ログインเพราะอยากรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเอง ทำให้ #ดวงดารา ต้องกลายเป็น #ดาลาวัน แม่ครัวจำเป็นในร้านภูเขาทอง ซึ่งมีเจ้าของร้านสุดหล่ออย่าง #กัญจน์ คอยจับตามองว่าเธอมาทำอะไรที่นี่ ความลับที่ไม่เป็นความลับกำลังจะถูกไฟรักของเขาแผดเผาให้ทุกอย่างกระจ่างชัด ระหว่าง ‘ดวงดารา’ กับ ‘ดาลาวัน’ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของหัวใจ ‘กัญจน์’ อย่างแท้จริง ให้ความจริงได้พิสูจน์ความรัก ให้ความรักถูกยกย่องบนความจริงของหัวใจ ****** “พี่กัญจน์... พี่สัญญาแล้ว” ดวงตาไหวระริกมองเขาก่อนเปลือกตาจะปิดลง เพราะความรู้สึกรัญจวนกำลังปั่นป่วนอยู่ในอก “ก็ดาวบอกว่าจะช่วยพี่ทุกอย่างถ้าทำได้ ช่วยพี่เถอะนะ ช่วยพี่ด้วย พี่ทนไม่ไหวแล้ว” เสียงทุ้มหนักแน่นเอ่ยบอก ขณะที่ฝ่ามือพลิ้วไปตามส่วนเว้าส่วนโค้งภายใต้เสื้อคลุม “อื้อ... พี่กัญจน์อย่าสิคะ” ห่อตัวสั่นสะท้านเมื่อเสียงออดอ้อนกับการกระทำมันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เสียงเว้าวอนแต่ฝ่ามือกำลังรุกคืบไม่หยุดนิ่ง
もっと見るละอองความชื้นจากบรรยากาศรุ่งสางทำให้คนที่นอนไม่หลับตลอดทั้งคืนตัดสินใจออกมาเดินเล่นที่ระเบียงริมน้ำ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์และซึมซับเอาพลังงานดีรอบกายเข้าสู่ตนเองให้มากที่สุด สิ่งที่รับรู้เมื่อช่วงหัวค่ำของคืนวาน ส่งผลให้ไม่อาจฝืนข่มตาหลับได้สักนาทีเดียว ในหัวมีแต่คำถามว่าควรทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าสิ่งที่สงสัยนั้นเป็นจริงหรือเปล่า หรือทั้งหมดเป็นเพียงความโหยหาที่คิดไปเอง
ดวงตากลมโตมีแววอิดโรยทอดมองไปจนสุดสายตา ณ ที่แห่งนั้น แผ่นดินที่สะพานมิตรภาพเชื่อมไปถึง ‘นครหลวงเวียงจันทน์’ เธออยากข้ามไปเหลือเกิน
เพียงคิด... แพขนตางอนหนาก็ต้องกะพริบถี่เพื่อขับไล่หยาดน้ำที่เริ่มจะเอ่อซึมออกมาอีก ยามนึกถึงเหตุการณ์ที่กระตุ้นหัวใจให้เธออยากไปตามหาความจริง เพื่อไขสิ่งติดค้างในใจให้หมดไป
เมื่อคืนเพราะความรีบจะไปบอกให้แม่รู้ว่ามีลูกค้ามาติดต่อขอเข้าพักเกสเฮ้าท์ทั้งที่ค่ำแล้ว เผื่อแม่จะสั่งให้เปิดครัวทำอาหารว่างอย่างง่ายๆ ให้ลูกค้า แต่เสียงร้องไห้ที่ดังเล็ดลอดออกมาจากในห้องของแม่ กลับทำเธอชะงัก ไม่กล้าที่จะเข้าไปหรือแม้แต่ส่งเสียงเรียก ทว่าหัวใจกลับผลักดันให้เธอลอบมองผ่านบานประตูที่แย้มไว้เพียงนิด
ภาพที่เห็นนั้นคือ ‘แม่’ นั่งอยู่กับพื้นห้อง ร่างแบบบางสั่นสะอื้นจนหอบตัวโยน ในมือของแม่ถือกระดาษแผ่นบางมีข้อความเป็นลายมือจากหมึกสีน้ำเงินจนแทบเต็มหน้ากระดาษ และจากซองสีขาวที่วางอยู่บนตักของแม่ เธอก็คาดเดาได้ว่านั่นเป็นจดหมายจากใครบางคน แต่ใครกันเล่าจะทำให้แม่ร้องไห้ดุจหัวใจถูกบีบคั้นรุนแรงขนาดนั้น
คนในครอบครัวที่เหลือก็มีเพียงเธอกับแม่ ไม่มีใครคนอื่นอีก เพราะแม่ถูกส่งไปเรียนที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อกลับมาหนองคายก็ไม่เคยคุ้นกับญาติพี่น้องทางนี้สักเท่าไร หลังจากที่ตากับยายเสียไป ครอบครัวของแม่จึงมีแค่เธอกับคนงานในร้านที่แม่ดูแลเสมือนเป็นญาติเท่านั้น แล้วใครกันล่ะ... ที่สำคัญจนทำให้แม่ทุกข์ท่วมใจมากมายอย่างนั้น
แต่แล้วคำพูดพึมพำปนสะอื้นของแม่กลับทำให้เธอต้องแนบตัวนิ่งกับผนังห้อง
‘ดาวเป็นลูกของเดือน เป็นลูกของเดือนเพียงคนเดียวเท่านั้น พี่ไม่มีสิทธิ์ ยังไงเดือนก็จะไม่ยอมให้พี่มาพรากลูกไปจากเดือน เดือนไม่มีทางยอม...’
น้ำเสียงร้าวรานของแม่ ส่งผลให้หัวใจของเธอสั่น เพราะ ‘พี่’ ที่แม่หมายถึง... เป็นใคร หรือจะเป็นคนที่เธออยากเจอมากที่สุด
แม้ลางสังหรณ์จะบอกแบบนั้นแต่เธอก็อยากถามแม่ให้รู้เรื่อง อยากได้ยินคำตอบจากปากของแม่ แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เธอเปลี่ยนใจ ภาพแม่กอดจดหมายแนบอกอย่างอ่อนโยนทั้งที่ยังสั่นสะท้านตามแรงสะอื้น นั่นแม่กำลังโหยหาเจ้าของจดหมายใช่หรือไม่
ความสงสัยมากมายตีรวนจนทำให้ไม่กล้าจะเผชิญหน้ากับแม่ สุดท้ายเธอก็ต้องเลี่ยงลงมาและให้พนักงานโทรศัพท์ขึ้นไปบอกแม่แทน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกลับส่งผลให้เธอนอนไม่หลับและออกมายืนริมน้ำทั้งที่ฟ้ายังไม่สาง
แผ่นดินฝั่งตรงกันข้ามเริ่มมองเห็นได้อย่างรางเลือน ทว่าดวงตาฉ่ำชื้นของ ‘ดวงดารา’ ก็ยังคงทอดมอง ‘แม่น้ำโขง’ ที่กว้างและยาวจนสุดสายตา ‘แม่โขง’ แม่น้ำซึ่งทำหน้าที่กั้นกลางระหว่างสองเขตแดน และอาจกั้นเธอกับคนทางนั้นด้วยใช่ไหม นั่นคือสิ่งที่ครุ่นคิดมาตลอดทั้งคืน
‘พี่’ ที่แม่พูดถึง เขาคือเจ้าของจดหมายฉบับนั้นหรือเปล่า ทำไมเขาจะมาพรากเธอไปจากแม่
แม่พูดว่า ‘ไม่มีสิทธิ์’ นั่นคืออะไร หรือเขาจะเป็นคนที่แม่บอกว่า ‘ตาย’ ไปก่อนที่เธอจะเกิด แต่แม่กลับไม่มีสิ่งใดให้เธอระลึกถึง ไม่มีภาพถ่าย ไม่มีเรื่องราวบอกเล่า แม้แต่ในใบเกิดของเธอก็ยังไม่ระบุชื่อ ‘เขา’ ด้วยซ้ำ
ทุกครั้งที่เธอเพียรถาม สีหน้าของแม่จะเศร้า และคำตอบที่ไม่เคยตรงกับคำถามก็คือ ‘แม่ดูแลดาวได้’
เมื่อเธอโตจนรู้ความ เธอก็เรียนรู้ว่าไม่ควรถามเรื่องนี้กับแม่อีก ทั้งที่ความสงสัยไม่เคยหมดไป เพราะหน้าตาของเธอฟ้องเรื่องราวของเขาคนนั้นออกมาได้ชัด
ครอบครัวของแม่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน แม่จึงเป็นสาวหมวยผิวขาวเหลือง ตาคม ผมดำยาว ปากนิดจมูกหน่อย แต่เธอกลับมีผิวขาวอมชมพู ตาสีน้ำตาล ผมสีน้ำตาลอ่อน เครื่องหน้าชัด มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกครึ่งยุโรป ก่อนที่เธอจะรู้จากญาติที่ซุบซิบกันว่าเขาคนนั้นเป็นคนลาวเชื้อสายฝรั่งเศส แม่อุ้มท้องกลับมาเพราะถูกคนทางนั้นทิ้งขว้าง แต่เมื่อเธออยากรู้มากกว่านั้น ก็ไม่มีใครยอมบอกเล่า แม้แต่ยายก็หลีกเลี่ยงและให้คำตอบเช่นเดียวกับแม่ นั่นคือ ‘ยายดูแลดาวได้’
แม้จะเป็นสิ่งเดียวที่เธอได้รู้เกี่ยวกับเขาคนนั้น แต่เธอก็รู้สึกดี เพราะอย่างน้อยเธอก็ได้รู้ว่าเขามีตัวตน ในร่างกายนี้มีสายเลือดของสองฝั่งโขงหลอมรวมอยู่ เธอไม่ได้เป็น ‘ลูกไม่มีพ่อ’ อย่างที่เคยถูกเพื่อนๆ ล้อเลียน
แสงสว่างรำไรที่ทอดผ่านน่านฟ้ามาสู่ผืนดินทำให้เห็นฝั่งตรงกันข้ามได้ชัดมากขึ้น แม้จะไม่เห็นหน้าค่าตาของคนทางฝั่งนั้น แต่ก็เห็นบ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง และถนนเรียบริมโขงที่มีรถยนต์แล่นอยู่ แค่นั้นก็พอมองรู้ว่าต่างก็มีวิถีชีวิตไม่ต่างจากคนทางฝั่งนี้สักเท่าไร
กัญจน์ฟังเรื่องราวที่ดวงดาราบอกเล่าทั้งน้ำตา เขาควรจะเชื่อเธอ หรือควรจะเข็ดกับความหลอกลวง แต่เขาก็พ่ายแพ้แก่หัวใจไปแล้ว พ่ายแพ้ต่อความรักที่มีให้กับเธออย่างมากมาย“แล้วทำไมดาวไม่ติดต่อ ทำไมไม่โทรบอก ไม่อธิบาย ทำไมปล่อยให้พี่เจ็บอยู่ฝ่ายเดียว”น้ำเสียงอ่อนลงแต่แฝงไว้ด้วยความเจ็บช้ำ ดวงตาคมเข้มจ้องลึกไปในดวงตาฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่ยังคงรินไหลไม่หยุด“เพราะผมเป็นคนขอร้องไว้เอง ว่าอย่าบอก”สิททิไชที่เดินตามมาพร้อมกับคุณน้าเดือนยอมรับว่าเป็นคนขอร้องไม่ให้ดวงดาราติดต่อกับเขา“เพราะอะไรครับ”“เพราะผมต้องการพิสูจน์”เรื่องราวความรักของสิททิไชกับเดือนต้องจบลงเพราะทิฐิ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับในครอบครัวของกันและกัน เดือนต้องการอยู่เมืองไทยเพราะอยากอยู่กับพ่อแม่ ในขณะที่สิททิไชเข้ากับบ้านของเดือนไม่ได้เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เดือนเรียนไม่จบ ส่วนเดือนเมื่อตามมาอยู่กับสิททิไชที่ปากซัน ครอบครัวของสิททิไชที่จัดเป็นคนมีฐานะในท้องที่ก็ยอมรับเดือนไม่ได้เช่นกัน ที่เดือนหนีตามมาอยู่กับสิททิไชโดยไม่แต่งงาน สุดท้ายเดือนจึงเลือกที่จะอุ้มท้องดวงดารากลับไปคลอดที่เมืองไทยสิททิไชในขณะนั้นก็ถือทิฐิไม่ตามง้องอน ท
กัญจน์ฟังถ้อยสนทนาแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง รู้ว่าเด็กหญิงที่ชื่อว่า ‘เจ้าริช’ คงเป็นลูกของผู้หญิงที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับเขาที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘ริน’ แต่คนที่คุณน้าเดือนจะไปตามนั้นนอกจากลูกสาว ยังมีใครอีกคนที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘พี่’ และคนนั้นเหมือนจะต้องการพบเขากัญจน์พยายามปรับสีหน้าให้เรียบที่สุดทั้งที่อารมณ์เริ่มกรุ่น เมื่อรู้สึกว่าแม่กับคุณน้าเดือนกำลังเล่นเกมจับคู่เขากับผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว หรือทั้งหมดนี่จะเป็นแผนของแม่“นี่แม่คงไม่ได้แกล้งขาแพลงหรอกนะครับ”“บ้าน่ะ! ตากัญจน์ ใครจะแกล้ง นี่แม่เจ็บจริงไม่ได้ใช้สแตนอินเลยนะ”“ขอโทษครับ ก็ผมเห็นแม่...” อยากจะพูดว่ากระตือรือร้นที่จะให้เขาพบหน้าแม่ดอกกุหลาบแห่งปากซันนั้นเต็มที และแม่ดอกกุหลาบนั้นจะตื่นเต้นจริงอย่างที่แม่เธอบอกหรือเปล่า“เขาเรียกว่า พรหมลิขิต กัญจน์จะต้องขอบคุณแม่ คอยดูสิ”“ขนาดนั้นเชียวเหรอครับ” เขาทำสีหน้าเอือมๆ ไม่อยากรับมุกแม่“จริง ไม่เชื่อก็ดูสิ” กาญจนาพยักพเยิดใบหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกัญจน์มองตามสายตาของแม่ ใครบางคนกำลังเดินออกมาจากในบ้าน ทำให้เขาเผลอลุกขึ้นยืนตกตะลึงก่อนจะหลับตาเรียกสติของตัวเอง เขาอาจจ
หลังจากกลับมา เขาได้รับโทรศัพท์ของสิททิไชที่โทร. มาถามไถ่สาเหตุที่เขารีบกลับจนไม่ได้พบหน้ากัน ทั้งที่สิททิไชอยากจะพาเขาไปเยี่ยมชมเกสเฮ้าท์แห่งใหม่ของครอบครัวที่สร้างอยู่ริมแม่น้ำซัน แต่สิททิไชกลับไม่เอ่ยถึงเธอคนนั้นเลยสักนิด แล้วเขาก็ไม่ถาม เพราะภาพที่เห็นมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำอธิบายใดๆเธอโผเข้าหาอ้อมกอดของสิททิไช ในขณะที่สิททิไชก็กอดร่างแบบบางแน่นอย่างแสนรัก นั่นคือคนที่โหยหาซึ่งกันและกัน และหากจะเทียบเขากับสิททิไช แม้เขาจะหนุ่มกว่า แต่ถ้าจะเทียบความมั่งคั่งและความกว้างขวางในถิ่นนี้ สิททิไชสามารถบันดาลทุกสิ่งให้เธอได้มากกว่าเขาแน่ แม้จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอจะต้องติดต่อมาเพื่อบอกเล่าความจริงทุกสิ่งที่ได้สัญญาเอาไว้ หรือโทร. มาตัดพ้อต่อว่าที่เขาทิ้งเธอไว้ที่ปากซัน แต่ไม่มีเลย ไม่มีเสียงใดในโทรศัพท์ที่เขาจดจำได้ว่าเป็นเสียงของเธอ ไม่มีคำอธิบายใดที่จะให้เข้าใจไปทางอื่น เธอเงียบหายราวกับไร้ตัวตน ทั้งที่ความจริงก็คือ เธอไร้ตัวตนจริงๆ‘ดาลาวัน ประเสิดสี’ เป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมที่ปากซัน ไม่ใช่เธอคนนั้น ไม่ใช่ผู้หญิงที่เขารักและสิ่งที่ก่อเกิดในหัวใจก็เป็นเพียงจุดบอดในชีวิต ที่ไม่มี
“นี่เราจะทำยังไงกันดี” พิสสะมัยถามความคิดเห็นของทุกคน“ก็คงต้องปล่อยไปแบบนี้สักพักแหละ จะทำยังไงได้ เจ้านายสั่งอะไรก็ต้องทำ ปุ๋ยปุ่ยไม่ออกเลย เฮ้อ!” มดดำถอนหายใจทำหน้าเนือย เพราะตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้หยุดพัก“ปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ พรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้านายจะสั่งอะไรอีก”“อืม... พี่เห็นด้วยกับหรั่งนะ แต่เราจะทำยังไงล่ะ” สาลี่มองพนักงานรุ่นน้องแต่ละคนก่อนจะสบสายตากับหรั่งที่มีแววเคร่งเครียดไม่แพ้กัน“ผมจะไปคุยกับเจ้านายเอง”หรั่งรับอาสาแววตามุ่งมั่นมองทุกคน จนไปหยุดที่พิสสะมัยที่ส่งรอยยิ้มให้กำลังใจมาให้..พลั๊ก!“ว้าย! คุณกัญจน์ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ หรั่งไปทำอะไรให้”พิสสะมัยถลาเข้าไปประคองหรั่งที่ถูกกัญจน์ปล่อยหมัดเข้าสู่ใบหน้าจนไปนอนกองกับพื้น“พิสสะมัยอย่าว่าเจ้านาย” หรั่งหันบอกเมีย มือกุมริมฝีปากที่มีเลือดไหลซึมออกมา“ไม่ว่าได้ไง ว้าย! เลือด! คุณกัญจน์บ้า! ป่าเถื่อน! ทำแบบนี้กับหรั่งได้ไง เจ้านายอกหักแล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกน้อง!” พิสสะมัยปากไวตามใจคิด จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว“พอแล้วพิสสะมัย หรั่งไม่เป็นอะไร พอแล้ว” หรั่งพยายามห้ามไม่ให้พิสสะมัยพูดมากไปกว่านี้แต่เธอก็ไม่ยอม“ไม่พอ! ฉ





