LOGINเมื่อคุณหมอสาวต้องหลุดเข้าไปในนิยายกลายเป็นนางร้ายแม่ลูกหนึ่งที่ต้องตุยอย่างอนาถ แต่ยังดีที่มีระบบสะสมเหรียญสุดโกงที่ไม่ทำให้ชีวิตนางร้ายอย่างนางอดตายเสียก่อนจะได้พบกับพระเอก...พ่อของลูกสุดโหด! จะทำเช่นไรดี...เมื่อคุณหมอนักวิจัยยาสุดสวยต้องหลุดเข้าไปในนิยายเล่มสุดท้ายของคุณย่า กลายเป็นนางร้ายแม่ลูกหนึ่งที่สามีหนีไปเป็นทหารในสงคราม ‘เจียงหว่านหนิง’ ลืมตาขึ้นมาเจอเด็กชายมอมแมมที่เรียกว่า...ท่านแม่ และต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในยุคอดอยาก สงคราม และภัยแล้ง “ปิ๊งป่อง! ยินดีต้อนรับโฮสต์สู่ระบบสะสมเหรียญ” แต่ยังดีที่มีระบบสุดโกงที่ทำให้นางกับลูกน้อยไม่อดตาย เพื่อรอคอยวันได้พบกับสามีที่ดันเป็น...พระเอก! แล้วนางร้ายอย่างนางจะทำยังไงได้เล่า ก็ต้องพลิกชะตาจากนางร้ายให้กลายเป็นที่รักของพระเอกสุดโหด สุดโฉดและขี้หึงที่สุด....
View Moreตอนที่ 1 เกิดใหม่1
ใจกลางเมืองใหญ่พลุกพล่านไปด้วยมนุษย์เงินเดือนคนทำงานที่ล้วนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหาเงิน รถราสัญจรไปมาจนเห็นแสงไฟแดงฉานในความมืด เวลาเร่งรีบยามพลบค่ำของผู้คนเป็นเพียงเพราะท้องฟ้าเบื้องบนที่กำลังกึกก้องคำรามส่องแสงสีเงินแปลบปลาบน่าหวาดหวั่น คาดว่าอีกไม่นานฝนห่าใหญ่คงตกลงมา
ในรถยนต์คันหนึ่งท่ามกลางบรรดารถยนต์มากมายที่กำลังจอดนิ่งอยู่บนสะพานใหญ่ หญิงสาวด้านในกำลังเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาคู่สวยเศร้าสร้อยราวกับโลกใบนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน เพียงกะพริบตาน้ำตาหยดเล็กก็ไหลออกมาจนแก้มขาวเปียกชุ่ม
มือเล็กบอบบางลูบไล้ปกหนังสือบนตักซึ่งเป็นหนังสือนิยายเล่มสุดท้ายที่เธอมอบให้คนสำคัญที่สุดในชีวิต ทั้งๆที่เธอมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าอีกไม่นานจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในบ้านหลังอุ่น แต่โชคชะตากลับไม่ยินยอมให้เธอมีความสุข
‘คุณย่าจากไปแล้ว ญาติเพียงคนเดียวของฉันจากไปแล้ว’
ความเสียใจที่ไม่อาจสกัดกั้นอยู่เพียงในอก ยามนี้พังทลายออกมาจนอาบแก้ม ช่วงเวลาที่จัดงานไว้อาลัยให้กับคุณย่า เธอไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง แต่เมื่อทุกอย่างมลายหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า เธอกลับไม่อาจทำใจได้อีกแล้ว
“แม่หนูอย่าร้องไห้ไปเลย ‘ทุกสิ่งในโลกมีเกิดก็ต้องมีดับ’ เป็นธรรมดาของโลกใบนี้” ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเอ่ยขึ้น เมื่อเขาได้ยินเสียงร่ำไห้จากด้านหลัง ซึ่งเป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวในวันนี้ของเขา
มือเล็กรีบปาดน้ำตาก่อนจะหันไปมองคนขับรถที่ไม่เหลือบแลมาทางด้านหลัง เพียงมองไปด้านหน้าที่รถติดแน่น ดวงตากลมโตมองสงสัยว่าอีกฝ่ายทราบได้ยังไงว่าเธอเพิ่งสูญเสียคนสำคัญไป
“ฉันก็แค่คาดเดาเท่านั้น แม่หนูถือห่อผ้าใหญ่ด้านในคงเป็นโถอัฐิ แล้วยังสวมชุดสีดำอีกด้วย” ได้ยินแบบนั้นหลังที่ตั้งตรงของเธอก็ผ่อนลง
“ค่ะ ฉันเพิ่งเสียญาติเพียงคนเดียวไป” ทั้งๆที่เธอเป็นแพทย์หญิงพ่วงตำแหน่งนักวิจัยยาที่อยู่ระดับแนวหน้าของวงการ แต่กลับช้าไปเพียงก้าวเดียว ยาที่สามารถรักษาโรคของคุณย่ากำลังจะสำเร็จแล้วแท้ๆ หากว่า...
“ทุกอย่างล้วนแล้วแต่โชคชะตา คนบางคนมีโชคชะตาเป็นของตัวเอง ไม่ว่าใครก็ล้วนหลีกหนีไม่พ้น” ประโยคที่เจียงหว่านหนิงไม่ค่อยเข้าใจว่าเกี่ยวกับเธอยังไง ทำให้คิ้วทั้งสองแทบจะชนกัน แต่ไม่ทันที่เธอจะได้ถามสิ่งใดก็มีบางสิ่งถูกโยนมาอยู่บนตักของเธอ
มือเล็กหยิบมันขึ้นมามองดูอย่างสงสัย และเงยหน้าขึ้นเตรียมจะถามชายวัยกลางคนที่โยนสิ่งของมาให้เธอ ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์ใด
‘จะบังคับให้ฉันซื้อสิ่งนี้นะเหรอ พวกหยกพกมันล้าสมัยไปแล้ว อีกอย่างของพวกนี้ฉันก็ไม่สนใจด้วย’ เจียงหว่านหนิงเริ่มไม่พอใจชายคนขับรถที่ทั้งพูดจาแปลกประหลาดแล้วยังยัดเยียดขายของ
“นี่ลุง! หยกอะไรนี่ฉันไม่เอาหรอกนะ ลุงส่งถึงฉันถึงที่หมายก็พอ” เสียงขุ่นพูดขึ้น ใบหน้ามีริ้วรอยความไม่พอใจ
“รับไว้เถอะ ฉันไม่คิดเงินแม่หนูหรอก” เสียงหัวเราะเบาๆจะคนด้านหน้ายิ่งทำให้เจียงหว่านหนิงรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
“ฉันไม่รับของใครฟรีๆหรอก ลุงเอาคืนไปเถอะ” เจียงหว่านหนิงยื่นหยกพกสีเขียวใสไปด้านหน้า ยืนกรานไม่รับของจากคนแปลกหน้า แม้จะให้ฟรีๆก็ตาม
ชายวัยกลางคนยกยิ้มบางเบาแต่ก็ไม่ได้ยื่นมือไปรับหยกนั้นกลับคืน
“ของที่ฉันให้ไปแล้ว ไม่เคยรับคืน” เสียงเย็นของคนขับรถทำให้เจียงหว่านหนิงขนลุกซู่จนมือที่ยืนออกไปต้องชะงักเก็บกลับมา ในใจเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด สัญชาตญาณบอกเธอว่า...ไม่ปลอดภัย!
“ขะ...ขอบคุณลุงมาก” เจียงหว่านหนิงจำยอมต้องเก็บหยกชิ้นนั้นมาแล้วขอบคุณอีกฝ่ายเสียงเบา
ดวงตากลมโตหันซ้ายหันขวามองหาทางหนีทีไล่ แต่บนสะพานเช่นนี้ไม่อาจออกไปเดินได้ มิหนำซ้ำบนถนนฝั่งนี้รถยังติดแน่น คาดว่าคงใช้เวลาอีกนานกว่าจะลงจากสะพานได้
แปร๊น แปร๊น แปร๊น แปร๊น
เสียงบีบแตรสนั่นก็รถใหญ่ดังขึ้นเป็นเสียงยาว เรียกความสนใจจากเจียงหว่านหนิงให้หันไปมอง แสงไฟจากถนนอีกฝั่งสว่างจ้าคาดว่าจะเป็นรถบรรทุกใหญ่
“เกิดสิ่งใดขึ้นกัน” เธอพึมพำขึ้นมาและมองสถานการณ์ที่ตอนนี้มีฝั่งที่เธออยู่หลายคันด้านหน้ากำลังขยับเลื่อนให้ชิดเข้ามาราวกับแหวกทางให้กว้างขึ้น
เจียงหว่านหนิงมองสนใจแต่แล้วหางตาของเธอก็เห็นเด็กคนหนึ่งวิ่งอยู่บนถนนอีกฝั่งที่กำลังมีเสียงบีบแตรของรถบรรทุก ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นหัวรถบรรทุกโผล่ขึ้นมาและกำลังตรงไปยังร่างเล็กที่หยุดนิ่งตื่นตกใจ เสียงผู้คนกรีดร้องจากในรถดังขึ้น
มือบางกอบกุมหยกในมือแน่นพร้อมกับยกหนังสือนิยายในมือแนบอก
แปร๊น!!!!!! เอี๊ยด!!!!!
“กรี๊ด!!!!!!!” เจียงหว่านหนิงกรีดร้องดังลั่น เมื่อหัวรถบรรทุกหักหลบร่างเด็กน้อยแต่กลับพุ่งมายังรถยนต์ที่เธอกำลังนั่ง
เสียงทุกอย่างคล้ายจะดังกึกก้องพร้อมกับความเจ็บปวดมากมายที่ถาโถมเข้ามา ร่างกายของเธอเหมือนจะแหลกละเอียด แต่เพียงครู่เดียวก็บางเบาราวกับปุยนุ่น
โลหิตอุ่นมากมายหลั่งรินออกมาจากบาดแผล เธอนอนนิ่งอยู่บนสะพานกว้าง รถทั้งคันกลายเป็นเพียงเศษเหล็กเกลื่อนกระจาย ดวงตาทั้งสองปรือช้าๆ ม่านตามีแต่ความแดงฉาน มือเล็กสัมผัสกับความเย็นหนึ่ง เธอขยับศีรษะเอียงมองก็พบว่าเป็นหยกอันเล็กอันนั้นที่คนขับรถให้เธอมา
ส่วนมืออีกข้างยังคงกอดหนังสือเล่มสุดท้ายของผู้เป็นย่า ที่ตอนนี้คงกำลังรอเธออยู่บนสวรรค์และอีกไม่นานก็จะได้พบกัน
‘ฉันกำลังจะตายแล้วซินะ ความรู้สึกก่อนตายเป็นเช่นนี้นี่เอง’ ดวงตาหรี่ปรือค่อยๆหลับลง พร้อมกับลมหายใจแผ่วเบา
ชีวิตหนึ่งชีวิตก็จบสิ้นเพียงเท่านี้เองหรือ....
ตอนที่ 11 แผนช่วยเหลือ3 ปัง! ปัง! ปัง! เหลียงหลิงเคาะประตูบ้านหลังนั้นอย่างใจเย็น แววตามีเปลวเพลิงโหมกระหน่ำพร้อมที่จะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ “มาแล้ว มาแล้ว” เสียงของสตรีเอ่ยตอบจากด้านใน ฝีเท้านั้นกำลังใกล้เข้ามา ก่อนที่เสียงสลักจะถูกเปิดออก เมื่อบานประตูเปิดออก หญิงสาวด้านในก็เบิกตากว้าง คนที่อยู่ตรงหน้าประตูไม่ใช่ต้องตายไปแล้วหรอกเหรอ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้! และไม่ทันที่คนด้านในจะตั้งตัว คนด้านนอกก็ผลักเข้าไปโดยที่หญิงสาวเพียงคนเดียวไม่อาจขัดขืน นางตระหนกและหวาดกลัวจนถึงขีดสุด “ตกใจที่เห็นข้าก็แสดงว่าเจ้ารู้จักข้าซินะ นางเมียน้อย!” เหลียงหลิงเข้ามาด้านในก็เปิดฉากทันที ตาทั้งสองข้างถลึงมองสตรีตั้งครรภ์ที่มีใบหน้าค่อนข้างน่ามอง แต่เมื่อเทียบกับเจียงหว่านหนิงแล้ว ความงามของสตรีผู้นี้ไม่ถึงส่วนของสตรีแซ่เจียงด้วยซ้ำ “มะ...ไม่ ข้าไม่รู้จักเจ้า” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธและถอยกรูด หวาดกลัวสตรีที่ใช้บุรุษห้อมล้อมนางเอาไว้ “นิ่งเสี่ยวฉา...อดีตนางโลมในหออวี้โหรว ถูกบัณฑิตซิ่วไฉแซ่หนานไถ่ตัวด้วยเงินห้าตำลึงเงินเมื่อครึ่งปีก่อ
ตอนที่ 11 แผนช่วยเหลือ2 “ข้ามีมันเทศเผาอยู่บ้าง นำมากินระหว่างทาง หากผู้อาวุโสไป๋ไม่รังเกียจก็สามารถลองชิมดูได้” นางหยิบมันเผาที่อยู่ในถุงผ้าป่านสีขาวขุ่นออกมา ด้านในมีมันเทศเผาอยู่สามหัว เพียงเปิดปากห่อผ้ากลิ่นมันเผาหอมก็โชยออกมา ‘มันเทศเผามันหอมแบบนี้เชียว’ ผู้อาวุโสไป๋กลืนน้ำลาย พลางมองมันเทศหัวใหญ่ในถุงผ้าไม่ละสายตา “ข้าน้อยจะชิมให้ท่านก่อน” ผู้ดูแลด้านหลังผู้อาวุโสที่ปกติยืนนิ่งไม่พูดจา กลับยื่นมือมาคว้ามันเผาที่ชายชรากำลังหยิบ ‘ในเมื่อเจ้าสิ่งนี้มีพิษจะให้ผู้อาวุโสกินก่อนได้ยังไง ข้าต้องลองดูเสียก่อน’ เขาคว้ามันเทศเผากลิ่นหอมมาหัก ก่อนจะกัดเข้าปากคำใหญ่ แต่เพียงปลายลิ้นสัมผัสความหอมหวานก็กระจายไปทั่วปาก เขาเคี้ยวเจ้ามันเทศเนื้อหวานลิ้มรสความอร่อยที่ไม่เคยกินมาก่อน นี่มันไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งก็มีรสชาติดีเช่นนี้ เจียงหว่านหนิงนั่งนิ่งมองปฏิกิริยาของคนที่ได้ลิ้มลองมันเทศเผาของนาง สีหน้าท่าทางของชายผู้นั้นบอกได้คำเดียวว่า...ฟิน! “มัน...มันอร่อยมากขอรับ เนื้อเนียนนุ่มหวานหอมตามธรรมชาติ เพียงคำเดียวก็สามารถอุ่นท้องให้อิ่มได้”
ตอนที่ 11 แผนช่วยเหลือ1 ฤดูหนาวปีนี้หนาวเย็นและยาวนานกว่าทุกปี ทางราชสำนักออกประกาศชาวบ้านให้เพิ่มการกักตุนอาหารให้เพียงพอ แต่ราคาข้าวของก็ราคาแพงขึ้นตามลำดับ จะมีชาวบ้านที่มีฐานะมากพอจะกักตุนอาหารให้เพียงพอตลอดฤดูกาลมากน้อยเพียงใด เข้าฤดูหนาวมาได้แค่หนึ่งเดือนก็เริ่มมีชาวบ้านอดอยากจนเสียชีวิต ทางราชสำนักเองก็จนปัญญาจะช่วยเหลือ เนื่องจากท้องพระคลังนั้นว่างเปล่ามานานแล้ว ในอำเภอหัวในวันที่อากาศหนาวเย็นมีผู้ใจบุญออกมาแจกจ่ายอาหาร ซึ่งเป็นเพียงโจ๊กข้าวฟ่างที่พอให้อิ่มท้องในหนึ่งมื้อเท่านั้น คนที่มาแจกจ่ายก็ล้วนเป็นสตรีจากบ้านเหล่าขุนนางท้องถิ่นที่พอจะมีเสบียงอาหารเท่านั้น เจียงหว่านหนิงมองสภาพในอำเภอหัวที่มีคนอดอยากทยอยกันเข้ามามากขึ้น อีกไม่นานคงมีคนเหล่านี้อีกหลายเท่าตัว ที่ไหนมีการแจกอาหาร...คนเหล่านี้ก็จะเดินทางไปที่นั่น หากวันใดไม่มีอาหารแจกจ่ายก็คงเกิดจลาจลขึ้นอย่างแน่นอน นางยืนนิ่งครุ่นคิดหาทางช่วยเหลือคนเหล่านี้ แต่สภาพอากาศเลวร้ายที่มีหิมะตกลงมาทั้งวันทั้งคืนพวกเขาจะอดทนได้นานแค่ไหน แม้แต่ตัวนางเองหากไม่มีธุระจำเป็นก็ไม่คิดจะก้าวออกจากบ้าน
ตอนที่ 10 ล่อเหยื่อกับการบาดเจ็บ3 หมู่บ้านเอ้อฉางกลับมาเงียบสงบร่มเย็นอีกครั้ง แต่ทว่าชายแดนใต้กลับยังคงร้อนระอุ ไฟสงครามแผดเผาจนชาวเมืองต่างหวาดหวั่นขวัญผวา ศึกกลางสนามรบยาวนานมากว่าสามวันแล้ว เหล่าทหารต่างบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย แต่ด้วยการนำทัพอย่างชาญฉลาดของคนผู้หนึ่ง กลับสามารถรักษาชีวิตทหารต้าฉินไว้ได้มากมายหลายพันคน ฝีมือการต่อสู้ที่เด็ดขาดดุดัน ฝ่าทะลวงพากองทัพหน้ามุ่งสู่ใจกลางของศัตรู ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็สามารถสังหารแม่ทัพฝ่ายศัตรูและนำศีรษะกลับมา ทั่วทั้งกองทัพจึงขนานนามเขาว่า...แม่ทัพปีศาจ! แต่กระนั้นการต่อสู้ก็ต้องมีการบาดเจ็บ แม้ว่าจะเป็นแม่ทัพปีศาจก็ตาม กว่าข้าศึกจะถอยร่นพ่ายแพ้หมดรูป ร่างกายที่กรำศึกมายาวนานก็อ่อนแรงลง ดวงตาคู่คมมองเห็นประกายดาบที่กำลังบั่นศีรษะสหายเคียงบ่าเคียงใหญ่ ร่างกายสูงใหญ่ก็ขยับว่องไวใช้หอกสกัดกั้น สุดท้ายก็พลาดท่าเสียที โดนค้อนยักษ์ทุบเข้าที่ขาซ้าย แม้จะหลบหลีกแล้วก็ยังได้รับผลกระทบอยู่ดี “หนานหนิงเฉิง!!!!” กระโจมแพทย์น้อยใหญ่ทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อรักษาทหารกล้าที่บาดเจ็บ และยามนี้กำลั











