Mag-log inจางลี่อิงมีสามีขี้โรคชื่อจิ่นฟานอวี้ ครอบครัวของนางเจอเขานอนสลบอยู่ในป่าเชิงเขาเมื่อหลายเดือนก่อนจึงพามารักษาที่บ้าน จิ่นฟานอวี้พักรักษาตัวอาศัยอยู่ในบ้านสกุลจาง เมื่ออาการดีขึ้นจึงถามไถ่ความเป็นมาของเขาพบว่าเขาเป็นบัณฑิตมาจากสำนักศึกษาอื่น กำพร้าพ่อแม่ ไม่มีพี่น้องไร้ญาติขาดมิตร ต่อมาทางตระกูลจางจึงวางแผนจับเขาให้แต่งงานกับจางลี่อิงแล้วยกบ้านหลังเก่าๆ กับที่ดินอีกเล็กน้อยแยกบ้านให้ทั้งคู่อยู่กันเอง
เพราะพวกเขาอยากให้นางออกไปให้พ้นจากบ้านสกุลจาง ฉะนั้นจะหาคนที่เหมาะสมกว่านี้คงไม่มีแล้ว บุตรชายตระกูลใหญ่โตต่างก็รังเกียจนางกันถ้วนหน้า แม้ว่าผู้เฒ่าจางให้แม่สื่อจัดการให้ก็ไม่มีบุรุษคนใดเหลียวแล อย่าว่าแต่คุณชายบัณฑิตเลย แม้แต่ชาวนาธรรมดายังไม่มองนางแม้แต่หางตาซ้ำร้ายยังดูถูกดูแคลนสารพัด
จิ่นฟานอวี้จำใจแต่งกับนางเพื่อทดแทนบุญคุณที่บ้านสกุลจางเคยช่วยเหลือจากเงื้อมมือมัจจุราชจนฟื้นคืนมา มันเป็นสิ่งเดียวที่เขาทดแทนได้ถึงแม้ไม่เต็มใจ เขาเป็นคนเงียบขรึมไม่เคยปริปากบ่นเรื่องใดสักครั้งยังคงทำตามหน้าที่ได้ดีเสมอต้นเสมอปลายสร้างความอุ่นใจให้ผู้เฒ่าจางได้เป็นอย่างดี
จางลี่อิงเมื่อแต่งงานได้ไม่นานเห็นว่าสามีป่วยกระเสาะกระแสะดูผอมแห้งขี้โรคไม่มีลักษณะท่าทางที่ดูปกป้องนางได้จึงเริ่มรังเกียจเขาและมองหาผู้ชายคนใหม่ มีคนที่ชอบพออยู่คือคุณชายเสินเฉียนบุตรชายเศรษฐีค้าผ้า เขามักออกมาค้าขายในหมู่บ้านบ่อยครั้งแต่ก็ไม่มีสักครั้งที่เขาจะเมียงมองมายังนาง อย่างมากก็หลอกขายผ้าคุณภาพต่ำราคาแสนแพงให้โดยที่นางมาขูดรีดเอาเงินกับจิ่นฟานอวี้ไปจ่ายจางลี่อิงเดินฝ่าลมหนาวพลางทบทวนความทรงจำเก่าๆ ไปด้วยนึกเวทนาตัวเองยิ่งนัก นี่นางเป็นบ้าหรือมีนิสัยเสียแบบนี้มาแต่แรกกันแน่ หรือเพราะไม่มีพ่อแม่คอยอบรมถึงเติบโตมาบิดเบี้ยวราวกับคนไร้ค่าอย่างไรอย่างนั้น นางเดินคิดเรื่อยเปื่อยจนในที่สุดก็มาถึงบ้าน นางไม่รอช้ารีบเดินจ้ำอ้าวเข้าห้องผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมาก่อไฟใส่เตาฟืนให้ความอบอุ่นใช้เวลาผิงอยู่ครู่ใหญ่จึงเริ่มสำรวจบริเวณบ้าน
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านหลังเก่าคร่ำคร่าทรุดโทรม มีห้องจำนวนสองห้อง มีโรงครัว ห้องเก็บฟืน พื้นที่หลังบ้านเหลือไม่มาก นี่คงเป็นความเมตตาที่สุดที่สกุลจางมอบให้เป็นสิ่งสุดท้ายสินะ
นางเดินกลับเข้าไปในห้องเปิดดูตู้เสื้อผ้าอีกครั้งพบว่าเสื้อผ้ามีเพียงสี่ชุดวางกระจัดกระจายไร้ระเบียบมิหนำซ้ำยังสกปรกเหม็นอับเหมือนไม่ได้รับการดูแลสุขอนามัยที่ดี
ห้องหับก็มีแต่ฝุ่นเขรอะขระพื้นเดินแทบไม่ได้สากเท้าเหลือจะทนจางลี่อิงจัดการเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านปัดกวาดเช็ดถูจัดของในห้องให้เข้าที่เข้าทาง นำเสื้อผ้าที่กองระเกะระกะอยู่ในตู้ที่ดูรกตา อีกทั้งปลอกหมอน ผ้าปูที่นอนและผ้าห่มไปซักใหม่ทั้งหมด
เมื่อใช้แรงจนหมดกว่าจะเรียบร้อยพออยู่ได้ก็กินเวลาจนถึงเย็น ท้องไส้เริ่มประท้วง จางลี่อิงไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้าแล้วในตอนนี้นางจึงหิวมากมาย เดินเข้าไปดูในครัวมีมันเทศเพียงสองหัว ข้าวสารในหม้อว่างเปล่า ฟืนดุ้นใหญ่มีเพียงดุ้นเดียว อาหารอย่างอื่นในครัวก็ว่างเปล่าเช่นกัน
"ยากจนขนาดนี้เลยหรอเนี่ย"
จางลี่อิงและจิ่นฟานอวี้ถูกตัดขาดจากการช่วยเหลือของตระกูลจาง มิหนำซ้ำบางครั้งยังมารีดไถเงินจากจิ่นฟานอวี้โดยอ้างว่าเป็นค่าสินสอดให้ผ่อนจ่ายได้ หากเขามีรายได้ก็ควรจ่ายให้ทุกเดือน จิ่นฟานอวี้จึงจ่ายให้เดือนละสองตำลึง นอกจากพวกเขาไม่เคยสนใจแล้วยังขูดรีดสองสามีภรรยาเป็นประจำ อีกคนหนึ่งขี้โรคอีกคนสติปัญญาไม่ดีทำงานไม่เป็นหาเงินก็ไม่ได้ ใช้แรงงานได้เพียงสองอย่างคือหาบน้ำกับผ่าฟืน แม้กระนั้นทั้งสองหน้าที่ยังบกพร่อง ภาระหนักจึงตกอยู่กับจิ่นฟานอวี้ ระยะหลังนางเห็นเขาทำได้ก็ละเลยไม่ทำช่วยสักอย่าง วันๆ เอาแต่นั่งเหม่อลอย ชะเง้อเฝ้ารอซื้อผ้ากับพ่อค้าเสินเฉียน แต่เขาก็ไม่เคยปริปากบ่นกับใครสักครั้ง เขาก็ทำได้เท่าที่เรี่ยวแรงน้อยนิดพอจะมี
ความสัมพันธ์ของทั้งสองห่างเหินกันมากแทบเรียกได้ว่าอยู่คนละบ้านด้วยซ้ำ อันที่จริงก็พักอาศัยอยู่คนละห้องอยู่แล้วไม่เคยร่วมเตียงร่วมโต๊ะอาหารกัน ไม่เคยพูดจากัน แต่ยามนางลําบากเดือดร้อนก็มีเพียงเขาที่ตามล้างตามเช็ดจนชาวบ้านเอือมระอากับพฤติกรรมเหลือขอของจางลี่อิง ด้วยความเป็นบ้าเสียสติของนางบางทีนึกจะพูดสิ่งใดก็พูดชวนให้คนเกลียดชังนางก็ทำอยู่เนืองๆ
จางลี่อิงก่อไฟแล้วนำมันเทศมานึ่งทั้งสองหัว พรุ่งนี้นางคงต้องออกไปหาฟืนสักหน่อยแล้ว นึกแล้วก็น่าโกรธนักสวรรค์ก็ช่างกระไรเกิดใหม่ทั้งทีได้เป็นคนยากจนข้นแค้นลำบากตรากตรำเสียจนน้ำเน่า ท่านเทพทั้งหลายช่างทำกันได้ นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอยากถามเบื้องบนเหลือเกินว่าเหตุใดถึงทำกันได้ลงคอ
"เหอะ ช่างเถอะกลุ้มใจไปก็เท่านั้น"
นางถอนหายใจยาวอย่างหดหู่ ถึงอย่างไรนางก็ต้องต่อสู้จนถึงที่สุด ไหนๆ ก็ได้เกิดใหม่อีกครั้งแล้ว หากมัวแต่งอมืองอเท้าทำนิสัยเดิมมีหวังได้อดตายเป็นแน่แท้
มันเทศนึ่งสุกแล้วนางกินไปหนึ่งหัวก็อิ่ม ยังเหลืออีกหนึ่งหัวเอาไว้ให้คนข้างใน มองเข้าไปในห้องของเขามีแสงของตะเกียงสว่างวาบลอดออกมานอกห้อง อากาศหนาวเย็นเตาสำหรับผิงมีเพียงหนึ่งเตาและมันอยู่กับนาง จางลี่อิงจึงเอาถ่านใส่เพิ่มจนเสร็จนางก็ยกไปด้านตะวันตกของบ้าน
"ก๊อกๆๆ"
จิ่นฟานอวี้เงยหน้าจากการคัดอักษรลุกเดินไปเปิดประตู เขาไม่แปลกใจที่เป็นนางแต่แปลกใจที่นางเหยียบย่างมาที่นี่ในยามค่ำคืน
"มีธุระอันใด"
น้ำเสียงเย็นชาและแววตาว่างเปล่าถามขึ้นราบเรียบ ถึงเขาไม่ชอบนางแต่ก็อดทนอยู่ได้ ทำใจจนเกิดความเคยชินและกลายเป็นคนไร้ความรู้สึกไปในที่สุด
ควันจางๆ พวยพุ่งออกจากปากหยักรูปสวยบ่งบอกว่าในห้องของเขาอากาศก็หนาวเย็นมากไม่ต่างจากด้านนอก
"ขอข้าเข้าไปหน่อย"
เขาหลีกทางให้นางเดินเข้าไปด้านใน จางลี่อิงวางเตาลงตรงกลางห้อง จิ่นฟานอวี้ปิดประตูกันลมเข้าแล้วเดินกลับมานั่งคัดอักษรตามเดิม
"หิวหรือไม่"
นางถามเพราะนี่ค่ำมากแล้วมองดูราวๆ ยามสวี่ (19.00-20.59)
จิ่นฟานอวี้หยุดพู่กัน เขาไม่ตอบคำถามยังคงจดจ้องอยู่ที่ตัวอักษรจากนั้นเขาก็คัดต่อไป จางลี่อิงลุกขึ้นเปิดประตูเดินออกไป นางเข้าไปในครัวนำจานใส่หัวมันนึ่งที่เหลือมาให้ เป็นเพราะว่าอากาศหนาวมากคิดว่าเขาคงไม่อยากเดินออกมาจึงไม่พูดสิ่งใด
มันนึ่งหัวใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะไม้พร้อมน้ำชาร้อนๆ ที่เพิ่งยกลงจากเตาและรินให้เขา จิ่นฟานอวี้วางพู่กันลงกินหัวมันนึ่งที่แกะเปลือกออกแล้วนั่งกินเงียบๆ โดยมีจางลี่อิงนั่งผิงไฟอยู่ด้านข้าง
"ข้าขอผิงไฟด้วยสักครู่นะ พออบอุ่นแล้วก็จะกลับไปที่ห้อง"
นางชวนคุยขออนุญาตเขา
"อืม"
จิ่นฟานอวี้ตอบแค่นั้นก็กินมันเทศต่อนางจึงเงียบปากลง พวกเขาสองคนไม่ชอบกันมาก่อนแล้วนางในอดีตยังไม่ได้เรื่องสร้างแต่ความเดือดร้อนให้เขาบ่อยครั้ง เท่านั้นยังไม่พอยังชอบพ่อค้าผ้ารูปงามให้คนติฉินนินทาเสียๆ หายๆ เสื่อมเสียชื่อเสียงของตัวเองและสามีมานับไม่ถ้วน แต่จิ่นฟานอวี้ก็ตามแก้ปัญหาให้ตลอดมา ถึงเขาไม่ได้ชอบนางแต่ไม่เคยแสดงออกว่ารังเกียจใดๆ ออกมาเหมือนที่คนอื่นทำ มีเพียงความนิ่งเฉยและเงียบเชียบแสดงออกแทนทุกความรู้สึก ที่สำคัญเขาก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่มาอยู่กับครอบครัวสกุลจางแล้ว
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วแคว้นต้าเฉียนยังคงสงบสุขเรื่อยมาโดยไร้สงคราม พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ฝนตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลให้ทั่วทั้งแคว้นหลุดพ้นจากความยากจนประกอบกับฮ่องเต้ส่งความช่วยเหลือและดูแลแต่ละเมืองอย่างดีที่สุดจิ่นฟานอวี้และจางลี่อิงมีโอรสตัวน้อยสองพระองค์ชื่อจิ่นอี้เหลียนและจิ่นเจี้ยนเวย เด็กน้อยทั้งสองเป็นเด็กชายที่กล้าหาญจิตใจเข้มแข็ง จิ่นอี้เหลียนหน้าตาเหมือนเสด็จพ่อ ส่วนจิ่นเจี้ยนเวยใบหน้าเหมือนแม่ ทั้งคู่นั่งเล่นกันอยู่ใต้ต้นไม้มีนางกำนัลรายล้อมและองครักษ์อีกสองนายมองด้วยความรักความเอ็นดู"ท่านพี่เมื่อไหร่เสด็จพ่อจะกลับมาข้าคิดถึงเสด็จพ่อเสด็จแม่"จิ่นเจี้ยนเวยพร่ำความในใจเบ้ปากเหมือนจะร้องไห้ จิ่นอี้เหลียนกอดน้องชายเอาไว้ปลอบใจให้คลายเศร้า เขาเป็นพี่ชายที่แสนดีมีทั้งความเข้มแข็งและอ่อนโยนในคราวเดียวกันเหมือนบิดา"ไม่ร้องไห้นะเด็กดี พี่อยู่ข้างๆ เจ้าแล้ว"จิ่นเจี้ยนเวยยังเป็นเด็กไร้เดียงสาหยุดเบะปากซบใบหน้าน่าเอ็นดูคล้ายมารดากับไหล่ของพี่ชายจิ่นฟานอวี้กับจางลี่อิงกลับมาที่ตำหนักในช่วงเย็น วันนี้มีประชุมใหญ่ที่ท้องพระโรง หลายเรื่อง ต่อจากนั้นก็แยกประชุมของแต่ละฝ่าย จางลี่อิง
สงครามสงบจิ่นฟานอวี้มองดูความเรียบร้อยเป็นคนสุดท้ายที่กำลังลำเลียงศพทหารไปทำพิธีต่อไป กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทั่วทั้งผืนดินฉาบทาไปด้วยเลือดสีแดงเข้ม บนตัวเขาไม่มีบาดแผลมีเพียงรอยเลือดสาดกระจายบนใบหน้าและลำตัวเมื่อสงครามจบทุกคนต่างแยกย้าย จางลี่อิงกำลังช่วยทหารบาดเจ็บมองเห็นจิ่นฟานอวี้ควบม้าเข้ามาหา หัวใจของนางเต้นแรงยิ้มกว้างยินดีในชัยชนะ ทั้งสองคนโผเข้ากอดกันแน่น การได้พบกันอีกครั้งหลังผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายทำให้ชีวิตมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งผลงานการรบครั้งนี้แม่ทัพและทหารต่างได้รับรางวัล บางตำแหน่งได้เลื่อนขั้นและได้รับเงินรางวัล เพิ่มเงินเดือนพร้อมที่ดินเพิ่มขึ้นชินอ๋องจิ๋นฟานอวี้ได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาทโดยสมบูรณ์ ส่วนจางลี่อิงรั้งตำแหน่งพระชายาขององค์รัชทายาทพร้อมด้วยตำแหน่งหมอประจำกองทหารของราชสำนักราชโองการประกาศไปทั่วแคว้นสร้างความยินดีแก่อาณาประชาราษฎร์ถ้วนหน้าเถ้าแก่หลี่ร้านสมุนไพรได้ยินข่าวก็ตื้นตันใจ จิ่นฟานอวี้ที่เขาคุ้นหน้าก็คือคุณชายน้อยจวนโหวที่เขาเคยไปส่งสมุนไพรรักษาคนในนั้นเมื่อยังเป็นวัยหนุ่ม มาบัดนี้ได้เป็นถึงองค์รัชทายาทแล้วในขณะที่กำลังจมกับความคิดในอดีตก็มีทห
"เมืองเหว่ยกลุ่มอำนาจเก่าก่อกบฏพะย่ะค่ะ"แม่ทัพฉีเข้ามารายงานระหว่างที่กำลังประชุมเรื่องการก่อสร้างเมือง"ว่าอย่างไรนะ! พวกมันแข็งข้ออย่างนั้นรึ"ช่วงที่ทำสงครามแย่งชิงอำนาจจากอดีตฮ่องเต้มาได้เพราะครานั้นอีกฝ่ายต้องการฆ่าล้างตระกูลจิ่นเพราะถือเป็นเสี้ยนหนามของบัลลังก์ ตระกูลจิ่นเคยมีอดีตฮ่องเต้และถูกโค่นบัลลังก์ด้วยวิธีสกปรก เมื่อได้อำนาจมาก็ปกครองราษฎรด้วยความเหี้ยมโหดชาวเมืองเดือดร้อนอยู่เป็นนิจมาครั้งนี้จึงถูกเอาคืนจนพ่ายแพ้สิ้นท่าทว่ากลุ่มอำนาจเก่ากลุ่มสุดท้ายยังหลงเหลือจึงรวมตัวกันก่อกบฏเพื่อชิงบัลลังก์คืนมาเพราะยอมรับชะตากรรมตัวเองไม่ได้และไม่ยอมรับตระกูลจิ่นมาตั้งแต่ต้นเพราะความอิจฉาริษยา" อีกไม่กี่วันกองทัพก็จะมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ"แม่ทัพรายงานฮ่องเต้ทรงกริ้วเป็นอย่างมาก พวกมันร้องขอชีวิตก็ทรงเมตตาให้อาศัยอยู่เมืองเหว่ยแทน ไม่คิดว่ากลับกลายเป็นฐานทัพให้มาทำลายตัวเอง"วางแผนกลยุทธ์ให้ดีพวกนี้เจ้าเล่ห์เราต้องทันพวกมัน"ทรงปิดประชุมและไปที่ห้องลับพร้อมกับชินอ๋องขออาสาไปช่วยที่ตำหนักชินอ๋องกำลังเตรียมชุดออกรบพร้อมฮ่องเต้ ถูกแยกกองทัพออกเป็นหลายส่วนกองทัพฮ่องเต้จะเป็นแนวหน้าส่วนทหา
จิ่นฟานอวี้ยกมือบางขึ้นมาจูบความนุ่มนวลทำให้นางอ่อนไหว"เราไม่มีวันหย่าขาดจากกันขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าไป"เขาตัดสินใจพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิดช่วงแรกตอนนี้ในใจของเขาไม่อาจขาดสตรีคนนี้ได้อีกต่อไป จางลี่อิงโผเข้ากอดเขาแน่นนางคิดว่าต้องพบกับความโดดเดี่ยวถึงเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ หัวใจของนางก็คล้ายจะแหลกสลายเขากอดนางตอบเช่นกันจูบปอยผมปลอบใจอยู่นานจนกระทั่งหลับไปทั้งคู่ช่วงเช้าทั้งคู่ออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่วังหลวง วันนี้จะไปพบกับเจ้ากรมขุนนางที่หน้าท้องพระโรงรอเดินเข้าไปด้วยกัน สองสามีภรรยาจับมือกันเอาไว้แน่นเช่นเดิมเรื่องเมื่อคืนคลี่คลายลงแล้ว จากนี้ไปทั้งสองจะคอยเคียงข้างกันไม่แยกจากกันอีกความผูกพันทางใจช่วยให้เขาทั้งคู่ไม่ยอมปล่อยมือกันและกันหน้าประตูวังหลวงนายทหารเฝ้าประตูไต่ถาม จิ่นฟานอวี้จึงยกป้ายสัญลักษณ์ที่เจ้ากรมขุนนางให้ติดตัวไว้ ทหารมองหน้ากันลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงปล่อยเข้าไปพร้อมกับเดินประกบซ้ายขวาฮ่องเต้รอเขาอยู่แล้วจากรายงานของเจ้ากรมขุนนาง ทรงเฝ้ารอใจจดใจจ่อตื่นเต้นที่จะได้พบกับพระอนุชา เมื่อมาถึงหน้าท้องพระโรงเสนาบดีกรมขุนนางทำคว
เจ้ากรมขุนนางรอจิ่นฟานอวี้อยู่ที่จวนเรียกเขาเข้าพบเป็นการส่วนตัว พอเดินทางมาถึงจึงพาจางลี่อิงหาที่พักเสร็จจึงเข้าพบทันทีที่พบหน้าของจิ่นฟานอวี้ เสนาบดีกลับต้องตกตะลึงพยายามควบคุมร่างกายสั่นเทิ้มไม่ให้แสดงออกมาจนน่าเกลียด น้ำตาคลอหน่วยตารื้นขึ้นมา จิ่นฟานอวี้คุกเข่าลงโดยไม่พูดจา จางลี่อิงก็คุกเข่าตามด้วยความงุนงง"อวี้เอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์ ใช่เจ้าจริงๆ ด้วย เจ้ายังไม่ตาย"เขาเดินมาจับตัวให้ยืนขึ้นเพียงเท่านั้นก็กอดเอาไว้แน่นร้องไห้ออกมาดั่งคนดีใจที่ได้ของรักกลับคืน"ท่านตา"จิ่นฟานอวี้เรียกสรรพนามนั้นแจ่มชัด เขาเองก็ดีใจไม่ต่างจากอีกฝ่ายเช่นกัน"เจ้าคงลำบากมาก ตามันโง่เง่าที่ทำให้เจ้าตกระกำลำบาก ไม่สมควรเป็นตาของเจ้า"เขาเฝ้าโทษตัวเองเจ้ากรมขุนนางมองผ่านมายังจางลี่อิง จิ่นฟานอวี้จึงจับมือนางเดินเข้ามาใกล้"นี่ภรรยาของหลานจางลี่อิงขอรับ"นางคารวะอ่อนน้อม ผู้อาวุโสกว่ายิ้มเอ็นดูในความน่ารักและนอบน้อมของนางแล้วเชิญทุกคนนั่งลง"ตั้งแต่ราชโองการประกาศว่าเจ้าตายแล้วฮ่องเต้โกรธแค้นมาก สั่งตามล่าตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องและทำสงครามคืนความยุติธรรมให้เจ้าและครอบครัว แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ ตอนน
นายอำเภอได้รับข่าวไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ลูกชายตัวเองไประรานเถ้าแก่หลี่ถึงหน้าร้านจึงถูกเรียกเข้าพบ"เจ้าทำเช่นนี้เสียชื่อของข้าชื่อเสียงอาของเจ้า พวกเขาจะอับอายขนาดไหนเคยรับรู้หรือไม่"เขาได้แต่นิ่งฟังบิดาบ่นให้ไม่คิดโต้ตอบใดๆ ฟังมาตั้งหลายปีมีแต่คำพูดเดิมๆ แทบจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาอยู่แล้ว"ท่านพ่อข้าก็แค่ทำตามหน้าที่"เขาเบื่อหน่ายกับความซื่อตรงรักษาภาพลักษณ์ของบิดา เขาก็แค่ทำตามเงื่อนไขเท่านั้นมันอาจจะดูโหดร้ายแต่หลี่อี้ทำตามข้อตกลงไม่ได้เขาก็จนปัญญาช่วยเหลือก็เพราะความอยากครอบครองร้านสมุนไพรความโลภมาบดบังจิตใจทำให้เขาข่มขู่สองพ่อลูกโดยใช้วิธีสกปรกหลอกล่อหลี่อี้ผู้เสเพลมาติดกับ"หน้าที่ของเจ้ามันไม่เหมือนคนอื่นเจ้าควรไปเรียนสอบทำงาน ข้าจะให้อาของเจ้าฝากให้"ความบกพร่องอย่างหนึ่งของนายอำเภอเฉินคือเขามักละเลยการอบรมบุตรชายมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นเขาจึงไม่อยู่ในโอวาท ที่ดุด่าได้ทุกวันเพราะอยากให้เขาทำงานในวังหลวงมีอนาคตสดใสดีกว่าเป็นเจ้าพ่อบ่อนพนันเกเรไปวันๆ ไม่รู้จักรักความก้าวหน้าทั้งที่อายุยี่สิบปีแล้ว"โธ่ ท่านพ่อ"เขาสุดจะคัดค้านนายอำเภอเฉินกลัดกลุ้มใจเป็นอันมากที่ลูกชายไม่เ







