Share

มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don
มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don
Author: ddaisybelle

บทที่ 1

Author: ddaisybelle
last update publish date: 2026-03-12 16:57:28

ในโลกที่แสงส่องไม่ถึง กฎข้อแรกของการมีชีวิตคืออย่าเชื่อใจใคร

กฎข้อที่สองคืออย่าหวังว่าความไว้ใจจะรอดจากกระสุน

และกฎข้อที่สาม เมื่ออยู่ในเกมอย่าเป็นเพยงคนดู ต้องเป็นผู้นำเสมอ

คามิน คอร์เลโอเน่ เศวตาภิวัฒน์ ในวัยยี่สิบเจ็ดปี คือผู้นำของอาณาจักรสีเทาที่แม้แต่ กฎหมายยังเอื้อมไม่ถึง ประธานบริษัทที่ไม่กล้ามีใครตรวจสอบ ผู้นำเครือข่ายสีเทา เบื้องหลังอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย เจ้าของคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและผู้ควบคุมระบบเงินไหลวนที่สามารถลากใครลงเหวได้ในพริบตา

เขาเป็นทายาทรุ่นที่ห้าของตระกูล ‘เศวตาภิวัฒน์’ เชื้อสายอิตาลีที่สืบทอดธุรกิจใต้ดินมาหลายชั่วอายุ โตมากับคำสอนที่ฝังแน่น ‘อำนาจไม่เคยได้มาด้วยมือที่สะอาด’

โลกของเขาไม่มีคำว่าพี่น้อง ไม่มีคำว่าเพื่อน มีแต่คำว่าผลประโยชน์และอำนาจ แม้แต่ตอนนั่งกินข้าวในบ้านของตัวเอง เขายังพกปืนอยู่กับตัวเสมอ

“หมอนั่นมันโรคจิต”

“มันไม่มีหัวใจ”

“ฆ่าคนเหมือนผักเหมือนปลา”

คำพูดเหล่านี้ไม่เคยทำให้เขาขมวดคิ้ว เพราะมันคือความจริง เขาคือมาเฟียยุคใหม่ ที่ไม่แคร์ภาพลักษณ์ ไม่ต้องการคำว่าหล่อหน้าตาดีไม่ต้องการให้ใครรัก มีเพียงแค่คำว่าศัตรูและอำนาจเท่านั้นที่ทำให้มีชีวิตอยู่ แต่ในใจลึกที่สุดยังมีบางสิ่งที่เขาไม่เคยบอกใครแม้แต่ตัวเอง

“เศวตาภิวัฒน์จะเข้าประชุมด้วยไหม” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นกลางห้องประชุมใหญ่ โต๊ะวงรีสีดำวาวเรียงรายด้วยผู้ชายในชุด สูท 12 คน บางคนเหลือบมองบางคนหลบตา ไม่มีใครกล้าตอบ

‘เศวตาภิวัฒน์’ ไม่ใช่แค่นามสกุลแต่มันคือเงามืดของส่วนหนึ่งของโลก ที่ไม่มีใครกล้าเดินผ่าน

เสียงเปิดประตูกระจกดังขึ้นช้า ๆ เงาร่างสูงในสูทดำก้าวเข้ามา ไม่มีคำแนะนำตัวไม่มีเสียงประกาศมีเพียงเสียงฝีเท้าเรียบนิ่งที่กดทับอากาศให้หนักลง ชายหนุ่มเสยผมเรียบใบหน้าคมกริบ ไร้รอยยิ้มดวงตาเย็นเยือกจนมองไม่เห็นความรู้สึกใด ๆ

เขามองไปทั่วโต๊ะโดยไม่รู้สึกอะไร ใบหน้าผู้คนตรงหน้ามีแต่เหงื่อและกลิ่นไอของความกลัว

“การประชุมจะเริ่มภายในสามนาที” เขาพูดแค่นั้น เสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่งไม่ต้องมีโทนข่มขู่ใดแต่ทั้งห้องกลับเย็นวาบราวกับกับอุณหภูมิลดลงอย่างกะทันหัน ชายคนหนึ่งด้านซ้าย ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนักลงทุนคาสิโนจากชายแดนเอ่ยขึ้นเสียงเบา

“เรารอให้คุณมาถึงก่อนครับ คุณคามิน”

คามินไม่ตอบเพียงเดินตรงไปยังหัวโต๊ะวางเอกสารลงบนโต๊ะด้วยจังหวะที่แม่นยำแล้วหันหน้าไปยังคนพูด

“ทำไมต้องรอ”

“มันเป็นข้ออ้างให้ประชุมช้าลงงั้นเหรอ”

ไม่มีใครกล้าเถียงหรือแม้แต่กระพริบตายังเบาลงเพราะในห้องนี้ทุกคำพูดคือดาบที่พร้อมจะเฉือน ภาษาในห้องประชุมดูเหมือนถ้อยคำทางธุรกิจแต่ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้รู้ดีมันคือการแบ่งสรรผลประโยชน์จากเส้นทางที่ไม่มีใครพูดถึง คำบางคำถูกกรองจนเกือบเป็นกลาง บางคำเฉียบพอจะบอกว่าใครถือดุล และในห้องนี้ คามินไม่ได้แค่เป็นผู้นำ เขาคือผู้ควบคุมที่ทุกคนเล่นอยู่โดยไม่มีสิทธ์วางกติกาเอง

เมื่อการประชุมสิ้นสุดลงชายหนุ่มลุกขึ้นโดยไม่พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเพียงเล็กน้อยแล้วเดินออกจากห้อง ฝีเท้ายังเรียบนิ่งเหมือนตอนเข้ามา ประตูกระจกปิดเบา ๆ และทันทีที่เงาของเขาลับสายตา เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกันราวกับนัดกันไว้ บรรยากาศที่เหมือนหายใจไม่ทั่วท้องก็คลายลง ชายคนหนึ่งสบตาเพื่อนร่วมโต๊ะก่อนจะพูดเสียงต่ำ

“ไอ้เด็กเมื่อวันซืน อายุแค่นี้ทำเป็นกร่าง”

อีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นคล้ายเอือมระอา

“พวกเศวตาภิวัฒน์ก็แบบนี้แหละ

แต่ชายอีกคนกลับหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เขาวางแก้วน้ำลงช้า ๆ และกระซิบเสียงเรียบ

“ไม่สิ…พวกมันแค่ไม่เคยพลาด”

“แต่คนที่ไม่เคยพลาดมักจะตายเร็ว” ประโยคนั้นจบลงลงในความเงียบ ไม่มีใครค้านและไม่มีใครกล้าออกความเห็น เพราะทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจว่าพูดมากไปอาจจะไม่มีวันได้พูดอีกเลย

ปารีสในฤดูใบไม้ผลิ

อากาศเริ่มอุ่นแสงแดดอ่อนกรองผ่านหน้าต่างห้องพักนักศึกษากระดาษเก่า ๆ กับกาแฟดำยังลอยอวลในอากาศ ในห้องนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเก็บของลงกระเป๋าเดินทางอย่างเงียบงัน

อลัน หรือ คุณชายอลัน เดอแวโรซ์ ลูกชายคนเดียวของท่านทูต ตระกูลผู้ดีที่มีสายเลือดผสมไทย–อังกฤษ ที่เรียนจบด้านศิลปะและการจัดการจากสถาบันเก่าแก่ อลันใช้ชีวิตห่างจากบ้านเกิดมานาน เขาพับเสื้อเชิ้ตตัวสุดท้ายลงในกระเป๋า หยิบแฟ้มเอกสารและสมุดสเก็ตช์เล่มเก่าขึ้นมาเช็ก บนปกนั้นมีชื่อภาษาอังกฤษเขียนไว้ด้วยลายมือของตัวเอง เขาไม่ได้เปิดมันดู แต่รู้ดีว่าข้างในคือรอยดินสอจากค่ำคืนที่เงียบที่สุด และหนึ่งในภาพนั้นคือภาพของใครคนหนึ่งที่เขาไม่เคยตั้งใจวาดด้วยซ้ำ แต่ก็หลุดมาทุกครั้งที่ใจเผลอ

“Tu es vraiment sûr de rentrer en Thaïlande demain?” (แน่ใจเหรอว่าพรุ่งนี้นายจะกลับไทย) เสียงเพื่อนร่วมชั้นถามขึ้น ขณะยืนพิงประตูพร้อมถือแก้วกาแฟในมือ อลันเงยหน้าขึ้นจากกระเป๋า ไม่ยิ้ม ไม่แสดงสีหน้ามีเพียงแววตาที่มั่นคง เงียบเกินกว่าจะเดาใจได้

“Oui” (อืม)

“Tu vas me manquer, mon prince silencieux” (ฉันต้องคิดถึงนายแน่ ๆ เจ้าชายคนเงียบ ๆ ของฉัน) น้ำเสียงอีกฝ่ายคล้ายล้อเลียนแต่ก็จริงใจเกินกว่าจะหัวเราะ อลันไม่ตอบทันที ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ออกมา

“C’ est chez moi là bas” (ที่นั่นคือบ้านของฉัน) คำพูดนั้นหลุดออกมาเบากว่าที่ตั้งใจแม้จะพูดภาษาฝรั่งเศสคล่องเหมือนเจ้าของภาษาแต่ในน้ำเสียงนั้นกลับไม่แน่ใจนักว่าคำว่า ‘บ้าน’ ยังนิยายได้ชัดอยู่ไหม เพื่อนพยักหน้าช้า ๆ แล้วเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้อลันอยู่กับความเงียบที่เคยชินมาตลอดหลายปี

อลันจัดกระเป๋าต่อจนก่อนจะหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กจากลิ้นชักที่ซุกซ่อนอยู่ข้างในเป็นเวลานาน เขาเปิดออกมองมันแล้วยิ้ม ให้กับตัวเอง

สนามบินสุวรรณภูมิในเช้าตรู่

เสียงล้อกระเป๋าลากดังเบา ๆ ไป ตามพื้นหินแกรนิต ทามกลางนักเดินทางที่เร่งรีบในแบบของตัวเอง ชายหนุ่มร่างบางเดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า สูทสีเทาเรียบสนิทเสื้อเชิ้ตขาว กางเกงสั่งตัดเข้ารูป ทุกฝีก้าวแม้จะไม่ได้เร่งรีบแต่กลับมีจังหวะที่แน่นอนอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ได้ยิ้มให้ใคร แค่เดินออกมาเงียบ ๆ และหยุดยืนตรงประตูหน้า เงยหน้ามองฟ้าที่ร้อนกว่าเดิม

“อากาศยังเหมือนเดิม…” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถเบนซ์สีดำที่มาจอดรับโดยไม่พูดอะไรมาก

บ้านตระกูลเดอแวโรซ์

บ้านหรูตั้งอยู่ในเขตเก่าแก่ของกรุงเทพฯ มีรั้วสูง ต้นไม้ใหญ่ และเงาของความเงียบที่สั่งสมจากรุ่นสู่รุ่นเมื่อรถยนต์หรูแล่นมาจอดตรงทางเดิน แม่บ้านวัยกลางคนคนหนึ่งก็รีบวิ่งออกมาต้นรับน้ำเสียงของเธอเปล่งออกมาด้วยความตื่นเต้นเกินกว่าจะเก็บไว้ได้

“คุณชาย…คุณชายกลับมาแล้ว!” เสียงนั้นทำให้คนในบ้านเริ่มทยอยโผล่หน้าออกมาทีละคนก่อนที่ประตูบานใหญ่ของบ้านจะ ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว มาดามวิราวรรณผู้เป็นมารดาในชุดผ้าไหมสีอ่อนก้าวลงบันไดด้วยความเร็วที่ใคร ๆ ก็แทบไม่เคยเห็นมาก่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื้นตันใจที่เธอเก็บซ่อนไว้มานานนับปี

ทันทีที่ประตูรถเปิดออก อลันก้าวลงมาอย่างสง่างาม แต่เมื่อสบตามารดาเขาก็ยิ้มออกมาทันทีก่อนจะวิ่งเข้าไปกอดหญิงผู้ให้กำเนิดแน่นราวกับจะชดเชยเวลาทั้งหมดที่เคยหายไป กลิ่นหอมจากตัวผู้เป็นมารดาความอบอุ่นที่คุ้นเคยจนแทบลืมไปแล้ว เขาหลับตาลงแล้วแนบลงไหล่มารดาปล่อยให้หัวใจได้คลายตัวอย่างเงียบงัน

“ลันกลับมาแล้วครับคุณแม่…” เสียงของเขานุ่มอ่อนและแฝงด้วยชความตื่นเต้นจาง ๆ ที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวอุ่นขึ้นราวแสงแดดช่วงสาย มาดามกอดตอบแน่นไม่แพ้กัน ลูบหลังลูกชายช้า ๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเบา ๆ

“แม่คิดถึงลูกมาก…”

“ลันก็คิดถึงคุณแม่ครับ…”

ไม่มีคำอื่นใดอีกเพราะคำว่าคิดถึงเพียงพอแล้วสำหรับวันนี้

ทั้งคู่กอดกันเงียบ ๆ อยู่นานจนแม่บ้านคนสนิทเดินออกมา

มาด้วย สีหน้าปลื้มปริ่ม

“คุณชายโตขึ้นเยอะเลยนะคะ…หล่อขึ้นเยอะเลย”

“ป้าทอง” อลันหันไปยิ้มให้พร้อมยกมือไหว้ไหว้ ก่อนจะเอ่ยแซว

“ลันคิดถึงอาหารฝีมือป้าทองมากเลยครับ” เสียงพูดคุยหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้บ้านที่เคยเงียบกลับมาอบอุ่นเหมือนความทรงจำอีกครั้ง
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 113

    “ไม่มีทาง…” เสียงของเขาแผ่วเบา แต่แน่วแน่ “ลันเลือกพี่มินแล้ว และจะเลือกทุกวันจากนี้ไป” ไม่มีถ้อยคำใดหวือหวา ไม่มีคำสาบานยืดยาว มีเพียงการสวมแหวนที่เรียบง่ายเปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง มีสายตาที่สื่อสารแทนทุกอย่างว่า ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ’ เสียงปรบมือดังขึ้นประปราย เฟรโด้หัวเรา

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 112

    “ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาในวันนี้…” เสียงของเขานิ่ง เรียบ แต่หนักแน่นจนเงียบทั้งห้อง “นี่จะเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ผมเชื่อว่าทุกคนที่นี่…และทุกคนในประเทศนี้ควรได้รับ” เสียงปรบมือดังขึ้นเรื่อย ๆ แววตาหลายคู่มีน้ำตา พ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่ได้รับทุนจากมูลนิธิต่างลุกขึ้นปรบมือด้วยความจริงใจจนเสี

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 111

    “คุณตา! คุณตาขา!” เสียงของแมร์รี่ในชุดเดรสสีขาววิ่งเข้ามา ผมสีน้ำตาลหยิกเป็นลอนสวยสะบัดไปตามแรงวิ่ง ตุ๊กตากระต่ายสีชมพูในอ้อมแขนกระเด้งดึ๋งดั๋งตามจังหวะฝีเท้าไร้เดียงสา ดอนหัวเราะแผ่ว ๆ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู “มาแล้วเหรอ คนเก่งของตา…” แมร์รี่ยิ้มแฉ่งก่อนจะกระโดดขึ้นไปกอดดอนไ

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 110

    Chapter 42 บรรยากาศภายในตึกสูงของห้องประชุมลับชั้นบนสุด เงียบสงบกว่าทุกวันแต่ภายใต้ความนิ่งสงบมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันราวกับระลอกคลื่นคลื่นใต้น้ำที่ไม่มีใครมองเห็น ประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างช้า ๆ เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นดังแผ่วเบา คามินในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมแววตาเรียบนิ่งไร้อารมณ์

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 109

    “ฉันเชื่อใจแก” “ว่าแกจะสามารถยืนได้โดยไม่มีใครล้มแกได้อีก”คามินรับปืนมาเงียบ ๆ มาเงียบ ๆ ปลายนิ้วลูบผ่านตัวปืนช้า ๆ ราวกับสัมผัสถึงน้ำหนักของมัน ไม่ใช่แค่น้ำหนักของโลหะแต่คือน้ำหนักของชีวิต เลือดและบาปทั้งหมดที่หล่อหลอมเขามา เขาเงยหน้าขึ้นสบตาบิดา ริมฝีปากขยับช้า ๆ “…ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มต่ำเบา แต

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 108

    รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากสถานที่ประชุมช้า ๆ เสียงเคริ่งยนต์แผ่วเบา ภายในรถเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของแต่ละคน คามินนั่งพิงเบาะด้านหลัง ดวงตาไร้แววทอดมองออกไปยังแสงไฟถนนที่ไหลผ่านอย่างเนิบช้า มือข้างหนึ่งวางอยู่บนต้นขา มือที่เพิ่งปลิดชีวิตใครบางคนไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน อลันนั่งอยู่ข้าง ๆ นทีนั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status