เข้าสู่ระบบพู่กลิ่นจำไม่ได้ว่าตัวเองตอบคำถามนั้นของกานต์ไปอย่างไร
แต่ถ้าถามว่าเธอเหงาไหม... อาจจะไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ลูกโตขนาดนั้น เธอก็รู้ตัวว่าตัวเองเหงา ยิ่งตอนที่ได้อยู่กับชวินทร์เพียงลำพังแค่สองคน ยิ่งเป็นอะไรที่เหงามาก ที่ผ่านมา การได้ทุ่มเทชีวิตให้กับชวินบุตรก็พอช่วยให้ลืมความหมางเมินของสามีไปได้ พู่กลิ่นเป็นแม่เต็มตัว ต่อให้อยู่ในวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม แต่เธอก็ทำทุกอย่างตามคำแนะนำของคุณแม่สามี แม้จะยังเด็กมาก แต่ก็ทำได้ดีและไม่มีขาดตกบกพร่อง จนคนที่ตั้งแง่มีอคติต่อเด็กใจแตกอย่างคุณนายเอื้อมเดือนยังชื่นชม... หากเธอไม่รู้จริง ๆ ว่าการที่เธอพยายามเป็นแม่ที่ดีให้ได้ มันทำให้ละเลยหน้าที่เมียที่ควรไปหรือเปล่า เพราะหลังจากที่คลอดชวินบุตรออกมา ความสัมพันธ์ของเธอกับสามีที่เคยดีมาตลอดก็จืดจาง และทุกวันนี้ พอลูกเริ่มโต... พู่กลิ่นก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเหงาที่คืบคลาน เมื่อสามีเอาแต่ทำงาน ชวินบุตรเองก็มีโลกของเขาที่เธอเข้าไม่ถึง ลูกมีความมุ่งมั่นตั้งใจ คล้ายกับคนเป็นพ่อในอดีตมาก แล้วถ้าหากวันข้างหน้าลูกชายต้องไปอยู่ที่อื่น มีชีวิตเป็นของตัวเอง สร้างครอบครัวของเขาเอง เธอจะทำอย่างไร “เป็นไงพู่ ไม่มีแม้แต่สายเดียว?” พู่กลิ่นตื่นจากความคิดความอ่าน หันไปมองเจ้าของเสียงยานคางที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เมธัสตาปรือไปหมดแล้วขณะที่มองมาด้วยความสงสัย “ไม่มีแม้แต่ข้อความ” คือคำตอบที่เธอตอบกลับไป ก่อนจะกลับมานั่งจ้องโทรศัพท์มือถือของตัวเองอีกครั้ง ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่า แต่นอกจากข้อความของลูกชายที่ส่งมาถามไถ่ว่าจะกลับบ้านอย่างไร ก็ไม่มีใครติดต่อเธอมา โดยเฉพาะสามีตัวดี ที่อ่านแล้วไม่ตอบตอนหัวค่ำ “เอาน่า ไม่โทร.มาน่ะดีแล้ว ขืนเขาโทร.ตามสิประหลาด แกว่าไหม” ไพลินเหมือนจะมีสติที่สุด เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนเดียวที่ทำให้พู่กลิ่นคิดได้ “จริงสิ ฉันจะมานั่งเฝ้ามือถือทำไม น่าจะภาวนาไม่ให้เขาโทร.มามากกว่า” เพราะถ้าเป็นเบอร์ของชวินทร์ ไม่มีทางหรอกที่เขาจะโทร.เพราะห่วง แต่คงจะหาเรื่องด่าสิไม่ว่า “ถ้าเขาทำตัวเป็นห่วงเป็นใยสิน่าขนลุก ไม่ตาม ไม่จิก ไม่ห่วง ไม่สนใจ นี่แหละค่ะคุณชาตัวจริง” ปากเล็กกระจับพูดเจื้อยแจ้ว พร้อมกับหยิบมือถือของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะเก็บไว้ในกระเป๋า จากนั้นก็ยกแก้วขึ้นจิบ แค่จิบเท่านั้น เพราะถ้าขืนดื่มเยอะกว่านี้ ไอ้หลายขวดที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้ามีหวังได้พุ่งออกมาจากปาก “เมาหรือเปล่าครับน้องพู่” กานต์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพู่กลิ่นตลอดทั้งคืน แต่ในขณะที่พูดคุยกับน้อง ๆ คนอื่น ๆ แต่สายตาของชายหนุ่มก็ยังวนเวียนอยู่กับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า “ตาจะปิดแล้วนะ” ชายหนุ่มไม่ได้แสดงออกว่าสนใจพู่กลิ่น แต่เขาก็รับรู้ทุกอากัปกิริยาของหญิงสาว ได้ยินว่าเธอบ่นเรื่องสามีกับเพื่อนสนิททั้งสอง ได้รับรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอในบางด้าน อันที่จริงพู่กลิ่นก็ไม่ได้โดดเด่นไปกว่าคนอื่นหรอก แต่เธอมีบางอย่างที่ดึงดูดเขาได้ ซึ่งบางอย่างที่ว่าก็คงเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจของคู่อริอย่างชวินทร์ละมั้ง “เมานิดหน่อยค่ะ แต่ง่วงมากกว่า” พู่กลิ่นบอกไปตามตรง เริ่มพูดคุยเป็นกันเองเมื่อได้ชนแก้วกับกานต์หลายครั้ง “ปกติไม่เกินสามทุ่มพู่ก็หลับแล้วละค่ะ แต่ถ้าวันไหนสามีกลับดึกก็นอนช้าหน่อย แต่ก็หลับรออยู่ดี” ถ้าเป็นวันธรรมดา ไม่มีเรื่องใหญ่หรือคดีที่ทำไม่วุ่นวายเกินไป ชวินทร์ก็จะกลับบ้านไม่เกินสี่ทุ่ม เร็วบ้างช้าบ้าง แต่ก็ไม่เคยหายไปค้างที่ไหน หน้าที่ของพู่กลิ่นก็คือรอ เพื่อจะได้หาอะไรเบา ๆ ให้สามีกินก่อนนอน หรือคอยช่วยจัดการเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมที่เขาต้องใส่ในวันต่อไป กระทั่งตอนที่สามีจบวันของเขาด้วยการเข้าห้องทำงานนั่นแหละ พู่กลิ่นถึงจะสามารถหลับตานอนได้ เพราะมันหมายความว่าเขาไม่ต้องการอะไร ไม่หิวกลางดึก ไม่ทำของหาย หรือเรียกอีกอย่างว่าไม่มีอะไรต้องใช้นั่นแหละ “ไม่น่าเชื่อว่าชวินทร์จะโชคดีขนาดนี้” เป็นความจริงที่กานต์รู้สึก เขาเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม เกิดเป็นความรู้สึกอิจฉาในใจขึ้นมา แต่คนเมาก็ไม่ได้สนใจอะไรตอบรับมากไปกว่าการส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “แล้วง่วงอย่างนี้จะสนุกได้อีกเหรอครับ ถ้าไม่ไหวแล้ว พี่ไปส่งได้นะ... พรุ่งนี้ยังต้องทำงาน พี่ก็คงต้องขอตัวเหมือนกัน” กานต์เองก็งานยุ่งพอ ๆ กับชวินทร์นั่นแหละ แต่เขายังเป็นหนุ่มโสดไง เลยต้องหาเวลาออกมาผ่อนคลายบ้าง ไม่เหมือนรายนั้นหรอก ชวินทร์ไม่ดื่ม ไม่เที่ยว ทำตัวเป็นหุ่นยนต์บ้างาน ซึ่งฟังจากสิ่งที่พู่กลิ่นบ่นให้เพื่อนฟัง กานต์ก็คิดว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นข้อดีข้อเดียวของมัน นอกจากนั้นก็แย่สุด ๆ แย่แบบที่หาใครเปรียบไม่ได้“ได้จ้ะ เดี๋ยวจะบ่นให้หูยานเลย” พู่กลิ่นทำให้สาวหัวเราะคิกคักออกมาด้วยการทำน้ำเสียงจิกกัด แต่ทันทีที่สาวเดินจากไป คนเป็นนายก็ต้องถอนหายใจออกมา ใบหน้างามที่ยิ้มร่าหมองลง มือสั่นเล็กน้อยยามเมื่อพลิกใบเสร็จร้านอาหารที่อยู่ในมือขึ้นมาดูอันดับแรกคือตกใจที่ชวินทร์หมดไปเป็นหมื่น กินอะไรกันนักกันหนาถึงหมดไปขนาดนั้น? อันดับสองคือช็อกที่มันเป็นใบเสร็จของเมื่อวานตอนเย็น... ทั้งที่บอกเธอกับลูกว่าไปทำงาน แต่สามีกลับไปเสียเงินที่ร้านอาหารราคาแพง ในช่วงเวลาที่เธอกับลูกอยู่ด้วยกันพู่กลิ่นจำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด เพื่อตั้งสติและบอกตัวเองว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้เด็ดขาด มือเรียววางใบเสร็จจากปั๊มน้ำมันและร้านอาหารไว้ด้วยกัน จากนั้นก็เปิดเฟซบุ๊กของตัวเองขึ้นมา พิมพ์ชื่อร้านลงไปยังช่องค้นหา และก็เจอว่าเป็นร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ร้านปิ้งย่าง หมูกระทะ อย่างที่ใจภาวนาให้เป็นอย่างนั้นทั้งที่ดูจากรายการอาหาร ก็รู้ว่าไม่ใช่หรอก แต่พู่กลิ่นก็พยายามหลอกตัวเอง เพราะปกติแล้วชวินทร์มักจะพาน้องในทีม ไม่ว่าจะเป็นทนายผู้ช่วยหรือฝ่ายดำเนินคดีไปเลี้ยงตามร้านอาหาร หลังจากที่ทำคดี
หากทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก พอเอาเข้าจริงความเข้าใจที่ว่า... ก็ปะปนไปด้วยความหึงหวงอย่างที่ผัวเมียปกติเขามีกัน พู่กลิ่นคิดว่าตัวเองสามารถยอมรับมันได้ ถ้าหากว่าชวินทร์เลือกที่จะมีคนอื่นและเลิกรากับเธอไป แต่กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น มันไม่ง่าย เพราะมันยากเหลือเกินที่จะห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึก เช่นนั้นแล้ว ยามที่กำลังเสาะหาความจริงทุกอย่าง เพื่อที่จะจับเขาให้ได้คาหนังคาเขา พู่กลิ่นก็ยังคงใจสั่น กล้า ๆ กลัว ๆ และยังไม่มั่นใจเลยว่า หากความจริงทุกอย่างปรากฏ เธอจะจัดการกับมันอย่างไร หลังจากเดินทางไปส่งลูกชายเข้าโรงเรียนและกลับมาที่บ้าน พู่กลิ่นเริ่มต้นปฏิบัติการหาความจริง ด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก จากที่ตั้งใจว่าจะไปค้นห้องทำงานของสามี แต่เธอก็ต้องเปลี่ยนใจ ปล่อยให้ตรงนั้นเป็นแหล่งสุดท้าย เพราะอย่างไรก็ตามหญิงสาวก็ไม่อยากก้าวก่ายเขาถึงขั้นนั้น ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอกำลังสงสัยถึงขั้นดิ้นพล่าน เนื่องจากชวินทร์ซีเรียสเรื่องงานมาก ทุกอย่างภายในห้องล้วนเป็นความลับ และนอกเหนือจากทำความสะอาดเขาก็มักจะจัดแจงข้าวของทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอจึงทำเหมือนอย่างที่ถนัด
ซึ่งพู่กลิ่นรู้ดี ว่านอกจากเขาจะเรื่องมากเรื่องกินแล้ว บรรยากาศในการกินจะต้องเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ นั่งกินกันให้พร้อมหน้าพร้อมตาในตอนเช้า เพราะนี่จะเป็นมื้อเดียวที่ทั้งสามคนได้กินข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูกแต่นี่อะไร หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอก็จัดให้ในสิ่งที่เขาไม่ชอบใจทั้งนั้น ซึ่งชวินทร์ไม่อยากโยงมันเข้าด้วยกัน ไม่อยากโทษว่าที่เป็นอย่างนี้มันเกิดจากการที่พู่กลิ่นเคืองเขาเรื่องโทรศัพท์มือถือนั่น แต่มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังก่อกบฏ เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินออกจากห้อง กินของกินที่เตรียมมาให้เขาหมดเกลี้ยง นอนหันหลังให้ทั้งคืน ตื่นไม่ปลุก แถมยังให้เขามาเจอกับความวุ่นวายที่เกลียดชัง... มันเป็นเพราะว่าเธอต้องการกลั่นแกล้ง เอาคืนอยากคิดเหมือนกันนะว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร“ไปก่อนนะคะ”และนี่อีก... พูดจบเธอก็เดินฉิวผ่านหน้าไป สะบัดตูดออกจากบ้านโดยที่ไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ ทั้งที่ปกติจะกอดจะหอมจนแก้มเปียก แม้จะทะเลาะกันหรือต่อให้เขาแสดงท่าทีว่ารำคาญเพียงใดก็ตามซึ่งมันแปลกไป แปลกไปมาก ๆ ... และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภรรยามันทำให้เขาหงุดห
เธอเอ่ยลาคนเป็นลูกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนเล็ก เข้าไปในห้องนอนใหญ่ของตนกับสามี โยนกระเป๋าสะพายไว้บนเตียงกว้าง จากนั้นก็ก้าวไปเคาะประตูที่อยู่อีกด้านแล้วเปิดเข้าไปซึ่งภาพที่เห็นมันเป็นภาพสามีของเธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับมือถือ ใบหน้าบึ้งตึงที่หาเรื่องทะเลาะกับเธอเมื่อสักครู่ แทบจะเป็นคนละคนด้วยซ้ำ แต่ก็กลับมาเป็นอย่างเดิมยามเมื่อเงยหน้ามองเห็นผู้เป็นภรรยา และโกรธยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเธอเข้าห้องทำงานของเขาโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต“ทำไมคุณไม่รู้จักเคาะประตูเสียก่อน” เสียงเข้มเอ่ยถาม สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง“พู่เคาะจนมือแทบหงิกแล้วค่ะ มัวทำอะไรอยู่ล่ะคะถึงได้หูหนวกตาบอดจนแทบจะไม่รับรู้อะไร” ดวงตากลมโตเหลือบมองไปที่โทรศัพท์มือถือที่วางไว้ ซึ่งคนที่มีความผิดอย่างไรแล้วก็ร้อนตัวอยู่วันยังค่ำ คนที่เป็นวัวสันหลังหวะก็รีบปกปิดแผลของตัวเองด้วยการเอื้อมไปเก็บมือถือไว้ข้างตัวแทบไม่ทันซึ่งพู่กลิ่นยังมีบุญมีวาสนาได้เห็นว่ามีข้อความเด้งเข้ามา ชัดเจนว่าเขากำลังคุยกับใครสักคนในนั้น และคงเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขมาก ถึงได้หูดับจนไม่ได้ยินเสียงใคร หน้าชื่นตาบานได้ทั้งที
เอาสิ... อยากกล่าวหาเธอนักพู่กลิ่นก็จัดให้ อันที่จริงเธอไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาทะเลาะกันหรอก เพราะมันมีแต่ทำให้บาดหมางจิตใจ เรื่องที่เขาไม่ทำตามนัด อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถามว่าโกรธไหม แน่นอนสิว่าเธอต้องโกรธกับมันมากทำให้เธอเสียความรู้สึกมันไม่เท่าไรหรอก แต่อย่าทำให้ลูกน้อยใจว่าพ่อไม่ให้ความสำคัญแต่นี่เขาเลือกทำทั้งสองอย่าง มันจึงกลายเป็นปมในใจ อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะหยิบยกมันออกมาเป็นหัวข้อสนทนาซึ่งชวินทร์ได้แต่เงียบปาก เพราะเขาเถียงในเรื่องนี้ไม่ได้ หากเพราะคนตรงหน้าเป็นพู่กลิ่น เป็นคนที่แค่เห็นหน้าก็หงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเลยยอมแพ้ไม่ได้ และทางเดียวที่สามารถเอาชนะเธอ ก็คือการโมโหกลบเกลื่อนเหมือนที่ผ่านมา“ผมต้องทำงาน ไม่ได้นอนเฉย ๆ อยู่บ้าน คุณเป็นคนที่ควรเข้าใจผมที่สุดและต้องอธิบายให้ลูกฟัง ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างแล้วโยนความผิดให้ผม” ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เธอกล้าดีอย่างไรถึงกล้าเถียงแบบนั้นออกมา “พูดราวกับผมผิด แล้วยกยอปอปั้นตัวเองว่าทำเพื่อลูก ตามใจลูก แล้วไม่คิดบ้างว่ากี่ปีแล้วที่ผมต้องทนแบกคุณกับลูกไว้บนบ่า ทำไมไม่ไม่คิดบ้างว่า ‘เรื่องแค่นี้’ เอง ไม
“ตอนแรกวินด์ไม่ได้ชอบเขาหรอก อยากถามอะไรยาก ๆ เพื่อลองเชิงเท่านั้นแหละ” หากคำตอบของเขาทำให้พู่กลิ่นต้องนิ่วหน้า สองแม่ลูกหยุดเดิน หันมามองหน้ากัน จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เหยียบเข้าไปในบ้าน “เขาชอบส่งตาหวานให้แม่นี่นา วินด์เห็นแล้วขัดใจ”หากประโยคต่อมากลับทำให้พู่กลิ่นตาโต “ตาหวานอะไร… วินด์อย่าพูดไปเรื่อย พูดแบบนั้นคุณอาเขาเสียหาย”“จริง ๆ วินด์สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนกลับจากห้องน้ำละ เขาชอบแม่แหละ มองแวบเดียวก็รู้”“เขาจะมาชอบแม่ได้ยังไง เขารู้ว่าแม่แต่งงานแล้ว รู้ว่ามีวินด์อยู่แล้วด้วย” พู่กลิ่นถอนหายใจออกมา ไม่ชอบเลยที่ลูกชายพูดไปเรื่อย “แต่ก็ช่างเถอะ แล้วยังไง ไปลองเชิงเขาอีท่าไหนถึงโดนตกแบบนี้”“วินด์ก็ถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว แต่เขากลับตอบได้เฉยเลย ตอบแบบไม่มั่วด้วย แล้วอันไหนไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แล้วก็สัญญาว่าจะไปหาข้อมูลมาให้” ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้ชวินบุตรมั่นใจ ว่าบางอย่างที่เขาเพิ่งได้รู้มาจากกานต์ เป็นคำพูดที่เชื่อถือได้ เพราะเขาจะไม่มีทางพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ไม่จริงแน่ ๆ “คุยกับเขาแล้วเหมือนคุยกับคุณตา เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย”“วินด์น่าจะชอบคนฉลาดสินะ” แล้วจู่ ๆ พ







