Masukเมื่อทานข้าวเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนก็ออกเดินทางกันต่อทันที จุดหมายปลายทางคือจังหวัดอุดรธานี การเดินทางดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งรถเข้าสู่เขตนครราชสีมา จู่ๆ ก็เริ่มมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น แพร ที่นั่งอยู่เบาะหลังเริ่มรู้สึกไม่ดี เธอได้แต่ภาวนาในใจ 'ขออย่าให้เป็นเหมือนรอบก่อนที่พาไหมมาครั้งแรกด้วยเถอะ' เพราะสิ่งที่เธอเคยเจอมาในวันนั้นมันน่ากลัวจนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ เธอเริ่มรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เหงื่อมือเหงื่อเท้าออกอย่างควบคุมไม่ได้ "พ่อครูคะ..." ไหมเอ่ยขึ้น แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบ "อย่าทักครับคุณไหม" ขุนศึก กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและเด็ดขาด ทำให้ไหมรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที สิ่งที่ขุนศึกห้ามมันตรงกับสิ่งที่แพรกำลังรู้สึกอยู่พอดี ท้องฟ้าที่เคยสดใสเบื้องหน้าเริ่มมัวหมองและมืดครึ้มเหมือนฝนกำลังจะตก บรรยากาศรอบนอกรถเงียบสงัดลงอย่างผิดปกติ ถนนที่ควรจะมีรถวิ่งพลุกพล่านกลับว่างเปล่า... ตลอดทางเหลือเพียงรถของพวกเขาอยู่แค่คันเดียว ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ภายในรถช่างน่าอึดอัดหนักอึ้ง ทุกคนต่างรู้ดีว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา... และมันกำลังจะปรากฏตัวในไม่ช้า... หลัง
หลังจากคำสารภาพที่เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างให้ไม่เหมือนเดิม ไหมได้ใช้เวลาขบคิดทบทวนอยู่นาน เธอตระหนักได้ว่าการผลักไส ขุนศึกออกไป ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะไม่ว่าเธอจะหนีไปไกลแค่ไหน คำสาปแห่งความแค้นข้ามภพก็ยังคงตามติดเธอไปทุกที่ และอาจจะทำให้คนอื่นๆ ต้องมาเดือดร้อนอีกครั้ง ในที่สุด ไหมจึงตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตาด้วยความกล้าหาญ โดยมีขุนศึกอยู่เคียงข้าง หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ไหมก็ได้ตกลงกับเขาว่าจะเดินทางกลับจังหวัดอุดรธานีด้วยกัน "ผมอยากให้คุณมีชีวิตรอด...ไม่ว่ายังไงก็ตาม" ขุนศึกกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขารู้ดีว่าวิญญาณร้ายของ ปานขวัญไม่มีทางปล่อยไหมไปง่ายๆ การไปอยู่ในสถานที่ที่เขาคุ้นเคยและเต็มไปด้วยอาคมจะช่วยปกป้องเธอได้ อย่างน้อยก็ให้ผ่านช่วงอายุเบญจเพสที่ดวงตกที่สุดนี้ไปก่อน เธออาจจะอยู่รอดปลอดภัย แพรเองก็เห็นด้วยกับความคิดของขุนศึก เธอรู้ว่าเพื่อนรักต้องการใครสักคนที่จะช่วยพยุงเธอให้ก้าวเดินต่อไปได้ และขุนศึกคือคนๆ นั้น... ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นผู้มีอาคม แต่เพราะเขาคือคนที่รักและพร้อมจะปกป้องไหมด้วยชีวิต การเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของขุนศึกที่จังหวัดอุดรธานี
"กูตามหามึงเจอแล้ว...อีเพียงรัก!" เสียงแหบโหยของแม่หมอเฒ่าดังขึ้นอย่างน่าขนลุก ราวกับเสียงของปีศาจที่เพิ่งหลุดออกมาจากขุมนรก ลมพายุโหมกระหน่ำรุนแรงกว่าเดิม พัดเอาเศษฝุ่นและใบไม้เข้ามาในบริเวณที่ยืนอยู่ ใบหน้าของแม่หมอเฒ่าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ดวงตาแดงก่ำราวกับเลือดที่พร้อมจะกระเด็นออกมาได้ทุกเมื่อ "ตายซะเถอะมึง! กูจะได้จองจำวิญญาณของมึงให้เป็นทาสรับใช้กูตลอดไป!" สิ้นคำนั้น แม่หมอก็ล้วงมีดสั้นอาคมออกมาจากกระเป๋าที่ซ่อนอยู่แนบอก ปลายมีดส่องประกายวาววับในความมืดที่เข้าปกคลุม... ราวกับความตายกำลังโบกมือทักทาย ไหมน้ำตาคลอหน่วย เธอมองไปยังเปลวเพลิงที่ยังคงโหมไหม้ มองไปยังร่างไร้วิญญาณของพี่ชายและภพที่นอนอยู่บนพื้น... เหตุใดเบญจเพสของเธอถึงได้ร้ายแรงได้ขนาดนี้? เธอสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว... หากต้องตายไปเสียตอนนี้... ก็คงจะดีเหมือนกัน... คนอื่นจะได้ไม่เดือดร้อนเพราะเธออีก... ความรู้สึกผิดที่กัดกินใจมานาน ผลักดันให้เธอตัดสินใจที่จะยอมรับชะตากรรม... เธอค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ ... ปล่อยให้ร่างของตัวเองเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคมมีดที่กำลังจะปลิดชีพ... "ปัง!" ในจังหวะที่แม่หมอเงื้อม
ในสถานการณ์ที่อันตรายถึงขีดสุด ขุนศึกไม่รอช้า เขาใช้นิ้วชี้จรดลงบนหน้าผากของ ไหม และ หมอก เพื่อร่ายคาถาคุ้มครองอย่างรวดเร็ว พลังแห่งอาคมแผ่ซ่านออกมาจากตัวขุนศึก สร้างเกราะคุ้มภัยที่มองไม่เห็นปกป้องทั้งสองจากเหล่าวิญญาณร้ายที่พุ่งเข้ามา จากนั้น ขุนศึกก็หยิบ กริชสั้น ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายออกมา เขามองกริชด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจบริกรรมคาถาโบราณที่เคยร่ำเรียนมาจากปู่ผู้เป็นอาจารย์ เสียงพึมพำแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยพลังแห่งจิตอาคม รอบๆ ตัวของเขาเกิดลมหมุนวนราวกับมีพลังงานบางอย่างถูกดึงเข้ามา วินาทีต่อมา ขุนศึกก็ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววคมกริบราวกับพญาอินทรีที่มองเห็นเหยื่อในระยะไกล เขาปากริชสั้นเล่มนั้นออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ฉึบ!" แรงอานิสงส์จากคาถาที่ร่ายออกมาพร้อมกับการปากริช ทำให้เหล่าผีร้ายที่อยู่รอบข้างกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ตัวมันถูกเผาไหม้และสลายหายไปในอากาศราวกับควันไฟ ส่วนกริชสั้นที่พุ่งออกไปนั้น มุ่งตรงไปยัง ริน ด้วยความเร็วสูง เกือบปักเข้าที่กลางหน้าผากของเธอ! แต่ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ยายแม่หมอก็ปรากฏกายขึ้นอย่างกะท
ในความวุ่นวายของเพลิงไหม้ที่โหมกระหน่ำ และเสียงไซเรนรถดับเพลิงที่ใกล้เข้ามา รินยกกระบอกปืนขึ้นช้าๆ มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยแต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันบ้าคลั่ง เป้าหมายของเธอคือไหม! ท่ามกลางความตื่นตระหนกที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว เสียงปืนก็ดังลั่นสนั่นหวั่นไหว! "ปัง!" วินาทีนั้นเอง... ในห้วงจิตสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ของ ภพ... ร่างกายที่ผอมโซ ซูบซีดไร้เรี่ยวแรง ราวกับหุ่นกระบอกที่เคยถูกชักใย ก็พุ่งเข้าขวางทางกระสุนนั้นอย่างรวดเร็วเกินคาด! กระสุนพุ่งเจาะทะลุร่างของเขาอย่างจัง! ไหมหลับตาปี๋ด้วยความตกใจสุดขีด ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เธอถึงกับช็อก! ภพล้มทรุดลงไปต่อหน้าต่อตา! เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมาจากอก เสื้อผ้าสีขาวบัดนี้ย้อมไปด้วยสีแดงสด! "ภพ!!!" ไหมร้องออกมาเสียงหลงด้วยความตกใจอย่างที่สุด เธอไม่คิดว่าเรื่องราวจะเลวร้ายได้ถึงเพียงนี้! ไหมรีบคลานเข้าไปใกล้ร่างของภพที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น พลางประคองศีรษะของเขาขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม "ภพ... คุณ... คุณเป็นยังไงบ้าง!?" เสียงของไหมสั่นเครือ ตัวเธอสั่นสะท้านไปท
ทันทีที่ขุนศึกพูดจบ พนักงานที่เคยส่งเสียงโหวกเหวกประท้วงอยู่เมื่อครู่ ก็พลันเงียบเสียงลง ดวงตาของพวกเขากลายเป็นเหม่อลอยคล้ายคนไร้สติ ก่อนที่ทั้งหมดจะเริ่มเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงราวกับถูกชักใย พวกเขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ไหมและพี่ชายอย่างช้า ๆ แต่เต็มไปด้วยพลังงานคุกคามที่น่าขนลุก สถานการณ์ที่เคยเป็นเพียงการประท้วง บัดนี้กลับกลายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ "คุณไหม! หลบมาอยู่ข้างหลังผม!" ขุนศึกสั่งเสียงเข้ม แววตาคมกริบจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่ถูกควบคุมด้วยอำนาจมืด ไหมรีบถอยไปหลบอยู่ด้านหลังขุนศึกอย่างว่าง่าย โดยมีเมฆและหมอกตามมาหลบอยู่ใกล้ ๆ ด้วยเช่นกัน พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะรับมือได้ ขุนศึกยืนเด่นอยู่เบื้องหน้า เป็นด่านแรกในการปกป้อง เขาหลับตาลงเล็กน้อย สูดลมหายใจลึก ก่อนจะเริ่มสวดภาวนาคาถาคุ้มครองด้วยเสียงที่หนักแน่นและกังวาน ไม่ช้าพลังแห่งอาคมก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา เป็นเกราะคุ้มกันที่มองไม่เห็น บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นยะเยือก ทันใดนั้น! เสียงกรีดร้องโหยหวนของพวกสัมภเวสีที่สิงสู่อยู่ในร่างของพนักงานก็ดังระงมไปทั่วบริเวณ เสียงน







