Mag-log inนางขอตัวกลับไปนอน ก่อนไปไม่ลืมเอาจานและกาน้ำชาไปเก็บในครัวทิ้งเตาผิงไว้ให้เขา ก่อนหน้านั้นนางใช้เตาผิงเพียงคนเดียวไม่เคยเผื่อแผ่ให้จิ่นฟานอวี้เลยสักครั้ง เลวร้ายลงไปอีกยังสั่งให้เขาก่อไฟให้นางได้ผิงเพียงคนเดียวโดยที่เขาไม่เคยเรียกร้องสิทธิ์ที่ควรได้ นางทำอย่างนี้ทุกวันโดยไม่เคยคำนึงว่าอีกคนจะหนาวเหน็บเช่นไร
จางลี่อิงตื่นแต่เช้าตรู่ล้างหน้าเกล้าผมง่ายๆ ขึ้นเป็นมวยแล้วเก็บที่นอนพับผ้าที่เก็บมาเมื่อวาน เป็นเพราะมัวแต่หิวโหยหาของกินจนลืมพับเสื้อผ้าของตัวเองเอาไว้ เสร็จแล้วจึงเดินไปที่ห้องครัว ภายในนั้นไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่สักอย่าง นางจึงทำความสะอาดห้องครัวครั้งใหญ่ ถึงมันจะดูสะอาดสะอ้านเพราะจิ่นฟานอวี้เป็นคนเก็บกวาดอยู่บ่อยๆ แต่ก็อยากจัดสิ่งของให้เข้าที่มากกว่านี้ "โชคดีนะที่ยังมีแป้งสาลี" นางยิ้มดีอกดีใจขณะทำความสะอาดก็เจอแป้งสาลีซ่อนอยู่ในชามใบใหญ่มีฝาไม้ปิดไว้อย่างน้อยเช้านี้ก็ไม่อดตายแล้ว จางลี่อิงนำแป้งสาลีมานวดโรยน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อทำหมั่นโถวเอาไว้กินได้สี่ลูกพอดี "วันนี้กินหมั่นโถวเปล่าๆ ไปก่อนก็แล้วกัน" นางพึมพำกับตัวเอง หลังจากทำเสร็จแล้วจึงคว้าถังน้ำมุ่งหน้าไปที่บ่อน้ำของหมู่บ้านพบชาวบ้านเรียงแถวรอตักน้ำสามสี่คน พวกเขาไม่แปลกใจที่พบเจอนางและไม่ได้ใส่ใจตักน้ำเสร็จก็รีบพากันกลับบ้าน จางลี่อิงตักน้ำหลายรอบเอาใส่จนเต็มถัง นางยังไม่หิวจึงเข้าห้องเก็บฟืนนำออกมาผ่าแล้วนำไปเก็บเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ "พี่ฟานอวี้ พี่ฟานอวี้" เสียงเล็กของใครบางคนตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านนางจึงเดินออกไปดู เจอหลิวซานซานถือตะกร้าใส่อาหารยืนอยู่หน้าบ้าน เมื่อสตรีทั้งสองได้เจอหน้ากันหลิวซานซานก็มองจางลี่อิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม "เรียกสามีข้ามีธุระอันใด" หลิวซานซานชะงักไป โดยปกตินางบ้านี่ไม่พูดไม่จาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาให้นางผ่านเข้าไปยังห้องครัวได้ แต่วันนี้กลับถามนางด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม มองไปมองมาดูมีแววฉลาดเฉียบคมไม่เลื่อนลอยเหมือนคนไร้สติดั่งแต่ก่อน "ข้าทำไก่ตุ๋นมาให้พี่ฟานอวี้" นางเชิดหน้าตอบโดยไม่สนใจว่าเจ้าของบ้านมีตัวตนยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ เพราะหลิวซานซานทำอย่างนี้เป็นประจำเหมือนเป็นหน้าที่ไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่ทำอาหารถือมาฝากเขาจางลี่อิงก็ไปแอบกินจนหมดทุกคราไป "เอากลับไปเถอะขอบคุณนะที่ช่วยข้าดูแลสามี แต่มันคงดูไม่งามหรอกที่เจ้าทำเช่นนี้เจ้าทำให้ข้าอดคิดไม่ได้ว่ากำลังให้ท่าสามีผู้อื่น แอบเล่นชู้กับสามีข้า! นี่เจ้าไม่อายเลยหรือ" จางลี่อิงพูดด้วยเสียงอันดังขึ้น หลิวซานซานเหมือนโดนตบจนหน้าชาที่ถูกจางลี่อิงต่อว่า นางนึกออกว่าควรโมโหจึงเงื้อมือขึ้นจะตบเหมือนที่เคยทำ จางลี่อิงคิดเร็วเงื้อมือขึ้นเตรียมโต้ตอบด้วยสายตาดุร้ายหลิวซานซานเห็นดังนั้นก็นึกหวั่นกลัว พ่นลมหายใจอย่างโกรธเกรี้ยวแทนแล้วหมุนตัวกระทืบเท้าเดินกลับไป ให้จัดการคนหน้าด้านสำหรับนางมันไม่ใช่เรื่องยาก ได้ยินเสียงเอะอะอยู่ด้านนอกดังเข้ามาถึงในห้องทำให้จิ่นฟานอวี้เดินออกมาดูเผื่อว่าจางลี่อิงก่อเรื่องขึ้นมาอีก "เกิดเรื่องอะไรขึ้น" นางหันไปทางต้นเสียงพบชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงแต่งตัวด้วยชุดสีเทาผ้าดูเก่าแต่เรียบสะอาด ลักษณะท่าทางสง่างามใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาแลดูสูงส่ง นี่สินะหลิวซานซานถึงชอบมาป้วนเปี้ยนอยู่ได้ทุกวี่วัน "ไม่มีอะไรหรอก หิวหรือยังมากินข้าวกันเถอะข้าทำไว้ให้แล้ว" นางชวนเขาแล้วยกหมั่นโถวและน้ำชาออกมา จิ่นฟานอวี้นั่งลงมองดูสตรีเบื้องหน้าไม่วางตา นางดูแปลกไปไม่เหมือนคนบ้าเช่นวันวาน ที่สำคัญคือทำอาหารเองได้แล้วยังทำเผื่อเขา ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาเป็นคนทำให้นางด้วยซ้ำ ทั้งคู่ไม่มีเวลาคิดมากนั่งลงกินหมั่นโถวเงียบๆ โดยไม่สนทนากันแต่อย่างใด เขากินไปสองชิ้นนางกินไปหนึ่งชิ้นก่อนเอาจานไปเก็บได้สั่งไว้ว่า "วันนี้กินหมั่นโถวก่อนอีกมื้อข้าจะเก็บไว้ให้เจ้ากินตอนกลางวัน เอาไว้ข้ากลับมาจะทำอาหารให้ใหม่" นางยิ้มแย้มก่อนหันหลังเดินเข้าครัว ชายหนุ่มไม่พูดจาสิ่งใดดวงตาสุขุมมีแววนิ่งขรึมยิ่งกว่าเดิม แพขนตางอนเรียงเป็นระเบียบขับให้ดวงตาของเขาดูมีเสน่ห์น่าค้นหากระพริบครั้งหนึ่งพร้อมกับยกชาขึ้นจิบ นางคว้าตะกร้าใบเก่าสะพายขึ้นหลังออกจากบ้านไปโดยมีจิ่นฟานอวี้ยืนมองดูแต่ก็ไม่ถามไถ่สักคำ จากนั้นเขาก็เข้าไปในห้องคัดอักษรต่อ บนภูเขามีของป่ามากมายหากรู้จักเลือกหรือรู้จักวิธีหาประโยชน์ใช้สอยจากมัน นางเจอลูกพลับสุกเต็มต้นหลายลูก เดินลึกเข้าไปพบเห็ดหลากหลายชนิดขึ้นตามพุ่มหญ้าและขอนไม้ นางไม่รอช้าเดินเข้าไปเก็บเอาทั้งหมดเพราะดูแล้วว่าไม่มีพิษสามารถกินได้ จากนั้นก็เอามีดที่ถือมาด้วยแซะตามพื้นดินจนขุดเจอเผือกอีกหลายหัว เมื่อได้เสบียงเต็มตะกร้าแล้วจางลี่อิงจึงลงจากเขามุ่งหน้ากลับบ้านอย่างร่าเริง ที่วันนี้ไม่ต้องกินแค่หมั่นโถวกับก้อนแป้งอีกระหว่างทางนางเจอชาวบ้านหิ้วปลามาเต็มถัง พวกเขานำมาขายแต่นางไม่มีเงินซื้อจึงขอแลกกับลูกพลับส่วนหนึ่งและเห็ดอีกส่วนหนึ่ง นางมาถึงบ้านเห็นจิ่นฟานอวี้กำลังกวาดลานบ้านเงียบๆ เขามองดูมาแต่ไกลเห็นนางแบกของเต็มตะกร้าจึงวางไม้กวาดแล้วเดินมาถือช่วย "ขอบใจ" จางลี่อิงยิ้มให้ เขามองดูของในตะกร้าก็นึกสงสัยเป็นอย่างมาก นางไม่เคยเข้าป่าไม่เคยขึ้นเขาไม่รู้จักของป่าสักชนิดแล้วได้ของพวกนี้มาได้อย่างไร "เจ้าเอาของพวกนี้มาจากที่ไหน" เขาไม่เชื่อว่านางจะหามาได้ด้วยตัวเองนางไม่เคยทำอาหารการกินจึงไม่รู้จักวัตถุดิบใดๆ อาหารในบ้านเขาก็เป็นคนจัดการมาแต่แรกเริ่ม ส่วนมากซื้อมาจากตลาดยามที่นำหนังสือคัดอักษรไปส่งให้ลูกค้าและไปรับจ้างอ่านจดหมาย สิ่งที่พอซื้อได้ก็เป็นพืชผักราคาถูก แป้งใช้ทำหมั่นโถว ส่วนเนื้อสัตว์นานๆ ทีถึงจะมีตกถึงท้อง "ข้าขึ้นเขาไปเก็บ มีของป่าผักป่าตั้งมากมาย" "เจ้ารู้จักของในป่าบนเขาตั้งแต่เมื่อใด" เขาถามตามความจริงเพราะมันไม่น่าเชื่อเลย จางลี่จิงรีบคิดและเอ่ยขึ้นว่า "ก็เวลาไปหาฟืน บางทีลุงรองก็บอกข้า หรือชาวบ้านที่ไปด้วยก็คอยบอกข้าว่าพืชชนิดไหนกินได้บ้าง ไปคราวนี้ข้าจำได้อันไหนก็เก็บอันนั้นมา ก็ไปแหล่งที่เคยไปกับคนอื่นนั่นแหละ" นางบอกพลางก่อเตาฟืน เมื่อได้ฟังเขาจึงคิดตามว่าอาจเป็นไปได้เพราะนางไปหาฟืนเป็นประจำเพียงแต่ไม่เคยได้ของป่าติดมือกลับมา เขาแอบสังเกตอยู่ตลอดเวลาที่นางกำลังจุดไฟ สงสัยว่านางเรียนรู้การก่อไฟมาจากที่ใดโดยปกติมีแต่เขาเป็นคนทำให้ จางลี่อิงรู้สึกว่ากำลังถูกจับจ้องนางจึงหันมาถามเขาตรงๆ "เจ้ามองข้าทำไม หรือมีสิ่งใดผิดปกติ" "เจ้าก่อไฟได้ด้วยหรือ" เขาถามขึ้นให้คลายสงสัย ถึงอย่างไรนางก็ทำไม่เป็นทั้งที่เคยสอนไปแล้วหลายรอบ "ข้าก็เรียนรู้จากเจ้าอย่างไรล่ะ" นางตอบง่ายๆ หากจะบอกว่าทำเป็นมาแต่ไหนแต่ไรก็ดูจะแปลกไปสักหน่อย เขาพยักหน้าพยายามทำความเข้าใจว่านางคงเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ การเป็นสายลับของนางนี้มีข้อดีไม่น้อยเลยชาติก่อนทั้งออกค่ายเดินป่าเรียนรู้วิธีช่วยเหลือตัวเองสารพัดแล้วยังฝึกฝนการต่อสู้ได้อีกด้วย ในคราบของพนักงานสาวออฟฟิศธรรมดาทว่าไม่เคยมีใครล่วงรู้ความสามารถนี้สักคน ทั้งคู่นั่งกินอาหารค่ำด้วยกันถึงก่อนหน้านี้จะไม่ร่วมโต๊ะมาก่อนแต่จิ่นฟานอวี้ก็กินให้แล้วเสร็จจะได้ไม่เสียเวลาทั้งคู่ นางทำปลาต้มเผือก ยำเห็ดรวม พอดีป้าหลิ่วเพื่อนบ้านผู้ใจดีมีใจเอื้ออารีต่องทั้งสองคนเอาข้าวสารมาให้เป็นค่าอ่านจดหมายของบุตรชายเมื่อวันก่อน วันนี้ที่บ้านจึงมีข้าวสารครึ่งหม้อเล็ก ตบท้ายด้วยลูกพลับที่เก็บมาจากภูเขา ทั้งคู่นั่งกินข้าวเงียบๆ เช่นเดิม เมื่อกลางวันจิ่นฟานอวี้คงไม่กินหมั่นโถวที่เหลือ เขาเก็บไว้ให้นางเผื่อหิวตอนกลับจากเขา เพราะนางชอบหิวตอนบ่ายหากไม่ได้กินก็ร้องโวยวายสบถด่าเขาเป็นประจำ วิธีนี้จึงแก้ปัญหาได้ผลเสมอมา ค่ำนี้เขาจึงกินข้าวไปหลายชามด้วยความหิว อาหารฝีมือของนางก็ไม่เลวนักเข้าขั้นอร่อยใช้ได้ กินอิ่มหนำสำราญกันท้องสองคน จิ่นฟานอวี้เตรียมตัวเอาจานไปล้างเหมือนที่เคยทำหลังจากกินเสร็จ ขณะที่กำลังถกแขนเสื้ออยู่นั้นจางลี่อิงก็มาเจอเข้าพอดี "ไม่ต้องๆ ข้าทำเอง เจ้าไปพักเถอะ" นางเก็บจานไปล้างอย่างคล่องแคล่วว่องไวผิดจากเดิมไปมาก จางลี่อิงคนเก่าออกจะเงอะงะตัวแข็งทื่อไม่เอาการเอางานลำพังหาบน้ำนางก็ยังทำไม่เคยสำเร็จ เมื่อถูกห้ามเขาจึงเปลี่ยนไปก่อเตาผิงแทนพอดีกับนางล้างจานเก็บกวาดห้องครัวเสร็จจิ่นฟานอวี้จึงเอ่ยปากชวน "ไปผิงไฟกันเถอะ" จากนั้นก็เดินนำหน้าด้วยความเฉยชาเหมือนเช่นเคย นางพยักหน้าเดินตามเข้าไปในห้อง เมื่อสักครู่ล้างจานแล้วมือเย็นเฉียบจนชาดิกไปหมด ได้ความอบอุ่นจากเตาก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย จางลี่อิงได้รับความอบอุ่นเพียงพอแล้วนางจึงขอตัวกลับห้องนอนของตัวเอง ฟูกเก่าบางกับผ้านวมบางมีรอยขาดอยู่หลายจุดนางเพิ่งมีเวลาสังเกตดู มองเลยไปทางห้องทิศตะวันตกนึกถึงจิ่นฟานอวี้ขึ้นมา เขาก็คงหนาวเย็นเช่นเดียวกัน เห็นทีนางต้องหาผ้านวมใหม่สำหรับสองห้องเพิ่มความอบอุ่นเสียแล้ววันเวลาผ่านไปรวดเร็วแคว้นต้าเฉียนยังคงสงบสุขเรื่อยมาโดยไร้สงคราม พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ฝนตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลให้ทั่วทั้งแคว้นหลุดพ้นจากความยากจนประกอบกับฮ่องเต้ส่งความช่วยเหลือและดูแลแต่ละเมืองอย่างดีที่สุดจิ่นฟานอวี้และจางลี่อิงมีโอรสตัวน้อยสองพระองค์ชื่อจิ่นอี้เหลียนและจิ่นเจี้ยนเวย เด็กน้อยทั้งสองเป็นเด็กชายที่กล้าหาญจิตใจเข้มแข็ง จิ่นอี้เหลียนหน้าตาเหมือนเสด็จพ่อ ส่วนจิ่นเจี้ยนเวยใบหน้าเหมือนแม่ ทั้งคู่นั่งเล่นกันอยู่ใต้ต้นไม้มีนางกำนัลรายล้อมและองครักษ์อีกสองนายมองด้วยความรักความเอ็นดู"ท่านพี่เมื่อไหร่เสด็จพ่อจะกลับมาข้าคิดถึงเสด็จพ่อเสด็จแม่"จิ่นเจี้ยนเวยพร่ำความในใจเบ้ปากเหมือนจะร้องไห้ จิ่นอี้เหลียนกอดน้องชายเอาไว้ปลอบใจให้คลายเศร้า เขาเป็นพี่ชายที่แสนดีมีทั้งความเข้มแข็งและอ่อนโยนในคราวเดียวกันเหมือนบิดา"ไม่ร้องไห้นะเด็กดี พี่อยู่ข้างๆ เจ้าแล้ว"จิ่นเจี้ยนเวยยังเป็นเด็กไร้เดียงสาหยุดเบะปากซบใบหน้าน่าเอ็นดูคล้ายมารดากับไหล่ของพี่ชายจิ่นฟานอวี้กับจางลี่อิงกลับมาที่ตำหนักในช่วงเย็น วันนี้มีประชุมใหญ่ที่ท้องพระโรง หลายเรื่อง ต่อจากนั้นก็แยกประชุมของแต่ละฝ่าย จางลี่อิง
สงครามสงบจิ่นฟานอวี้มองดูความเรียบร้อยเป็นคนสุดท้ายที่กำลังลำเลียงศพทหารไปทำพิธีต่อไป กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทั่วทั้งผืนดินฉาบทาไปด้วยเลือดสีแดงเข้ม บนตัวเขาไม่มีบาดแผลมีเพียงรอยเลือดสาดกระจายบนใบหน้าและลำตัวเมื่อสงครามจบทุกคนต่างแยกย้าย จางลี่อิงกำลังช่วยทหารบาดเจ็บมองเห็นจิ่นฟานอวี้ควบม้าเข้ามาหา หัวใจของนางเต้นแรงยิ้มกว้างยินดีในชัยชนะ ทั้งสองคนโผเข้ากอดกันแน่น การได้พบกันอีกครั้งหลังผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายทำให้ชีวิตมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งผลงานการรบครั้งนี้แม่ทัพและทหารต่างได้รับรางวัล บางตำแหน่งได้เลื่อนขั้นและได้รับเงินรางวัล เพิ่มเงินเดือนพร้อมที่ดินเพิ่มขึ้นชินอ๋องจิ๋นฟานอวี้ได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาทโดยสมบูรณ์ ส่วนจางลี่อิงรั้งตำแหน่งพระชายาขององค์รัชทายาทพร้อมด้วยตำแหน่งหมอประจำกองทหารของราชสำนักราชโองการประกาศไปทั่วแคว้นสร้างความยินดีแก่อาณาประชาราษฎร์ถ้วนหน้าเถ้าแก่หลี่ร้านสมุนไพรได้ยินข่าวก็ตื้นตันใจ จิ่นฟานอวี้ที่เขาคุ้นหน้าก็คือคุณชายน้อยจวนโหวที่เขาเคยไปส่งสมุนไพรรักษาคนในนั้นเมื่อยังเป็นวัยหนุ่ม มาบัดนี้ได้เป็นถึงองค์รัชทายาทแล้วในขณะที่กำลังจมกับความคิดในอดีตก็มีทห
"เมืองเหว่ยกลุ่มอำนาจเก่าก่อกบฏพะย่ะค่ะ"แม่ทัพฉีเข้ามารายงานระหว่างที่กำลังประชุมเรื่องการก่อสร้างเมือง"ว่าอย่างไรนะ! พวกมันแข็งข้ออย่างนั้นรึ"ช่วงที่ทำสงครามแย่งชิงอำนาจจากอดีตฮ่องเต้มาได้เพราะครานั้นอีกฝ่ายต้องการฆ่าล้างตระกูลจิ่นเพราะถือเป็นเสี้ยนหนามของบัลลังก์ ตระกูลจิ่นเคยมีอดีตฮ่องเต้และถูกโค่นบัลลังก์ด้วยวิธีสกปรก เมื่อได้อำนาจมาก็ปกครองราษฎรด้วยความเหี้ยมโหดชาวเมืองเดือดร้อนอยู่เป็นนิจมาครั้งนี้จึงถูกเอาคืนจนพ่ายแพ้สิ้นท่าทว่ากลุ่มอำนาจเก่ากลุ่มสุดท้ายยังหลงเหลือจึงรวมตัวกันก่อกบฏเพื่อชิงบัลลังก์คืนมาเพราะยอมรับชะตากรรมตัวเองไม่ได้และไม่ยอมรับตระกูลจิ่นมาตั้งแต่ต้นเพราะความอิจฉาริษยา" อีกไม่กี่วันกองทัพก็จะมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ"แม่ทัพรายงานฮ่องเต้ทรงกริ้วเป็นอย่างมาก พวกมันร้องขอชีวิตก็ทรงเมตตาให้อาศัยอยู่เมืองเหว่ยแทน ไม่คิดว่ากลับกลายเป็นฐานทัพให้มาทำลายตัวเอง"วางแผนกลยุทธ์ให้ดีพวกนี้เจ้าเล่ห์เราต้องทันพวกมัน"ทรงปิดประชุมและไปที่ห้องลับพร้อมกับชินอ๋องขออาสาไปช่วยที่ตำหนักชินอ๋องกำลังเตรียมชุดออกรบพร้อมฮ่องเต้ ถูกแยกกองทัพออกเป็นหลายส่วนกองทัพฮ่องเต้จะเป็นแนวหน้าส่วนทหา
จิ่นฟานอวี้ยกมือบางขึ้นมาจูบความนุ่มนวลทำให้นางอ่อนไหว"เราไม่มีวันหย่าขาดจากกันขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าไป"เขาตัดสินใจพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิดช่วงแรกตอนนี้ในใจของเขาไม่อาจขาดสตรีคนนี้ได้อีกต่อไป จางลี่อิงโผเข้ากอดเขาแน่นนางคิดว่าต้องพบกับความโดดเดี่ยวถึงเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ หัวใจของนางก็คล้ายจะแหลกสลายเขากอดนางตอบเช่นกันจูบปอยผมปลอบใจอยู่นานจนกระทั่งหลับไปทั้งคู่ช่วงเช้าทั้งคู่ออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่วังหลวง วันนี้จะไปพบกับเจ้ากรมขุนนางที่หน้าท้องพระโรงรอเดินเข้าไปด้วยกัน สองสามีภรรยาจับมือกันเอาไว้แน่นเช่นเดิมเรื่องเมื่อคืนคลี่คลายลงแล้ว จากนี้ไปทั้งสองจะคอยเคียงข้างกันไม่แยกจากกันอีกความผูกพันทางใจช่วยให้เขาทั้งคู่ไม่ยอมปล่อยมือกันและกันหน้าประตูวังหลวงนายทหารเฝ้าประตูไต่ถาม จิ่นฟานอวี้จึงยกป้ายสัญลักษณ์ที่เจ้ากรมขุนนางให้ติดตัวไว้ ทหารมองหน้ากันลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงปล่อยเข้าไปพร้อมกับเดินประกบซ้ายขวาฮ่องเต้รอเขาอยู่แล้วจากรายงานของเจ้ากรมขุนนาง ทรงเฝ้ารอใจจดใจจ่อตื่นเต้นที่จะได้พบกับพระอนุชา เมื่อมาถึงหน้าท้องพระโรงเสนาบดีกรมขุนนางทำคว
เจ้ากรมขุนนางรอจิ่นฟานอวี้อยู่ที่จวนเรียกเขาเข้าพบเป็นการส่วนตัว พอเดินทางมาถึงจึงพาจางลี่อิงหาที่พักเสร็จจึงเข้าพบทันทีที่พบหน้าของจิ่นฟานอวี้ เสนาบดีกลับต้องตกตะลึงพยายามควบคุมร่างกายสั่นเทิ้มไม่ให้แสดงออกมาจนน่าเกลียด น้ำตาคลอหน่วยตารื้นขึ้นมา จิ่นฟานอวี้คุกเข่าลงโดยไม่พูดจา จางลี่อิงก็คุกเข่าตามด้วยความงุนงง"อวี้เอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์ ใช่เจ้าจริงๆ ด้วย เจ้ายังไม่ตาย"เขาเดินมาจับตัวให้ยืนขึ้นเพียงเท่านั้นก็กอดเอาไว้แน่นร้องไห้ออกมาดั่งคนดีใจที่ได้ของรักกลับคืน"ท่านตา"จิ่นฟานอวี้เรียกสรรพนามนั้นแจ่มชัด เขาเองก็ดีใจไม่ต่างจากอีกฝ่ายเช่นกัน"เจ้าคงลำบากมาก ตามันโง่เง่าที่ทำให้เจ้าตกระกำลำบาก ไม่สมควรเป็นตาของเจ้า"เขาเฝ้าโทษตัวเองเจ้ากรมขุนนางมองผ่านมายังจางลี่อิง จิ่นฟานอวี้จึงจับมือนางเดินเข้ามาใกล้"นี่ภรรยาของหลานจางลี่อิงขอรับ"นางคารวะอ่อนน้อม ผู้อาวุโสกว่ายิ้มเอ็นดูในความน่ารักและนอบน้อมของนางแล้วเชิญทุกคนนั่งลง"ตั้งแต่ราชโองการประกาศว่าเจ้าตายแล้วฮ่องเต้โกรธแค้นมาก สั่งตามล่าตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องและทำสงครามคืนความยุติธรรมให้เจ้าและครอบครัว แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ ตอนน
นายอำเภอได้รับข่าวไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ลูกชายตัวเองไประรานเถ้าแก่หลี่ถึงหน้าร้านจึงถูกเรียกเข้าพบ"เจ้าทำเช่นนี้เสียชื่อของข้าชื่อเสียงอาของเจ้า พวกเขาจะอับอายขนาดไหนเคยรับรู้หรือไม่"เขาได้แต่นิ่งฟังบิดาบ่นให้ไม่คิดโต้ตอบใดๆ ฟังมาตั้งหลายปีมีแต่คำพูดเดิมๆ แทบจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาอยู่แล้ว"ท่านพ่อข้าก็แค่ทำตามหน้าที่"เขาเบื่อหน่ายกับความซื่อตรงรักษาภาพลักษณ์ของบิดา เขาก็แค่ทำตามเงื่อนไขเท่านั้นมันอาจจะดูโหดร้ายแต่หลี่อี้ทำตามข้อตกลงไม่ได้เขาก็จนปัญญาช่วยเหลือก็เพราะความอยากครอบครองร้านสมุนไพรความโลภมาบดบังจิตใจทำให้เขาข่มขู่สองพ่อลูกโดยใช้วิธีสกปรกหลอกล่อหลี่อี้ผู้เสเพลมาติดกับ"หน้าที่ของเจ้ามันไม่เหมือนคนอื่นเจ้าควรไปเรียนสอบทำงาน ข้าจะให้อาของเจ้าฝากให้"ความบกพร่องอย่างหนึ่งของนายอำเภอเฉินคือเขามักละเลยการอบรมบุตรชายมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นเขาจึงไม่อยู่ในโอวาท ที่ดุด่าได้ทุกวันเพราะอยากให้เขาทำงานในวังหลวงมีอนาคตสดใสดีกว่าเป็นเจ้าพ่อบ่อนพนันเกเรไปวันๆ ไม่รู้จักรักความก้าวหน้าทั้งที่อายุยี่สิบปีแล้ว"โธ่ ท่านพ่อ"เขาสุดจะคัดค้านนายอำเภอเฉินกลัดกลุ้มใจเป็นอันมากที่ลูกชายไม่เ







