LOGIN“หรงเอ๋อร์...ข้าหนาว...ขอกอดเจ้าหน่อยได้หรือไม่...”
“ไหนว่าเจ็บแผล...” เซียงหรงบอกเสียงเบา “ถ้าเจ็บแผลก็อย่าทำอะไรรุ่มร่ามสิ”
หลี่จือหลินยกมุมปากยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจ้าก็อย่าดิ้นสิ”
เซียงหรงพลันรู้สึกร้อนฉ่าที่ใบหน้าทันที
“ข้า...ข้าต้องกลับกระท่อมแล้ว…พี่ซู่ซินจะผิดสังเกตเอาได้…”
“เจ้าคิดว่าพี่ซู่ซินของเจ้าโง่เขลานักหรือ?” หลี่จือหลินอมยิ้ม บีบจมูกน้อยๆ ของนางเบาๆ “กระทั่งตงหลิน ตงหยาง ยังมองออก แล้วพี่ซู่ซินคนดีของเจ้าจะมองไม่ออกได้อย่างไร”
เซียงหรงพลันนึกถึงสีหน้าอมยิ้มแปลกๆ ของซู่ซินในตลอดหลายวันมานี้
ที่แท้พี่ซู่ซินของนางก็รู้แล้วว่าระหว่างนางกับคนผู้นี้... แต่เลือกปิดปากเงียบเอาไว้ ไม่กล่าวออกมาให้คุณหนูอย่างนางต้องเสียหน้า!
“เช่นนี้ก็หมดปัญหาแล้วกระมัง” หลี่จือหลินโน้มริมฝีปากเข้ามา
ไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยอะไร ร่างสูงใหญ่ก็พลิกกายขึ้นคร่อมร่างนางไว้ ประกบปากดูดกลืนคำห้ามปรามและสติสัมปชัญญะของนางออกไปจนหมดสิ้น
เช้าตรู่ในวันท้องฟ้าปลอดโปร่งสดใส ชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบเริ่มตื่นตัวกันแต่เช้า เมื่อข่าวการจากลาอย่างกะทันหันของ “คู่สามีภรรยาน่าเอ็นดูและสหายของพวกเขา” ที่มาพักพิงในยามลำบาก แพร่กระจายไปทั่ว
หลี่จือหลินยืนอยู่หน้ากระท่อมเล็กๆ ที่พวกเขาพักอาศัยมานานหลายวัน เสื้อผ้าของเขาถูกซ่อมจนเรียบร้อยด้วยฝีมือของ ‘ภรรยา’ ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเพราะอาการบาดเจ็บดูเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวา นัยน์ตาคมกริบของเขามองไปยังชาวบ้านที่มารวมตัวกันส่งพวกเขาออกเดินทาง
หัวหน้าหมู่บ้านเป็นตัวแทนกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำแฝงความอบอุ่น
"ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ ไม่พบเจอพวกโจรเช่นนั้นอีก"
"ขอบพระคุณทุกท่านมากเจ้าค่ะ หากไม่มีพวกท่านและท่านหมอสือ พวกเราคงไม่อาจรอดมาได้จนถึงวันนี้" เซียงหรงโค้งกายลงต่ำด้วยความเคารพอย่างที่สุด นัยน์ตาของนางมีร่องรอยน้ำตาซึม เมื่อคิดถึงความกรุณาของชาวบ้านเหล่านี้ที่คอยช่วยเหลือในยามยาก
"อย่าลืมกลับมาเยี่ยมพวกเราอีกนะ พวกเราจะรอ!" หญิงสูงวัยที่เคยสอนนางทำหมั่นโถวพูดขึ้น พลางยื่นถุงผ้าที่ผูกเอาไว้แน่นมาให้นาง "นี่เป็นขนมและอาหารแห้ง เก็บไว้กินกันระหว่างทาง อย่าปล่อยให้ตัวเองหิวเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่"
"เจ้าค่ะ” เซียงหรงรับถุงผ้าด้วยสองมือ น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย “ข้าจะไม่มีวันลืมพระคุณของทุกท่านเลย"
หลี่จือหลินหันไปยิ้มบางๆ ให้กับชาวบ้าน "พ่อค้าอย่างข้าจะไม่ลืมความดีของพวกท่าน ในภายภาคหน้า หากพวกท่านขาดเหลือสิ่งใด ส่งข่าวไปที่กลุ่มการค้าสือหู ข้าจะบอกกล่าวทางนั้นเอาไว้ สหายของข้าจะช่วยเหลือทุกท่านอย่างเต็มกำลัง"
“กลุ่มการค้าสือหู! นั่นไม่ใช่กลุ่มการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเทียนจินหรือ!”
บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ ทุกคนต่างยกมือคารวะด้วยความซาบซึ้ง
ระหว่างที่ทั้งห้าคนเดินเท้าออกจากหมู่บ้าน เกิดมีเสียงฝีเท้าม้าดังก้องบนถนนดินโคลน เซียงหรงหันมองย้อนกลับไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้าย ภาพของเด็กๆ ที่เล่นกันใต้ต้นไม้ เสียงหัวเราะของหญิงชราที่สอนนางปั้นหมั่นโถว และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอาหารพื้นบ้าน ล้วนประทับอยู่ในใจของนางสนิทแน่น
"เจ้าคิดอะไรอยู่?" หลี่จือหลินถามพลางหันมามองนาง
"ข้ากำลังคิดว่า ชีวิตของพวกเขาช่างเรียบง่าย แต่ก็ลำบากในหลายเรื่อง หากท่านกลับไปที่ตำหนัก อย่าลืมหาวิธีช่วยเหลือพวกเขาเล่า"
หลี่จือหลินยิ้มบาง ก่อนจะลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน "ข้าจะคิดหาทางช่วยเหลือพวกเขาไปพลางๆ ระหว่างรอให้เจ้าแต่งเข้าตำหนักมาคิดอ่านและลงมือช่วยเหลือพวกเขาด้วยตัวเอง”
เซียงหรงไม่ปฏิเสธคำว่า ‘แต่งงาน’ อีกแล้ว
เรื่องนี้ทำให้หลี่จือหลินดีใจนัก
เขากล่าวเสียงนุ่ม “ตอนนี้เจ้าเข้าใจสิ่งสำคัญแล้ว การเป็นพระชายาของจวิ้นหวัง ไม่ใช่เพียงการดูแลตำหนักใหญ่โตหรูหราและทรัพย์สมบัติ แต่คือการแบ่งปันความสุขและช่วยเหลือผู้คนในพื้นที่ของเรา เจ้าค่อยๆ เรียนรู้ต่อไปเถิด ในอนาคต ข้าคิดว่าเจ้าจะทำได้ดี"
เซียงหรงเงยหน้ามองเขา ริมฝีปากขยับยิ้มเล็กน้อย แม้จะรู้สึกหนักใจกับภาระหน้าที่ แต่หัวใจนางกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ทั้งสองเดินนำผู้ติดตามทั้งสามออกเดินทางต่อไป ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มและคำอวยพรจากชาวบ้านที่ยังคงมองตามพวกเขาด้วยรอยยิ้มสดใสปนอาลัย
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







