Se connecterเสียงหัวเราะของแพรวยังคงดังคลอไปกับบรรยากาศในห้าง มาลินีพยายามยิ้มตาม แม้ในใจยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและว่างเปล่า แต่เธอก็รู้สึกว่าการมีเพื่อนอยู่ด้วยทำให้โลกไม่เงียบเหงาเหมือนเคย
ทั้งคู่เดินทอดน่องเรื่อยๆ เดินผ่านโซนอาหารของห้าง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นจากร้านต่าง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผู้คนมากมายจับจองโต๊ะ บางคนหัวเราะ บางคู่จับมือกันแน่น เสียงเหล่านั้นบาดลึกลงไปในหัวใจของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว สายตาของหญิงสาวเผลอกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ทว่าในเสี้ยววินาทีหนึ่ง เธอกลับชะงักฝีเท้าลงแทบจะทันที ที่มุมหนึ่งของร้านอาหารตกแต่งหรู โต๊ะริมกระจกซึ่งมีแสงไฟอุ่นส่องกระทบ เธอเห็นร่างสูงสง่าของชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามหญิงสาวอีกคน... 'พี่เหนือ' หัวใจของหญิงสาวแทบหยุดเต้น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงเอาไว้ เธอไม่จำเป็นต้องกะพริบตาซ้ำก็รู้แน่ว่าเป็นเขา สามีในนามของเธอและผู้หญิงคนนั้น...ก็คือ ปริม หญิงสาวที่เขารักหมดใจ ปริมกำลังยิ้มอย่างสดใส ดวงตาทอประกายความสุขเมื่อมองชายหนุ่มตรงหน้า เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเธอเล็ดลอดออกมา ขณะที่เหนือเองก็ยกมือขึ้นตักอาหารป้อนปริมด้วยท่าทีอ่อนโยน แววตาที่เขาใช้มองผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นจนแทงใจคนที่ยืนมองอยู่จากไกล ๆ โลกของมาลินีราวกับหยุดหมุน เสียงรอบกายพร่ามัว กลายเป็นเพียงความเงียบงันที่กดทับจนหูอื้อ เธอไม่เคยได้รับสายตาแบบนั้นเลย...แม้แต่ครั้งเดียว “...ลิน” แพรวเอ่ยเรียกเบา ๆ เมื่อเห็นเพื่อนสาวยืนตัวแข็ง น้ำเสียงสั่นเครือ หญิงสาวรีบเบือนสายตาหนี แต่ก็ไม่ทันซ่อนประกายเจ็บปวดที่ไหลผ่านดวงตาคู่สวย น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว หัวใจปวดหนึบจนแทบขาดหายใจ “แก...เห็นใช่มั้ย” น้ำเสียงแผ่วเบาของเธอสั่นระริก แพรวหันไปตามสายตา ก่อนจะเห็นภาพตรงหน้าเช่นเดียวกัน หญิงสาวเม้มปากแน่นด้วยความสะเทือนใจแทนเพื่อน “ลิน...อย่ามองเลยนะ ไปเถอะ” แพรวรีบเอื้อมมือมากุมแขนเพื่อนสาวแน่น ดึงให้ก้าวเดินออกมาแต่มาลินีกลับยืนนิ่งอยู่กับที่ ร่างกายเธอสั่นเทาเล็กน้อย ขอบตาร้อนผ่าว ความจริงตรงหน้ามันชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้ เขาไม่เคยมีเธออยู่ในใจเลย...แม้แต่วินาทีเดียว เสียงหัวเราะของปริมที่ดังลอดออกมาจากโต๊ะนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า มาลินีเผลอกัดริมฝีปากตัวเองแน่น พยายามกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา “แพรว...ทำไมฉันถึงไม่เคยรับความอ่อนโยนแบบนี้จากเขาบ้าง” เธอพึมพำแผ่ว ราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าจะถามใคร “ไม่เอานะลิน...อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการมองภาพนั้นอีก เธอไม่ผิดเลย อย่าโทษตัวเอง” แพรวไม่รอช้า โอบกอดเพื่อนสาวเอาไว้ทันที หญิงสาวพยายามหายใจลึก ๆ กลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะปล่อยให้แพรวประคองเธอเดินออกจากโซนร้านอาหารช้า ๆ ราวกับทุกก้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแต่แม้จะพยายามหลบหนี ภาพสายตาอ่อนโยนของเหนือที่มอบให้ปริมก็ยังคงตามหลอกหลอนในใจเธอไม่หาย... ด้านทิศเหนือ เสียงหัวเราะใสของปริมก้องกังวานอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางแสงไฟอุ่นในร้านอาหารหรูที่เขาเลือกมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ปริมยังคงเป็นผู้หญิงที่ทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม “พี่เหนือ...ป้อนหน่อยสิคะ” ปริมยื่นช้อนมาตรงหน้า ดวงตาคู่สวยฉายประกายอ้อนอย่างที่เขาคุ้นเคยชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ พลางตักอาหารในจาน ยื่นให้เธอด้วยท่าทีเอาใจอ่อนโยน “อ้าปากสิ” ปริมทำตามอย่างเชื่อฟัง แววตาเปล่งประกายความสุขทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าของเขาสำหรับเหนือ...นี่คือความสุขเดียวที่เขาต้องการ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการได้อยู่กับผู้หญิงตรงหน้า กระทั่ง...ดวงตาคมเข้มของเขาเหลือบไปยังมุมหนึ่งโดยไม่ตั้งใจเพียงชั่วขณะเดียว เขาเห็นร่างบางคุ้นตากับหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่นอกโซนร้านอาหาร ดวงตาเธอแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริกเหมือนกำลังกลั้นบางสิ่งไว้เต็มที่ มาลินี ชายหนุ่มชะงักไปเพียงวูบเดียว ก่อนจะเบือนสายตากลับมาที่ปริมในทันที ราวกับไม่เคยเห็นอะไรเลยไม่มีความรู้สึกใด ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเขา...ไม่มีแม้แต่ความสงสาร สำหรับเขา ผู้หญิงคนนั้นคือ “พันธะ” ที่ถูกยัดเยียด เป็นเพียงเงาที่เขาไม่เคยคิดจะเหลียวแล ในหัวใจของเหนือ มีเพียงปริมเท่านั้น เขายกมือขึ้นลูบเส้นผมของหญิงสาวตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ราวกับย้ำเตือนตัวเองซ้ำอีกครั้งว่าเขาเลือกแล้ว และจะไม่ปล่อยมือจากเธออีก “กินเยอะ ๆ นะปริม เดี๋ยวผอมไปพี่จะหวงเอา” เสียงทุ้มของเขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ปริมยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายแห่งความรัก ความสุขของเธอถูกสะท้อนกลับมาในสายตาของเหนืออย่างชัดเจน ตรงกันข้าม...ภาพหญิงสาวอีกคนที่เพิ่งเดินจากไปนั้น ชายหนุ่มไม่ได้เก็บมาแม้แต่เศษเสี้ยวความคิด ราวกับว่า...มาลินีไม่เคยมีอยู่ในโลกของเขาเลย ด้านมาลินี "ขึ้นเดี๋ยวฉันไปที่คอนโด" แพรวหันไปบอกหญิงสาวี่ยืนนิ่งอยู่บนใบหน้ายังมีความเศร้าจากเหตุการณ์เมื่อครู่ "ลิน...ขึ้นเถอะ" แพรวจับแขนหญิงสาวกระตุกเบาๆ เรียกสติหญิงสาว "อืม..." หญิงสาวพยักหน้าให้แพรวก่อนจะเดินขึ้นไปด้วยจิตใจที่เศร้าหมอง "เมื่อไหร่แกจะรักตัวเองบ้าง" เมื่อรถแล่นออกจากห้างได้สักพัก แพรวหันไปมองหญิงสาวที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา จึงเอ่ยคำพูดที่เตือนสติเพื่อน "แกควรออกมาได้แล้ว...เขาไม่สนใจแกเลยนะ" แพรวแอบรู้สึกผิดที่เอ่ยประโยคนั้นไปแต่แค่อยากเตือนเพื่อน เธออยากให้เพื่อนมีความสุข "แกก็รู้ว่าฉันรักเขา...ขอเวลาให้ฉันหน่อยนะถ้ามันไม่ได้ขึ้นฉันจะออกจากชีวิตเขาทันที" หญิงสาวหันไปมองเพื่อนก่อนจะออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ฉันเป็นกำลังใจให้นะ...ถ้าเหงาอยากไปเที่ยวที่ไหนบอกฉันได้นะฉันจะมาหาเธอทันที" แพรวกุมมือหญิงสาวแน่นก่อนจะยิ้มบางๆ "ขอบใจนะ" หญิงสาวหันไปยิ้มให้แพรวทั้งที่ดวงตาที่น้ำตาคลออยู่ "อยากแวะที่ไหนอีกมั้ย...ฉันมีเวลาอยู่กับเธอทั้งวันเลย" "อยากฉันไปหาคุณพ่อ.." แพรวพยักหน้าให้หญิงสาวทันที "ได้เลย...ฉันอยากไปเยี่ยมคุณลุงเหมือนกัน" คฤหาสน์ ปริ๊น ปริ๊น รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดตรงประตูรั้วพร้อมกับกดเสียงแตรรถทำให้แม่บ้านที่ไม่คุ้นเคยวิ่งมาด้วยความสงสัย "คุณลิน..." แม่บ้านสาวยิ้มออกมาด้วยดีใจเมื่อกีะจกรถเลื่อนลงเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย แม่บ้านรีบเปิดประตูรั้วทันที เมื่อรถจอดนิ่งสนิทตรงหน้าคฤหาสน์ใหญ่โต หญิงสาวเปิดประตูลงรถด้วยใบหน้าที่ฝืนยิ้มเบาๆ เพราะไม่อยากให้คุณพ่อเห็นว่าเธอกำลังทุกข์ใจ "คุณพ่อ...สวัสดีค่ะ" หญิงสาวเดินตรงไปที่ห้องรับแขกทันทีเมื่อเข้ามาก็คุณพ่อของเธอกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ "ลิน..." คุณอภิสิทธิ์เงยหน้าขึ้นมาด้วยดีใจ รีบลุกขึ้นเดินไปกอดลูกสาว "สวัสดีค่ะ คุณลุง" แพรวยกมือไหว้อย่างสุภาพ "สวัสดีครับ..หนูแพรวใช่มั้ยกลับมาเมื่อไหร่เนี่ย" คุณอภิสิทธิ์มองหน้าแพรวก่อนจะหยุดคิดอยู่แวบหนึ่ง เมื่อคิดออกว่าหญิงสาวตรงหน้าคือ แพรว เพื่อนสนิทของลูกสาวที่เคยมาที่นี้บ่อยๆ "ใช่ค่ะคุณลุง...แพรวเพิ่งกลับมาวันนี้เลยค่ะ" คุณอภิสิทธิ์พยักหน้าเข้าใจก่อนจะพาหญิงสาวทั้งคู่ไปนั่งที่โซฟา "คุณลุงสบายดีนะคะ" แพรวถามเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มสดใส "สบายดีตามวัยคนแก่นั้นลูก" คุณอภิสิทธิ์พูดจบก็หันมาสนใจลูกสาวที่กอดตนแน่น "มาบ้านทำไมไม่บอกพ่อก่อน พ่อจะได้ให้แม่บ้านเตรียมขนมที่ลูกชอบ" คุณอภิสิทธิ์ลูบผมหญิงสาวด้วยความรักความเอ็นดู "...ไม่เซอร์ไพรส์สิคะ" หญิงสาวซบหน้าลงที่หน้าอกของผู้เป็นพ่ออย่างออดอ้อน "หึๆ เมื่อไหร่จะโตสักทีลูกสาวพ่อขี้อ้อนจริงๆ'" คุณอภิสิทธิ์หัวเราะภายในลำคอกับความน่ารักของลูกสาว "อยู่ทานข้าวเย็นกันก่อนนะ...หนูแพรวด้วยนะลูก" คุณอภิสิทธิ์ก็มาบอกลูกสาวก่อนจะหันไปบอกเพื่อนสนิทของลูกสาวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ได้ค่ะ คุณลุง" แพรวตอบกลับทันที "คุณพ่อค่ะ...ลินขอค้างที่นี่ได้มั้ยคะ" หญิงสาวเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อก่อนจะทำสายตาออดอ้อนอย่างกับลูกแมวตัวน้อย "ได้สิ...บ้านหลังนี้ต้อนรับลูกสาวคนนี้เสมอ" หญิงสาวที่ได้ยินประโยคนั้นจะผู้เป็นพ่อ น้ำตาเธอแทบจะไหลออกมา "แล้วพี่เหนือเขาไม่ว่าเหรอลูก..ลูกมีสามีแล้วนะ" หญิงสาวส่ายหน้าไปมา เธออยากพูดออกไปว่า เขาไม่สนใจเธอหรอก แต่เธอไม่อยากให้พ่อรู้ว่าเธอกำลังมีปัญหาชีวิตคู่ "เดี๋ยวหนูคอยบอกพี่เขาค่ะ" หญิงสาวบอกพ่อไปแบบนั้น แต่เธอคงไม่กล้าส่งข้อความไปบอกเขาหรอก เพราะมันไม่จำเป็นสำหรับเขา "ตามใจลูก" แพรวมองภาพที่อบอุ่นด้วยความดีใจที่เพื่อนของเธอมีที่พักพิงใจหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปคอนโดมิเนียมหญิงสาวยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักส่วนตัวที่คอนโด แสงไฟนวลส่องกระทบผิวขาวเนียนพร้อมเงาสะท้อนชุดเดรสยาวสีงาช้างที่เธอสวมอยู่ เดรสถูกออกแบบอย่างเรียบหรูแต่แฝงความอ่อนหวาน โอบเอวคอดกิ่วพอดีตัว ทำให้รูปร่างบอบบางของเธอยิ่งดูสง่างามขึ้น มาลินีหันซ้ายหันขวา ก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก๊อก ก๊อก ก๊อก“เปิดประตูเร็ว ๆ ยัยลิน ฉันมาแล้ว” น้ำเสียงคุ้นหูดังลอดเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะร่าเริงหญิงสาวรีบวิ่งไปเปิดประตู แล้วร่างโปร่งบางของแพรว เพื่อนรักที่เปรียบเสมือนน้องสาวก็โผล่เข้ามาทันที “ว้าววววว… ยัยลิน วันนี้สวยเหมือนหลุดออกมาจากนิยายเลยนะ” แพรวอ้าปากค้าง ทำท่าตกตะลึงเกินจริงก่อนจะหัวเราะคิกคัก“อย่ามาล้อเลยน่า ฉันก็แต่งปกติ” หญิงสาวแก้มขึ้นสี ยกมือดันไหล่เพื่อนเบา ๆ“ปกติบ้านเธอสิ นี่มันสวยเวอร์ไปแล้ว ดูสิ หน้าแดงเชียว” แพรวยกคิ้วล้อเลียน ก่อนจะหันไปวางกระเป๋าลงบนโซฟา “ว่าแต่…ใจเต้นใช่มั้ยล่ะ เพราะคืนนี้พี่พีทจะมีเซอร์ไพรส์นะจ๊ะ” หญิงสาใสะดุ้งเฮือก หันขวับมาจ้องหน้าเพื่อน “อะไรนะ แพรว เธอรู้อะไรมาอีกแล้วใช่มั้ย” แพรวยิ้มกรุ้มกริ
หนึ่งปีต่อมา Lin’s Wardrobeแสงแดดยามสายสาดเข้ามาในร้านตัดเย็บเสื้อผ้าที่ใหม่เอี่ยมของมาลินี ผนังไม้โทนอ่อนและโคมไฟสไตล์วินเทจส่องประกายสะท้อนกับกระจกใส ทุกมุมของร้านถูกจัดวางอย่างเรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่งเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ร้านทั้งสวยงามและอบอุ่นหญิงสาวเดินสำรวจร้านด้วยรอยยิ้มกว้าง รู้สึกภูมิใจที่ฝันหลายปีของเธอถูกสร้างขึ้นจริง พีทยืนอยู่ข้าง ๆ คอยส่งรอยยิ้มให้เธออยู่ห่าง ๆ ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความภูมิใจ“เอาล่ะ วันนี้เรามาฉลองการเริ่มต้นใหม่ของลินกันครับ” คุณอภิสิทธิ์ถือกรรไกรทองคำยืนรอหน้าโต๊ะพิธี เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะตัดริบบิ้นสีแดงผืนใหญ่ สัญลักษณ์แห่งการเปิดร้านวันแรก“ลินเก่งที่สุดเลย! วันนี้ฉันภูมิใจในตัวแกจริง ๆ” แพรว เพื่อนสาวสุดที่รักยืนอยู่ข้าง ๆ มาลินี หัวเราะชอบใจหญิงสาวหัวเราะเบา ๆ น้ำตาคลอเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้เสียใจนี่คือความสำเร็จที่เธอคว้าเองด้านนอกหน้าร้าน ทิศเหนือยืนอยู่ห่าง ๆ มองภาพของมาลินีด้วยสายตาที่ผสมระหว่างความอาลัยและยอมรับ เขารู้แล้วว่า…เธอที่เขาไม่อาจครอบครองอีกต่อไป ได้ก้าวไปสู่ความสุขของตัวเองแล้ว และคนที่อยู่เคียงข้างเธอตอนนี
ด้านมาลินีรถยุโรปสีเงินคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดตรงริมฟุตบาท หญิงสาวก้าวลงจากรถอย่างระมัดระวัง มือยังถือแฟ้มเอกสารแน่นอยู่ในอ้อมแขน“ตรงนี้แหละครับ ที่พี่บอกว่าทำเลดี เจ้าของที่ต้องการขายขาดเลย ไม่ใช่ปล่อยเช่า” พีทเอ่ยขึ้นพลางหันไปยิ้มอุ่น ๆ ให้เธอดวงตาของหญิงสาวทอดมองไปยังพื้นที่เบื้องหน้า แม้ยังเป็นแค่ที่ดินเปล่าที่มีรั้วกั้นเก่า ๆ และหญ้ารกขึ้นบ้าง แต่ในจินตนาการของเธอกลับเห็นเป็นร้านตัดเย็บเล็ก ๆ ที่มีแสงไฟส่องอบอุ่น และหน้าต่างกระจกใสโชว์ชุดสวย ๆ ที่เธอออกแบบเอง“ลินอยากได้ค่ะ…” เธอพึมพำเบา ๆ เหมือนบอกกับตัวเองมากกว่าคนข้าง ๆ“งั้นก็ดีเลย วันนี้เจ้าของเขาจะเข้ามาเซ็นสัญญา ถ้าลินมั่นใจพี่จะช่วยดูรายละเอียดเรื่องเอกสารการซื้อขายให้” พีทยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น เขาพร้อมที่จะซัพพอร์ตเธอทุกด้านหญิงสาวก้มหน้ามองแฟ้มในอ้อมแขนแน่น เธอใช้เวลาคิดมานาน กว่าจะกล้าก้าวออกจากความผิดหวังที่ยืดเยื้อมานับปี วันนี้เป็นวันแรกที่เธอเลือกตัวเองจริง ๆ“ลินอยากซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของลินเองค่ะ เงินเก็บที่ลินมีอาจไม่มาก แต่พอรวมกับที่คุณพ่อให้มาเพิ่ม ก็คงเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น” เสียงเธ
รุ่งเช้าแสงแดดอ่อนลอดผ้าม่านเข้ามาในห้อง มาลินีลุกขึ้นทั้งที่ตาบวมแดงจากการร้องไห้เมื่อคืน เธอไม่รอให้ใจตัวเองอ่อนแอไปมากกว่านี้ มือเรียวค่อย ๆ หยิบเสื้อผ้าบางส่วนใส่กระเป๋า เพื่อจะได้ย้ายออกไปได้ง่ายที่สุดในวันที่ทุกอย่างสิ้นสุดเสียงซิปกระเป๋า แกร๊ก... ดังสะท้อนในความเงียบ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวกำลังปลุกใครอีกคนชายหนุ่มที่นอนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงดังผิดปกติ เขาลุกขึ้นอย่างสงสัย ก้าวไปหยุดที่หน้าประตูห้องของเธอ ก่อนบิดลูกบิดเข้าไป“ลิน…เธอทำอะไร” เสียงทุ้มต่ำแฝงความไม่พอใจดังขึ้น“ลินแค่เก็บของไว้ล่วงหน้า…จะได้ออกไปง่าย ๆ เมื่อถึงเวลาหย่า” หญิงสาวชะงัก มือที่กำลังพับเสื้อหยุดค้างกลางอากาศ ก่อนเงยหน้ามองเขา ดวงตาแดงช้ำแต่เด็ดเดี่ยวหัวใจของชายหนุ่มสะท้านวูบ ร่างสูงยืนนิ่งมองเธอเก็บของทีละชิ้น ราวกับทุกสิ่งที่เคยเป็นของเขากำลังถูกดึงออกไปทีละน้อย เขาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกใจหายขนาดนี้“ฉันบอกแล้วไง…ฉันไม่หย่า” เสียงของเขาขรึมต่ำ แต่หนักแน่น“พี่เหนือมีคุณปริมอยู่แล้ว และพี่ก็บอกเองว่ารักเธอ..พี่ยังรั้งลินไว้ทำไม...ทำไมถึงไม่ยอมหย่า” ห
เย็นวันสุดท้ายห้องพักริมชายหาดหญิงสาวยืนอยู่กลางห้องพักเล็ก ๆ บนเตียงขนาดคิงไซส์ เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวถูกวางระเกะระกะ หญิงสาวค่อย ๆ พับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางด้วยมือที่มั่นคงกว่าก่อนมา วันแรกที่เธอมาถึง ที่นี่เต็มไปด้วยน้ำตาและความสับสน แต่วันนี้…หัวใจกลับเบากว่าเดิมมากเธอยิ้มบางเมื่อหยิบชุดเดรสสีขาวลายดอกเล็กที่ใส่เดินริมทะเลในเช้าวันนั้นขึ้นมา ภาพตัวเองที่หัวเราะกับแพรว เสียงพีทที่บอกให้ยิ้มบ่อย ๆ และสายตาอบอุ่นของพ่อยังชัดเจนราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่“กลับไป…ฉันก็ต้องเข้มแข็งให้ได้” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางรูดซิปกระเป๋าปิดดัง แกร็ก ราวกับสัญญากับหัวใจว่าจะไม่กลับไปเป็นคนที่อ่อนแออีกก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ“ลิน เสร็จหรือยังลูก” เสียงทุ้มอบอุ่นของพ่อดังลอดเข้ามา“เสร็จแล้วค่ะพ่อ ลินกำลังออกไปค่ะ” เธอลุกขึ้นยกกระเป๋า รวบผมยาวขึ้นเป็นหางม้าหลวม ๆ ก่อนจะหันมามองห้องอีกครั้ง รอยยิ้มเล็กปรากฏบนใบหน้าเหมือนกำลังบอกลา ความเศร้าที่ทิ้งไว้ที่นี่เมื่อก้าวออกจากห้องพัก กลิ่นทะเลที่คุ้นเคยพัดมากระทบอีกครั้ง หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ๆ เก็บความรู้สึกอบอุ่นไว้ในใจเป็นครั้งสุดท
รุ่งเช้า ริมทะเลสายลมอุ่น ๆ ของเช้าวันใหม่พัดพากลิ่นไอทะเลสดชื่นเข้ามา นกทะเลบินโฉบไปเหนือผืนน้ำที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ เสียงคลื่นซัดเบา ๆ กลายเป็นท่วงทำนองที่ทำให้บรรยากาศเช้านี้แตกต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง หญิงสาวเดินเท้าเปล่าบนหาดทรายละเอียด เธอสวมชุดเดรสสีขาวลายดอกเล็ก ๆ ที่ปลิวไสวตามแรงลม เส้นผมยาวสลวยสะบัดเบา ๆ เมื่อเธอหันมายิ้มให้พีทและแพรวสองพี่น้องที่กำลังวิ่งไล่จับกันอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มสดใสที่เคยเลือนหายไปกลับมาอีกครั้ง แววตาที่เคยหม่นเศร้ากลับส่องประกายคล้ายเด็กสาวที่ได้ปลดปล่อยหัวใจ“ลิน วันนี้แกยิ้มเก่งจังเลย” แพรวหัวเราะคิก วิ่งเข้ามากอดแขนเธออย่างเอ็นดู“อืม…ทะเลมันทำให้ฉันสดชื่นขึ้นเยอะเลย” ลินตอบเสียงใส หันไปมองทะเลกว้างด้วยสายตาเปี่ยมพลัง ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเมื่อวานเหมือนถูกคลื่นซัดพาออกไปไกลพีทยืนมองภาพตรงหน้า เขายกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์เก็บรอยยิ้มของเธอไว้โดยไม่พูดอะไร เพราะภาพหญิงสาวในตอนนี้มีค่ามากกว่าคำพูดใด ๆด้านหลัง พ่อของเธอยืนกอดอกมองลูกสาวด้วยสายตาโล่งใจ เขาเห็นรอยยิ้มจริง ๆ จากหัวใจของลูกสาวอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนาน ความสุขของลูกสาวทำให้หัวใจคน
ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองบรรยากาศยามบ่ายหญิงสาวมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เธอเลือกโต๊ะริมกระจกที่มองออกไปเห็นถนนที่รถพลุกพล่านตรงหน้า หญิงสาวนั่งเงียบ ๆ พลางกอดแขนตัวเองไว้หลวม ๆ ราวกับต้องการที่พึ่งทางใจ เสียงช้อนส้อมกระทบกันและเสียงพูดคุยจอแจรอบข้างไม่สามารถกลบความเหงาลึก ๆ ในใจได้ไม่นานนัก ร่างสูงโ
บริษัท เวลา 18 : 00 น.ติ้ง~ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารสูงท่วมหัว ชายหนุ่มเหลือบตามองหน้าจอเพียงแวบเดียว ก่อนจัถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายแล้วกลับไปสนใจเอกสารตรงหน้าเหมือนไม่เคยเห็นข้อความนั้นมาก่อน หน้าจอโทรศัพท์ยังคงสว่างโชว์ข้อความจากภรรยาในนามลิน :
รุ่งเช้าแสงแดดอ่อนส่องผ่านผ้าม่านผืนบาง ทำให้ลินตื่นขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย เธอพลิกตัวไปมาบนเตียง แต่ใจกลับไม่อาจสงบลงได้และเช่นเคย…เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยความว่างเปล่าที่หัวใจ"ฮื่อ…สายแล้ว" เธอพึมพำ พลางลุกขึ้นจากเตียง ลมหายใจร้อนๆ ของเธอเหมือนสะท้อนความเหนื่อยล้าในหัวใจ เดินเข้าห้องน้ำโดยไม่พูดอะ
บริษัทเวลา 11 : 15 น.แสงแดดที่ส่องลงกระทบผิวหนังแทบไหม้แต่กลับไม่ได้ทำให้หญิงสาวร่างบางคนหนึ่งที่เดินลงมาจากรถแท็กซี่มีอาการหงุดหงิดแม้แต่น้อย เธอเดินตรงไปที่ตึกหนึ่งด้วรอยยิ้มสดใส ในมือของเธอถือปิ่นโตขนาดเล็กสีหวานและมีกล่องขนมที่เป็นของโปรดของสามี เธอคอยเอาใจใส่คนเป็นสามี ถึงแม้ว่าเขาจะเย็นชาแล