Masukโบราณเขาว่าเงินที่ได้มาง่ายก็คือทุกขลาภ อุตส่าห์ถูกรางวัลใหญ่แทนที่จะได้เสวยสุขบนกองเงินกองทอง แต่ดันดีใจจนวิญญาณหลุดไปต่างภพ ซ้ำยังเจองานยากยิ่งกว่าผ่าหิน เมื่อเธอถูกแม่ทัพพญายมกล่าวหาว่าเป็นสายลับ!
Lihat lebih banyakซูเมิ่งหลานข้ามภพมาติดอยู่ในยุคโบราณครบหนึ่งปีแล้ว จากแพทย์หญิงวัยยี่สิบห้าที่ดีใจเกินเหตุเพราะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งจนหัวใจหยุดเต้น จิตวิญญาณจึงมาสวมอยู่ในร่างเด็กสาวอายุสิบแปดที่กำพร้าพ่อแม่ซ้ำยังขาดสารอาหารจนตาย
ตอนลืมตาตื่นเรี่ยวแรงมัดไก่ก็ยังไม่เหลือ โชคดีที่ซูเมิ่งหลานถนัดวิชาแพทย์ ทำให้หลังจากเข้ามา ณ ดินแดนแร้นแค้นแห่งนี้นางจึงสามารถเอาตัวรอดได้พอสมควร
ซูเมิ่งหลานขบขันต่อโชคชะตา อุตส่าห์มีบุญแต่ดันไร้วาสนา สรุปแล้วยังไม่ได้ใช้เงินก็ต้องมาตายเสียก่อน นี่มันเรื่องตลกร้ายชัด ๆ ทีแรกซูเมิ่งหลานรับไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแทบตายอีกรอบ
ดูเหมือนยมบาลคงเสียดายความสามารถของนางเลยส่งมาเกิดใหม่ในอีกยุคหนึ่ง หากแต่ทำไมต้องรังแกผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ แทนที่จะส่งไปเกิดในยุคเทคโนโลยีสุดล้ำ สวรรค์กลับพาซูเมิ่งหลานย้อนเวลากลับมาหลายร้อยปีให้หลัง หนำซ้ำยังใช้ชีวิตติดแหง็กอยู่ในช่วงสงครามกลางเมืองอีกด้วย
แต่ไม่เป็นไรในเมื่อได้เปลี่ยนภพมาเกิดใหม่ ซูเมิ่งหลานจะจำใจยอมรับชะตา ทว่าจะไม่ยอมจำนนต่อวาสนาอีกแน่
“พี่หญิงซู ข้ากลัว”
ซูเมิ่งหลานโอบศีรษะเด็กน้อยเข้ามาแนบอก พลางยัดมันเผาที่แอบขุดมาได้หนึ่งหัวส่งให้กับเขา ที่ต้องทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ เช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะความอดอยากปากแห้ง หากชาวบ้านบางคนรู้เข้า ว่ายังมีคนหลงเหลือของกินติดตัวอาจถูกรุมทึ้งประหนึ่งแร้งลง
ดังนั้นในเวลายากลำบาก จนคนเกือบจะเขมือบคนด้วยกัน ย่อมไม่อาจไว้ใจผู้ใดได้
“ไม่ต้องกลัว พี่สาวอยู่ตรงนี้แล้ว เราจะต้องรอดไปด้วยกัน เจ้ารีบกินซะจะได้พักผ่อน”
เด็กชายวัยสิบขวบแหงนมองหญิงสาวตาปริบ ๆ ดวงตาของเขาร้อนผ่าวจนแดงก่ำ เด็กชายผู้นี้มีนามว่าเสี่ยวเป้ย ที่จริงแล้วนี่เป็นชื่อที่ซูเมิ่งหลานตั้งให้กับเขา
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ซูเมิ่งหลานเดินผ่านไปยังเขาลูกหนึ่งเพื่อหวังจะหาสมุนไพรมาไว้รักษายามเกิดเจ็บป่วย ตอนนั้นเองที่ทำให้นางได้พบกับเสี่ยวเป้ย เด็กน้อยเพียงสิบขวบมีสภาพสุดเวทนา เขานอนหมดสติเลือดอาบหน้า แต่เดิมนางคิดว่าเขาตายไปแล้ว ทว่าเมื่อลองจับชีพจรดู กลับพบว่าเขายังมีลมหายใจ
ซูเมิ่งหลานตัดสินใจช่วยเด็กคนนี้เอาไว้ ทว่าเมื่อเด็กชายได้สติ เขากลับจำเรื่องราวใดไม่ได้เลย
เสี่ยวเป้ยความจำเสื่อม!
“พี่หญิงซู ท่านเองก็กินเถิดขอรับ ข้าไม่หิว”
โครก…
ซูเมิ่งหลานหัวเราะครืน เสี่ยวเป้ยหน้าเจื่อน รีบกุมท้องของตนไว้แน่น “ข้า…”
“เป็นเด็กเป็นเล็กเขาห้ามโกหกรู้หรือไม่ ระวังจมูกจะยาวน่าเกลียด เจ้ากินเถอะ ข้าแอบกินมาบ้างแล้ว”
“จริงหรือขอรับ” เด็กชายแหงนมองตาใสแป๋ว
ซูเมิ่งหลานพยักหน้า “ข้าจะล้อเจ้าเล่นทำไม เจ้าก็รู้ว่าพี่สาวคนนี้ตะกละจะตาย รีบกิน เดี๋ยวคนมาเห็นเข้าจะได้อดจริง ๆ”
“ก็ได้ขอรับ”
ซูเมิ่งหลานคลี่ยิ้มเมื่อตะล่อมให้เด็กกินได้เสียที ที่จริงยังไม่มีอะไรตกถึงท้องของนางตั้งแต่เช้า แต่ด้วยร่างกายที่คุ้นชินกับความหิวโหย ซูเมิ่งหลานจึงมิได้ทรมานถึงเพียงนั้น
“กลิ่นอะไร หอมจัง”
ชายร่างมอมคนหนึ่งเริ่มย่นจมูกฟุดฟิด ผู้อพยพหลายคนก็เริ่มทำตามเขาบ้าง
“จริงด้วย กลิ่นเช่นนี้คล้ายกับมันเผา”
“มันเผารึ เวลาเช่นนี้ยังจะมีมันเผามาจากที่ใด ทุกวันนี้แค่ต้มเปลือกไม้กินก็ยังยาก”
“แต่ข้าได้กลิ่นจริง ๆ นะ”
“หรือว่า…”
สายตาหลายคู่เริ่มจับจ้องมาที่ซูเมิ่งหลานและเสี่ยวเป้ย หญิงสาวรีบกอดเด็กชายไว้แน่นเพื่อไม่ให้หลายคนเห็น
มิใช่ว่านางหวงของ เพียงแต่อาหารอันน้อยนิดต่อให้แบ่งกันเลียก็ยังไม่พอ ดังนั้นช่วงเวลาแบบนี้สิ่งไหนช่วยเหลือตัวเองได้ก็ควรต้องทำ ใช่จะงอมืองอเท้ารอให้ทุกการช่วยเหลือหล่นลงจากฟ้า
“มองอะไร น้องชายข้าหลับไปแล้ว”
“พี่หญิง…”
“ชู่…เจ้าไม่ต้องพูด รีบกลืนเข้าไป”
เสี่ยวเป้ยรีบยัดมันเผาเข้าไปเต็มปาก เพราะรีบกลืนจนทำให้สำลัก
แค่ก แค่ก
“นั่นไง เขาไม่ได้หลับ หรือว่าพวกเขามีของกินไม่แบ่งพวกเรา”
เสียงชาวบ้านหลายคนเริ่มโวยวาย
ซูเมิ่งหลานขมวดคิ้วแน่น มือก็ช่วยลูบหลังให้กับเสี่ยวเป้ยด้วยความเป็นห่วง
“พวกเจ้าจะทำอะไร” ซูเมิ่งหลานจ้องเขม็ง เมื่อชาวบ้านหลายคนเริ่มขยับตัวเข้าใกล้
“แม่นางซู เจ้าก็รู้ว่าเราอยู่ในช่วงสงคราม ต่างก็ขาดแคลนอาหาร ใครมีอาหารก็ควรแบ่งปันกันไม่ใช่หรือ” ชายผมขาวผู้หนึ่งเอ่ย
ซูเมิ่งหลานยิ้มเยาะ “แบ่งหรือ ตอนพวกเจ้าได้ของกินมาเคยแบ่งเราหรือไม่”
“นี่เจ้ายังผูกใจเจ็บกับผลไม้ไม่กี่ลูกนั่นอีกหรือ คนมีมากมายไหนเลยจะได้กันครบถ้วน”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นไยต้องมาจ้องจับผิดแต่เพียงพวกเรา”
“แม่นางซู เจ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก อย่างน้อย ๆ ก็ควรบอกกันก่อน จะได้จัดสรรปันส่วนอย่างเหมาะสม ข้าในฐานะผู้นำหมู่บ้านย่อมต้องดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม”
ซูเมิ่งหลานหัวเราะหยัน “ผู้นำหรือ ตาแก่ผมขาวนี่ยังกล้าเรียกตัวเองว่าผู้นำ หมู่บ้านนั่นล่มสลายไปนานแล้ว หากเจ้าดูแลดีจริงคนทั้งหมู่บ้านจะต้องมาอดอยากเพียงนี้หรือ เจ้าก็รู้ว่าอยู่ในช่วงสงคราม ในยามที่สงบสุขเหตุใดไม่คิดวางแผนรับมือก่อน ออกมาจากหมู่บ้านตัวเปล่าเล่าเปลือย ข้าวสักเม็ดก็ไม่มีติดมือ หรือที่จริงแล้วมันไม่เคยมีตั้งแต่แรก”
ชาวบ้านเริ่มคิดตามคำพูดของซูเมิ่งหลาน เมื่อก่อนหมู่บ้านเหอพ่านเป็นทางผ่านของเรือสินค้า พืชพรรณธัญญาหารไม่เคยขาดแคลน ทุกปีชาวบ้านที่ทำนาทำไร่ได้จะแบ่งให้กับผู้นำหมู่บ้านสามในสิบส่วนเพื่อเป็นเสบียงส่วนรวมในยามมีภัย
ทว่าเมื่อเกิดสงครามเข้าจริง ๆ ข้าวสักเม็ดที่เก็บเอาไว้ กลับไม่ถูกนำออกมาจากยุ่งฉางแม้เพียงครึ่งส่วน ทั้งที่อย่างน้อยก็สามารถหอบหนีตายกันมาได้สักกระสอบสองกระสอบโดยแท้
ครั้นเห็นหลายคนเริ่มเบนหางเสือกลับมาที่ตน ชายสูงวัยก็รีบกลอกตากลบเกลื่อน
“นี่มันเวลาใดแล้ว ตอนออกมาเร่งรีบเพียงนั้น หากมัวแต่ย้อนกลับไปเอาเสบียงแม้แต่ชีวิตก็คงไม่เหลือ ตอนนี้ใครมีสิ่งใดก็ต้องช่วยเหลือกันมิใช่หรือ”
ผู้นำหมู่บ้านคนนี้มีกลิ่นตุ ๆ เพียงเขาอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ เสบียงกลางเหล่านั้นคงไม่เคยมีอยู่แต่แรก ซูเมิ่งหลานเดาว่า ตาแก่นี่น่าจะขายไปกับเรือสินค้าที่เข้าเทียบท่าในทุก ๆ ปี ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุใดเขาจึงมั่งคั่งกว่าทุกคนในหมู่บ้าน
นึกไปแล้วก็สมน้ำหน้า ยุคสงครามเช่นนี้แก้วแหวนเงินทองย่อมไม่มีค่าอะไรเลยด้วยซ้ำ แลกข้าวกินไม่ได้ ยามป่วยไข้ก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นยารักษาโรค
“เพ้ย! ข้าเบื่อเต็มทน ใครอยากอยู่ให้เขาเอาเปรียบก็อยู่ไป ข้าจะไปตายเอาดาบหน้าเอง”
ซูเมิ่งหลานเอ่ยจบก็จูงมือเสี่ยวเป้ยลุกขึ้น นางไม่อยากอยู่เพื่อเป็นเครื่องมือให้ใครอีกแล้ว เพราะตอนนั้นนึกถึงจรรยาบรรณแพทย์นางจึงยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อช่วยรักษาพวกเขา
แต่แล้วสิ่งที่นางได้รับกลับจากคนพวกนี้ก็คือความเห็นแก่ตัว นางจำได้ดีว่าตอนที่ตนแบกเสี่ยวเป้ยกลับมา คนที่นี่ไม่มีใครต้อนรับเขา ซ้ำยังบอกให้นางเอาเขาไปทิ้ง บางคนป่าเถื่อนถึงขั้นจะเฉือนเนื้อเขามากิน
“แม่นางซู แม่นางซู เจ้าอย่าไปเลยนะ พวกเราก็แค่ถามเท่านั้น หากไม่มีอะไรก็แยกย้ายกันเถอะ วันพรุ่งนี้ยังต้องเดินทางต่อ ความช่วยเหลือรออยู่ที่เมืองหลวง เกาะกลุ่มกันไว้ดีกว่าไม่ใช่หรือ” สตรีนางหนึ่งยิ้มประจบ นางรีบเกลี้ยกล่อมซูเมิ่งหลาน
เดิมทีซูเมิ่งหลานก็อยากจะรวมกลุ่มไว้อยู่หรอก แต่นานวันเข้านางกลับรู้สึกว่าอยู่เช่นนี้อันตรายกว่าอยู่คนเดียวเสียอีก คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ต่อหน้ายิ้มให้แต่เอามือไขว้หลังถืออาวุธ
ซูเมิ่งหลานไม่พูดสิ่งใดอีก นางเพียงนั่งลงดังเดิม และคว้าเสี่ยวเป้ยให้นอนลงเท่านั้น
“พี่หญิง พวกเขาจะโกรธท่านหรือไม่”
ซูเมิ่งหลานส่ายหน้า “ไม่ต้องกังวล คืนนี้ข้าจะพาเจ้าไปจากที่นี่ พักเอาแรงสักหน่อยเถิด”
“แล้วท่าน”
“ข้าไม่ง่วง” ซูเมิ่งหลานตบเปาะแปะกลางแผ่นหลังเด็กชาย จากนั้นร้องเพลงกล่อมเสียงเบา
สายตาของนางลอบมองชาวบ้านฝั่งตรงข้ามอยู่ตลอด มีบางคนยังแอบชำเลืองมาที่นางเสมอ ซูเมิ่งหลานรู้สึกไม่ปลอดภัยมาสักพักแล้ว หากตอนนั้นนางไม่เผยความสามารถว่าเป็นวิชาแพทย์ บางทีคนพวกนี้อาจมองนางเป็นเพียงอาหารมื้อโอชะ เหตุเพราะนางไร้พ่อขาดแม่ หากตายไปย่อมไม่มีผู้ใดมาทวงถามเอาผิด
อีกอย่างซูเมิ่งหลานยังโตเป็นสาววัยสะพรั่ง ร่างกายของนางเผยสัดส่วนเด่นชัดจนชายหลายคนมองแล้วยังแอบน้ำลายสอ
ในช่วงของการอพยพรวมกันเช่นนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ดังนั้นซูเมิ่งหลานจึงไม่เคยข่มตาหลับลงได้เลยสักคืน
ล่วงเข้ายามโฉ่ว [1] ซูเมิ่งหลานเผลอสัปหงกไปพักหนึ่ง พอสะดุ้งตื่นสายตาของนางพลันประสานกับดวงตาวาววับคู่หนึ่ง
“จะทำอะ…”
“ชู่…แม่นางซู เจ้าเองก็โตเป็นสาวสวยงดงามแล้ว อพยพมาหลายวันเจ้าไม่คิดว่าน่าเบื่อบ้างหรือ”
ซูเมิ่งหลานตาเบิกโพลง ไอ้เศษสวะคนนี้มันกำลังคิดจะลวนลามนาง กลิ่นเหม็นโฉ่ที่ลอยออกมาทำให้หญิงสาวต้องกลั้นหายใจ
‘น่าสะอิดสะเอียน!’
มือเรียวล้วงเข้าไปในล่วมยาที่พกติดกายไว้ตลอด แรงจากมือสกปรกกดปิดปากของนางจนพูดไม่ได้
“ว่าอย่างไร เจ้าไปสนุกกับข้าหน่อยหรือไม่”
แต่เดิมซูเมิ่งหลานคิดจะดิ้นรนขัดขืน แต่เมื่อนึกถึงขนาดร่างกายและพละกำลังที่แตกต่าง นางจึงพยักหน้าแสร้งยิ้ม
อีกฝ่ายย่ามใจคิดว่าหญิงสาววัยแรกแย้มก็คงมีความต้องการไม่ต่างจากตน เขาลดมือลงจากนั้นรีบคว้ามือของซูเมิ่งหลานไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันขยับแม้ปลายเท้า อยู่ ๆ ชายร่างใหญ่ก็ล้มพับลงไปนอนกองบนพื้น
ซูเมิ่งหลานใช้เท้าเขี่ยอีกฝ่ายด้วยความรังเกียจ พลางทอดสายตามองเข็มเงินที่ตนเสียบลงตรงท้ายทอยอีกฝ่ายชั่วพริบตา
“คนสารเลว ไปลงนรกเถอะ ถือซะว่าร่างของเจ้า ข้าให้เป็นของขวัญพวกเขาก็แล้วกัน”
ซูเมิ่งหลานยอบกายลงปลุกเด็กชายที่ยังหลับสนิท “เสี่ยวเป้ย เสี่ยวเป้ย”
“อื้อ…พี่หญิงซู…”
“ชู่…ไปกัน”
เสี่ยวเป้ยตาสว่าง ซูเมิ่งหลานจับจูงเด็กชายเอาไว้ เสียงเท้ากระทบใบไม้ดังขึ้นเป็นระยะ
“พี่หญิงซูพวกเขาจะตื่นหรือไม่”
ซูเมิ่งหลานส่ายหน้า นางรมกำยานหลับใหลเอาไว้แล้ว กว่าทุกคนจะรู้สึกตัวก็คงฟ้าสว่าง การเดินทางร่วมกับคนหมู่มากนอกจากไร้ประโยชน์แล้วยังมีแต่เสียเปรียบ ดังนั้นการอพยพไปเมืองจินหลิงครานี้ นางจะพึ่งพาสองมือสองขาของตัวเอง
เดินมาสักพักหูของซูเมิ่งหลานพลันกระดิก หญิงสาวยิ้มออกมา “เสียงลำธาร เสี่ยวเป้ย เรารอดแล้ว”
เสี่ยวเป้ยยิ้มตอบ เขากระชับมือที่กุมมือเรียวแน่นขึ้น ระหว่างมุ่งหน้าไปยังเป้าหมาย คิ้วสวยก็เริ่มขยับชิดกัน เสี่ยวเป้ยเองก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล เขากระซิบ
“พี่หญิงซู เสียงนี้เหมือนม้าวิ่งเลยขอรับ”
ซูเมิ่งหลานคิ้วกระตุก นึกไม่ถึงว่าเสี่ยวเป้ยจะแยกแยะเสียงรอบข้างออก ดูเหมือนเขายังซ่อนความสามารถไว้อีกมาก เพียงแต่เพราะความจำเสื่อมจึงทำให้ความสามารถเหล่านั้นเลือนรางไปบ้าง
“หลบก่อน”
ซูเมิ่งหลานดึงมือเด็กชายไปนั่งหลบที่พุ่มไม้หนา เสียงม้าหลายสิบตัวสะท้านสะเทือนมาหยุดตรงหน้าพอดี คนทั้งสองแทบหยุดหายใจ
“ท่านแม่ทัพ เราตามมาไกลเพียงนี้แล้วยังไม่เห็นวี่แวว เกรงว่าพวกมันอาจข้ามฝั่งไปแล้วขอรับ” เสียงทุ้มดังขึ้นท่ามกลางเสียงหอบหายใจ
ชายหนุ่มร่างสูงสวมเสื้อเกราะองอาจ มือของเขากำบังเหียนไว้แน่น เขาพ่นลมขึ้นจมูกอย่างไม่ค่อยพอใจ “แยกเป็นสี่ทิศ อย่าปล่อยสายลับหนีไปได้ ไม่เช่นนั้นจงเจียนของเราต้องล่มสลายแน่”
“ขอรับ”
ซูเมิ่งหลานตาเบิกโพลง ดูเหมือนนางจะเจอตอเข้าแล้ว แม้นางก็เป็นคนของจงเจียน ทว่ามาพบกับเหล่านักรบในสถานการณ์เช่นนี้ก็อาจถูกเข้าใจผิดได้
ซูเมิ่งหลานพยายามหรี่ตาสังเกต ทว่านางก็ยังมองหน้าเขาไม่ชัด มีเพียงแสงจันทราที่ส่องกระทบร่างของอีกฝ่าย เพียงกลิ่นอายน่าเกรงขามอันเข้มข้นที่แผ่ออกมา ไม่ต้องเดาให้ยาก เขาต้องเป็นแม่ทัพอย่างแน่นอน ที่สำคัญยังหนุ่มยังแน่น
เสียงม้าที่บางลงทำให้ความเงียบกลืนกินสรรพสิ่งรอบด้านอีกครั้ง ซูเมิ่งหลานถอนหายใจแผ่ว ทว่าเมื่อคิดจะคว้าไม้ก้านหนึ่งเพื่อช่วยพยุงตัวกลับทำให้ตนพลาดล้มลง
ฟิ้ว…ฉึก!
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามา มันเฉียดผ่านใบหน้าหญิงสาวไปเพียงเล็กน้อย ซูเมิ่งหลานตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับต่อ หัวใจของนางเต้นโครมครามจนแทบกระดอนออกมานอกอก
“ผู้ใด ลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ตรงนั้น!?”
^ยามโฉ่ว (丑时): 01:00 - 03:00 น. (ไก่ขัน)
เขาเดินมาหยุดเบื้องหน้าซูเมิ่งหลาน ก่อนจะย้ายไปยังปลายนิ้วทั้งห้าซูเมิ่งหลานใจเต้นระรัว ‘เขาคิดจะเสียบเข็มเข้านิ้วของข้า นั่นมันทรมานกว่าห้าม้าแยกร่างเสียอีก’“ท่านแม่ทัพ ช้าก่อน ๆ”เขาหยุดมือลงเดี๋ยวนั้น “ยอมสารภาพแล้วหรือ”ซูเมิ่งหลานพยักหน้าหงึกหงัก“เช่นนั้นว่ามา หากเจ้าโกหกแม้เพียงครึ่งคำ ข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้ง”“มิกล้า ๆ” ซูเมิ่งหลานยิ้มประจบ “ที่ข้าพูดนั้นเป็นความจริงทั้งหมด แต่ที่ข้าจะสารภาพมิใช่ว่าข้าเป็นสายลงสายลับตามที่ท่านเข้าใจ”ชายหนุ่มหน้าหม่นทะมึนยิ่งกว่าพายุกำลังตั้งเค้า“ท่านฟังข้าก่อน” ซูเมิ่งหลานรีบเอ่ย“ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า”ซูเมิ่งหลานผ่อนหายใจโล่งอก “ข้าเป็นวิชาแพทย์จริง ๆ แต่ข้าจะบอกท่านให้ว่าข้าคือหมอเทวดาเชียวนะ”ชายหนุ่มยิ้มเยาะ “จะถ่วงเวลาก็ช่วยสร้างเรื่องที่เป็นไปได้สักหน่อยมิได้หรือ ในเมื่อเจ้าไม่พูด เช่นนั้นข้าจะทรมานจนกว่าเจ้าจะยอมอ้าปาก”“หา… ท่านฟังก่อนสิเจ้าคะ แล้วข้าไม่อ้าปากตรงไหน เห็น ๆ กันอยู่ว่าข้ากำลังอธิบายต่อท่าน ท่านทึกทักเองฝ่ายเดียว ข้าจะบอกให้นะท่านแม่ทัพ เวลาของท่านมีไม่มากแล้ว ไม่รู้จะอยู่จนจบศึกครั้งนี้หรือไม่ ไอสังหารปกคลุมทั่วร่าง ใบ
“ลากตัวออกมา!” เสียงทุ้มตวาดดังซูเมิ่งหลานและเสี่ยวเป้ยสะดุ้งโหยง หญิงสาวรีบคลานออกมาจากที่ซ่อน ดาบปลายแหลมจ่อไปยังลำคอระหงเดี๋ยวนั้น“พูดมา เจ้าเป็นใคร”ซูเมิ่งหลานตัวสั่นสะท้าน ตั้งแต่เป็นประชากรของที่นี่ นางก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของแม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่ง สมญานามของเขาก็คือพญายมเซี่ยแห่งเป่ยเปียน ว่ากันว่าเขารักษากำแพงบ้านกำแพงเมืองที่ชายแดนเหนือตั้งแต่วัยเยาว์ ดาบจ้านลู่ของเขาไม่ทันเห็นเงาก็สามารถเด็ดหัวศัตรูอย่างไร้สุ้มเสียงหากใครตกเป็นผู้ต้องสงสัยของเขาแทบไม่มีโอกาสแก้ตัว บางทีแค่เผลอกะพริบตาศีรษะก็อาจหลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ ไม่รู้ว่าแม่ทัพที่ปรากฏเบื้องหน้าของซูเมิ่งหลานในยามนี้จะใช่เขาหรือไม่หากเป็นเขาจริง เช่นนั้นก็นับว่านางดวงกุดเสียแล้ว เกรงว่าชีวิตที่สวรรค์อุตส่าห์มอบให้ครานี้อาจต้องจบสิ้น“คุณชาย อย่าทำพี่หญิงของข้าเลย พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านไร้ชื่อ บังเอิญผ่านมาทางนี้เท่านั้น” เสี่ยวเป้ยรีบเอ่ยคบเพลิงในมือองครักษ์ยู่หลงยื่นมาตรงหน้า เขากวาดสายตามองร่างมอมแมมของคนทั้งสอง จากนั้นหันไปรายงาน“ท่านแม่ทัพ เป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่งกับเด็กน้อยราวสิบขวบขอรับ”ชายหนุ่มพลิกร่างลงจากม้า
ซูเมิ่งหลานข้ามภพมาติดอยู่ในยุคโบราณครบหนึ่งปีแล้ว จากแพทย์หญิงวัยยี่สิบห้าที่ดีใจเกินเหตุเพราะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งจนหัวใจหยุดเต้น จิตวิญญาณจึงมาสวมอยู่ในร่างเด็กสาวอายุสิบแปดที่กำพร้าพ่อแม่ซ้ำยังขาดสารอาหารจนตายตอนลืมตาตื่นเรี่ยวแรงมัดไก่ก็ยังไม่เหลือ โชคดีที่ซูเมิ่งหลานถนัดวิชาแพทย์ ทำให้หลังจากเข้ามา ณ ดินแดนแร้นแค้นแห่งนี้นางจึงสามารถเอาตัวรอดได้พอสมควร ซูเมิ่งหลานขบขันต่อโชคชะตา อุตส่าห์มีบุญแต่ดันไร้วาสนา สรุปแล้วยังไม่ได้ใช้เงินก็ต้องมาตายเสียก่อน นี่มันเรื่องตลกร้ายชัด ๆ ทีแรกซูเมิ่งหลานรับไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแทบตายอีกรอบ ดูเหมือนยมบาลคงเสียดายความสามารถของนางเลยส่งมาเกิดใหม่ในอีกยุคหนึ่ง หากแต่ทำไมต้องรังแกผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ แทนที่จะส่งไปเกิดในยุคเทคโนโลยีสุดล้ำ สวรรค์กลับพาซูเมิ่งหลานย้อนเวลากลับมาหลายร้อยปีให้หลัง หนำซ้ำยังใช้ชีวิตติดแหง็กอยู่ในช่วงสงครามกลางเมืองอีกด้วย แต่ไม่เป็นไรในเมื่อได้เปลี่ยนภพมาเกิดใหม่ ซูเมิ่งหลานจะจำใจยอมรับชะตา ทว่าจะไม่ยอมจำนนต่อวาสนาอีกแน่ “พี่หญิงซู ข้ากลัว”ซูเมิ่งหลานโอบศีรษะเด็กน้อยเข้ามาแนบอก พลางยัดมันเผาที่แอบขุดมาได้หนึ่งหั






![สองพยัคฆ์ขย่มนางพญามังกร (3p) - [PWP] - [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




