Masukหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
เวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกที่ไร้ตัวตน เจ็ดวันที่ผ่านมา เขาแทบไม่พูดกับเธอเลยสักคำ วันหยุดเขาแทบจะไม่อยู่บ้านเลยเพราะเขาจะพาคนรักของเขาเที่ยวไปดินเนอร์ ทิ้งให้เธออยู่กับความเงียบที่กัดกินใจทีละน้อย เธอคิดว่าตัวเองคงชินแล้ว แต่ความเจ็บปวดบางอย่างต่อให้ซ้ำซากแค่ไหนก็ไม่เคยเบาบางลง มีแต่ทับถมจนหนาแน่นขึ้นทุกทีและวันนี้เธอไม่สามารถหลบหนีได้เหมือนทุกวันเพราะครอบครัวของเขานัดให้เธอและเขาไปรับประทานอาหารร่วมกันที่บ้าน เสียงล้อรถบดไปบนถนนราวกับเคลื่อนช้าเป็นพิเศษในความรู้สึกของเธอ หญิงสาวนั่งเบียดชิดประตูอีกฝั่ง ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวเข้าครอบคลุมทั่วทั้งรถ ร่างสูงที่นั่งข้างเธอขับรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาจับจ้องถนนตรงหน้าโดยไม่เหลือบมามองแม้แต่น้อย หญิงสาวบีบมือตัวเองแน่น พยายามควบคุมแรงสั่นของปลายนิ้ว วันนี้เธอต้องทำเหมือนทุกอย่างปกติ ต้องทำเหมือนเขาเป็นสามีที่รักใคร่ดูแลเธอ ต้องสวมบทบาท 'คู่รักที่มีความสุข' ต่อหน้าผู้ใหญ่ รถเคลื่อนเข้ามาจอดในลานกว้างของบ้านใหญ่ซึ่งโอ่อ่าและอบอุ่น ด้านในบ้านเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะของพ่อแม่ของชายหนุ่ม ดังลอดออกมา บรรยากาศช่างต่างจากความเย็นชาที่เธอคุ้นเคยในเรือนหอโดยสิ้นเชิง “ลงสิ” เสียงทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยสั้น ๆ โดยไม่หันมามอง หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนค่อย ๆ เปิดประตูลงจากรถ สูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมแรงใจอีกครั้ง “อ้าว มาแล้วเหรอลูก ๆ มานั่ง ๆ วันนี้แม่ให้แม่ครัวทำของโปรดไว้เยอะแยะเลยนะ” ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องอาหาร คุณวนิดาก็ยิ้มกว้างออกมาต้อนรับ "สวัสดีค่ะ คุณแม่" หญิงสาวยกมือไหว้อย่างนอบน้อม พลางฝืนยิ้มบาง ๆ เธอเดินตามสามีไปนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างกัน ร่างสูงขยับเก้าอี้ให้เธอเล็กน้อยต่อหน้าแม่สามีภาพนั้นทำให้คุณวนิดายิ่งเชื่อว่าทั้งคู่กำลังรักใคร่กันอย่างดี หัวใจเธอสั่นวูบ…เพราะรู้ว่าแท้จริงแล้ว การกระทำนั้นเป็นเพียงการ 'สร้างภาพ' เท่านั้น แต่ถ้าเขาทำให้เธอด้วยใจเธอก็จะดีใจมากแน่ๆ แต่คงได้แค่ฝันเท่านั้น อาหารมากมายถูกยกขึ้นโต๊ะ กลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ แต่สำหรับหญิงสาวแล้ว กลับกลืนไม่ลง คำพูดของแม่บ้านและแม่สามี ดังเจื้อยแจ้วรอบตัว แต่เธอแทบไม่ได้ยินอะไรเลย “ลินจ๊ะ กินเยอะๆ นะ หน้าตาซีดเชียว ช่วงนี้เหนื่อยอะไรรึเปล่า” เสียงคุณวนิดาถามขึ้นด้วยความห่วงใย “ไม่ค่ะคุณแม่ แค่พักผ่อนน้อยนิดหน่อยค่ะ” ลินฝืนยิ้ม พยักหน้ารับเบาๆ ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ชายหนุ่มก็ตักต้มยำกุ้งใส่ถ้วยเล็กแล้วเลื่อนมาตรงหน้าเธอ “กินหน่อย จะได้มีแรง” พร้อมเอ่ยเสียงเรียบที่พยายามแต่งแต้มความห่วงใย “เหนือเปลี่ยนไปนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย” คุณวนิดายิ้มชื่นชม หัวใจลินปวดหนึบ เธอรับถ้วยต้มยำมากินเงียบ ๆ ทั้งที่คอแข็งราวกับมีก้อนอะไรติดอยู่ การแสดงของเขาดูน่าเชื่อถือจนคุณแม่สามีหลงดีใจ มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่า รอยยิ้มและความอ่อนโยนเหล่านั้น…ไม่ได้มาจากใจของเขาเลยแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะยังคงดังระงมไปทั่วห้องอาหาร บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นกันเองราวกับครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับหญิงสาสแล้ว ทุกเสียงนั้นกลับดังก้องเหมือนค้อนหนักที่กระหน่ำลงกลางอก เธอพยายามตักอาหารเข้าปากเล็กน้อยให้ดูไม่ผิดสังเกต ทั้งที่รสชาติแทบไม่รับรู้เลยสักอย่าง แต่ทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมา เธอก็จะเห็นสายตาของคุณวนิดาจับจ้องอยู่เต็มไปด้วยความคาดหวัง…คาดหวังในสิ่งที่เธอไม่รู้เลยว่าจะทำได้หรือเปล่า “ลินกับเหนือแต่งงานกันมาก็หลายเดือนแล้วนะจ๊ะ” เสียงคุณวนิดาเอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี “เมื่อไหร่จะมีข่าวดีกันนะ” มือที่ถือช้อนของหญิงสาวชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้าลง เธอรู้สึกได้ถึงแรงบีบรัดจากอกทันที ราวกับลมหายใจถูกสูบออกไปจนหมด “เรื่องนั้น…คงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยครับ พอดีงานที่บริษัทค่อนข้างยุ่ง” ทิศเหนือเองก็ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็รีบคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมา “แหม งานก็งานเถอะ แต่เรื่องครอบครัวก็สำคัญนะลูก” คุณวนิดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงความคาดหวังชัดเจน “แม่ก็อยากอุ้มหลานเร็ว ๆ จะได้ทำให้บ้านนี้มีเสียงหัวเราะสดใสกว่านี้อีก” ลินกัดริมฝีปากล่างแน่น พยายามสะกดกลั้นไม่ให้น้ำตาเอ่อคลอ เธอรับรู้ถึงแรงสั่นที่มือไม้เริ่มควบคุมไม่ได้ ร่างเล็กก้มหน้าตักข้าวเงียบ ๆ โดยไม่กล้าเงยหน้ามองใครทั้งนั้น “ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณแม่ ไว้พร้อมเมื่อไหร่…คงมีข่าวดีแน่นอน” ชายหนุ่มปรายตามามองเธอเพียงแวบเดียว เขาเห็นเธอพยายามกลืนคำข้าวอย่างยากลำบาก แต่แทนที่จะเอ่ยปลอบ เขากลับเลือกหันกลับไปตอบคำถามต่ออย่างเรียบเฉย หลังอาหารเย็นเสร็จ พวกเขาพากันนั่งดื่มชากับขนมหวาน เสียงพูดคุยระหว่างชายหนุ่มกับผู้เป็นแม่ยังคงดังต่อเนื่อง หญิงสาวนั่งเงียบเป็นเงาสีจางในมุมหนึ่ง คอยรับรอยยิ้มและคำพูดหวังดีที่ฟังแล้วเหมือนเข็มนับพันทิ่มแทง “ลินจ๊ะ..ดูแลสุขภาพด้วยนะลูก แม่อยากเห็นพวกเธอสองคนรักกันและมีครอบครัวที่อบอุ่น แม่ดีใจมากนะที่ได้ลินมาเป็นลูกสะใภ้” เสียงคุณแม่สามีดังขึ้นอีกครั้ง “ค่ะคุณแม่ ลินจะพยายามค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ฝืนยิ้มทั้งที่หัวใจบีบแน่น เธอไม่รู้เลยว่าคำพูดสั้น ๆ นั้นทำไมถึงเจ็บปวดนัก…อาจเพราะมันย้ำชัดว่า ความรักที่ทุกคนคาดหวัง ไม่เคยมีอยู่จริงในชีวิตคู่ของเธอเลย ภายในรถ เมื่อออกจากบ้านใหญ่ ความเงียบก็กลับมาอีกครั้งภายในรถ หญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟถนนทอดยาวเป็นเส้นสายสลับกันไปมา เธอพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจทนได้ “พี่เหนือ…เมื่อกี้ทำไมต้องตอบแบบนั้นคะ” เธอเรียกเขาเสียงเบา ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า “แบบไหน” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว มองถนนตรงหน้าโดยไม่หันมาหาเธอ “ก็เรื่อง…เรื่องลูกนะคะ” น้ำเสียงสั่นพร่าของหญิงสาวดังแผ่ว “คุณแม่คาดหวัง แต่พี่เหนือก็บอกว่าจะมี…ทั้งที่จริง ๆ แล้วเรา…” เธอไม่กล้าพูดต่อ ประโยคนั้นเหมือนก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ “เธออยากให้ฉันตอบยังไงล่ะ หืม จะให้พูดความจริงต่อหน้าทุกคนว่าเราไม่ได้รักกันงั้นเหรอ” ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เสียงนั้นเต็มไปด้วยความรำคาญ 'ไม่ได้รัก' คำพูดเย็นชาเหมือนน้ำแข็งสาดใส่หน้าของหญิงสาว หญิงสาวก้มหน้าลงทันที มือกำชายกระโปรงแน่นจนยับยู่ยี่ น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลอาบแก้มเงียบ ๆ โดยไม่อาจควบคุมได้ “ลินรู้ว่าพี่…ไม่ได้รักลิน แต่…ลินรักพี่มากนะคะ ลิน…รอให้พี่รักลินมาตลอด แต่มัน…มันไม่เคยมีวันนั้นเลย” เสียงสั่นเครือเหมือนจะขาดหายไปทุกคำ น้ำตาเอ่อรื้นจนพร่าเลือนภาพตรงหน้า ชายหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้นก็ตวัดมองภรรยาด้วยสายตาเรียบนิ่ง หญิงสาวที่มองลึกลงในดวงตาของเขาก็รีบก้มหน้าลงเพราะสายตาของเขามันว่างเปล่า ไร้ความรู้สึกเวลา 20:30 น.เรือนหอภายในห้องครัวที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำไหลจากก๊อกและเสียงจานกระทบกันเบา ๆ หญิงสาวร่างบางกำลังล้างจานอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว เธอรู้สึกอบอุ่นเล็กน้อยในหัวใจ… เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่แทรกตัวขึ้นมาโดยไม่คาดคิดทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอรีบล้างมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายทันที เมื่อเห็นชื่อเพื่อนสนิทโชว์ขึ้นมาบนหน้าจอ“ฮัลโหล… แพรว มีอะไรรึเปล่า” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส“เปล่าหรอก แค่จะชวนแกไปเที่ยวทะเลด้วยกัน… อีกอย่าง พรุ่งนี้วันเกิดแกไม่ใช่เหรอ”น้ำเสียงปลายสายแฝงความสงสัยเล็กน้อยหญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ เธอรีบหันไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะที่วางอยู่ไม่ไกล ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ“จริงด้วย… ฉันลืมวันเกิดตัวเองไปได้ยังไงเนี่ย…” เธอพึมพำออกมาแผ่วเบา ราวกับเพิ่งตระหนักว่าเธอเศร้าจนหลงลืมแม้แต่วันสำคัญของตัวเอง“แกไม่มีนัดใช่มั้ย? พรุ่งนี้ฉันไปรับสิบโมงนะ โอเค บ๊ายบาย”“เดี๋ยว… ยัยแพรว”เธอยังพูดไม่ทันจบดี เพื่อนสาวก็วางสายไปเสียแล้ว“ก็ดีเหมือนกัน… ไม่ได้ไปทะเลนานแล้ว” หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ
เรือนหอรุ่งเช้า เสียงนาฬิกาดิจิทัลที่หัวเตียงดังแผ่ว ๆ บอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ร่างสูงที่นอนตะแคงอยู่พลิกตัวช้า ๆ เปลือกตาคมค่อย ๆ เปิดขึ้นรับแสงแดดยามเช้าที่ลอดเข้ามาทางผ้าม่านสีอ่อนชายหนุ่มถอนหายใจยาว มือหนายกขึ้นกดขมับ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างยังคงวนเวียนอยู่ในอกตั้งแต่เมื่อคืน ความว่างเปล่าในห้องของเธอ ภาพห้องที่ถูกเก็บเรียบร้อยแต่ไร้ร่างของมาลินี ยังติดตาอยู่ไม่หาย เขาไม่ควรจะคิดอะไรเลยด้วยซ้ำไม่ควรจะใส่ใจ…แต่ก็หงุดหงิดอยู่อย่างบอกไม่ถูก“จะไปไหนก็เรื่องของเธอสิ…ฉันไม่จำเป็นต้องรู้” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ แต่พอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ ความเงียบที่รายล้อมกลับก่อให้เกิดความรำคาญเล็ก ๆ ราวกับข้างในมันคอยย้ำว่ามีบางอย่างขาดหายชายหนุ่มพลิกตัวลุกขึ้นจากเตียงในที่สุด เขาเดินเข้าห้องน้ำ ใช้เวลานานกว่าปกติในการล้างหน้า แช่ตัวอยู่กับสายน้ำเหมือนต้องการไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แต่กลับไม่สำเร็จเมื่อออกมาแต่งตัวเรียบร้อย เขาไม่ได้ตรงไปบริษัทเหมือนเช่นทุกวัน แต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาเลขา“เอางานทั้งหมดของวันนี้มาส่งที่คอนโด ฉันจะทำที่นี่”เสียงทุ้มเอ่ยสั้น ๆ 'ครับท่านประธาน' เลขาหนุ่
เวลา 19 : 30 น.ห้องอาหารแสงไฟอุ่นในห้องอาหารขนาดใหญ่ถูกเปิดขึ้น โต๊ะยาวไม้สักถูกจัดวางอาหารที่แม่บ้านตั้งใจทำอย่างประณีต กลิ่นหอมของกับข้าวที่มาลินีชอบตั้งแต่เด็ก ๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง“คุณลุงคะ กลิ่นหอมมากเลยค่ะ ดูก็รู้ว่าเป็นอาหารโปรดของลินทั้งนั้น” แพรวพูดพร้อมรอยยิ้ม พลางช่วยแม่บ้านจัดจานเพิ่ม“ก็ต้องสิ…ลูกสาวพ่อกลับมาทั้งที จะให้พลาดได้ยังไง” คุณอภิสิทธิ์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองลูกสาวที่นั่งเงียบ ยกช้อนตักแกงจืดรสอ่อนที่เธอเคยโปรดปรานใส่ถ้วยของเธอ“กินเยอะ ๆ นะลูก ช่วงนี้ผอมไปหรือเปล่า พ่อเห็นแล้วไม่สบายใจเลย” คุณอภิสิทธิ์มองลูกสาวด้วยสายตาที่เป็นห่วง“ค่ะคุณพ่อ ลินจะกินเยอะ ๆ เลย” หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ฝืนยิ้มรับ แพรวนั่งมองเพื่อนพลางยิ้มบาง ๆ เธอเห็นได้ชัดว่าลินพยายามฝืนเก็บความเศร้าไว้ข้างใน แต่ต่อหน้าคุณอภิสิทธิ์ เธอก็ยังคงเป็น “ลูกสาวที่สดใส” ของคุณพ่ออยู่เสมอ“แพรวก็ทานเยอะ ๆ นะลูก อยู่เมืองนอกไม่ค่อยได้กินอาหารไทยแท้ ๆ แบบนี้ใช่ไหม” คุณอภิสิทธิ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“ใช่เลยค่ะคุณลุง…ห่างบ้านทีไรก็คิดถึงอาหารฝีมือแม่บ้านที่นี่ทุกที” แพรวตอบด้วยความจริงใจ พลางเ
เสียงหัวเราะของแพรวยังคงดังคลอไปกับบรรยากาศในห้าง มาลินีพยายามยิ้มตาม แม้ในใจยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและว่างเปล่า แต่เธอก็รู้สึกว่าการมีเพื่อนอยู่ด้วยทำให้โลกไม่เงียบเหงาเหมือนเคยทั้งคู่เดินทอดน่องเรื่อยๆ เดินผ่านโซนอาหารของห้าง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นจากร้านต่าง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผู้คนมากมายจับจองโต๊ะ บางคนหัวเราะ บางคู่จับมือกันแน่น เสียงเหล่านั้นบาดลึกลงไปในหัวใจของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว สายตาของหญิงสาวเผลอกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ทว่าในเสี้ยววินาทีหนึ่ง เธอกลับชะงักฝีเท้าลงแทบจะทันทีที่มุมหนึ่งของร้านอาหารตกแต่งหรู โต๊ะริมกระจกซึ่งมีแสงไฟอุ่นส่องกระทบ เธอเห็นร่างสูงสง่าของชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามหญิงสาวอีกคน...'พี่เหนือ' หัวใจของหญิงสาวแทบหยุดเต้น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงเอาไว้ เธอไม่จำเป็นต้องกะพริบตาซ้ำก็รู้แน่ว่าเป็นเขา สามีในนามของเธอและผู้หญิงคนนั้น...ก็คือ ปริม หญิงสาวที่เขารักหมดใจปริมกำลังยิ้มอย่างสดใส ดวงตาทอประกายความสุขเมื่อมองชายหนุ่มตรงหน้า เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเธอเล็ดลอดออกมา ขณะที่เหนือเองก็ยกมือขึ้นตักอาหารป้อนปริมด้วยท่าทีอ่อนโยน แววตาที่เขาใช้มองผู้หญิงคนน
ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองบรรยากาศยามบ่ายหญิงสาวมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เธอเลือกโต๊ะริมกระจกที่มองออกไปเห็นถนนที่รถพลุกพล่านตรงหน้า หญิงสาวนั่งเงียบ ๆ พลางกอดแขนตัวเองไว้หลวม ๆ ราวกับต้องการที่พึ่งทางใจ เสียงช้อนส้อมกระทบกันและเสียงพูดคุยจอแจรอบข้างไม่สามารถกลบความเหงาลึก ๆ ในใจได้ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทีร่าเริง ผมยาวสลวยปลิวไหวตามแรงก้าวเดิน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใสจนมาลินีเผลอลุกขึ้นยืนต้อนรับทันที“แพรว” น้ำเสียงของมาลินีสั่นเครือ แต่เต็มไปด้วยความดีใจ“ลิน” เพื่อนสาวโผเข้ามากอดทันที แรงกอดแน่นนั้นทำให้หัวใจที่แหลกสลายของมาลินีอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับได้รับกำลังใจที่ไม่เคยมีในบ้านหลังนั้น“คิดถึงเธอที่สุดเลย...แกสบายดีมั้ย” แพรวเอ่ยพลางผละออกมามองหน้าเพื่อนอย่างสำรวจ "อืม...ฉันสบายดี" หญิงสาวตอบกลับเพื่อนสาวด้วยรอยยิ้มแต่ภายในใจเธอแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี"แต่ฉันดูออกว่าแกไม่มีความสุข..แกไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน" แพรวมองหญิงสาวด้วยสายตากังวล สีหน้าเธอเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่อยากรู้ แต่ก็พยายามไม่จี้จุดจนเกินไปหญิงสาวไม่ตอบ เพียงแค่ก้มลงมองแก้วน
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเวลาที่ล่วงเลยไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับมาลินี ทุกเช้าเธอยังคงตื่นขึ้นมาเจอเพียงความเชยชาของผู้เป็นสามี ทุกคืนยังคงจบลงด้วยน้ำตาที่ซึมเปื้อนผ้าห่ม ทุกวันเหมือนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหอที่ไร้ความอบอุ่น แม้จะมีสถานะว่าเป็น 'ภรรยา' แต่ในความจริงแล้วเธอไม่ต่างอะไรกับแขกที่ไร้ตัวตนเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาแทบไม่พูดกับเธอเลยสักคำ วันหยุดเขาแทบจะไม่อยู่บ้านเลยเพราะเขาจะพาคนรักของเขาเที่ยวไปดินเนอร์ ทิ้งให้เธออยู่กับความเงียบที่กัดกินใจทีละน้อย เธอคิดว่าตัวเองคงชินแล้ว แต่ความเจ็บปวดบางอย่างต่อให้ซ้ำซากแค่ไหนก็ไม่เคยเบาบางลง มีแต่ทับถมจนหนาแน่นขึ้นทุกทีและวันนี้เธอไม่สามารถหลบหนีได้เหมือนทุกวันเพราะครอบครัวของเขานัดให้เธอและเขาไปรับประทานอาหารร่วมกันที่บ้านเสียงล้อรถบดไปบนถนนราวกับเคลื่อนช้าเป็นพิเศษในความรู้สึกของเธอ หญิงสาวนั่งเบียดชิดประตูอีกฝั่ง ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวเข้าครอบคลุมทั่วทั้งรถ ร่างสูงที่นั่งข้างเธอขับรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาจับจ้องถนนตรงหน้าโดยไม่เหลือบมามองแม้แต่น้อยหญิงสาวบีบมือตัวเองแน่น พยายามควบคุมแรงสั่นของปลายนิ้ว วันนี้เธอต้องทำเหมือนท







