تسجيل الدخول“แกก็ไปด้วยกันสิพู่ จะได้มีเวลาเล่าให้พวกฉันฟังยาว ๆ ไง” ชายหนุ่มที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อย แม้แต่เศษผักก็ไม่ให้เหลือคราบ เอ่ยขึ้นพร้อมกับเช็ดมือเช็ดปาก “ไปเถอะ แกไม่ได้เที่ยวมานานแค่ไหนแล้ว อยู่กับคนแบบนั้นถ้าไม่ระบายออกเดี๋ยวก็ได้อกแตกตาย”
เมื่อไพลินได้ยินอย่างนั้น คุณหมอสาวก็รีบพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยเสริม “วันนี้เขาก็กลับดึกไม่ใช่หรือไง” “ก็ใช่” ซึ่งดึกของชวินทร์ ก็เป็นเที่ยงคืนตีหนึ่ง พู่กลิ่นเริ่มมีความคิดที่เอนเอียง เห็นด้วยอย่างที่เพื่อนบอกทุกประการ เพราะป่านนั้นเธอก็คงกลับถึงบ้าน ชวินทร์คงไม่ว่าอะไร “แต่ยังไงก็ไม่ได้” หากความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะเธอมีภารกิจหลายอย่างที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นก่อนนอน ระหว่างนอน หรือหลังตื่นนอน ต่อให้อยู่ข้างนอกเธอจะเป็นคนว่างงาน แต่บอกไว้เลยว่าอยู่ที่บ้านพู่กลิ่นไม่เคยได้ว่างเว้น เช่นนั้นแล้ว หญิงสาวเลยต้องปฏิเสธ เพราะถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญหรือมองที่ความจำเป็น ที่สุดแล้วความต้องการของเธอมักจะอยู่ในอันดับสุดท้าย ต่อคิวรอคอยแบบไกล ไกลมาก... จนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีวันไหนบ้างที่เธอได้ทำเพื่อตัวเอง เหมือนสักเสี้ยวหนึ่งที่ทำเพื่อคนอื่นก็ยังดี หลังจากที่พูดคุยกับเพื่อนเสร็จ พู่กลิ่นก็ตรงกลับบ้าน... กลับไปเตรียมของว่างเป็นขนมปังง่าย ๆ มาพร้อมกับชาเขียวแบบไม่มีน้ำตาล แบบกินง่ายถ่ายคล่อง ก่อนจะเดินทางออกจากบ้านอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนของลูกชาย ทันทีที่ไปถึงโรงเรียนเตรียมฯ ชื่อดัง ที่เธอกับสามีเป็นเด็กเก่าเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว คุณแม่ยังสาวก็เดินลงไปยืดเส้นยืดสาย ด้วยการทอดน่องไปเรื่อย ๆ สายตาก็เหลือบหาของกินง่าย ๆ สำหรับเด็กผู้ชาย ยิ้มออกมาเมื่อเจอของชอบของตัวเองในเยาว์วัย “ลูกชิ้นรวมยี่สิบบาทหนึ่งชุด... เอ่อ... ขอเพิ่มเป็นห้าชุดนะคะ” “รวมยี่สิบ ห้าชุดนะคะ” “ค่ะ” พู่กลิ่นขานรับไปอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตากลมโตมองที่ลูกชิ้นสีสดที่ไหลวนอยู่ในหม้อทอดก็ได้แต่กลืนน้ำลาย จากตอนแรกตั้งใจจะสั่งมากินเอง ก็ต้องเปลี่ยนใจในภายหลัง กลายเป็นสั่งแบบจุก ๆ เพื่อเอาไปฝากเพื่อนของลูกชาย เพราะนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่ควรกินของพวกนี้ อันเนื่องมาจากว่าทั้งพ่อทั้งลูกเอง ต่างก็ไม่ชอบของทอดโดยเฉพาะของแปรรูปแบบที่ล่องลอยอยู่ในหม้อน้ำมันแบบนั้น ซึ่งเธอเองก็ควรจะเข้าเมืองตาหลิ่ว เมื่อทั้งบ้านกินแบบนั้นเธอก็ไม่ควรที่จะกินแตกต่าง และพยายามบอกให้ตัวเองคิดในแง่ดีเข้าไว้ ว่าการไม่กินของทอด ไม่กินของไม่มีประโยชน์ และมุ่งเน้นกินแต่ของดี ๆ อย่างน้อยก็ดีต่อสุขภาพ ที่สำคัญพู่กลิ่นยังเป็นแม่ที่หุ่นดี ต่อให้เธอจะอวบอัดไปบ้าง หากก็เป็นทรวดทรงองเอวที่ใคร ๆ ต่างก็อิจฉา ดูอย่างตอนนี้สิ... ไม่ว่าเด็กนักเรียนหรือผู้ปกครองคนอื่นต่างก็มองเข้ามา ซึ่งพู่กลิ่นเดาออกหรอกน่าว่าสายตาที่มองมามันเต็มไปด้วยความชื่นชม ยิ่งเธออยู่บนส้นสูงแบบนี้ยิ่งเสริมให้ดูดีเข้าไปใหญ่ “แม่มาที่นี่ทำไม” แต่ระหว่างที่กำลังจ่ายเงินให้กับคุณป้าขายลูกชิ้น จู่ ๆ เสียงคุ้นเคยของคนเป็นลูกก็ดังขึ้นข้างกาย หากคำถามที่เขาใช้ มันช่างคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยได้ยินมาจากใครสักคนก่อนหน้านี้ จนพู่กลิ่นต้องค้อนขวับเข้าให้ “แม่ก็มารับลูกไง” ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ติดจะน้อยใจ จากนั้นก็หันไปรับไหว้กลุ่มเพื่อนของลูกชายที่กำลังเดินเข้ามาทักทาย “สวัสดีค่ะเด็ก ๆ ... มานี่เร็ว เลิกเรียนมาเหนื่อย ๆ มากินลูกชิ้นกัน น้าสั่งไว้ให้คนละถุงเลยนะ ถ้าไม่พอก็สั่งเพิ่มได้ หรือใครอยากกินอะไรก็บอกนะ” “ขอบคุณคร้าบบบ” เหล่าเด็กผู้ชายวัยรุ่นหลายคนยกมือไหว้และส่งเสียงขอบคุณอย่างพร้อมเพรียง ทำเอาคุณแม่คนสวยยิ้มกว้าง แต่ใบหน้างามที่ระบายไปด้วยรอยยิ้มก็ต้องหุบฉับ เพราะหลังจากเบือนหน้ากลับมามองลูกชายตัวดี เธอก็ได้พบกับหน้าตาบูดบึ้งของเขา ก่อนที่ร่างผอมโย่งของเด็กชายวัยสิบห้าจะเดินกระแทกส้นไปขึ้นรถตู้ของที่บ้าน งงละสิทีนี้ พู่กลิ่นได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ท้ายที่สุดก็ต้องหันไปถามกับเด็กพวกนั้น “วินด์เป็นอะไรเหรอ เขาโกรธน้าเรื่องอะไรกัน” หนึ่งในนั้นก็หัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างสุภาพ “ก็วันนี้น้าพู่บอกว่าจะไม่มารับวินด์นี่ครับ เมื่อวานวินด์ขอกลับบ้านเอง น้าพู่ลืมหรือเปล่า”“ได้จ้ะ เดี๋ยวจะบ่นให้หูยานเลย” พู่กลิ่นทำให้สาวหัวเราะคิกคักออกมาด้วยการทำน้ำเสียงจิกกัด แต่ทันทีที่สาวเดินจากไป คนเป็นนายก็ต้องถอนหายใจออกมา ใบหน้างามที่ยิ้มร่าหมองลง มือสั่นเล็กน้อยยามเมื่อพลิกใบเสร็จร้านอาหารที่อยู่ในมือขึ้นมาดูอันดับแรกคือตกใจที่ชวินทร์หมดไปเป็นหมื่น กินอะไรกันนักกันหนาถึงหมดไปขนาดนั้น? อันดับสองคือช็อกที่มันเป็นใบเสร็จของเมื่อวานตอนเย็น... ทั้งที่บอกเธอกับลูกว่าไปทำงาน แต่สามีกลับไปเสียเงินที่ร้านอาหารราคาแพง ในช่วงเวลาที่เธอกับลูกอยู่ด้วยกันพู่กลิ่นจำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด เพื่อตั้งสติและบอกตัวเองว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้เด็ดขาด มือเรียววางใบเสร็จจากปั๊มน้ำมันและร้านอาหารไว้ด้วยกัน จากนั้นก็เปิดเฟซบุ๊กของตัวเองขึ้นมา พิมพ์ชื่อร้านลงไปยังช่องค้นหา และก็เจอว่าเป็นร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ร้านปิ้งย่าง หมูกระทะ อย่างที่ใจภาวนาให้เป็นอย่างนั้นทั้งที่ดูจากรายการอาหาร ก็รู้ว่าไม่ใช่หรอก แต่พู่กลิ่นก็พยายามหลอกตัวเอง เพราะปกติแล้วชวินทร์มักจะพาน้องในทีม ไม่ว่าจะเป็นทนายผู้ช่วยหรือฝ่ายดำเนินคดีไปเลี้ยงตามร้านอาหาร หลังจากที่ทำคดี
หากทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก พอเอาเข้าจริงความเข้าใจที่ว่า... ก็ปะปนไปด้วยความหึงหวงอย่างที่ผัวเมียปกติเขามีกัน พู่กลิ่นคิดว่าตัวเองสามารถยอมรับมันได้ ถ้าหากว่าชวินทร์เลือกที่จะมีคนอื่นและเลิกรากับเธอไป แต่กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น มันไม่ง่าย เพราะมันยากเหลือเกินที่จะห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึก เช่นนั้นแล้ว ยามที่กำลังเสาะหาความจริงทุกอย่าง เพื่อที่จะจับเขาให้ได้คาหนังคาเขา พู่กลิ่นก็ยังคงใจสั่น กล้า ๆ กลัว ๆ และยังไม่มั่นใจเลยว่า หากความจริงทุกอย่างปรากฏ เธอจะจัดการกับมันอย่างไร หลังจากเดินทางไปส่งลูกชายเข้าโรงเรียนและกลับมาที่บ้าน พู่กลิ่นเริ่มต้นปฏิบัติการหาความจริง ด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก จากที่ตั้งใจว่าจะไปค้นห้องทำงานของสามี แต่เธอก็ต้องเปลี่ยนใจ ปล่อยให้ตรงนั้นเป็นแหล่งสุดท้าย เพราะอย่างไรก็ตามหญิงสาวก็ไม่อยากก้าวก่ายเขาถึงขั้นนั้น ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอกำลังสงสัยถึงขั้นดิ้นพล่าน เนื่องจากชวินทร์ซีเรียสเรื่องงานมาก ทุกอย่างภายในห้องล้วนเป็นความลับ และนอกเหนือจากทำความสะอาดเขาก็มักจะจัดแจงข้าวของทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอจึงทำเหมือนอย่างที่ถนัด
ซึ่งพู่กลิ่นรู้ดี ว่านอกจากเขาจะเรื่องมากเรื่องกินแล้ว บรรยากาศในการกินจะต้องเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ นั่งกินกันให้พร้อมหน้าพร้อมตาในตอนเช้า เพราะนี่จะเป็นมื้อเดียวที่ทั้งสามคนได้กินข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูกแต่นี่อะไร หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอก็จัดให้ในสิ่งที่เขาไม่ชอบใจทั้งนั้น ซึ่งชวินทร์ไม่อยากโยงมันเข้าด้วยกัน ไม่อยากโทษว่าที่เป็นอย่างนี้มันเกิดจากการที่พู่กลิ่นเคืองเขาเรื่องโทรศัพท์มือถือนั่น แต่มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังก่อกบฏ เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินออกจากห้อง กินของกินที่เตรียมมาให้เขาหมดเกลี้ยง นอนหันหลังให้ทั้งคืน ตื่นไม่ปลุก แถมยังให้เขามาเจอกับความวุ่นวายที่เกลียดชัง... มันเป็นเพราะว่าเธอต้องการกลั่นแกล้ง เอาคืนอยากคิดเหมือนกันนะว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร“ไปก่อนนะคะ”และนี่อีก... พูดจบเธอก็เดินฉิวผ่านหน้าไป สะบัดตูดออกจากบ้านโดยที่ไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ ทั้งที่ปกติจะกอดจะหอมจนแก้มเปียก แม้จะทะเลาะกันหรือต่อให้เขาแสดงท่าทีว่ารำคาญเพียงใดก็ตามซึ่งมันแปลกไป แปลกไปมาก ๆ ... และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภรรยามันทำให้เขาหงุดห
เธอเอ่ยลาคนเป็นลูกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนเล็ก เข้าไปในห้องนอนใหญ่ของตนกับสามี โยนกระเป๋าสะพายไว้บนเตียงกว้าง จากนั้นก็ก้าวไปเคาะประตูที่อยู่อีกด้านแล้วเปิดเข้าไปซึ่งภาพที่เห็นมันเป็นภาพสามีของเธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับมือถือ ใบหน้าบึ้งตึงที่หาเรื่องทะเลาะกับเธอเมื่อสักครู่ แทบจะเป็นคนละคนด้วยซ้ำ แต่ก็กลับมาเป็นอย่างเดิมยามเมื่อเงยหน้ามองเห็นผู้เป็นภรรยา และโกรธยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเธอเข้าห้องทำงานของเขาโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต“ทำไมคุณไม่รู้จักเคาะประตูเสียก่อน” เสียงเข้มเอ่ยถาม สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง“พู่เคาะจนมือแทบหงิกแล้วค่ะ มัวทำอะไรอยู่ล่ะคะถึงได้หูหนวกตาบอดจนแทบจะไม่รับรู้อะไร” ดวงตากลมโตเหลือบมองไปที่โทรศัพท์มือถือที่วางไว้ ซึ่งคนที่มีความผิดอย่างไรแล้วก็ร้อนตัวอยู่วันยังค่ำ คนที่เป็นวัวสันหลังหวะก็รีบปกปิดแผลของตัวเองด้วยการเอื้อมไปเก็บมือถือไว้ข้างตัวแทบไม่ทันซึ่งพู่กลิ่นยังมีบุญมีวาสนาได้เห็นว่ามีข้อความเด้งเข้ามา ชัดเจนว่าเขากำลังคุยกับใครสักคนในนั้น และคงเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขมาก ถึงได้หูดับจนไม่ได้ยินเสียงใคร หน้าชื่นตาบานได้ทั้งที
เอาสิ... อยากกล่าวหาเธอนักพู่กลิ่นก็จัดให้ อันที่จริงเธอไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาทะเลาะกันหรอก เพราะมันมีแต่ทำให้บาดหมางจิตใจ เรื่องที่เขาไม่ทำตามนัด อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถามว่าโกรธไหม แน่นอนสิว่าเธอต้องโกรธกับมันมากทำให้เธอเสียความรู้สึกมันไม่เท่าไรหรอก แต่อย่าทำให้ลูกน้อยใจว่าพ่อไม่ให้ความสำคัญแต่นี่เขาเลือกทำทั้งสองอย่าง มันจึงกลายเป็นปมในใจ อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะหยิบยกมันออกมาเป็นหัวข้อสนทนาซึ่งชวินทร์ได้แต่เงียบปาก เพราะเขาเถียงในเรื่องนี้ไม่ได้ หากเพราะคนตรงหน้าเป็นพู่กลิ่น เป็นคนที่แค่เห็นหน้าก็หงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเลยยอมแพ้ไม่ได้ และทางเดียวที่สามารถเอาชนะเธอ ก็คือการโมโหกลบเกลื่อนเหมือนที่ผ่านมา“ผมต้องทำงาน ไม่ได้นอนเฉย ๆ อยู่บ้าน คุณเป็นคนที่ควรเข้าใจผมที่สุดและต้องอธิบายให้ลูกฟัง ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างแล้วโยนความผิดให้ผม” ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เธอกล้าดีอย่างไรถึงกล้าเถียงแบบนั้นออกมา “พูดราวกับผมผิด แล้วยกยอปอปั้นตัวเองว่าทำเพื่อลูก ตามใจลูก แล้วไม่คิดบ้างว่ากี่ปีแล้วที่ผมต้องทนแบกคุณกับลูกไว้บนบ่า ทำไมไม่ไม่คิดบ้างว่า ‘เรื่องแค่นี้’ เอง ไม
“ตอนแรกวินด์ไม่ได้ชอบเขาหรอก อยากถามอะไรยาก ๆ เพื่อลองเชิงเท่านั้นแหละ” หากคำตอบของเขาทำให้พู่กลิ่นต้องนิ่วหน้า สองแม่ลูกหยุดเดิน หันมามองหน้ากัน จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เหยียบเข้าไปในบ้าน “เขาชอบส่งตาหวานให้แม่นี่นา วินด์เห็นแล้วขัดใจ”หากประโยคต่อมากลับทำให้พู่กลิ่นตาโต “ตาหวานอะไร… วินด์อย่าพูดไปเรื่อย พูดแบบนั้นคุณอาเขาเสียหาย”“จริง ๆ วินด์สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนกลับจากห้องน้ำละ เขาชอบแม่แหละ มองแวบเดียวก็รู้”“เขาจะมาชอบแม่ได้ยังไง เขารู้ว่าแม่แต่งงานแล้ว รู้ว่ามีวินด์อยู่แล้วด้วย” พู่กลิ่นถอนหายใจออกมา ไม่ชอบเลยที่ลูกชายพูดไปเรื่อย “แต่ก็ช่างเถอะ แล้วยังไง ไปลองเชิงเขาอีท่าไหนถึงโดนตกแบบนี้”“วินด์ก็ถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว แต่เขากลับตอบได้เฉยเลย ตอบแบบไม่มั่วด้วย แล้วอันไหนไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แล้วก็สัญญาว่าจะไปหาข้อมูลมาให้” ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้ชวินบุตรมั่นใจ ว่าบางอย่างที่เขาเพิ่งได้รู้มาจากกานต์ เป็นคำพูดที่เชื่อถือได้ เพราะเขาจะไม่มีทางพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ไม่จริงแน่ ๆ “คุยกับเขาแล้วเหมือนคุยกับคุณตา เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย”“วินด์น่าจะชอบคนฉลาดสินะ” แล้วจู่ ๆ พ







