ยล่ะ เพราะคืนนี้พี่พีทจะมีเซอร์ไพรส์นะจ๊ะ” หญิงสาใสะดุ้งเฮือก หันขวับมาจ้องหน้าเพื่อน “อะไรนะ แพรว เธอรู้อะไรมาอีกแล้วใช่มั้ย” แพรวยิ้มกรุ้มกริ
หนึ่งปีต่อมา Lin’s Wardrobeแสงแดดยามสายสาดเข้ามาในร้านตัดเย็บเสื้อผ้าที่ใหม่เอี่ยมของมาลินี ผนังไม้โทนอ่อนและโคมไฟสไตล์วินเทจส่องประกายสะท้อนกับกระจกใส ทุกมุมของร้านถูกจัดวางอย่างเรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่งเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ร้านทั้งสวยงามและอบอุ่นหญิงสาวเดินสำรวจร้านด้วยรอยยิ้มกว้าง รู้สึกภูมิใจที่ฝันหลายปีของเธอถูกสร้างขึ้นจริง พีทยืนอยู่ข้าง ๆ คอยส่งรอยยิ้มให้เธออยู่ห่าง ๆ ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความภูมิใจ“เอาล่ะ วันนี้เรามาฉลองการเริ่มต้นใหม่ของลินกันครับ” คุณอภิสิทธิ์ถือกรรไกรทองคำยืนรอหน้าโต๊ะพิธี เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะตัดริบบิ้นสีแดงผืนใหญ่ สัญลักษณ์แห่งการเปิดร้านวันแรก“ลินเก่งที่สุดเลย! วันนี้ฉันภูมิใจในตัวแกจริง ๆ” แพรว เพื่อนสาวสุดที่รักยืนอยู่ข้าง ๆ มาลินี หัวเราะชอบใจหญิงสาวหัวเราะเบา ๆ น้ำตาคลอเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้เสียใจนี่คือความสำเร็จที่เธอคว้าเองด้านนอกหน้าร้าน ทิศเหนือยืนอยู่ห่าง ๆ มองภาพของมาลินีด้วยสายตาที่ผสมระหว่างความอาลัยและยอมรับ เขารู้แล้วว่า…เธอที่เขาไม่อาจครอบครองอีกต่อไป ได้ก้าวไปสู่ความสุขของตัวเองแล้ว และคนที่อยู่เคียงข้างเธอตอนนี
ด้านมาลินีรถยุโรปสีเงินคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดตรงริมฟุตบาท หญิงสาวก้าวลงจากรถอย่างระมัดระวัง มือยังถือแฟ้มเอกสารแน่นอยู่ในอ้อมแขน“ตรงนี้แหละครับ ที่พี่บอกว่าทำเลดี เจ้าของที่ต้องการขายขาดเลย ไม่ใช่ปล่อยเช่า” พีทเอ่ยขึ้นพลางหันไปยิ้มอุ่น ๆ ให้เธอดวงตาของหญิงสาวทอดมองไปยังพื้นที่เบื้องหน้า แม้ยังเป็นแค่ที่ดินเปล่าที่มีรั้วกั้นเก่า ๆ และหญ้ารกขึ้นบ้าง แต่ในจินตนาการของเธอกลับเห็นเป็นร้านตัดเย็บเล็ก ๆ ที่มีแสงไฟส่องอบอุ่น และหน้าต่างกระจกใสโชว์ชุดสวย ๆ ที่เธอออกแบบเอง“ลินอยากได้ค่ะ…” เธอพึมพำเบา ๆ เหมือนบอกกับตัวเองมากกว่าคนข้าง ๆ“งั้นก็ดีเลย วันนี้เจ้าของเขาจะเข้ามาเซ็นสัญญา ถ้าลินมั่นใจพี่จะช่วยดูรายละเอียดเรื่องเอกสารการซื้อขายให้” พีทยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น เขาพร้อมที่จะซัพพอร์ตเธอทุกด้านหญิงสาวก้มหน้ามองแฟ้มในอ้อมแขนแน่น เธอใช้เวลาคิดมานาน กว่าจะกล้าก้าวออกจากความผิดหวังที่ยืดเยื้อมานับปี วันนี้เป็นวันแรกที่เธอเลือกตัวเองจริง ๆ“ลินอยากซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของลินเองค่ะ เงินเก็บที่ลินมีอาจไม่มาก แต่พอรวมกับที่คุณพ่อให้มาเพิ่ม ก็คงเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น” เสียงเธ
รุ่งเช้าแสงแดดอ่อนลอดผ้าม่านเข้ามาในห้อง มาลินีลุกขึ้นทั้งที่ตาบวมแดงจากการร้องไห้เมื่อคืน เธอไม่รอให้ใจตัวเองอ่อนแอไปมากกว่านี้ มือเรียวค่อย ๆ หยิบเสื้อผ้าบางส่วนใส่กระเป๋า เพื่อจะได้ย้ายออกไปได้ง่ายที่สุดในวันที่ทุกอย่างสิ้นสุดเสียงซิปกระเป๋า แกร๊ก... ดังสะท้อนในความเงียบ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวกำลังปลุกใครอีกคนชายหนุ่มที่นอนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงดังผิดปกติ เขาลุกขึ้นอย่างสงสัย ก้าวไปหยุดที่หน้าประตูห้องของเธอ ก่อนบิดลูกบิดเข้าไป“ลิน…เธอทำอะไร” เสียงทุ้มต่ำแฝงความไม่พอใจดังขึ้น“ลินแค่เก็บของไว้ล่วงหน้า…จะได้ออกไปง่าย ๆ เมื่อถึงเวลาหย่า” หญิงสาวชะงัก มือที่กำลังพับเสื้อหยุดค้างกลางอากาศ ก่อนเงยหน้ามองเขา ดวงตาแดงช้ำแต่เด็ดเดี่ยวหัวใจของชายหนุ่มสะท้านวูบ ร่างสูงยืนนิ่งมองเธอเก็บของทีละชิ้น ราวกับทุกสิ่งที่เคยเป็นของเขากำลังถูกดึงออกไปทีละน้อย เขาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกใจหายขนาดนี้“ฉันบอกแล้วไง…ฉันไม่หย่า” เสียงของเขาขรึมต่ำ แต่หนักแน่น“พี่เหนือมีคุณปริมอยู่แล้ว และพี่ก็บอกเองว่ารักเธอ..พี่ยังรั้งลินไว้ทำไม...ทำไมถึงไม่ยอมหย่า” ห
เย็นวันสุดท้ายห้องพักริมชายหาดหญิงสาวยืนอยู่กลางห้องพักเล็ก ๆ บนเตียงขนาดคิงไซส์ เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวถูกวางระเกะระกะ หญิงสาวค่อย ๆ พับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางด้วยมือที่มั่นคงกว่าก่อนมา วันแรกที่เธอมาถึง ที่นี่เต็มไปด้วยน้ำตาและความสับสน แต่วันนี้…หัวใจกลับเบากว่าเดิมมากเธอยิ้มบางเมื่อหยิบชุดเดรสสีขาวลายดอกเล็กที่ใส่เดินริมทะเลในเช้าวันนั้นขึ้นมา ภาพตัวเองที่หัวเราะกับแพรว เสียงพีทที่บอกให้ยิ้มบ่อย ๆ และสายตาอบอุ่นของพ่อยังชัดเจนราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่“กลับไป…ฉันก็ต้องเข้มแข็งให้ได้” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางรูดซิปกระเป๋าปิดดัง แกร็ก ราวกับสัญญากับหัวใจว่าจะไม่กลับไปเป็นคนที่อ่อนแออีกก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ“ลิน เสร็จหรือยังลูก” เสียงทุ้มอบอุ่นของพ่อดังลอดเข้ามา“เสร็จแล้วค่ะพ่อ ลินกำลังออกไปค่ะ” เธอลุกขึ้นยกกระเป๋า รวบผมยาวขึ้นเป็นหางม้าหลวม ๆ ก่อนจะหันมามองห้องอีกครั้ง รอยยิ้มเล็กปรากฏบนใบหน้าเหมือนกำลังบอกลา ความเศร้าที่ทิ้งไว้ที่นี่เมื่อก้าวออกจากห้องพัก กลิ่นทะเลที่คุ้นเคยพัดมากระทบอีกครั้ง หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ๆ เก็บความรู้สึกอบอุ่นไว้ในใจเป็นครั้งสุดท
รุ่งเช้า ริมทะเลสายลมอุ่น ๆ ของเช้าวันใหม่พัดพากลิ่นไอทะเลสดชื่นเข้ามา นกทะเลบินโฉบไปเหนือผืนน้ำที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ เสียงคลื่นซัดเบา ๆ กลายเป็นท่วงทำนองที่ทำให้บรรยากาศเช้านี้แตกต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง หญิงสาวเดินเท้าเปล่าบนหาดทรายละเอียด เธอสวมชุดเดรสสีขาวลายดอกเล็ก ๆ ที่ปลิวไสวตามแรงลม เส้นผมยาวสลวยสะบัดเบา ๆ เมื่อเธอหันมายิ้มให้พีทและแพรวสองพี่น้องที่กำลังวิ่งไล่จับกันอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มสดใสที่เคยเลือนหายไปกลับมาอีกครั้ง แววตาที่เคยหม่นเศร้ากลับส่องประกายคล้ายเด็กสาวที่ได้ปลดปล่อยหัวใจ“ลิน วันนี้แกยิ้มเก่งจังเลย” แพรวหัวเราะคิก วิ่งเข้ามากอดแขนเธออย่างเอ็นดู“อืม…ทะเลมันทำให้ฉันสดชื่นขึ้นเยอะเลย” ลินตอบเสียงใส หันไปมองทะเลกว้างด้วยสายตาเปี่ยมพลัง ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเมื่อวานเหมือนถูกคลื่นซัดพาออกไปไกลพีทยืนมองภาพตรงหน้า เขายกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์เก็บรอยยิ้มของเธอไว้โดยไม่พูดอะไร เพราะภาพหญิงสาวในตอนนี้มีค่ามากกว่าคำพูดใด ๆด้านหลัง พ่อของเธอยืนกอดอกมองลูกสาวด้วยสายตาโล่งใจ เขาเห็นรอยยิ้มจริง ๆ จากหัวใจของลูกสาวอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนาน ความสุขของลูกสาวทำให้หัวใจคน
เรือนหอ รุ่งเช้าแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามาในห้องนอน แสงอบอุ่นที่ควรปลุกให้วันใหม่สดใสกลับทำให้หญิงสาวบนเตียงนอนรู้สึกหนักอึ้งในอกมากกว่าเดิมเปลือกตาบางค่อย ๆ ลืมขึ้น ดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้ทั้งคืนยังคงแดงเรื่อ เธอขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งด้วยความอ่อนล้า ราวกับร่
บริษัท เวลา 18 : 00 น.ติ้ง~ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารสูงท่วมหัว ชายหนุ่มเหลือบตามองหน้าจอเพียงแวบเดียว ก่อนจัถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายแล้วกลับไปสนใจเอกสารตรงหน้าเหมือนไม่เคยเห็นข้อความนั้นมาก่อน หน้าจอโทรศัพท์ยังคงสว่างโชว์ข้อความจากภรรยาในนามลิน :
ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองบรรยากาศยามบ่ายหญิงสาวมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เธอเลือกโต๊ะริมกระจกที่มองออกไปเห็นถนนที่รถพลุกพล่านตรงหน้า หญิงสาวนั่งเงียบ ๆ พลางกอดแขนตัวเองไว้หลวม ๆ ราวกับต้องการที่พึ่งทางใจ เสียงช้อนส้อมกระทบกันและเสียงพูดคุยจอแจรอบข้างไม่สามารถกลบความเหงาลึก ๆ ในใจได้ไม่นานนัก ร่างสูงโ
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกท