Masukรถทัวร์ปรับอากาศสีฟ้าขาว คาดด้านข้างด้วยสีแดงเหลืองพร้อมระบุเส้นทางที่จะไปถึง ‘จังหวัดหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์’ จอดสงบนิ่งอยู่ที่ชานชาลาในขนส่งผู้โดยสารจังหวัดหนองคาย นั่นคือรถคันที่จะพาเธอข้ามไป
ดวงดาราก้มมองนาฬิกาบนข้อมือ เกือบ 7 โมงเช้าแล้วแต่ยังไม่ใช่เวลารถออก เธอยังต้องรออีกราวครึ่งชั่วโมง ทั้งที่ออกมาจากบ้านตั้งแต่ตี 4 กว่าๆ เพราะตั้งใจพาตัวเองให้พ้นจากเขตบ้านก่อนที่แม่จะออกจากห้องนอน ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ตัดสินใจและวางแผนตลอดเดือนที่ผ่านมาอาจล้มไม่เป็นท่า แค่เธอได้เห็นหน้าแม่
สายตามุ่งมั่นมองตรงไป เมื่อตัดสินใจแล้ว เธอก็จะไปให้สุดทาง หวังเพียงแม่จะเข้าใจเธอเท่านั้น หากเขาคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ หากเขาจะเกี่ยวข้องกับคนที่ส่งจดหมายทั้งหมดมา เธอแค่อยากจะถามให้รู้เรื่องราวจะได้ไม่ต้องติดค้างอะไรกันอีก
‘พ่ออยู่ดีมีสุขหรือเปล่า ทำไมถึงทิ้งหนูกับแม่ไม่เหลียวแล รักแม่และหนูบ้างมั้ย’
นั่นคือสิ่งที่เธออยากรู้ แม้ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่โกรธเคืองกันด้วยเรื่องอะไรจนถึงขนาดที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ แม่ถึงตัดขาดทุกช่องทางที่เธอจะติดตามหาพ่อ แต่เธอก็ยังหวังว่าสักครั้งในชีวิตนี้ ในขณะที่เธอยังมีแรงและมีฝันอย่างเต็มเปี่ยม เธออยากจะติดตามหาเขาให้พบ สักครั้งที่จะได้เรียกใครว่า ‘พ่อ’ และสักครั้งที่จะได้ยินคำว่า ‘ลูก’ จากปากของผู้ชายที่เธอไม่เคยเห็นหน้า และหากจะหวังได้มากกว่านั้น เธอแค่อยากให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า อยากทำให้ ‘แม่’ มีความสุข
เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มทำให้หัวใจดวงดาราสั่นไหว ฝ่าเท้าพาตัวเองก้าวเดินไปดูจะสั่นเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าเมื่อใดที่ก้าวเดินไปข้างหน้าเมื่อนั้นคือเธอเลือกแล้วที่จะไปโดยไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงได้อีก ใบหน้าสวยหันมองไปยังทิศทางของบ้านที่จากมาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพแล้ว ถ้าเธอไม่ไปในครั้งนี้ โอกาสที่จะโชคดีแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นซ้ำสองอย่างแน่นอน มือกระชับเป้สะพายหลังเพียงใบเดียวพาตัวเองก้าวเดินตรงไป เพราะเธอเลือกแล้ว
รถเคลื่อนตัวพร้อมหัวใจดวงดาราที่เคลื่อนไป เสียงเพลงไทยอีสานขับขานตามจังหวะที่คนขับรถร้องคลอพร้อมขยับกายไปมาเพลิดเพลินกับบทเพลงเต็มที่ นักท่องเที่ยวหลายคนชี้ชวนกันดูภาพมิวสิค วีดีโอที่ปรากฏในทีวีขนาดจิ๋วที่ติดตั้งห้อยลงมาจากเพดานรถ หลายคนชี้ชวนกันดูสองฝั่งข้างทางขณะที่รถขับเคลื่อนพาผู้โดยสารเดินทางข้ามจากฝั่งไทยไปฝั่งลาว ซึ่งเธอก็เช่นกัน ทว่าม่านน้ำตาพานกลบให้เห็นทุกสิ่งพร่ามัว พยายามมองไปยังทิศทางของบ้านให้มากที่สุด แม้ไม่เห็นบ้าน แต่ก็รู้ว่าแม่อยู่ที่นั่น
มือปาดน้ำตาทิ้ง สูดลมหายใจเข้าลึกให้กำลังใจตัวเอง แต่เมื่อรถเคลื่อนขึ้นถึงกลางสะพาน เธอก็อดไม่ได้ที่จะใจหาย ธงชาติลาวขนาดใหญ่ที่โบกสะบัดอยู่สองด้านซ้ายขวาของสะพานบ่งบอกว่าขณะนี้เธออยู่ในอาณาจักรของ สปป.ลาว แม้จะยังอยู่ในน่านน้ำก็ตาม และป้ายโฆษณาเบียร์ลาวขนาดใหญ่ทางฝั่งซ้ายมือยิ่งตอกย้ำว่าเธอมาถึงแล้วจริงๆ
ระยะเวลาเพียง 5 นาที เธอก็ข้ามจากฝั่งไทยมาฝั่งลาวได้อย่างสมบูรณ์ หลังจากเสียค่าเหยียบแผ่นดิน รถทัวร์ก็พาเธอมุ่งหน้าเข้าสู่นครเวียงจันทน์ ซึ่งคนของบริษัท สิททิไชฯ จะมารับเธอที่นั่น
ดวงดาราตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองลาว เพราะที่เห็นนี้ไม่ได้แตกต่างจากฝั่งไทยที่จากมาเลย ร้านรวง 2 ฝั่งข้างทางก็ดูคล้ายคลึงกันกับฝั่งหนองคายไม่ผิดเพี้ยน ทั้งปั้มน้ำมัน โชว์รูมรถยนต์ยี่ห้อดังๆ หรือแม้แต่โชว์รูมรถยนต์มือสองก็มี ไม่ว่าจะเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้าง หรือร้านขายกระเบื้อง ก็ล้วนมีลวดลายไม่ต่างจากฝั่งไทย รวมทั้งร้านขายอะไรบางอย่างที่เธอมองไม่ทัน แต่ก็มีร่มของบริษัทประกันภัยคุ้นตากางอยู่ นั่นก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นร้านอาหารข้างทางอย่างแน่นอน
สิ่งที่แตกต่างก็คือ ป้ายสัญลักษณ์จราจร ป้ายร้านค้า ป้ายโฆษณาที่จะมีภาษาลาวกำกับอยู่ ซึ่งเธอพอจะอ่านได้เพราะพยัญชนะหลายตัวคล้ายกับอักษรไทย
ส่วนรถยนต์ทางฝั่งลาวขับพวงมาลัยซ้าย เรื่องนี้ไม่ใช่ความรู้ใหม่สำหรับเธอ เพราะคนลาวที่ข้ามไปฝั่งไทยเพื่อซื้อสินค้ามาจำหน่ายในฝั่งลาวก็ขับมาให้เห็นกันบ่อยๆ แต่ที่เธอไม่เคยสังเกตก็คือ ป้ายทะเบียนรถของที่นี่มี 2 สีด้วยกัน คือสีฟ้าและสีเหลือง แม้จะเคยเห็นแต่ก็ไม่ได้เห็นพร้อมๆ กันให้เปรียบเทียบได้แบบนี้ ถ้าเจอคนที่มารับเมื่อไรเธอจะถามเรื่องนี้เป็นสิ่งแรก
รถทัวร์แล่นมาถึงบริเวณสี่แยกถนนไกรศรพรหมวิหาร ด้านหน้านั้นสามารถเห็นประตูชัย ดวงดารายิ้มกับข้อมูลที่เธอศึกษามาเป็นอย่างดีจึงทำให้รู้ว่าจะผ่านสถานที่ใดบ้างก่อนที่เธอจะถึงขนส่งเวียงจันทน์
ความเพลิดเพลินจากการมองสำรวจหาความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศ ทำให้ลืมความเศร้าไปได้ชั่วขณะหนึ่ง ดวงดาราบอกกับตัวเองว่าจะใช้วันเวลาในฝั่งนี้ให้มีค่ามากที่สุด เธอก็จะค้นหาสิ่งที่ต้องการเพื่อกลับไปหาแม่ให้เร็วที่สุดด้วยเช่นกัน ใบหน้าสวยเจือไปด้วยความเศร้าผินมองด้านหลังที่จากมา ป่านนี้แม่ก็คงได้รับจดหมายที่เธอฝากไว้กับเจ้าริชชี่
กัญจน์ฟังเรื่องราวที่ดวงดาราบอกเล่าทั้งน้ำตา เขาควรจะเชื่อเธอ หรือควรจะเข็ดกับความหลอกลวง แต่เขาก็พ่ายแพ้แก่หัวใจไปแล้ว พ่ายแพ้ต่อความรักที่มีให้กับเธออย่างมากมาย“แล้วทำไมดาวไม่ติดต่อ ทำไมไม่โทรบอก ไม่อธิบาย ทำไมปล่อยให้พี่เจ็บอยู่ฝ่ายเดียว”น้ำเสียงอ่อนลงแต่แฝงไว้ด้วยความเจ็บช้ำ ดวงตาคมเข้มจ้องลึกไปในดวงตาฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่ยังคงรินไหลไม่หยุด“เพราะผมเป็นคนขอร้องไว้เอง ว่าอย่าบอก”สิททิไชที่เดินตามมาพร้อมกับคุณน้าเดือนยอมรับว่าเป็นคนขอร้องไม่ให้ดวงดาราติดต่อกับเขา“เพราะอะไรครับ”“เพราะผมต้องการพิสูจน์”เรื่องราวความรักของสิททิไชกับเดือนต้องจบลงเพราะทิฐิ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับในครอบครัวของกันและกัน เดือนต้องการอยู่เมืองไทยเพราะอยากอยู่กับพ่อแม่ ในขณะที่สิททิไชเข้ากับบ้านของเดือนไม่ได้เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เดือนเรียนไม่จบ ส่วนเดือนเมื่อตามมาอยู่กับสิททิไชที่ปากซัน ครอบครัวของสิททิไชที่จัดเป็นคนมีฐานะในท้องที่ก็ยอมรับเดือนไม่ได้เช่นกัน ที่เดือนหนีตามมาอยู่กับสิททิไชโดยไม่แต่งงาน สุดท้ายเดือนจึงเลือกที่จะอุ้มท้องดวงดารากลับไปคลอดที่เมืองไทยสิททิไชในขณะนั้นก็ถือทิฐิไม่ตามง้องอน ท
กัญจน์ฟังถ้อยสนทนาแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง รู้ว่าเด็กหญิงที่ชื่อว่า ‘เจ้าริช’ คงเป็นลูกของผู้หญิงที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับเขาที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘ริน’ แต่คนที่คุณน้าเดือนจะไปตามนั้นนอกจากลูกสาว ยังมีใครอีกคนที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘พี่’ และคนนั้นเหมือนจะต้องการพบเขากัญจน์พยายามปรับสีหน้าให้เรียบที่สุดทั้งที่อารมณ์เริ่มกรุ่น เมื่อรู้สึกว่าแม่กับคุณน้าเดือนกำลังเล่นเกมจับคู่เขากับผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว หรือทั้งหมดนี่จะเป็นแผนของแม่“นี่แม่คงไม่ได้แกล้งขาแพลงหรอกนะครับ”“บ้าน่ะ! ตากัญจน์ ใครจะแกล้ง นี่แม่เจ็บจริงไม่ได้ใช้สแตนอินเลยนะ”“ขอโทษครับ ก็ผมเห็นแม่...” อยากจะพูดว่ากระตือรือร้นที่จะให้เขาพบหน้าแม่ดอกกุหลาบแห่งปากซันนั้นเต็มที และแม่ดอกกุหลาบนั้นจะตื่นเต้นจริงอย่างที่แม่เธอบอกหรือเปล่า“เขาเรียกว่า พรหมลิขิต กัญจน์จะต้องขอบคุณแม่ คอยดูสิ”“ขนาดนั้นเชียวเหรอครับ” เขาทำสีหน้าเอือมๆ ไม่อยากรับมุกแม่“จริง ไม่เชื่อก็ดูสิ” กาญจนาพยักพเยิดใบหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกัญจน์มองตามสายตาของแม่ ใครบางคนกำลังเดินออกมาจากในบ้าน ทำให้เขาเผลอลุกขึ้นยืนตกตะลึงก่อนจะหลับตาเรียกสติของตัวเอง เขาอาจจ
หลังจากกลับมา เขาได้รับโทรศัพท์ของสิททิไชที่โทร. มาถามไถ่สาเหตุที่เขารีบกลับจนไม่ได้พบหน้ากัน ทั้งที่สิททิไชอยากจะพาเขาไปเยี่ยมชมเกสเฮ้าท์แห่งใหม่ของครอบครัวที่สร้างอยู่ริมแม่น้ำซัน แต่สิททิไชกลับไม่เอ่ยถึงเธอคนนั้นเลยสักนิด แล้วเขาก็ไม่ถาม เพราะภาพที่เห็นมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำอธิบายใดๆเธอโผเข้าหาอ้อมกอดของสิททิไช ในขณะที่สิททิไชก็กอดร่างแบบบางแน่นอย่างแสนรัก นั่นคือคนที่โหยหาซึ่งกันและกัน และหากจะเทียบเขากับสิททิไช แม้เขาจะหนุ่มกว่า แต่ถ้าจะเทียบความมั่งคั่งและความกว้างขวางในถิ่นนี้ สิททิไชสามารถบันดาลทุกสิ่งให้เธอได้มากกว่าเขาแน่ แม้จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอจะต้องติดต่อมาเพื่อบอกเล่าความจริงทุกสิ่งที่ได้สัญญาเอาไว้ หรือโทร. มาตัดพ้อต่อว่าที่เขาทิ้งเธอไว้ที่ปากซัน แต่ไม่มีเลย ไม่มีเสียงใดในโทรศัพท์ที่เขาจดจำได้ว่าเป็นเสียงของเธอ ไม่มีคำอธิบายใดที่จะให้เข้าใจไปทางอื่น เธอเงียบหายราวกับไร้ตัวตน ทั้งที่ความจริงก็คือ เธอไร้ตัวตนจริงๆ‘ดาลาวัน ประเสิดสี’ เป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมที่ปากซัน ไม่ใช่เธอคนนั้น ไม่ใช่ผู้หญิงที่เขารักและสิ่งที่ก่อเกิดในหัวใจก็เป็นเพียงจุดบอดในชีวิต ที่ไม่มี
“นี่เราจะทำยังไงกันดี” พิสสะมัยถามความคิดเห็นของทุกคน“ก็คงต้องปล่อยไปแบบนี้สักพักแหละ จะทำยังไงได้ เจ้านายสั่งอะไรก็ต้องทำ ปุ๋ยปุ่ยไม่ออกเลย เฮ้อ!” มดดำถอนหายใจทำหน้าเนือย เพราะตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้หยุดพัก“ปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ พรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้านายจะสั่งอะไรอีก”“อืม... พี่เห็นด้วยกับหรั่งนะ แต่เราจะทำยังไงล่ะ” สาลี่มองพนักงานรุ่นน้องแต่ละคนก่อนจะสบสายตากับหรั่งที่มีแววเคร่งเครียดไม่แพ้กัน“ผมจะไปคุยกับเจ้านายเอง”หรั่งรับอาสาแววตามุ่งมั่นมองทุกคน จนไปหยุดที่พิสสะมัยที่ส่งรอยยิ้มให้กำลังใจมาให้..พลั๊ก!“ว้าย! คุณกัญจน์ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ หรั่งไปทำอะไรให้”พิสสะมัยถลาเข้าไปประคองหรั่งที่ถูกกัญจน์ปล่อยหมัดเข้าสู่ใบหน้าจนไปนอนกองกับพื้น“พิสสะมัยอย่าว่าเจ้านาย” หรั่งหันบอกเมีย มือกุมริมฝีปากที่มีเลือดไหลซึมออกมา“ไม่ว่าได้ไง ว้าย! เลือด! คุณกัญจน์บ้า! ป่าเถื่อน! ทำแบบนี้กับหรั่งได้ไง เจ้านายอกหักแล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกน้อง!” พิสสะมัยปากไวตามใจคิด จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว“พอแล้วพิสสะมัย หรั่งไม่เป็นอะไร พอแล้ว” หรั่งพยายามห้ามไม่ให้พิสสะมัยพูดมากไปกว่านี้แต่เธอก็ไม่ยอม“ไม่พอ! ฉ
กัญจน์แทบกลั้นลมหายใจที่จะยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้าให้จบ โทรศัพท์ถูกกดตัดสายทิ้งเพราะสิททิไชคงไม่ต้องการฟังอะไรจากเขาอีกแล้ว ชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่สไตล์ลูกครึ่งเหมือนจะตะลึงมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เช่นเดียวกับเธอที่มองผู้ที่มาใหม่ไม่วางตาคนทั้งคู่ไม่เหมือนเพิ่งรู้จักกัน ไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะทันทีที่สิททิไชขยับร่างพร้อมพูดอะไรบางอย่าง ดาลาวัน(ของเขา) ก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของสิททิไชในทันทีกัญจน์สั่นไหวไปทั้งร่าง หันหลังกลับในสภาพเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ เขาไม่ต้องการรับรู้อะไรอีก ไม่ต้องการอยู่ต่อเพื่อให้เห็นภาพบาดตาบาดใจ และไม่ต้องการรับรู้อีกแล้วว่าดาลาวัน(ที่เคยเป็นของเขา) จะมาหาสิททิไชด้วยเรื่องอะไร เพราะคนทั้งคู่แสดงออกถึงความรักมากมายที่มอบให้แก่กันและกัน เขาเข้าใจทั้งหมดแล้ว..เสียงเพลง ‘กุหลาบปากซัน’ ที่ดังแว่วมา ทำให้กัญจน์ทนไม่ไหวต้องออกมายืนหาที่มาของเสียง ทั้งที่เป็นเวลาค่อนข้างดึกคนงานน่าจะนอนพักผ่อนกันหมดแล้ว แต่ยังมีอีกห้องหนึ่งที่เปิดไฟอยู่ และก็คงเป็นต้นตอของเสียงลอยตามลมบทเพลงที่ ‘คุณสีเผือก’ แห่งวงคนด่านเกวียน นำมาขับร้องในปี 2529 จนโด่งดังไปทั่วประเทศ ซึ่งศิ
กัญจน์พาดาลาวันกลับมาที่โรงแรมในช่วงบ่ายเพื่อรอสิททิไช เพราะสิททิไชโทร. บอกว่าเขากำลังเข้ามาที่โรงแรม แต่ดาลาวันลืมของสำคัญไว้บนห้อง กัญจน์จึงนั่งรอเธอที่ล็อบบี้ เพราะหากสิททิไชมาถึงก่อนเวลาจะได้คุยกันไปก่อนเสียงเพลง ‘กุหลาบปากซัน’ ดังคลออยู่บริเวณที่เขานั่งอยู่ กัญจน์ยิ้มพลางคิดถึงคำพูดของสิททิไชที่มักบอกเสมอว่าสาวปากซันสวยมาก พร้อมเตือนเขาว่าจะหลงเสน่ห์พวกเธอหากไม่ระมัดระวังหัวใจตัวเอง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคำพูดของสิททิไชไม่เกินจริงเลย เพราะเขาหลงเสน่ห์ดาลาวันจนหัวปักหัวปำจริงๆ เธอสวยงามเหมือนดอกกุหลาบ บอบบาง และหอมที่สุด“ไม่ทราบว่าลูกค้าจะรับเครื่องดื่มอะไรหรือเปล่าคะ”กัญจน์หันมองหญิงสาวรูปร่างเล็กในชุดพนักงานโรงแรมซึ่งเป็นรูปแบบชุดประจำชาติ ใบหน้าสะสวยคมขำกับรอยยิ้มจริงใจนั้นทำให้เขายิ้มตอบ“ขอเป็นกาแฟละกันครับ”“ร้อนหรือเย็นคะ” เธอถามต่อเป็นภาษาไทยสำเนียงชัดเจน“เอ่อ... ร้อนดีกว่าครับ แล้วผมขอน้ำส้มปั่นหนึ่งที่ด้วยนะครับ”“รอสักครู่นะคะ” พนักงานสาวรับคำก่อนจะไปส่งรายการที่หน้าเคาน์เตอร์ไม่นานนักเธอก็นำกาแฟหอมกรุ่นมาเสิร์ฟ พร้อมแจ้งให้เขารอน้ำส้มสักครู่ กิริยามารยาทและการบริการท
“พูดออกมาสิดาว นิ่งทำไมล่ะ หรือว่ามันจริงจนปั้นเรื่องไม่ถูก”“ไม่ใช่ แต่ดาวไม่ทำงานที่นี่แล้ว ดาวลาออก”น้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์เอ่ยบอก เธอจะไปจากที่นี่ จะไม่เอาเรื่องของเขามาเป็นอารมณ์ให้ตัดสินใจยากขึ้นอีก ในเมื่อเขาเลือกที่จะเข้าใจผิด เธอก็จะไป เพราะหากเขาเลือกที่จะคิดเองเออเองก็ไม่มีประโยชน
ดาลาวันหัวใจเต็นรัวเลือดลมคล้ายจะฉีดพล่านไปทั้งร่าง เธอกำลังอยู่ในพื้นที่ของเขา สถานที่ที่กัญจน์อาศัยอยู่ทุกวันยกเว้นค่ำคืนนี้ และถ้าเขารู้ว่าเธอกำลังหาสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่เขาให้เธอได้แต่ไม่ยอมให้ เขาจะโกรธไหม“โกรธดาวไม่ได้นะพี่กัญจน์ ก็พี่ไม่ยอมให้ดาวเอง”บ่นพึมพำขณะก้าวเข้าหาโต๊ะทำงานตัวใหญ่มุ
ประตูห้องพักห้องสุดท้ายถูกเปิดออกอย่างเบามือที่สุด ใบหน้าสวยหวานเยี่ยมหน้าออกไปมองซ้ายมองขวาก่อนจะมองไปยังพิสสะมัยที่นอนหลับอุตุอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง เพื่อให้แน่ใจว่าพิสสะมัยจะไม่ตื่นขึ้นมาเห็นเธอกำลังจะออกไปข้างนอกอีกครั้งดวงตากลมโตมองตรงไปยังเรือนไม้ 2 ชั้นตรงหน้า ไฟตามรอบๆ ร้านทำให้เ
แต่ในเวลานี้เมื่อสมอง ความคิด และหัวใจ รวมทั้งประสาทสัมผัสทุกส่วนในร่างกายกำลังจดจำกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเจ้าของร่างแบบบาง เขากลับรู้สึกหน่วงในหัวใจ ราวกับว่าสิ่งที่แม่เรียกเขามาคุยในวันนี้ จะทำให้ความสุขในหัวใจของเขาลดน้อยลง และร้ายแรงกว่านั้นก็คือ ความสุขอาจถูกทำลายลงเพียงเพราะเขาต้องเลือก“คุณกัญจน์ค







