Masukบทที่ 2 อ่อย
เวลาปัจจุบัน
มหาลัยชื่อดังย่านกรุงเทพฯ
-ได๋-
“ไอ้คินมึงทำไร วัน ๆ ส่องแต่สาวนะมึง” ไอ้เดย์พูดพลางชะเง้อไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของไอ้คิน “ใครวะ คนคุยใหม่มึง?”
“เปล่า” ไอ้คินส่ายหน้า “กูเห็นเขาดูสตอรี่กูทุกอัน กูเลยเข้าไปเสือกเขาบ้าง”
“แต่สวยใช้ได้เลยว่ะ สีผมจี๊ดจ๊าดฉิบหาย”
“กูว่าหน้าคุ้น ๆ แต่คิดไม่ออกว่าใคร”
“ไหนกูช่วยดู เผื่อเป็นสาวในสต๊อกของพวกมึง” ฉันโผล่หน้าเข้าไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของไอ้คินบ้าง ก็ต้องได้เห็นรูปผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสวยเหมือนที่มันว่า ตัวเล็ก ตาโต สีผมแปลกตา มิหนำซ้ำนมยังบึ้มอีกต่างหาก สเปกไอ้คินชัด ๆ จะว่าไปแล้วเหมือนน้องรหัสฉันที่ชื่อ ‘เพอร์’ เลยแฮะ
“กูว่าไม่ใช่สาวในสต๊อกใครหรอก ในกลุ่มเรามีใครคุยกับสาวผมสั้นที่ไหน” ไอ้ปายโผล่หน้าเข้ามาบ้าง ก่อนที่มันจะหันไปอีกทาง “หรือของมึงไอ้ภีม ซุ่มเงียบปะวะ”
“ไหน” คราวนี้ภีมโผล่หน้าเข้ามาอีกคน กลายเป็นว่าเราห้าคน กำลังสุมหัวดูรูปผู้หญิงคนหนึ่งด้วยความตั้งอกตั้งใจ แต่นั่นไม่ใช่ที่ฉันสนใจเลยสักนิด ที่สนใจคือลมหายใจร้อน ๆ ของภีมกำลังเป่ารดต้นคออยู่ต่างหาก แม้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็ไม่คุ้นชินสักที
ทุกคนคงรู้แล้วว่าจุดเริ่มต้นของฉันที่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้คือเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ฉันเกือบถูกไอ้ลุงโรคจิตข่มขืน แล้วคนที่ช่วยเหลือฉันไว้ และช่วยให้ฉันได้มีชีวิตใหม่ก็คือเขาคนนี้
วันนั้นภีมตั้งใจ ‘โกหก’ เพื่อที่จะช่วยให้ฉันรอดพ้นจากข้อครหาว่าขโมยเงินของทรงพล ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าภีมไม่ช่วยฉันไว้จะเป็นยังไง ฉันคงโดนป้าบังเกิดเกล้าด่าทอเสีย ๆ หาย ๆ เหมือนเดิม และคงจะ ‘ขู่’ เรื่องเดิม ๆ ที่สามารถทำให้ฉันกลัวได้ นั่นจึงทำให้ฉันยอมจำนนตลอดมา
แน่นอนว่าวันที่เกิดเรื่องป้าฉันโมโหมาก แต่ไม่มีคำด่าทอหรือคำขู่ให้ได้ยินเลยสักนิด ฉันไม่รู้ว่าภีมทำยังไงถึงทำให้คนปากจัดแบบป้าหุบปากเงียบได้ แต่นั่นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับฉันเลยล่ะ
ส่วนทรงพลผัวของป้าฉันไม่ได้เอาความ แลกกับการที่อีกฝ่ายเลิกยุ่งกับฉันตลอดชีวิต และคำขู่ของภีมซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไร ทำให้ฉันมีชีวิตอิสระมาจนถึงทุกวันนี้ ก่อนที่ฉันจะถูกรับเข้ากลุ่มของภีมเพราะไม่มีที่ไป พวกเขาช่วยเหลือในแบบที่ฉันไม่คิดว่าจะได้รับจากคนแปลกหน้า ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ให้ยืมเงิน หางานให้ทำ และอื่น ๆ อีกมากมาย
เห็นห่าม ๆ หน้าม้อและหน้าหนา ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าพวกมันดีกับฉันมาก เราก็เลยสนิทกันอย่างที่เห็น
อ้อ! ขอเล่าเสริมอีกว่าต่อให้ฉันไม่เอาเรื่องทรงพล แต่คนมันชั่วยังไงก็ยังชั่วอยู่วันยังค่ำ ก็เลยถูกจับเข้าคุกในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ฉันโล่งใจมากเลยทีเดียว
“ยังไงไอ้ภีม มึงคุ้นหน้าปะ” เสียงไอ้ปายดึงสติฉันกลับมา จากที่ลืมเลือนว่าลมหายใจร้อน ๆ กำลังเป่ารดต้นคอ ตอนนี้กลับมาสัมผัสได้อีกครั้ง และเป็นการสัมผัสที่ฉันต้องหน้าร้อนกว่าเดิม เนื่องจากว่าแผ่นอกแน่นแข็งแนบชิดแผ่นหลังเข้ามาแนบแน่น พร้อมใบหน้าของภีมแทบจะแนบกับแก้มของฉันอยู่รอมร่อ
“กูไม่รู้จัก” เสียงทุ้มดังขึ้นใกล้หู “หรือมึงว่าไงได๋ เคยเห็นผู้หญิงคนนี้ในไอจีกูบ้างหรือเปล่า”
“แล้วกูจะรู้ได้ไง”
“มึงเล่นไอจีกูตลอด กูเลยถามมึงนี่ไง”
“กูเล่นก็จริง แต่กูไม่ได้ละลาบละล้วงข้อมูลส่วนตัวของมึงสักหน่อย” ฉันเถียงกลับ “กูก็ดูแค่ข้อความที่ทักมาจ้างงานแค่นั้นแหละ”
ภีมเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูงมาก นาน ๆ เขาจะขยับปากที แต่ก็ไม่ได้เงียบจนไม่พูดไม่จา เขาพูดแต่ไม่มากเท่าไอ้สามตัวนั้น เพราะแบบนี้เขาถึงโยนไอจีตัวเองมาให้ฉันไล่เช็กเรื่องงาน ซึ่งฉันก็เห็นหมดนั่นแหละว่าใครทักหาเขาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายอะไร ไล่ตอบเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น
หากให้พูดตามตรง ฉันอดที่จะโล่งใจไม่ได้ที่เขาไม่ตอบแชทสาวคนไหนเลย และที่น่าตกใจมากกว่านั้น เขาปักหมุดแชทฉันไว้บนสุดของแชท แต่ฉันก็ไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองหรอกว่ามันหมายความว่าอะไร คิดว่าเขาคงขี้เกียจเลื่อนหาแชทนั่นแหละ
“จะว่าไปเรานินทาไอ้ได๋กับไอ้ภีมไม่ได้นะเว้ย เดี๋ยวแม่งเห็นหมด” เสียงไอ้ปายบ่นอุบอิบ ก่อนจะหันไปหาไอ้ภีม “มึงก็เหมือนกัน เลิกให้มันเล่นไอจีสักที”
“ทำไม พวกมึงจะแชร์คลิปโป๊กันหรือไง”
“ไอ้ห่ารู้ทัน”
“กูจะเลิกยุ่งกับพวกมึง ตอนที่กูมีผัวเท่านั้นแหละ” ฉันพูดต่อเมื่อเห็นพวกมันทำหน้าเบื่อหน่ายที่ถูกจับได้ “ถ้าอยากให้กูเลิกยุ่ง พวกมึงก็เลิกกันซีนกูกับผู้ชายคนอื่นสักที”
“กูไม่ให้มี” เสียงของภีมดังขึ้นทันควัน
“เหอะ! กูเป็นเจ้าของชีวิตของกูเถอะ!”
“ก็ใช่ แต่กูไม่ให้มี”
กวนประสาท!
บอกเลยว่าภีมเป็นผู้ชายที่กวนประสาทหน้าตาย ปีหนึ่งเป็นยังไงก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่รู้เลยว่าได้นิสัยนี้มาจากใคร ทั้ง ๆ ที่แม่กับพ่อของเขาไม่ใช่แบบนี้เลยด้วยซ้ำ ส่วนพี่ภามก็ออกจะใจดี มีแต่เขาที่แตกหน่ออยู่คนเดียว!
“มันกำลังด่ามึงในใจไอ้ภีม” เสียงไอ้เดย์ดังขึ้น พร้อมสะกิดภีมยิก ๆ ปากระบายยิ้มเหมือนกำลังจะแกล้งฉันอีกครั้ง “ด่าแรงด้วยนะ สายตาอาฆาตจัด กูสงสารผัวในอนาคตมึงจริง ๆ”
“เพราะแบบนี้ไงกูถึงไม่ให้มี” ไม่ว่าเปล่า ภีมก็จับหัวฉันให้หันไปมองเขา “ให้คนที่รับเคราะห์กรรมเป็นกูคนเดียวก็พอ”
“ถ้าไม่อยากให้กูมีผัว พวกมึงก็อย่ามีเมียสิ” แม้จะแอบรู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดเมื่อครู่ แต่ก็ต้องปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป
“ไม่ใช่เมียครับคุณได๋ เขาเรียกว่าแลกเปลี่ยนความพึงพอใจ” ไอ้คินคนแรดที่สุดในกลุ่มพูดต่อ “อ๊ะ ๆ อย่ามองกูแบบนั้น กูป้องกันนะค้าบ และกูก็ไม่ได้เยสาวบ่อยขนาดนั้นด้วย”
“มึงไม่มี แต่ใช่ว่าไอ้สามตัวนี้จะไม่มีเหมือนมึงนี่”
“…” ไอ้เดย์เงียบ บ่งบอกเลยว่ากำลังซุกสาวไว้แน่ ๆ
“กูอยู่ในสถานะคนคุย พอดียังไม่ได้เป็นเมียว่ะ” ไอ้ปายไหวไหล่อีกคน
“ของกูมึงก็เห็นแล้วจากไอจี” และนี่คือเสียงของภีม “สามปีกูคุยกับมึงแค่คนเดียว”
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!
ใช่ค่ะ นี่คือเสียงหัวใจของฉันเอง มันดังตอบสนองหลังจากที่ภีมพูดประโยคเมื่อกี้จบ ฉันไม่กล้ามองหน้าเขาด้วยซ้ำ ไม่กล้ามองสบตาคมที่กำลังมองมาไม่หยุด พูดตรง ๆ ว่ากับผู้ชายคนนี้ ฉันไม่กล้าทำอะไรกับเขาเลย ไม่กล้าแม้กระทั่งคิดไปเองว่าอีกฝ่ายทำเหมือนกำลัง ‘อ่อย’ ฉันอยู่
“ว่าแต่มึงไอ้ปาย กูเห็นมึงแกล้งไข่ตุ๋น ชอบน้องเขาเหรอวะ” ท่ามกลางความคิดอันสับสนวุ่นวาย ไอ้เดย์ก็หันไปถามไอ้ปายเรื่องของ ‘ไข่ตุ๋น’ เด็กสาวปีสองที่เราได้รู้จักผ่านเจน เด็กของเฮียปรากพี่ชายไอ้ปาย
“ชอบห่าอะไร กูแกล้งเพราะน้องมันน่ามันเขี้ยวเท่านั้นแหละ” ไอ้ปายกลอกตามองบนรัว ๆ “เด็กอะไรเฉิ่มฉิบหาย”
“อย่าให้เห็นว่าแอบแดกนะมึง”
“กูไม่ใช่มึง” ฝ่ามือของไอ้ปายประทับลงบนหัวของไอ้คินเบา ๆ “กูรักเดียวใจเดียวครับ”
“กูจะคอยดู!”
คอนโดห้องภีม“อยู่นิ่ง ๆ กูจะเช็ดหน้าให้” มือหนาพยายามจับร่างคนเมาไว้ไม่ให้เธอดิ้น ยังดีที่เสียงของเขาสามารถทำให้เธอหยุดนิ่งได้ เขาจึงสามารถเช็ดเครื่องสำอางออกจากใบหน้าสวยได้ ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามอีกที“อื้อ! มันเย็น!” ได๋ปัดผ้าเปียกที่กำลังลูบหน้าหนีพัลวัน “ภีมมันเย็น!”“มันก็เย็นทุกรอบ มึงจะโวยวายทำไม”“ทำไมต้องดุกูด้วย” จากตอนแรกที่โวยวายเสียงแข็ง กลับกลายเป็นเถียงเสียงอ่อนคล้ายกำลังงอแง ส่วนใบหน้าก็เริ่มสื่อถึงความน้อยอกน้อยใจ “มึงดุกูตลอด มึงไม่เคยรักกูเลย”“ไม่เคยรัก?” ภีมหัวเราะในลำคอแผ่วเบา พลางก้มหน้าลงไปมองสบตาคนเมา “กูไม่เคยรักมึงเหรอได๋”“ใช่! มึงไม่เคยรักกู” ริมฝีปากเล็กขยับพูด ดวงตาหวานฉ่ำเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้าให้เห็น “ไม่เหมือนกูที่รักมึงตลอด รักตั้งแต่ปีหนึ่ง”คำสารภาพรักครั้งแรกที่ได้ยินจากปากคนเมา ส่งผลให้ตาคมดำมืดกว่าเดิม เขารู้ว่าเธอรักเขา แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำสารภาพตรง ๆ แบบนี้ แม้จะเป็นการสารภาพที่สติไม่เต็มร้อยก็ตาม แล้วยังไงล่ะ คนเมาไม่โกหกหรอกว่าไหม“กูรักมึง” มือหนาประคองใบหน้าแดงระเรื่อไว้แผ่วเบา “รักมึงตั้งแต่ปีหนึ่งเหมือนกัน”“ไม่จริง” แต่คนเมาก็ยังเป็นค
บทที่ 8 นับวันยิ่งทำตัวเหมือนผัวอย่างที่รู้ว่าบาร์ลับมันเป็นเหมือนร้านเหล้าคนรวย ส่วนมากจะมีแต่พวกนักธุรกิจอยากมานั่งผ่อนคลายซะมากกว่า เพราะแบบนี้ไอ้เพื่อนตัวดีถึงได้ให้ฉันเลิกงาน ทั้ง ๆ ที่นั่งได้แค่สองชั่วโมง แล้วพามาต่อที่ร้านเหล้าอีกย่านของสนามแข่ง ซึ่งเฮียกาลก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วแต่ความพึงพอใจของลูกค้าที่จะใช้บริการกี่ชั่วโมง ส่วนพนักงานสามารถกลับบ้านได้หลังจากที่ลูกค้ากลับ ไม่จำเป็นต้องรับลูกค้าต่อแต่อย่างใด“แบบนี้ค่อยใช่ที่ของกูหน่อย” ไอ้คินว่าพลางนั่งมองสาวไปรอบร้าน “อยู่นั่นมองแต่ไอ้ได๋ กูเหี่ยวเฉาหมด”“แล้วใครบอกให้มึงมองไม่ทราบ” อดที่จะเอื้อมมือไปหยิกแขนที่เต็มไปด้วยรอยสักของมันไม่ได้ แน่นอนว่าคนถูกหยิกก็ร้องโอดโอย สีหน้าสื่อถึงความเจ็บให้เห็นเต็มประดา“มือคนหรือควายวะ มือหนักฉิบหาย”“ใครบอกให้มึงมาว่ากูเอง”“รู้งี้กูไม่ให้ทิปหลักแสนหรอก บริการก็แข็งอย่างกับท่อนไม้”“ไอ้…!” ถลึงตาใส่ไอ้คินพร้อมที่จะกระโจนใส่มัน แต่ก็ถูกภีมคว้าร่างไว้ซะก่อน เลยกลายเป็นว่าร่างเล็ก ๆ ของฉันกำลังเกยก่ายอยู่บนตักของเขา“กูล่ะยอมที่ไอ้ภีมเฝ้ามึงได้” แต่มีหรือว่าไอ้คินจะเงียบปาก แถมยังทำหน้าชอบใจ
วันต่อมา-ได๋-ฉันนอนมองยอดเงินในบัญชีด้วยใจที่ห่อเหี่ยว เดิมทีฉันมีเงินเก็บอยู่สามล้านกว่าบาท รวมกับที่ทำงานวันแรกอีกห้าแสน และรวมกับที่ทำเมื่อวานอีกห้าแสน นั่นหมายความว่าฉันมีเงินอยู่สี่ล้าน ถ้าให้ขายทรัพย์สินที่มีก็คงจะได้อีกสักห้าแสน เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบซื้อของแบรนด์เนมหรือของหรูหรา ของที่มีได้มาจากเพื่อนชายของตัวเองทั้งนั้น แต่เอาจริง ๆ ฉันก็คงไม่กล้าขายมันหรอก กลัวเพื่อนจะน้อยใจเอาถ้าฉันมีเวลาหาเงินสักหนึ่งเดือนก็คงดี ฉันมั่นใจมากว่าตัวเองหาเงินสิบล้านมาได้แน่นอน แต่นี่ดันผิดแผนไปหมด เหมือนโชคชะตากำลังกลั่นแกล้งกันชัด ๆติ๊ด!“ไอ้ได๋โว้ย!” พร้อมกันนั้นเสียงโวยวายของไอ้คินก็ดังให้ได้ยิน ก่อนจะมีเสียงเพื่อนคนอื่น ๆ ตามมา ฉันละเลิกสิ่งที่คิดแล้วลุกไปแต่งตัวดี ๆ ไม่ได้แปลกใจกับการมาของพวกมัน เพราะเราคุยกันในกลุ่มแชทก่อนหน้าแล้ว และห้องของฉันก็กลายเป็นสถานที่สังสรรค์อีกเช่นเคย“กินเสร็จช่วยกันเก็บล้างด้วยนะมึง” เสียงนี้คือเสียงของฉัน ที่ออกไปโวยวายกับพวกมัน “ทิ้งไว้ให้กูล้างอยู่เรื่อย”“บ่นมาก ๆ ระวังแก่ไวนะมึง” ไอ้เดย์ยิ้มน้อย ๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาราวกับบ้านตัวเอง ปล่อยให้ไอ้คิน
บทที่ 7 หน้าเหมือนผัวในอนาคต“แล้วเขายังบอกอีกว่า เขามีทางออกให้ ถ้ากูไม่มีเงินไปคืนจริง ๆ” ได๋พูดต่อหลังจากที่เงียบไปนาน “เขาบอกขอนอนกับกูแค่ครั้งเดียว แล้วหนี้สิบล้านก็หายกัน”คำเอ่ยเล่าของได๋ทำให้ภีมกัดฟันกรอด สีหน้าดุดันมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ที่จริงเขาพอจะเดาออกว่าเสี่ยเจษโผล่หัวมาทำไม ฝ่ายนั้นคงไม่ได้มาแค่ย้ำเตือนหนี้สิบล้านเป็นแน่ และมันก็ไม่ผิดกับที่เขาคิดไว้เลยสักนิด“เรื่องนี้มันจะจบง่ายมาก ถ้ามึงยอมรับการช่วยเหลือของกู” ตาคมมองไปยังคนตัวเล็กที่กำลังนั่งคิดไม่ตก “และมึงจะไม่ต้องมาอยู่ในที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้แต่แรก”ภีมชั่งใจไว้แล้วว่าป้าของได๋จะกลับมาวุ่นวายในชีวิตของเธออีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะกลับมาพร้อมปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินสิบล้าน หรือขู่ว่าจะเอาความลับของได๋กับช่อฟ้าไปแฉ ในอดีตเขาเพียงทำการขู่ราณีด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมายุ่งกับได๋อีก ภีมมั่นใจมากว่าช่วงเวลานั้นราณีกลัวเขาจริง ๆ และเชื่อว่าเขาทำตามคำขู่แน่นอน อย่างที่รู้ว่าครอบครัวของเขามีทั้งอำนาจและเงิน สามารถปิดปากราณีกับทรงพลได้สบาย ๆ แต่แล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คิดภีมสงสัยมาตลอดว่
ฉันไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเฮียอีก เพียงแค่เดินออกมาจากห้องทำงานของเฮียเงียบ ๆ และจุดหมายปลายทางก็คงจะหนีไม่พ้นลานจอดรถของที่นี่ คนอย่างภีมไม่ยอมให้ฉันกลับเองเด็ดขาด นับวันยิ่งทำตัวเหมือนผัวมากขึ้นทุกที!“เฮียบอกมึงให้ทิปกูสี่แสน” และเมื่อขึ้นมาอยู่บนรถแล้ว ก็หันหน้าไปคุยกับคนขับที่นั่งฟังเพลงรอเงียบ ๆ “มึงให้เยอะไปไหม แค่แสนเดียวกูก็ซาบซึ้งแล้วภีม”พยายามพูดติดตลกกลบเกลื่อนการกระทำแปลก ๆ ของเราสองคน ที่ทำอยู่ในบาร์ลับเมื่อไม่นานมานี้ ทำเหมือนไม่คิดอะไร กลัวว่าระหว่างเรามันจะเต็มไปด้วยความอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“กินไร” แต่อีกฝ่ายก็ไม่ตอบสนองกับคำพูดของฉันเลยสักนิด แถมยังเปลี่ยนเรื่องหนีอีกต่างหาก“เดี๋ยวกูกลับไปทอดไข่ก็ได้”“มีโจ๊กโต้รุ่งกับแจ่วฮ้อนโต้รุ่งที่มึงชอบ” และภีมก็ยังเป็นภีมอยู่วันยังค่ำ “เลือกมา”“กินโจ๊กก็ได้ง่ายดี” สุดท้ายฉันก็ต้องยอมเขาเหมือนเคย อีกทั้งภีมคงรู้ว่าฉันคงไม่ทอดไข่จริงแน่ ถึงห้องอาจอาบน้ำแล้วนอนเลย เพราะแบบนี้เขาถึงบังคับให้ไปกินข้าวด้วยกันบางทีเขาก็น่ากลัวเหมือนกันนะ รู้ใจฉันไปหมดทุกเรื่องเลยวันต่อมาวันนี้เป็นอีกวันที่ฉันมาทำงานที่บาร์ลับของเฮียกาล
บทที่ 6 ลูกค้ากระเป๋าหนัก‘ถ้ามึงอยากทำก็ทำ’เชื่อไหมว่าฉันดีใจมากที่ภีมอนุญาตให้ฉันทำงาน คิดว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังจะสื่อ เข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องทำงานที่บาร์ลับภายในสนามแข่งรถของเฮียกาล แต่แล้วไม่ใช่เลยสักนิด เขายอมให้ฉันทำก็จริง แต่ไม่ยอมปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ!“ภีม มึงจะทำแบบนี้จริงดิ” ถามอย่างเหนื่อยใจเมื่อเห็นลูกค้าหน้าคุ้นนั่งรอที่โต๊ะเจ็ด ซึ่งเป็นการรอที่นั่งอ่านเมนูอาหารไปด้วย สีหน้าสบายใจต่างจากเมื่อวาน ดูก็รู้ว่าเขากำลังกวนประสาทกัน“พนักงานที่นี่พูดกับลูกค้าวีไอพีแบบนี้?” ตาคมเหลือบมองฉันเล็กน้อย แล้วกลับไปมองเมนูเหมือนเดิม “คงต้องคอมเพลนกับเจ้าของร้านแล้วมั้ง”“อย่ากวนประสาท” ฉันดึงเมนูอาหารออกจากมือของเขา พร้อมมองอีกฝ่ายด้วยความจริงจัง “มึงจะมาเฝ้ากูแบบนี้ไม่ได้นะภีม มึงควรปล่อยให้กูทำงาน”บอกตามตรงว่าฉันไม่ได้อึดอัดกับการเฝ้ายามของภีม อุ่นใจซะอีกที่มีคนมาเฝ้าแบบนี้ แต่นั่นมันก็เป็นเพียงความอุ่นใจ ไม่ใช่ความต้องการที่จะให้เขาเสียเวลาชีวิตมาเฝ้าฉัน มันเหมือนกับว่าฉันกำลังเป็นภาระทางอ้อม ซึ่งฉันไม่ได้ต้องการแบบนั้นเลยสักนิด “กูปล่อยให้มึงทำงานอยู่นะได๋ แต่มึงไม่ทำเอง”







