Chapter 5
แสงแดดอ่อนปลายสายลูบผ่านม่านผ้าสีเข้มที่เปิดไว้เพียงครึ่ง ภายในห้องยังคงอบอวลด้วยกลิ่นโจ๊กที่เย็นชืด คามินนั่งพิงหัวเตียง มือวางนิ่งอยู่บนตัก เงียบสนิทราวกับแม้แต่เสียงหายใจยังต้องใช้แรงควบคุม อลันลุกจากเก้าอี้ข้างเตียง เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าต่าง มองออกไปด้านนอกด้วยแววตาที่เหมือนกำลังชั่งใจ เขาเหลือบมองไปยังศาลาไม้ที่อยู่ใต้ต้นลีลาวดีใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม
“วันนี้อากาศดีนะ”
“ตอนลันขับรถเข้ามา ได้กลิ่นดอกลีลาวดีด้วย” คามินยังคงเงียบ ไม่แม้จะขยับตัว แต่อลันไม่ได้คาดหวังคำตอบ เขาหันกลับมา ก้าวเข้าไปใกล้จนยืนอยู่ในระยะที่อีกฝ่ายจะได้ยินชัดที่สุด น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“พี่มิน ไปนั่งที่ศาลากันไหม”
“ศาลาไม่ได้ใช้งานนาน ๆ มันอาจจะเหงาก็ได้นะ” เขาหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย เสริมคำพูดอย่างอารมณ์ดี
“พี่มินอยากไปไหม” คามินไม่ตอบทันที ใบหน้านิ่งเย็นเหมือนทุกวัน แต่ในที่สุดก็หลุดคำสั้น ๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงห่างเหิน
“…ไม่ไป” อลันพยักหน้ารับ ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มเล็กน้อย ก้มลงในระดับสายตาแล้วพูดเจือเสียงแหย่นิด ๆ อย่างแผ่วเบา
“หรือพี่อยากให้ลันแบกลงไปอะ”
คราวนี้คิ้วของคามินขมวดเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจเงียบ ๆ แล้วขยับมือดึงผ้าห่มออกจากตัวช้า ๆ มือหนากวาดไปบนผ้าปูเหมือนต้องการจับทิศทาง อลันยื่นแขนออกไปตรงหน้า ไม่รีบร้อนไม่แตะต้องแค่รอให้มือของคามินเป็นฝ่ายสัมผัสก่อน และเมื่อปลายนิ้วของอีกฝ่ายแตะเข้าที่ท่อนแขนเขา อลันก็ยิ้มเบา ๆ
“พร้อมนะพี่มิน”
“ไปสูดอากาศกัน”
ศาลาริมสระน้ำหลังบ้าน
พื้นไม้เก่าดังเอี๊ยดเบา ๆ ทุกครั้งที่เดินผ่าน ศาลาไม้ใต้ต้นลีลาวดีที่เงียบเหงาถูกปลุกให้มีชีวิตอีกครั้ง อลันเดินนำช้า ๆ ไม่เร่งจังหวะ แขนข้างหนึ่งถูกมือของใครบางคนแตะไว้หลวม ๆ เป็นเพียงสัมผัสบางที่มากพอจะให้รู้ว่ากำลังมีใครอยู่ข้างกัน ลมยามสายพัดเอื่อยลูบผ่านเสี้ยวใบหน้า เสียงนกบนกิ่งไม้เก่าเอ่ยทำนองแผ่วเบา พอถึงศาลาอลันหยุดแล้วแตะหลังมือคามินเบา ๆ
“ถึงแล้ว” คามินไม่พูด เขาขยับเพียงเล็กน้อย เหมือนกำลังตั้งใจฟังเสียงรอบตัว กลิ่นลีลาวดีที่โชยมาจากต้นไม้ใหญ่ เสียงใบไม้กระทบหลังคาไม้ เสียงฝีเท้าและการเคลื่อนไหวเงียบ ๆ ของคนข้างกายที่เดินไปวางเบาะนั่งไว้ที่มุมศาลา
“ตรงนี้สบายกว่าเตียงอีกนะ มีเสียงนกร้อง ลมเย็น ๆ ดอกไม้หอม ๆ …” คามินค่อย ๆ นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ มือหนาไล้สัมผัสผิวไม้เรียบเงียบ ๆ ก่อนจะวางมือลงบนตัก ไม่มีคำพูดใดจากปาก แต่การไม่ปฏิเสธก็เท่ากับการยอมรับอย่างเงียบงัน อลันนั่งลงใกล้ ๆ เอนหลังพิงเสาศาลา หลุบตามองปลายเท้าตัวเองแล้วเอ่ยเสียงลอย ๆ
“ตอนเด็ก ลันเคยนอนรอคุณแม่ตรงพื้นนี้ด้วยนะ” เขาหัวเราะเบา ๆ ชวนให้อีกฝ่ายรับรู้แม้ไม่ได้ขอคำตอบ
“โดนดุใหญ่เลย พี่มินก็ไม่ยอมมาปลุกลัน…ปล่อยให้ลันนั่งรอจนเผลอหลับไป ส่วนพี่หายไปไหนก็ไม่รู้” คามินไม่พูดอะไร แต่ปลายนิ้วเขาขยับเล็กน้อยราวกับจำได้ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริง ลมยังคงพัดโชย เสียงนกร้องแว่วเบา ๆ จากบนกิ่งไม้ คนหนึ่งพิงเงียบ ๆ อีกคนนั่งอยู่ข้างกันไม่ไกล แม้ไม่มีบทสนทนา แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความหมาย เป็นการอยู่ด้วยกันที่ไม่ต้องพูดอะไรแค่อยู่ก็เพียงพอ
ไกลออกไปตรงทางเดินกรวด หญิงวัยกลางคนในชุดเรียบหรูยืนอยู่เงียบ ๆ สายตาของคุณหญิงพิศมัยทอดมองไปยังร่างของลูกชายที่เธอไม่อาจเข้าถึงได้เลยตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้เขานั่งอยู่ตรงนั้นแม้จะไม่พูดแม้จะไม่พูด ไม่ยิ้ม แต่ก็ไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของใครอีกคน แค่นั้นก็พอให้คนเป็นแม่รู้สึกโล่งใจอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน น้ำตาเม็ดเล็กคลอเบ้าเงียบ ๆ ในขณะเดียวกัน รอยยิ้มบางก็ผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างอ่อนโยน เสียงฝีเท้าเรียบ ๆ ดังขึ้นด้านหลัง ดอนคอร์เลโอเน่เดินเข้ามา เขาไม่ได้พูดอะไร แค่ยืนข้างเธอเงียบ ๆ เหมือนเคยชินกับการเป็นผู้นำที่เฝ้าดูอยู่เงียบ ๆ จากเบื้องหลัง มือใหญ่ของดอนวางลงบนไหล่ภรรยาเบา ๆ บีบแน่นพอให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ คุณหญิงเงยหน้าขึ้นสบตาสามี น้ำตาไหลเงียบ ๆ แต่รอยยิ้มกลับยังคงอยู่ พวกเขามองลูกชายด้วยความรู้สึกเดียวกัน ความรู้สึกของพ่อแม่ที่ไม่สามารถพาลูกเดินผ่านความเจ็บปวดได้ แต่ก็เลือกที่จะอยู่ข้าง ๆ รอวันที่เขาจะลุกขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง
หลังจากยืนมองลูกชายอยู่นาน ดอนคอร์เลโอเน่เดินกลับเข้าไปยังห้องทำงานของตัวเอง ห้องเดิมที่เคยเป็นศูนย์บัญชาการตลอดหลายสิบปี โต๊ะไม้สักตัวเดิมยังตั้งอยู่ แผนที่เครือข่ายขนส่งใต้ดินยังติดอยู่บนผนังหมากรุกบนโต๊ะถูกปล่อยให้ฝุ่นจับเบา ๆ เขาทิ้งตัวลงบนโซฟา หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาอ่าน ก่อนจะกดปลายนิ้วลงที่หว่างคิ้วแน่นเสียงเคาะประตูดังขึ้น นทีเดินเข้ามาในมือถือแฟ้มหนา แต่เมื่อเห็นสีหน้าเจ้านาย เขาชะงัก ไม่เอ่ยปากในทันทีดอนค่อย ๆ เงยหน้า แววตาใต้คิ้วหนาเต็มไปรอยเหนื่อยล้าของคนที่เคยแบกรับทั้งโลกใต้ดินไว้บนบ่า
“ไม่มีใครรู้ใช่ไหมว่าคามินหายไปไหน” เสียงเขานิ่งและหนัก นทีพยักหน้า ช้าและมั่นคง
“ทุกคนทราบแค่ว่าคุณคามินไม่เข้าบริษัทครับ แต่ไม่มีใครทราบว่าเขาหายไปไหน”
“ตอนนี้ทางบอร์ดบริหารเริ่มซุบซิบกันแล้วครับ” ดอนพยักหน้า ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
“ฉันไม่รู้ว่าจะถ่วงเวลาได้อีกแค่ไหน…นี่มันก็เริ่มนานเกินไปแล้ว” ยังไม่ทันที่นทีจะพูดอะไรต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง ชายร่างหนาก้าวเข้ามาในจังหวะหนักแน่น ใบหน้าคมเข้มสวมเชิ้ตดำ มือประสานหน้าอย่างนิ่งสงบ
“คุณพงษ์ขอเข้าพบครับ” ดอนคอร์เลโอเน่ไม่ได้ตอบคำพูดของศักดิ์ในทันทีเขาเพียงหันหน้าไปทางนทีแล้วออกคำสั่งช้า ๆ
“กลับไปที่บริษัท จัดการเอกสารให้เรียบร้อย อย่าให้ใครสงสัยอะไร”
นทีรับคำ พยักหน้าช้า ๆ โดยไม่มีคำถามก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องไปเงียบ ๆ ทันทีที่ประตูปิดลง ดอนจึงหันไปทางศักดิ์อีกครั้ง
“พาเขาเข้ามา” เพียงไม่กี่อึดใจ ศักดิ์ก็พาชายอีกคนเข้ามาในห้อง พงษ์ นักธุรกิจวัยกลางคนในสูทหรูหรา หน้าตาเรียบเฉียบเหมือนคนมีวาทศิลป์แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความร้อนรนที่ขัดกับท่าทีภายนอก พงษ์ยกมือไหว้เล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ผมขอโทษที่มาโดยไม่ได้นัดล่วงหน้า แต่ครั้งนี้…ผมเดือดร้อนจริง ๆ ครับท่าน” ดอนไม่ตอบทันที แค่จับจ้องไปยังอีกฝ่าย แววตานิ่งและแหลมคมเหมือนอ่านอะไรบางอย่างทะลุ พงษ์สูดลมหายใจลึกก่อนจะเข้าสู่หัวข้อโดยไม่อ้อมค้อม
“คือผมต้องการขนสินค้าล็อตใหญ่…ออกนอกประเทศครับ เลยจำเป็นต้องใช้เรือจำนวนมาก” เพียงคำว่าสินค้าก็เปลี่ยนบรรยากาศในห้องทันที ศักดิ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างก้าวเท้าเล็กน้อย แววตาแข็งขึ้นแม้ไม่ได้พูด ดอนยังคงนิ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบและกดลึก
“ฉันวางมือไปนานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของที่…ไม่ควรขนเข้าออกประเทศ” พงษ์ยังคงพยายามประคองท่าที รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความกดดันที่ปกปิดไว้ไม่อยู่
“ผมเข้าใจครับ…แต่ครั้งนี้ผมจำเป็นจริง ๆ ถ้าผมส่งของไม่ทัน ผมไม่รอดแน่”
“ช่วยผมเป็นครั้งสุดท้ายเถอะครับ”
ดอนถอนหายใจช้า ๆ แววตายังแน่นิ่ง ไม่มีคำปลอบ ไม่มีคำปลุก ไม่มีแม้แต่คำตำหนิ
“ฉันไม่มีอำนาจอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ฉันก็แค่ชายแก่คนหนึ่ง…ที่ออกคำสั่งอะไรไม่ได้”
“สิ่งที่คุณขอมา ฉันคงช่วยไม่ได้”
พงษ์กัดฟันแน่น ก่อนจะก้าวเข้า มาใกล้โต๊ะ เสียงของเขาสั่น มือกำแน่น เส้นเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ขอร้องเถอะครับท่าน…ครั้งนี้ผมพลาดไม่ได้จริง ๆ ”
ศักดิ์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ขยับเข้ามาด้านวางมือลงเบา ๆ บนไหล่พงษ์อย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น
“เชิญครับ” พงษ์หันขวับ ดวงตาวาวโรจน์เหมือนถูกตบหน้าในขณะที่ยังไหว้อยู่
“ท่านไม่รู้หรอก…ว่าผมต้องเสี่ยงแค่ไหนกว่าจะมาขอร้องท่านได้! ท่านลืมไปแล้วเหรอว่าสมัยก่อน...”
“พอ ออกไป” เสียงของดอนคอร์เลโอเน่ตัดขึ้นทันควัน คมพอจะหั่นความทรงจำในอดีตทิ้งไม่เหลือชิ้นดี พงษ์ชะงัก หายใจแรงอยู่ครู่ก่อนจะถูกศักดิ์พาออกไป เสียงประตูปิดลงทิ้งไว้เพียงความเงียบเย็นจนแทบจับเป็นน้ำแข็ง
หลังจากพงษ์ออกไป ดอนหลับตาลงช้า ๆ มือประสานกันไว้ที่อก หัวคิ้วขมวดราวกับอดีตทั้งสามสิบสี่สิบปีกำลังไหลย้อนกลับมาในคราวเดียว ห้านาทีต่อมา ศักดิ์กลับเข้ามาเงียบ ๆ ไม่ต้องรอคำสั่ง เพราะเขารู้ดีว่าบทสนทนายังไม่จบ ดอนเอ่ยช้า ๆ ไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้น
“ฉันเหนื่อยกับเส้นทางนี้มามากพอแล้ว”
“ไม่รู้ว่าคามินจะหายเมื่อไหร่…ไม่รู้ว่าจะปิดเรื่องนี้ได้อีกนานแค่ไหน” น้ำเสียงของเขา ไม่ได้พูดในฐานะที่เคยเป็นหัวหน้ามาเฟีย แต่เป็นเสียงของบิดาที่กำลังกลัว
“สายข่าวฝั่งตะวันตกก็เงียบผิดปกติ นายทุนระดับสูงก็เริ่มเคลื่อนไหว”
“พวกมันกำลังใช้โอกาสนี้ทำลายเศวตากรุ๊ป…ทำลายครอบครัวฉัน”
ศักดิ์ที่เงียบอยู่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ท่าน…อยากให้ผมตามคุณชายใหญ่กลับมาไหมครับ” คำถามนั้นตกลงกลางห้องเหมือนหมึกหยดลงในน้ำ ช้า ลึก แต่กระจายตัวไปทั่วทั้งบรรยากาศทั้งบรรยากาศ ดอนไม่ตอบ ไม่แม้แต่สบตา เขาหลุบตามองนิ้วที่กำแน่น มือสั่นเพียงเล็กน้อย ศักดิ์ไม่พูดซ้ำเพราะเขารู้ว่าคำถามแบบนี้ไม่ต้องเร่งคำตอบ
อีกด้านข้างนอกศาลา
ลมยังโชยเอื่อย แสงแดดลอดผ่านใบไม้กระทบผิวน้ำในสระเบื้องหน้าเสียงนกร้องเป็นระยะ สลับกับเสียงลมหายใจเงียบ ๆ ของคนสองคน คามินยังคงนั่งนิ่งใบหน้าเรียบสงบแต่เต็มไปด้วยความเงียบงันที่ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้มาก่อน เขาไม่ได้พูด ไม่ได้เคลื่อนไหว แค่นั่งนิ่ง ๆ กับบรรยากาศที่เขาไม่เคยสัมผัส อลันนั่งอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ
“พี่มิน เดี๋ยวลันมานะ” คามินหันหน้าตามเสียงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตอบ ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรกลับมา อลันเดินไปยังรถที่จอดอยู่ เปิดท้ายรถแล้วหยิบกล่องไม้เล็กที่บรรจุสีน้ำกับกระดาษวาดไว้ข้างในกล่องเดิมที่เขาใช้มาตั้งแต่เรียนอยู่ฝรั่งเศส เป็นของที่มีความทรงจำ
เขาเดินกลับมาพร้อมกับพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่าย วางข้าวของลงอย่างระมัดระวัง ไม่ให้รบกวนความเงียบของอีกคนแม้แต่น้อย ไม่มีคำพูด ไม่มีคำอธิบาย มีแค่เสียงพู่กันแตะลงบนกระดาษ กลิ่นสีน้ำเจือจางปะปนกับกลิ่นดอกไม้ในสวนสิ่งที่เขากำลังวาดคือใบหน้าของใครบางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ใบหน้าที่เงียบขรึม ที่เคยจ้องเขาแน่นิ่ง ๆ ใบหน้าที่แทบไม่มีรอยยิ้มแต่กลับกลายเป็นภาพที่เขาอยากเก็บไว้มากที่สุด
อลันวาดอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพื่อให้ใครชมแต่เพื่อจะบันทึกช่วงเวลานี้ไว้ด้วยความรู้สึกจริง ๆ คามินขยับตัวเล็กน้อย เอนหลังอย่างผ่อนคลาย ดวงตาที่มืดสนิทแม้มองไม่เห็นอะไร แต่รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างที่อยู่ตรงข้าม
“ทำอะไร” เสียงของเขาดังขึ้นในที่สุด อลันชะงักมือ เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบางก่อนจะวางพู่กันลงเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย แล้วนั่งลงข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ มือข้างหนึ่งของเขายื่นออกไป จับมือของคามินไว้เบา ๆ แตะลงบนภาพวาด คามินขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ขืน ไม่สะบัด เขายอมให้มือของเขาถูกจับและยอมให้ปลายนิ้วตัวเองแนบลงบนกระดาษที่ยังเปียกหมาด ๆ ผิวสัมผัสเปียกนิด ๆ พื้นผิวไม่เรียบ เส้นนูนจากจังหวะพู่กัน สีที่ยังอุ่นจากแสงแดด และกลิ่นหมึกจาง ๆ
“ลันวาดพี่มิน” อลันยิ้มบาง ก่อนพูดต่อ “แค่อยากวาดเก็บไว้” เสียงของเขานุ่มแนบแน่น ไม่มีความสงสารปนอยู่เลย มีแค่ความตั้งใจที่ใสสะอาด คามินเงียบไปครู่หนึ่ง ปลายนิ้วของเขายังค่อย ๆ ไล้ไปตามเส้นและพื้นผิว เหมือนพยายามมองด้วยมือ อลันยิ้มบางแล้วพูดต่อ
“พี่รู้ไหมว่าทำไมลันถึงชอบสีน้ำ” คามินไม่ได้ตอบ แต่ก็ไม่ได้ขัด
“เพราะมันควบคุมไม่ได้ ต่อให้เราระวังแค่ไหน สีมันก็จะไหลรวมกันเองตามทางของแรงโน้มถ่วง...แต่ทุกจังหวะ มันมีเอกลักษณ์ เหมือนชีวิตคน ต่อให้เราวางแผนดีแค่ไหน มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คิดตลอด” เขาหันไปมองคามิน แววตาเต็มไปด้วยความเข้าใจ
“แต่พอเติมหยดสุดท้ายลงไป มันก็จะมีคุณค่าในแบบของมันเอง...แม้จะไม่สมบูรณ์ก็ตาม” คำพูดจบลงพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ อลันก้มเก็บสีอย่างใจเย็น ท่ามกลางความเงียบที่ไม่สร้างระยะห่าง แต่กลับทำให้สายใยบาง ๆ เริ่มถักทอขึ้นอย่างเงียบ ๆ