Masukเดือนก้มมองจดหมายฉบับน้อยในมืออย่างไม่อยากเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในนาทีที่จดหมายฉบับนี้มาอยู่ในมือของเธอ เจ้าของก็คงจะเดินทางไปถึงจุดหมายแล้ว ความร้อนผ่าวกระจายวาบที่ดวงตา ร่างกายสั่นสะท้านจนแทบจะยืนไม่อยู่ แต่เธอก็ต้องฝืนเพื่ออ่านเนื้อความนั้นให้จบ แม้ว่าทุกตัวอักษรจะเจือไปด้วยความเจ็บปวดหัวใจมากมายก็ตาม
‘แม่ที่รักของลูก...
แม่คะ ดาวกราบขอโทษแม่ที่ตัดสินใจทำอะไรโดยพลการ แม่อย่าโกรธดาวนะคะที่ดาวเลือกทำแบบนี้ ดาวอยากหา ‘เขา’ ให้พบ ดาวอยากถามเขาค่ะแม่
ดาวสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด แม่ดูแลสุขภาพด้วยนะ น้ำค้างลงดึก แม่อย่าเดินเล่นที่ริมโขงนาน เวลานอนแม่ต้องห่มผ้าหนาๆ ด้วยนะคะ
ดาวรักแม่ที่สุดในโลก... ดวงดารา’
เดือนแนบจดหมายกับอกที่สั่นสะอื้น ทรุดร่างลงนั่งอย่างอ่อนแรง หยาดน้ำตาท่วมท้น ริมฝีปากสั่นระริกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ดวงตาฉ่ำชื้นหันมองนารินที่เข้ามาโอบกอดให้กำลังใจ เดือนพยักหน้าน้อยๆ ว่าเธอยังไหว เพราะนี่คือสิ่งที่กลัวมาตลอด แต่สุดท้ายก็มาถึงจนได้ สิ่งที่เธอพยายามผลักให้ห่างจากลูก แต่ในวันนี้ลูกกลับเป็นฝ่ายไปติดตามหาเขา ไปโดยไม่มีลางสังหรณ์ใดๆ มาก่อน
ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา ดวงดาราคล้ายจะเชื่อฟังในสิ่งที่เธอร้องขอเป็นอย่างดี แต่วันนี้เธอเพิ่งรู้ว่านั่นไม่ใช่เลย ดวงดาราเพียงรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น รอวันที่จะโบยบินไปหาใครอีกคน ที่เธอไม่อยากให้ลูกไปพบ
“ริน... ฉันจะทำยังไงดี ยัยดาวไม่น่าทำแบบนี้เลย”
“คุณเดือนคะ ใจเย็นๆ นะคะ คุณดาวเธอเก่ง เธอต้องเอาตัวรอดได้แน่ค่ะ รินมั่นใจ”
นารินปลอบใจเดือนทั้งที่เธอเองก็น้ำตาไหลไม่หยุดเช่นกัน ยิ่งเห็นเจ้านายแนบจดหมายฉบับน้อยกับอก ดั่งเป็นตัวแทนของลูกสาวที่หนีไป เธอก็ยิ่งสะท้อนใจ เพราะหากเป็นริชชี่หนีไปบ้าง เธอคงมีอาการไม่ต่างจากที่เดือนเป็นสักนิด
“ที่นั่นไม่เหมือนบ้านเรานะริน ยัยดาวไม่เคยไปจะรู้ได้ยังไง ทำไมถึงทำแบบนี้นะลูก ทำไมถึงไม่เชื่อฟังแม่”
“คุณเดือนคะ ลองโทรหาคุณดาวก่อนสิคะ บางทีคุณดาวอาจจะยังอยู่ฝั่งนี้ จะได้คุยกันก่อน”
เดือนพยักหน้าเพราะสิ่งที่นารินพูดนั้นถูก แทนที่เธอจะมัวมาคร่ำครวญเสียใจ เธอควรจะติดตามหาลูกสาว เพราะดวงดาราอาจจะยังไม่ข้ามไปทางฝั่งโน้นก็ได้ หรืออย่างน้อยที่สุด เธอก็จะได้รู้ว่าลูกจะเดินทางไปที่ไหน จุดหมายที่จะไปนั้นถูกต้องหรือเปล่า และวันไหนที่ดวงดาราจะกลับมา
ทันทีที่ฝ่าเท้าเหยียบย่างบนนครหลวงเวียงจันทน์ ดวงดาราก็ยิ้มกว้างเพราะแน่ใจแล้วว่าการเดินทางของเธอในครั้งนี้ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด สิ่งที่เห็นนั้นคืออาคารพักผู้โดยสารขนาดใหญ่หลังคาสูงเหมือนๆ กันกับฝั่งไทย มีรถทัวร์ รถตู้ รถยนต์ส่วนบุคคลจอดรับส่งผู้โดยสารอยู่มากมาย และด้านนอกโดยรอบนั้นก็จะเป็นร้านขายอาหารไว้คอยบริการ
ทั่วทั้งบริเวณสถานีขนส่งแทบจะไม่มีอะไรที่ดูแตกต่างไปจากฝั่งไทยถ้าไม่นับความทันสมัย ถ้าเทียบกับฝั่งไทยก็คงจะประมาณสถานีหนองคายเมื่อครั้งเธอยังเป็นเด็ก หรืออาจคล้ายสถานีขนส่งย่อยระหว่างอำเภอ ขณะรถทัวร์จอดแวะรับส่งผู้โดยสาร ตามที่เธอเคยเห็นเมื่อครั้งนั่งรถจากขอนแก่นมาหนองคาย
บรรยากาศยามสายประมาณ 9 โมงกว่ายังคึกคักแต่ก็ไม่มากถ้าจะเทียบกับฝั่งไทย และท้องที่ร้องจ๊อกๆ ว่า ‘หิวแล้วๆ’ ทำให้เธอสาวเท้าตรงไปยังร้านค้าที่ดูแล้วว่ามีคนรอกินอาหารหนาแน่นที่สุด ชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้หลายสิบตัววางเรียงรายมีคนนั่งอยู่เต็ม น่าจะเป็นตัวการันตีได้ว่า ‘ร้านนี้สิ! อร่อยจริง’ และก็เป็นตามคาด แค่เดินเข้าไปใกล้กลิ่นน้ำซุปยั่วน้ำลายก็โชยมาในทันที โชคดีที่เธอมาคนเดียวการหาที่นั่งจึงไม่ยาก
เจ้าของร้านยิ้มแย้มแจ่มใสพร้อมเอ่ยคำทัก “สะบายดี”
เธอยิ้มพลางเอ่ยกลับว่า “สะบายดี” เช่นเดียวกัน และไม่รอช้าเธอก็สั่งอาหารจานเส้นที่ส่งกลิ่นยั่วพยาธิมาโดยด่วน
‘เฝอ’ หรือ ‘ข้าวเปียกเส้น’ ที่พนักงานนำมาเสิร์ฟได้ทันใจมีหน้าตาน่ากินที่สุดเพราะถูกปรุงแต่งด้วยน้ำจิ้มรสเด็ดของทางร้านพร้อมด้วยพริกขี้หนูนาบไฟ ผักสด กะปิ พริกป่น ก่อนที่ทั้งหมดนั้นจะลงไปสงบเรียบอยู่ในท้องของเธอโดยเร็ว จากนั้นดวงดาราจึงเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบของสถานีขนส่ง เพื่อฆ่าเวลารอคอยคนของบริษัท สิทธิไชฯ จะมารับ เธอควรทำความรู้จักสถานที่เอาไว้บ้าง เผื่ออาจมาทำธุระ หรือเมื่อถึงเวลาที่จะต้องกลับบ้าน เธอจะได้ไม่ยุ่งยากในการติดต่อ
เรือนไม้หลังย่อมริมแม่น้ำถูกดัดแปลงให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้นด้วยการต่อเติมระเบียงไม้ตลอดความยาวกว่า 20 เมตรให้ขนาบกับลำน้ำโขง ทำให้สามารถเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำได้ทุกมุมมองไม่ว่าจะอยู่ในบริเวณไหนของร้าน และยังให้ความร่มรื่น ความเป็นธรรมชาติ เพราะการต่อเติมไม่ได้ตัดโค่นต้นไม้บริเวณนี้ทิ้งสักต้น แต่ช่างฝีมือดีเลือกที่จะตีแผ่นกระดานอ้อมต้นไม้แต่ละต้นตามเจตจำนงของเจ้าของร้านอาหารที่ต้องการคงความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด
กัญจน์ฟังเรื่องราวที่ดวงดาราบอกเล่าทั้งน้ำตา เขาควรจะเชื่อเธอ หรือควรจะเข็ดกับความหลอกลวง แต่เขาก็พ่ายแพ้แก่หัวใจไปแล้ว พ่ายแพ้ต่อความรักที่มีให้กับเธออย่างมากมาย“แล้วทำไมดาวไม่ติดต่อ ทำไมไม่โทรบอก ไม่อธิบาย ทำไมปล่อยให้พี่เจ็บอยู่ฝ่ายเดียว”น้ำเสียงอ่อนลงแต่แฝงไว้ด้วยความเจ็บช้ำ ดวงตาคมเข้มจ้องลึกไปในดวงตาฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่ยังคงรินไหลไม่หยุด“เพราะผมเป็นคนขอร้องไว้เอง ว่าอย่าบอก”สิททิไชที่เดินตามมาพร้อมกับคุณน้าเดือนยอมรับว่าเป็นคนขอร้องไม่ให้ดวงดาราติดต่อกับเขา“เพราะอะไรครับ”“เพราะผมต้องการพิสูจน์”เรื่องราวความรักของสิททิไชกับเดือนต้องจบลงเพราะทิฐิ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับในครอบครัวของกันและกัน เดือนต้องการอยู่เมืองไทยเพราะอยากอยู่กับพ่อแม่ ในขณะที่สิททิไชเข้ากับบ้านของเดือนไม่ได้เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เดือนเรียนไม่จบ ส่วนเดือนเมื่อตามมาอยู่กับสิททิไชที่ปากซัน ครอบครัวของสิททิไชที่จัดเป็นคนมีฐานะในท้องที่ก็ยอมรับเดือนไม่ได้เช่นกัน ที่เดือนหนีตามมาอยู่กับสิททิไชโดยไม่แต่งงาน สุดท้ายเดือนจึงเลือกที่จะอุ้มท้องดวงดารากลับไปคลอดที่เมืองไทยสิททิไชในขณะนั้นก็ถือทิฐิไม่ตามง้องอน ท
กัญจน์ฟังถ้อยสนทนาแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง รู้ว่าเด็กหญิงที่ชื่อว่า ‘เจ้าริช’ คงเป็นลูกของผู้หญิงที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับเขาที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘ริน’ แต่คนที่คุณน้าเดือนจะไปตามนั้นนอกจากลูกสาว ยังมีใครอีกคนที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘พี่’ และคนนั้นเหมือนจะต้องการพบเขากัญจน์พยายามปรับสีหน้าให้เรียบที่สุดทั้งที่อารมณ์เริ่มกรุ่น เมื่อรู้สึกว่าแม่กับคุณน้าเดือนกำลังเล่นเกมจับคู่เขากับผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว หรือทั้งหมดนี่จะเป็นแผนของแม่“นี่แม่คงไม่ได้แกล้งขาแพลงหรอกนะครับ”“บ้าน่ะ! ตากัญจน์ ใครจะแกล้ง นี่แม่เจ็บจริงไม่ได้ใช้สแตนอินเลยนะ”“ขอโทษครับ ก็ผมเห็นแม่...” อยากจะพูดว่ากระตือรือร้นที่จะให้เขาพบหน้าแม่ดอกกุหลาบแห่งปากซันนั้นเต็มที และแม่ดอกกุหลาบนั้นจะตื่นเต้นจริงอย่างที่แม่เธอบอกหรือเปล่า“เขาเรียกว่า พรหมลิขิต กัญจน์จะต้องขอบคุณแม่ คอยดูสิ”“ขนาดนั้นเชียวเหรอครับ” เขาทำสีหน้าเอือมๆ ไม่อยากรับมุกแม่“จริง ไม่เชื่อก็ดูสิ” กาญจนาพยักพเยิดใบหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกัญจน์มองตามสายตาของแม่ ใครบางคนกำลังเดินออกมาจากในบ้าน ทำให้เขาเผลอลุกขึ้นยืนตกตะลึงก่อนจะหลับตาเรียกสติของตัวเอง เขาอาจจ
หลังจากกลับมา เขาได้รับโทรศัพท์ของสิททิไชที่โทร. มาถามไถ่สาเหตุที่เขารีบกลับจนไม่ได้พบหน้ากัน ทั้งที่สิททิไชอยากจะพาเขาไปเยี่ยมชมเกสเฮ้าท์แห่งใหม่ของครอบครัวที่สร้างอยู่ริมแม่น้ำซัน แต่สิททิไชกลับไม่เอ่ยถึงเธอคนนั้นเลยสักนิด แล้วเขาก็ไม่ถาม เพราะภาพที่เห็นมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำอธิบายใดๆเธอโผเข้าหาอ้อมกอดของสิททิไช ในขณะที่สิททิไชก็กอดร่างแบบบางแน่นอย่างแสนรัก นั่นคือคนที่โหยหาซึ่งกันและกัน และหากจะเทียบเขากับสิททิไช แม้เขาจะหนุ่มกว่า แต่ถ้าจะเทียบความมั่งคั่งและความกว้างขวางในถิ่นนี้ สิททิไชสามารถบันดาลทุกสิ่งให้เธอได้มากกว่าเขาแน่ แม้จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอจะต้องติดต่อมาเพื่อบอกเล่าความจริงทุกสิ่งที่ได้สัญญาเอาไว้ หรือโทร. มาตัดพ้อต่อว่าที่เขาทิ้งเธอไว้ที่ปากซัน แต่ไม่มีเลย ไม่มีเสียงใดในโทรศัพท์ที่เขาจดจำได้ว่าเป็นเสียงของเธอ ไม่มีคำอธิบายใดที่จะให้เข้าใจไปทางอื่น เธอเงียบหายราวกับไร้ตัวตน ทั้งที่ความจริงก็คือ เธอไร้ตัวตนจริงๆ‘ดาลาวัน ประเสิดสี’ เป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมที่ปากซัน ไม่ใช่เธอคนนั้น ไม่ใช่ผู้หญิงที่เขารักและสิ่งที่ก่อเกิดในหัวใจก็เป็นเพียงจุดบอดในชีวิต ที่ไม่มี
“นี่เราจะทำยังไงกันดี” พิสสะมัยถามความคิดเห็นของทุกคน“ก็คงต้องปล่อยไปแบบนี้สักพักแหละ จะทำยังไงได้ เจ้านายสั่งอะไรก็ต้องทำ ปุ๋ยปุ่ยไม่ออกเลย เฮ้อ!” มดดำถอนหายใจทำหน้าเนือย เพราะตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้หยุดพัก“ปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ พรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้านายจะสั่งอะไรอีก”“อืม... พี่เห็นด้วยกับหรั่งนะ แต่เราจะทำยังไงล่ะ” สาลี่มองพนักงานรุ่นน้องแต่ละคนก่อนจะสบสายตากับหรั่งที่มีแววเคร่งเครียดไม่แพ้กัน“ผมจะไปคุยกับเจ้านายเอง”หรั่งรับอาสาแววตามุ่งมั่นมองทุกคน จนไปหยุดที่พิสสะมัยที่ส่งรอยยิ้มให้กำลังใจมาให้..พลั๊ก!“ว้าย! คุณกัญจน์ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ หรั่งไปทำอะไรให้”พิสสะมัยถลาเข้าไปประคองหรั่งที่ถูกกัญจน์ปล่อยหมัดเข้าสู่ใบหน้าจนไปนอนกองกับพื้น“พิสสะมัยอย่าว่าเจ้านาย” หรั่งหันบอกเมีย มือกุมริมฝีปากที่มีเลือดไหลซึมออกมา“ไม่ว่าได้ไง ว้าย! เลือด! คุณกัญจน์บ้า! ป่าเถื่อน! ทำแบบนี้กับหรั่งได้ไง เจ้านายอกหักแล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกน้อง!” พิสสะมัยปากไวตามใจคิด จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว“พอแล้วพิสสะมัย หรั่งไม่เป็นอะไร พอแล้ว” หรั่งพยายามห้ามไม่ให้พิสสะมัยพูดมากไปกว่านี้แต่เธอก็ไม่ยอม“ไม่พอ! ฉ
กัญจน์แทบกลั้นลมหายใจที่จะยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้าให้จบ โทรศัพท์ถูกกดตัดสายทิ้งเพราะสิททิไชคงไม่ต้องการฟังอะไรจากเขาอีกแล้ว ชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่สไตล์ลูกครึ่งเหมือนจะตะลึงมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เช่นเดียวกับเธอที่มองผู้ที่มาใหม่ไม่วางตาคนทั้งคู่ไม่เหมือนเพิ่งรู้จักกัน ไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะทันทีที่สิททิไชขยับร่างพร้อมพูดอะไรบางอย่าง ดาลาวัน(ของเขา) ก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของสิททิไชในทันทีกัญจน์สั่นไหวไปทั้งร่าง หันหลังกลับในสภาพเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ เขาไม่ต้องการรับรู้อะไรอีก ไม่ต้องการอยู่ต่อเพื่อให้เห็นภาพบาดตาบาดใจ และไม่ต้องการรับรู้อีกแล้วว่าดาลาวัน(ที่เคยเป็นของเขา) จะมาหาสิททิไชด้วยเรื่องอะไร เพราะคนทั้งคู่แสดงออกถึงความรักมากมายที่มอบให้แก่กันและกัน เขาเข้าใจทั้งหมดแล้ว..เสียงเพลง ‘กุหลาบปากซัน’ ที่ดังแว่วมา ทำให้กัญจน์ทนไม่ไหวต้องออกมายืนหาที่มาของเสียง ทั้งที่เป็นเวลาค่อนข้างดึกคนงานน่าจะนอนพักผ่อนกันหมดแล้ว แต่ยังมีอีกห้องหนึ่งที่เปิดไฟอยู่ และก็คงเป็นต้นตอของเสียงลอยตามลมบทเพลงที่ ‘คุณสีเผือก’ แห่งวงคนด่านเกวียน นำมาขับร้องในปี 2529 จนโด่งดังไปทั่วประเทศ ซึ่งศิ
กัญจน์พาดาลาวันกลับมาที่โรงแรมในช่วงบ่ายเพื่อรอสิททิไช เพราะสิททิไชโทร. บอกว่าเขากำลังเข้ามาที่โรงแรม แต่ดาลาวันลืมของสำคัญไว้บนห้อง กัญจน์จึงนั่งรอเธอที่ล็อบบี้ เพราะหากสิททิไชมาถึงก่อนเวลาจะได้คุยกันไปก่อนเสียงเพลง ‘กุหลาบปากซัน’ ดังคลออยู่บริเวณที่เขานั่งอยู่ กัญจน์ยิ้มพลางคิดถึงคำพูดของสิททิไชที่มักบอกเสมอว่าสาวปากซันสวยมาก พร้อมเตือนเขาว่าจะหลงเสน่ห์พวกเธอหากไม่ระมัดระวังหัวใจตัวเอง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคำพูดของสิททิไชไม่เกินจริงเลย เพราะเขาหลงเสน่ห์ดาลาวันจนหัวปักหัวปำจริงๆ เธอสวยงามเหมือนดอกกุหลาบ บอบบาง และหอมที่สุด“ไม่ทราบว่าลูกค้าจะรับเครื่องดื่มอะไรหรือเปล่าคะ”กัญจน์หันมองหญิงสาวรูปร่างเล็กในชุดพนักงานโรงแรมซึ่งเป็นรูปแบบชุดประจำชาติ ใบหน้าสะสวยคมขำกับรอยยิ้มจริงใจนั้นทำให้เขายิ้มตอบ“ขอเป็นกาแฟละกันครับ”“ร้อนหรือเย็นคะ” เธอถามต่อเป็นภาษาไทยสำเนียงชัดเจน“เอ่อ... ร้อนดีกว่าครับ แล้วผมขอน้ำส้มปั่นหนึ่งที่ด้วยนะครับ”“รอสักครู่นะคะ” พนักงานสาวรับคำก่อนจะไปส่งรายการที่หน้าเคาน์เตอร์ไม่นานนักเธอก็นำกาแฟหอมกรุ่นมาเสิร์ฟ พร้อมแจ้งให้เขารอน้ำส้มสักครู่ กิริยามารยาทและการบริการท
กัญจน์เลือกพักในโรงแรมที่อยู่ติดกับแม่น้ำซองเพราะมองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำได้ตลอดเวลา แน่นอนว่าดาลาวันก็ยังตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติ เมื่อมองจากระเบียงห้องพักชั้น 4 เห็นทิวเขามีหมอกจางๆ ล่องลอยตัดกับสีเขียวของขุนเขา และสีครามของลำน้ำที่มีสะพานไม้แบบใช้แรงคนสร้างกั้นกลางอยู่ดาลาวันแสดงออกว่าตื่นเต้นจน
เนื้อเปล่าเปลือยแนบสัมผัสกันและกันส่งผลให้ร่างกายเกิดความร้อนขึ้นอีกอย่างไม่จบสิ้น กัญจน์ฝังจมูกลงที่ต้นคองามระหงอย่างแสนรัก ซุกไซ้ สูดดมความหอมตามธรรมชาติของเนื้อสาวจนชุ่มหัวใจ และความหอมจากผู้หญิงที่เขารักก็ทำให้เขาหมดความยับยั้ง“อื้อ... พี่กัญจน์...”ร่างสาวสะท้านเพราะความซ่านเสียวเริ่มก่อกวนไป
กาญจนาชิมอาหารแต่ละอย่างที่ถูกแบ่งมาเสิร์ฟให้กับเธอ รอยยิ้มผุดขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าตาและสีสันของอาหารรวมทั้งรสชาติที่ดีทั้ง 2 ฝ่าย และเมื่อมองแม่ครัวทั้งสองเธอก็ต้องยิ้มมากขึ้น เมื่อทั้งคู่นั้นมีความตั้งใจไม่แพ้กัน ที่ต่างนั้นก็คงเป็นชั้นเชิงและประสบการณ์ คำปุ่นนั้นเลือกที่จะทำอาหารไทยเต็มขั้นท
“ดาวกราบขอบคุณคุณผู้หญิงที่เมตตาดาว”“ฉันดีใจที่เธอคิดได้ เธออยากได้เงินสักเท่าไรล่ะ”กาญจนาเปลี่ยนน้ำเสียงดุเป็นใสกังวานด้วยความดีใจ รอยยิ้มระบายบนใบหน้า เมื่อคิดว่าแผนเอาเงินฟาดหัวดาลาวันขณะลูกชายไม่อยู่ใช้ได้ผล แต่ก็ต้องยิ้มค้าง เมื่อดาลาวันยังพูดไม่จบ“แต่ดาวคงไม่รับค่ะ ครอบครัวดาวถึงจะไม่ได้ร่







