Masuk“นี่แกจดขนาดนี้เลยเหรอวะ” เมธัสอุทานขึ้น เมื่อเห็นลายมือของเพื่อนเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในสมุดจิ๋วเล่มนั้น ซึ่งแต่ละอย่างที่มันบันทึกลงไป ก็จะเป็นอาการเกี่ยวกับท้องไส้ของคนเป็นสามีและลูก ของที่บ่นว่าอยากกิน หรือไม่ก็พวกข้าวของบำรุงแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ช่วงนี้ชวินบุตรอ่านหนังสือหนัก ต้องกินต้องใช้อะไร ไหนจะสามีที่ปวดหลังปวดไหล่ มีอะไรที่พอจะช่วยทำให้ดีขึ้นได้บ้าง “แกเป็นแดจังกึมหรือเปล่าพู่ ทำไมถึงต้องท่องจำทุกอย่าง”
“ไม่ได้ท่องจำ แค่ฟัง ๆ มา... แต่ฉันรู้อยู่แล้วว่าอาการพวกนี้มันต้องกินต้องใช้อะไร แต่ก่อนที่จะเมาปลิ้นไปก่อนฉันต้องจดไว้ ไม่งั้นพรุ่งนี้ถูกแม่ผัวจี้ขึ้นมา ถ้าตอบไม่ได้จะซวยเอา” “แกเป็นเมียและแม่ที่ประเสริฐมาก ดีเยี่ยมจนฉันอยากจะให้รางวัล... แถมสาขาลูกสะใภ้ดีเด่นให้ด้วยเอ้า” ไพลินพูดพร้อมกับยกแก้วขึ้นมาชู ซึ่งเมธัสกับพู่กลิ่นก็ไม่ลืมที่จะร่วมด้วย สามเพื่อนซี้ยกแก้วชนกัน แต่ก่อนที่จะยกขึ้นดื่ม กานต์ที่นั่งสังเกตอยู่นานก็ยกแก้วตัวเองมาร่วมแจม ซึ่งสามคนได้แต่ทำหน้างง ด้วยความที่เป็นโต๊ะใหญ่ หลายคนต่างก็จับกลุ่มสนทนากันเรื่องอื่นไป แต่กานต์กลับให้ความสนใจกับหญิงสาวที่ไม่รู้จัก แทนที่จะหันเหความสนใจไปให้รุ่นน้องที่รอคอยการมาเยือนของเขามากกว่า “ทำไมครับ พี่ก็อยากชื่นชมสตรีดีเด่นเหมือนกันนี่นา” จนกระทั่งชายหนุ่มพูดมาอย่างนั้น ทุกคนเลยหายสงสัย เหล่าเพื่อนซี้สามคนก็หัวเราะลั่นออกมา ก่อนจะช่วยกันเฮ ให้รางวัลแก่พู่กลิ่นด้วยความเต็มใจ ซึ่งหลังจากที่ยกจนหมดแก้ว เจ้าของรางวัลก็กลับไปให้ความสนใจกับบันทึกของตัวเองต่อ ด้านไพลินกับเมธัสจึงหันไปคุยกับเพื่อนคนอื่นบ้าง ส่วนกานต์นั้นเฝ้ามองไปที่หญิงสาวที่ก้มหน้าก้มตาจดยิก ๆ ราวกับมีข้อมูลอยู่ในหัวมากมาย “น้องพู่ละเอียดขนาดนี้ ทำงานอะไรครับเนี่ย” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย หากทั้งสามคนที่ได้ยินคำถาม กลับขำออกมาพร้อมกัน “ทำงานอะไรกันล่ะครับ ยัยนี่มันเป็นแม่บ้าน” เมธัสที่สนิทกับกานต์ที่สุดเป็นฝ่ายอธิบาย “แม่บ้านเต็มตัว มีหน้าที่ดูแลสามีกับลูกชาย... เฮ้ย จริงสิ ไอ้พู่... ผัวแกทำงานที่เดียวกันกับพี่กานต์นี่นา” เมธัสเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ก่อนจะหันไปบอกว่าสามีของเพื่อนเป็นใคร “พู่กลิ่นเป็นภรรยาของพี่ชาครับ ชา ชวินทร์... หนึ่งในทนายคนเก่งของสำนักงานพี่กานต์ไง” ซึ่งข้อมูลที่ได้มา ทำให้กานต์นิ่งไปสักพัก ก่อนจะยิ้มมุมปากและเอียงหน้ามองหญิงสาวที่ทำตาแป๋วอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา... พู่กลิ่นเนี่ยนะ? เป็นภรรยาของหมอนั่น แถมยังมีลูกด้วยกัน “พี่รู้ว่าชาแต่งงานแล้ว แต่ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะมีภรรยาที่เด็กมาก” เขาไม่ได้จงใจเอ่ยชม แต่พูดไปเพราะเห็นอย่างนั้นจริง ๆ “อยู่ที่ทำงานเขาค่อนข้างจะซีเรียส เป็นเจ้านายที่เข้มงวดสุด ๆ และค่อนข้างจะโหดมาก ไม่คิดเลยครับว่าภรรยาของชาจะเป็นน้องพู่”... เป็นคนที่น่ารักเกินกว่าที่จะตกไปเป็นของคนอย่างนั้น อย่างชวินทร์ ได้แค่ผู้หญิงดาษดื่นก็ดีถมไป... ต่อให้หมอนั่นจะหน้าตาดี มีชาติตระกูล และฐานะทางการเงินอยู่ในระดับเทียบเท่ากับเขาได้ แต่ด้วยความที่เป็นคนเถรตรง เที่ยงธรรม และมั่นใจจนไม่แคร์คนเกินไป หากเป็นทนายด้วยกันก็เป็นที่น่าหมั่นไส้ หากให้เป็นเพื่อนก็ไม่น่าจะคบกันได้ และหลายคนก็เห็นมันเป็นคู่แข่ง ซึ่งเขาเองก็เช่นกัน “ไม่เด็กหรอกค่ะ ปีนี้พู่สามสิบแล้ว พอ ๆ กับเมฆนั่นแหละ” และเธอก็ห่างจากสามีแค่สามปี แต่ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละว่าชวินทร์เป็นคนที่เคร่งเครียดมาก เพราะไม่เพียงครอบครัวที่คอยกดดัน แต่ทั้งลูกทั้งเมียที่แบกอยู่บนหลังก็กดทับเขาไว้จนขยับไปไหนไม่ได้ หน้าตาของสามีเลยบึ้งตึงตลอดเวลา ราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ... แต่คิดมาถึงตรงนี้พู่กลิ่นก็ใจหาย เพราะดูเหมือนว่าจะมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้เขายิ้มได้ ทำให้ใบหน้าที่เรียบเฉยตลอดเวลาระบายไปด้วยรอยยิ้ม และโลกทั้งใบก็สดใส ความหล่อเหลาที่ถูกซ่อนไว้ก็ปรากฏออกมา “แต่น้องพู่ดูเป็นคนเก่งและขยันมากเลยนะครับ ขนาดทำเรื่องแค่นี้ยังละเอียดลออ มีระเบียบเรียบร้อยจนน่าทึ่ง” กานต์เหลือบตามองบันทึกของหญิงสาวที่ถูกแบ่งช่องแบ่งวรรคอย่างชัดเจน แม้เมาหญิงสาวก็ยังสามารถเขียนให้ตรงได้ ด้วยความทึ่ง ชื่นชมจนต้องเอ่ยปากบอกถึงความเสียดาย “คุณสมบัติแบบนี้น่าจับไปอยู่สำนักงานจัง ทำไมไม่หางานประเภทนี้ทำล่ะครับ พี่ว่าน้องพู่มีแววไปได้นะ” “แหม พู่ก็แค่ทำไปเพราะความเคยชิน ไม่ได้เก่งอะไรหรอกค่ะ อีกอย่างเรื่องที่ถนัดก็มีแต่เรื่องงานบ้าน พู่แทบจะไม่มีความรู้เรื่องอื่นเลย” ความรู้รอบตัวเป็นศูนย์ ความรู้วิชาการติดลบ พู่กลิ่นเคยเป็นเด็กที่เรียนเก่งมากก็จริง แต่พอไม่ได้เรียนมาเนิ่นนาน ความรู้ความสามารถเหล่านั้นก็เลือนหาย ถ้าจะถามเรื่องที่เธอรอบรู้ที่สุดตอนนี้ ก็คงเป็นเรื่องของสามีและลูกละมั้ง เธอรู้หมดว่าแต่ละคนชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้แม้กระทั่งเรื่องที่สองคนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำ เวลาที่สองพ่อลูกหาของไม่เจอ ต่อให้เขาเองที่เป็นคนเคลื่อนย้ายมัน เมียและแม่อย่างพู่กลิ่นก็จะเป็นคนที่ตามหา สืบเสาะจนเจอให้ได้ ซึ่งทุกอย่างผ่านกาลเวลา กอปรกับการเฝ้าสังเกต บวกกับเอาใจใส่อย่างที่ดีที่สุด เท่าที่คนเป็นเมียและแม่จะทำได้ อีกอย่าง เธอก็มีวุฒิฯ แค่มอหกติดตัว ไม่มีทางหรอกที่สำนักงานที่ไหนจะชายตามอง ยิ่งเป็นสำนักงานกฎหมายชื่อดังอย่างที่กานต์กับสามีเธอทำงานอยู่แล้วด้วย ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ “แล้ว... ถ้าวันหนึ่งลูกโตน้องพู่จะทำยังไง อยู่แบบไม่ทำงานทั้งที่เป็นคนขยันแบบนี้ จะไม่เหงาหรือเสียดายความสามารถจริง ๆ เหรอครับ“ได้จ้ะ เดี๋ยวจะบ่นให้หูยานเลย” พู่กลิ่นทำให้สาวหัวเราะคิกคักออกมาด้วยการทำน้ำเสียงจิกกัด แต่ทันทีที่สาวเดินจากไป คนเป็นนายก็ต้องถอนหายใจออกมา ใบหน้างามที่ยิ้มร่าหมองลง มือสั่นเล็กน้อยยามเมื่อพลิกใบเสร็จร้านอาหารที่อยู่ในมือขึ้นมาดูอันดับแรกคือตกใจที่ชวินทร์หมดไปเป็นหมื่น กินอะไรกันนักกันหนาถึงหมดไปขนาดนั้น? อันดับสองคือช็อกที่มันเป็นใบเสร็จของเมื่อวานตอนเย็น... ทั้งที่บอกเธอกับลูกว่าไปทำงาน แต่สามีกลับไปเสียเงินที่ร้านอาหารราคาแพง ในช่วงเวลาที่เธอกับลูกอยู่ด้วยกันพู่กลิ่นจำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด เพื่อตั้งสติและบอกตัวเองว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้เด็ดขาด มือเรียววางใบเสร็จจากปั๊มน้ำมันและร้านอาหารไว้ด้วยกัน จากนั้นก็เปิดเฟซบุ๊กของตัวเองขึ้นมา พิมพ์ชื่อร้านลงไปยังช่องค้นหา และก็เจอว่าเป็นร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ร้านปิ้งย่าง หมูกระทะ อย่างที่ใจภาวนาให้เป็นอย่างนั้นทั้งที่ดูจากรายการอาหาร ก็รู้ว่าไม่ใช่หรอก แต่พู่กลิ่นก็พยายามหลอกตัวเอง เพราะปกติแล้วชวินทร์มักจะพาน้องในทีม ไม่ว่าจะเป็นทนายผู้ช่วยหรือฝ่ายดำเนินคดีไปเลี้ยงตามร้านอาหาร หลังจากที่ทำคดี
หากทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก พอเอาเข้าจริงความเข้าใจที่ว่า... ก็ปะปนไปด้วยความหึงหวงอย่างที่ผัวเมียปกติเขามีกัน พู่กลิ่นคิดว่าตัวเองสามารถยอมรับมันได้ ถ้าหากว่าชวินทร์เลือกที่จะมีคนอื่นและเลิกรากับเธอไป แต่กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น มันไม่ง่าย เพราะมันยากเหลือเกินที่จะห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึก เช่นนั้นแล้ว ยามที่กำลังเสาะหาความจริงทุกอย่าง เพื่อที่จะจับเขาให้ได้คาหนังคาเขา พู่กลิ่นก็ยังคงใจสั่น กล้า ๆ กลัว ๆ และยังไม่มั่นใจเลยว่า หากความจริงทุกอย่างปรากฏ เธอจะจัดการกับมันอย่างไร หลังจากเดินทางไปส่งลูกชายเข้าโรงเรียนและกลับมาที่บ้าน พู่กลิ่นเริ่มต้นปฏิบัติการหาความจริง ด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก จากที่ตั้งใจว่าจะไปค้นห้องทำงานของสามี แต่เธอก็ต้องเปลี่ยนใจ ปล่อยให้ตรงนั้นเป็นแหล่งสุดท้าย เพราะอย่างไรก็ตามหญิงสาวก็ไม่อยากก้าวก่ายเขาถึงขั้นนั้น ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอกำลังสงสัยถึงขั้นดิ้นพล่าน เนื่องจากชวินทร์ซีเรียสเรื่องงานมาก ทุกอย่างภายในห้องล้วนเป็นความลับ และนอกเหนือจากทำความสะอาดเขาก็มักจะจัดแจงข้าวของทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอจึงทำเหมือนอย่างที่ถนัด
ซึ่งพู่กลิ่นรู้ดี ว่านอกจากเขาจะเรื่องมากเรื่องกินแล้ว บรรยากาศในการกินจะต้องเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ นั่งกินกันให้พร้อมหน้าพร้อมตาในตอนเช้า เพราะนี่จะเป็นมื้อเดียวที่ทั้งสามคนได้กินข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูกแต่นี่อะไร หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอก็จัดให้ในสิ่งที่เขาไม่ชอบใจทั้งนั้น ซึ่งชวินทร์ไม่อยากโยงมันเข้าด้วยกัน ไม่อยากโทษว่าที่เป็นอย่างนี้มันเกิดจากการที่พู่กลิ่นเคืองเขาเรื่องโทรศัพท์มือถือนั่น แต่มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังก่อกบฏ เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินออกจากห้อง กินของกินที่เตรียมมาให้เขาหมดเกลี้ยง นอนหันหลังให้ทั้งคืน ตื่นไม่ปลุก แถมยังให้เขามาเจอกับความวุ่นวายที่เกลียดชัง... มันเป็นเพราะว่าเธอต้องการกลั่นแกล้ง เอาคืนอยากคิดเหมือนกันนะว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร“ไปก่อนนะคะ”และนี่อีก... พูดจบเธอก็เดินฉิวผ่านหน้าไป สะบัดตูดออกจากบ้านโดยที่ไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ ทั้งที่ปกติจะกอดจะหอมจนแก้มเปียก แม้จะทะเลาะกันหรือต่อให้เขาแสดงท่าทีว่ารำคาญเพียงใดก็ตามซึ่งมันแปลกไป แปลกไปมาก ๆ ... และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภรรยามันทำให้เขาหงุดห
เธอเอ่ยลาคนเป็นลูกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนเล็ก เข้าไปในห้องนอนใหญ่ของตนกับสามี โยนกระเป๋าสะพายไว้บนเตียงกว้าง จากนั้นก็ก้าวไปเคาะประตูที่อยู่อีกด้านแล้วเปิดเข้าไปซึ่งภาพที่เห็นมันเป็นภาพสามีของเธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับมือถือ ใบหน้าบึ้งตึงที่หาเรื่องทะเลาะกับเธอเมื่อสักครู่ แทบจะเป็นคนละคนด้วยซ้ำ แต่ก็กลับมาเป็นอย่างเดิมยามเมื่อเงยหน้ามองเห็นผู้เป็นภรรยา และโกรธยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเธอเข้าห้องทำงานของเขาโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต“ทำไมคุณไม่รู้จักเคาะประตูเสียก่อน” เสียงเข้มเอ่ยถาม สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง“พู่เคาะจนมือแทบหงิกแล้วค่ะ มัวทำอะไรอยู่ล่ะคะถึงได้หูหนวกตาบอดจนแทบจะไม่รับรู้อะไร” ดวงตากลมโตเหลือบมองไปที่โทรศัพท์มือถือที่วางไว้ ซึ่งคนที่มีความผิดอย่างไรแล้วก็ร้อนตัวอยู่วันยังค่ำ คนที่เป็นวัวสันหลังหวะก็รีบปกปิดแผลของตัวเองด้วยการเอื้อมไปเก็บมือถือไว้ข้างตัวแทบไม่ทันซึ่งพู่กลิ่นยังมีบุญมีวาสนาได้เห็นว่ามีข้อความเด้งเข้ามา ชัดเจนว่าเขากำลังคุยกับใครสักคนในนั้น และคงเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขมาก ถึงได้หูดับจนไม่ได้ยินเสียงใคร หน้าชื่นตาบานได้ทั้งที
เอาสิ... อยากกล่าวหาเธอนักพู่กลิ่นก็จัดให้ อันที่จริงเธอไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาทะเลาะกันหรอก เพราะมันมีแต่ทำให้บาดหมางจิตใจ เรื่องที่เขาไม่ทำตามนัด อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถามว่าโกรธไหม แน่นอนสิว่าเธอต้องโกรธกับมันมากทำให้เธอเสียความรู้สึกมันไม่เท่าไรหรอก แต่อย่าทำให้ลูกน้อยใจว่าพ่อไม่ให้ความสำคัญแต่นี่เขาเลือกทำทั้งสองอย่าง มันจึงกลายเป็นปมในใจ อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะหยิบยกมันออกมาเป็นหัวข้อสนทนาซึ่งชวินทร์ได้แต่เงียบปาก เพราะเขาเถียงในเรื่องนี้ไม่ได้ หากเพราะคนตรงหน้าเป็นพู่กลิ่น เป็นคนที่แค่เห็นหน้าก็หงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเลยยอมแพ้ไม่ได้ และทางเดียวที่สามารถเอาชนะเธอ ก็คือการโมโหกลบเกลื่อนเหมือนที่ผ่านมา“ผมต้องทำงาน ไม่ได้นอนเฉย ๆ อยู่บ้าน คุณเป็นคนที่ควรเข้าใจผมที่สุดและต้องอธิบายให้ลูกฟัง ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างแล้วโยนความผิดให้ผม” ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เธอกล้าดีอย่างไรถึงกล้าเถียงแบบนั้นออกมา “พูดราวกับผมผิด แล้วยกยอปอปั้นตัวเองว่าทำเพื่อลูก ตามใจลูก แล้วไม่คิดบ้างว่ากี่ปีแล้วที่ผมต้องทนแบกคุณกับลูกไว้บนบ่า ทำไมไม่ไม่คิดบ้างว่า ‘เรื่องแค่นี้’ เอง ไม
“ตอนแรกวินด์ไม่ได้ชอบเขาหรอก อยากถามอะไรยาก ๆ เพื่อลองเชิงเท่านั้นแหละ” หากคำตอบของเขาทำให้พู่กลิ่นต้องนิ่วหน้า สองแม่ลูกหยุดเดิน หันมามองหน้ากัน จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เหยียบเข้าไปในบ้าน “เขาชอบส่งตาหวานให้แม่นี่นา วินด์เห็นแล้วขัดใจ”หากประโยคต่อมากลับทำให้พู่กลิ่นตาโต “ตาหวานอะไร… วินด์อย่าพูดไปเรื่อย พูดแบบนั้นคุณอาเขาเสียหาย”“จริง ๆ วินด์สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนกลับจากห้องน้ำละ เขาชอบแม่แหละ มองแวบเดียวก็รู้”“เขาจะมาชอบแม่ได้ยังไง เขารู้ว่าแม่แต่งงานแล้ว รู้ว่ามีวินด์อยู่แล้วด้วย” พู่กลิ่นถอนหายใจออกมา ไม่ชอบเลยที่ลูกชายพูดไปเรื่อย “แต่ก็ช่างเถอะ แล้วยังไง ไปลองเชิงเขาอีท่าไหนถึงโดนตกแบบนี้”“วินด์ก็ถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว แต่เขากลับตอบได้เฉยเลย ตอบแบบไม่มั่วด้วย แล้วอันไหนไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แล้วก็สัญญาว่าจะไปหาข้อมูลมาให้” ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้ชวินบุตรมั่นใจ ว่าบางอย่างที่เขาเพิ่งได้รู้มาจากกานต์ เป็นคำพูดที่เชื่อถือได้ เพราะเขาจะไม่มีทางพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ไม่จริงแน่ ๆ “คุยกับเขาแล้วเหมือนคุยกับคุณตา เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย”“วินด์น่าจะชอบคนฉลาดสินะ” แล้วจู่ ๆ พ







