LOGIN“ตายจริง... น้าลืมน่ะสิ” พู่กลิ่นอุทานออกมา เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานเธอรับปากกับลูกไว้ ว่าวันนี้จะยอมให้เขากลับบ้านเองก็ได้ หลังจากที่เธอไปรับไปส่งตั้งแต่เล็กจนกระทั่งชวินบุตรใกล้จะจบมัธยมต้น “น้าไปก่อนนะ ต้องไปขอโทษวินด์ก่อน แต่พรุ่งนี้น้าสัญญาว่าจะไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลย”
พู่กลิ่นร้อนรน จากนั้นก็รีบรับปากกับเหล่าเด็ก ๆ เพราะเข้าใจว่าเหล่าพ้องเพื่อนก็คงอยากใช้เวลาด้วยกันหลังเลิกเรียนบ้าง ซึ่งเธอไม่รู้หรอกว่าบ้านอื่นเป็นอย่างไร เขาปล่อยให้ลูกไปกลับเองตอนไหน แต่บ้านเธอดูเหมือนว่าจะช้ากว่าใครไปมาก เพราะไม่อย่างนั้นชวินบุตรคงไม่ทำสีหน้าไม่พอใจ งอนตุ๊บป่องต่อหน้าเพื่อนแบบนั้น หลังจากจ่ายเงินและให้ค่าขนมกับเด็ก ๆ ไปอีกเล็กน้อย คุณแม่คนสวยก็จ้ำอ้าวกลับไปที่รถแทบจะทันที ตั้งสติเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสให้ประตูรถเปิดออกอย่างอัตโนมัติ และเมื่อเห็นลูกชายกำลังกินขนมที่เตรียมมาให้ พู่กลิ่นก็เดินขึ้นไปนั่งพร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจ “วินด์ แม่ขอโทษได้ไหม... แม่ลืมจริง ๆ นะ... จริง ๆ ถ้าแม่จำได้แม่ไม่โผล่หน้ามาให้วินด์เห็นหรอก” รีบสาธยายออกไปอย่างร้อนรน รู้สึกผิดที่ทำให้ลูกผิดหวัง เพราะอันที่จริงแล้ว ชวินบุตรก็ถือว่าเป็นลูกชายที่มีความอดทนมาก ทั้งที่เขาตัวสูงใหญ่ เข้าสู่วัยรุ่นก่อนเพื่อนแต่ก็ยังยอมเชื่อฟัง ต่อให้อยากเที่ยวเล่น อยากกลับบ้านเองบ้าง แต่ลูกชายคนนี้ก็มักจะยอมให้กับคำรบเร้าของเธอในทุกครั้ง แค่เพียงแม่เอ่ยปาก แม้หน้าจะบึ้งเหมือนพ่อแต่ก็ยอมให้ เช่นเรื่องที่ขอกลับบ้านเองก็เหมือนกัน เขาขอครั้งแรกตอนอยู่มัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง แต่พู่กลิ่นก็เลื่อนมาเรื่อย ๆ ให้เดดไลน์ไว้ที่ตอนขึ้นมัธยมสาม กระทั่งตอนนี้เขาเปลี่ยนจากเด็กชายเป็นนายผ่านไปตั้งหลายเดือน แต่เธอก็ยังลืมจนได้ “วินด์เอาที่แม่สบายใจละกัน จะมารับจนถึงมอหกก็ได้” แต่คนเป็นลูกไม่มีท่าทีโกรธเคืองเหมือนเมื่อกี้ “วินด์แค่ไม่ชอบที่แม่กลับคำไปมา พูดอย่างทำอย่าง... ถ้าเกิดว่าวันนี้วินด์กลับไปก่อน แม่ก็ต้องเสียเวลามารอเก้อ วินด์ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น” เห็นไหมล่ะว่าเขาเป็นเด็กดีแค่ไหน... พู่กลิ่นยิ้มออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำอธิบาย เพราะต่อให้ชวินบุตรจะเผลอแสดงอาการหงุดหงิด แต่เหตุผลของเขาก็ช่างน่ารัก ทำเอาคนเป็นแม่ยิ้มจนหน้าบาน อดไม่ได้ที่จะโน้มตัวเข้าไปหอมแก้มลูกชายฟอดใหญ่ “งั้นวันนี้เราไปหาอะไรกินกันสามคนไหม ลุงจอม แม่ แล้วก็วินด์ กินข้าวนอกบ้านกัน” “คุณพ่อล่ะครับ” “คุณพ่อคงกลับดึก ๆ อาจจะดึกมาก” ไม่รู้สิ เขาไม่เคยบอกเวลาที่แน่นอน เธอเองก็ไม่อยากเซ้าซี้เอาความ “ไม่ดีกว่าครับ เรากลับไปกินที่บ้านดีกว่า วินด์ยังไม่หิว” และอีกตามเคย เมื่อไม่มีพ่อติดสอยห้อยตาม คนเป็นลูกก็มักจะปฏิเสธทันควัน ซึ่งคนว่างงานอย่างพู่กลิ่นเบื่อ เธอยังไม่อยากกลับบ้าน... อยากอยู่ข้างนอกอีกสักพัก “แต่วินด์อยากได้หนังสือเล่มใหม่ แม่พาวินด์ไปหน่อยได้ไหม ถ้าเบื่อก็เดินเล่นรอ หรือถ้าหิวแม่ก็หาอะไรกินก่อนก็ได้” ราวกับคนเป็นลูกรู้ว่าเธอคิดอะไร เพราะหลังจากที่ปฏิเสธแล้วพู่กลิ่นหน้าม่อยลง ลูกชายสุดที่รักก็หาทางออกให้ฉับพลัน ทำเอาคนเป็นแม่ดีใจจนพยักหน้ายิก ๆ ราวกับเด็กน้อยตอบรับแทบไม่ทัน “งั้นไปที่ห้างฯ... กันนะครับ” ลุงจอมก็รู้ใจเหลือเกิน คนขับรถเอ่ยถามคุณหนูเล็ก ด้วยชื่อห้างฯ ที่ไปกันเป็นประจำและออกรถทันทีที่ชวินบุตรตอบรับ ด้านพู่กลิ่นเองก็ดีใจที่ไม่ต้องกลับบ้านเร็วจนต้องฮัมเพลงออกมา นึกขึ้นได้ก็เอ่ยเรื่องที่รับปากลูกไว้อีกครั้ง “พรุ่งนี้แม่จะไม่มารับวินด์แล้ว” ก่อนจะเอ่ยขึ้นเพื่อย้ำถึงสัญญาที่เคยให้ไว้ “แต่ก็ยังอยู่ในข้อตกลงนะ ตอนเช้าต้องให้แม่มาส่งเหมือนเดิม หลังเลิกเรียนต้องติดต่อได้ตลอด ห้ามปิดเครื่อง ห้ามแบตฯ หมด เพาเวอร์แบงก์ต้องติดกระเป๋าตลอด ไปไหนที่นอกเหนือเส้นทางต้องบอกแม่หรือไม่ก็ลุงจอมไว้ และที่สำคัญต้องถึงบ้านก่อนหนึ่งทุ่ม... เอาไว้วินด์ขึ้นมอปลาย เมื่อไหร่ แม่จะขอคุณพ่อยืดเวลาให้นะ” ประโยคหลังพู่กลิ่นเอี้ยวตัวไปกระซิบที่ข้างหูลูกชาย ให้คำมั่นสัญญากับวัยรุ่นไป แม้ว่าความหนักใจจะตกอยู่ที่เธอก็ตาม ด้านชวินบุตรเองก็เหยียดยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปทำหน้าเฉยเมยเช่นปกติ ซึ่งพู่กลิ่นก็ชินแล้วแหละ กับการมีสามีและลูกที่มีความบกพร่องในการแสดงอารมณ์ออกมา ซึ่งน่าสงสัยจริง ๆ ว่าเธอเป็นคนอุ้มท้องเขามาเก้าเดือน แต่ทำไมถึงไม่มีสักเสี้ยวที่ได้เธอบ้าง“ได้จ้ะ เดี๋ยวจะบ่นให้หูยานเลย” พู่กลิ่นทำให้สาวหัวเราะคิกคักออกมาด้วยการทำน้ำเสียงจิกกัด แต่ทันทีที่สาวเดินจากไป คนเป็นนายก็ต้องถอนหายใจออกมา ใบหน้างามที่ยิ้มร่าหมองลง มือสั่นเล็กน้อยยามเมื่อพลิกใบเสร็จร้านอาหารที่อยู่ในมือขึ้นมาดูอันดับแรกคือตกใจที่ชวินทร์หมดไปเป็นหมื่น กินอะไรกันนักกันหนาถึงหมดไปขนาดนั้น? อันดับสองคือช็อกที่มันเป็นใบเสร็จของเมื่อวานตอนเย็น... ทั้งที่บอกเธอกับลูกว่าไปทำงาน แต่สามีกลับไปเสียเงินที่ร้านอาหารราคาแพง ในช่วงเวลาที่เธอกับลูกอยู่ด้วยกันพู่กลิ่นจำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด เพื่อตั้งสติและบอกตัวเองว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้เด็ดขาด มือเรียววางใบเสร็จจากปั๊มน้ำมันและร้านอาหารไว้ด้วยกัน จากนั้นก็เปิดเฟซบุ๊กของตัวเองขึ้นมา พิมพ์ชื่อร้านลงไปยังช่องค้นหา และก็เจอว่าเป็นร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ร้านปิ้งย่าง หมูกระทะ อย่างที่ใจภาวนาให้เป็นอย่างนั้นทั้งที่ดูจากรายการอาหาร ก็รู้ว่าไม่ใช่หรอก แต่พู่กลิ่นก็พยายามหลอกตัวเอง เพราะปกติแล้วชวินทร์มักจะพาน้องในทีม ไม่ว่าจะเป็นทนายผู้ช่วยหรือฝ่ายดำเนินคดีไปเลี้ยงตามร้านอาหาร หลังจากที่ทำคดี
หากทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก พอเอาเข้าจริงความเข้าใจที่ว่า... ก็ปะปนไปด้วยความหึงหวงอย่างที่ผัวเมียปกติเขามีกัน พู่กลิ่นคิดว่าตัวเองสามารถยอมรับมันได้ ถ้าหากว่าชวินทร์เลือกที่จะมีคนอื่นและเลิกรากับเธอไป แต่กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น มันไม่ง่าย เพราะมันยากเหลือเกินที่จะห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึก เช่นนั้นแล้ว ยามที่กำลังเสาะหาความจริงทุกอย่าง เพื่อที่จะจับเขาให้ได้คาหนังคาเขา พู่กลิ่นก็ยังคงใจสั่น กล้า ๆ กลัว ๆ และยังไม่มั่นใจเลยว่า หากความจริงทุกอย่างปรากฏ เธอจะจัดการกับมันอย่างไร หลังจากเดินทางไปส่งลูกชายเข้าโรงเรียนและกลับมาที่บ้าน พู่กลิ่นเริ่มต้นปฏิบัติการหาความจริง ด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก จากที่ตั้งใจว่าจะไปค้นห้องทำงานของสามี แต่เธอก็ต้องเปลี่ยนใจ ปล่อยให้ตรงนั้นเป็นแหล่งสุดท้าย เพราะอย่างไรก็ตามหญิงสาวก็ไม่อยากก้าวก่ายเขาถึงขั้นนั้น ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอกำลังสงสัยถึงขั้นดิ้นพล่าน เนื่องจากชวินทร์ซีเรียสเรื่องงานมาก ทุกอย่างภายในห้องล้วนเป็นความลับ และนอกเหนือจากทำความสะอาดเขาก็มักจะจัดแจงข้าวของทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอจึงทำเหมือนอย่างที่ถนัด
ซึ่งพู่กลิ่นรู้ดี ว่านอกจากเขาจะเรื่องมากเรื่องกินแล้ว บรรยากาศในการกินจะต้องเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ นั่งกินกันให้พร้อมหน้าพร้อมตาในตอนเช้า เพราะนี่จะเป็นมื้อเดียวที่ทั้งสามคนได้กินข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูกแต่นี่อะไร หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอก็จัดให้ในสิ่งที่เขาไม่ชอบใจทั้งนั้น ซึ่งชวินทร์ไม่อยากโยงมันเข้าด้วยกัน ไม่อยากโทษว่าที่เป็นอย่างนี้มันเกิดจากการที่พู่กลิ่นเคืองเขาเรื่องโทรศัพท์มือถือนั่น แต่มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังก่อกบฏ เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินออกจากห้อง กินของกินที่เตรียมมาให้เขาหมดเกลี้ยง นอนหันหลังให้ทั้งคืน ตื่นไม่ปลุก แถมยังให้เขามาเจอกับความวุ่นวายที่เกลียดชัง... มันเป็นเพราะว่าเธอต้องการกลั่นแกล้ง เอาคืนอยากคิดเหมือนกันนะว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร“ไปก่อนนะคะ”และนี่อีก... พูดจบเธอก็เดินฉิวผ่านหน้าไป สะบัดตูดออกจากบ้านโดยที่ไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ ทั้งที่ปกติจะกอดจะหอมจนแก้มเปียก แม้จะทะเลาะกันหรือต่อให้เขาแสดงท่าทีว่ารำคาญเพียงใดก็ตามซึ่งมันแปลกไป แปลกไปมาก ๆ ... และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภรรยามันทำให้เขาหงุดห
เธอเอ่ยลาคนเป็นลูกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนเล็ก เข้าไปในห้องนอนใหญ่ของตนกับสามี โยนกระเป๋าสะพายไว้บนเตียงกว้าง จากนั้นก็ก้าวไปเคาะประตูที่อยู่อีกด้านแล้วเปิดเข้าไปซึ่งภาพที่เห็นมันเป็นภาพสามีของเธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับมือถือ ใบหน้าบึ้งตึงที่หาเรื่องทะเลาะกับเธอเมื่อสักครู่ แทบจะเป็นคนละคนด้วยซ้ำ แต่ก็กลับมาเป็นอย่างเดิมยามเมื่อเงยหน้ามองเห็นผู้เป็นภรรยา และโกรธยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเธอเข้าห้องทำงานของเขาโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต“ทำไมคุณไม่รู้จักเคาะประตูเสียก่อน” เสียงเข้มเอ่ยถาม สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง“พู่เคาะจนมือแทบหงิกแล้วค่ะ มัวทำอะไรอยู่ล่ะคะถึงได้หูหนวกตาบอดจนแทบจะไม่รับรู้อะไร” ดวงตากลมโตเหลือบมองไปที่โทรศัพท์มือถือที่วางไว้ ซึ่งคนที่มีความผิดอย่างไรแล้วก็ร้อนตัวอยู่วันยังค่ำ คนที่เป็นวัวสันหลังหวะก็รีบปกปิดแผลของตัวเองด้วยการเอื้อมไปเก็บมือถือไว้ข้างตัวแทบไม่ทันซึ่งพู่กลิ่นยังมีบุญมีวาสนาได้เห็นว่ามีข้อความเด้งเข้ามา ชัดเจนว่าเขากำลังคุยกับใครสักคนในนั้น และคงเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขมาก ถึงได้หูดับจนไม่ได้ยินเสียงใคร หน้าชื่นตาบานได้ทั้งที
เอาสิ... อยากกล่าวหาเธอนักพู่กลิ่นก็จัดให้ อันที่จริงเธอไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาทะเลาะกันหรอก เพราะมันมีแต่ทำให้บาดหมางจิตใจ เรื่องที่เขาไม่ทำตามนัด อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถามว่าโกรธไหม แน่นอนสิว่าเธอต้องโกรธกับมันมากทำให้เธอเสียความรู้สึกมันไม่เท่าไรหรอก แต่อย่าทำให้ลูกน้อยใจว่าพ่อไม่ให้ความสำคัญแต่นี่เขาเลือกทำทั้งสองอย่าง มันจึงกลายเป็นปมในใจ อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะหยิบยกมันออกมาเป็นหัวข้อสนทนาซึ่งชวินทร์ได้แต่เงียบปาก เพราะเขาเถียงในเรื่องนี้ไม่ได้ หากเพราะคนตรงหน้าเป็นพู่กลิ่น เป็นคนที่แค่เห็นหน้าก็หงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเลยยอมแพ้ไม่ได้ และทางเดียวที่สามารถเอาชนะเธอ ก็คือการโมโหกลบเกลื่อนเหมือนที่ผ่านมา“ผมต้องทำงาน ไม่ได้นอนเฉย ๆ อยู่บ้าน คุณเป็นคนที่ควรเข้าใจผมที่สุดและต้องอธิบายให้ลูกฟัง ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างแล้วโยนความผิดให้ผม” ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เธอกล้าดีอย่างไรถึงกล้าเถียงแบบนั้นออกมา “พูดราวกับผมผิด แล้วยกยอปอปั้นตัวเองว่าทำเพื่อลูก ตามใจลูก แล้วไม่คิดบ้างว่ากี่ปีแล้วที่ผมต้องทนแบกคุณกับลูกไว้บนบ่า ทำไมไม่ไม่คิดบ้างว่า ‘เรื่องแค่นี้’ เอง ไม
“ตอนแรกวินด์ไม่ได้ชอบเขาหรอก อยากถามอะไรยาก ๆ เพื่อลองเชิงเท่านั้นแหละ” หากคำตอบของเขาทำให้พู่กลิ่นต้องนิ่วหน้า สองแม่ลูกหยุดเดิน หันมามองหน้ากัน จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เหยียบเข้าไปในบ้าน “เขาชอบส่งตาหวานให้แม่นี่นา วินด์เห็นแล้วขัดใจ”หากประโยคต่อมากลับทำให้พู่กลิ่นตาโต “ตาหวานอะไร… วินด์อย่าพูดไปเรื่อย พูดแบบนั้นคุณอาเขาเสียหาย”“จริง ๆ วินด์สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนกลับจากห้องน้ำละ เขาชอบแม่แหละ มองแวบเดียวก็รู้”“เขาจะมาชอบแม่ได้ยังไง เขารู้ว่าแม่แต่งงานแล้ว รู้ว่ามีวินด์อยู่แล้วด้วย” พู่กลิ่นถอนหายใจออกมา ไม่ชอบเลยที่ลูกชายพูดไปเรื่อย “แต่ก็ช่างเถอะ แล้วยังไง ไปลองเชิงเขาอีท่าไหนถึงโดนตกแบบนี้”“วินด์ก็ถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว แต่เขากลับตอบได้เฉยเลย ตอบแบบไม่มั่วด้วย แล้วอันไหนไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แล้วก็สัญญาว่าจะไปหาข้อมูลมาให้” ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้ชวินบุตรมั่นใจ ว่าบางอย่างที่เขาเพิ่งได้รู้มาจากกานต์ เป็นคำพูดที่เชื่อถือได้ เพราะเขาจะไม่มีทางพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ไม่จริงแน่ ๆ “คุยกับเขาแล้วเหมือนคุยกับคุณตา เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย”“วินด์น่าจะชอบคนฉลาดสินะ” แล้วจู่ ๆ พ







