مشاركة

บทที่ 7

مؤلف: ddaisybelle
last update تاريخ النشر: 2026-03-12 18:14:15

Chapter 6

ณ กรุงฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี

เสียงเข็มนาฬิกาในคาเฟ่เล็ก ๆ ดังเบา ๆ ท่ามกลางแสงแดดอ่อนของสายวันนั้น แสงแดดสาดลอดผ่านกระจกบานใสลงกระทบโต๊ะไม้ริมหน้าต่างที่มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่อย่างเงียบงัน

คาโรล คอร์เลโอเน่ เศวตาภิวัฒน์ เสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงผ้าธรรมดาไม่มีร่องรอยของอดีตทายาทมาเฟีย เขานั่งนิ่งมือหนึ่งถือถ้วยกาแฟ อีกมือถือหนังสือที่เปิดค้างไว้ แต่สายตากลับลอยไปไกล ไม่มีแม้แต่การอ่านเนื้อความตรงหน้า เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังใกล้เข้ามา ชายวัยกลางคนในชุดเรียบง่ายหยุดยืนตรงโต๊ะ ใบหน้าเขาอาจดูเป็นคนธรรมดาทั่วไป หากแต่เป็นสายลับจากเมืองไทย ผู้คอยรายงานความเคลื่อนไหวของครอบครัวให้เจ้านาย เขาวางซองกระดาษลงบนโต๊ะแล้วพูดสั้น ๆ

“ข่าวจากเมืองไทยครับ” นิ้วมือของคาโรลที่จับถ้วยกาแฟสั่นเล็กน้อย เขาพยายามเก็บอาการไว้ใต้โต๊ะก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ไม่พูดอะไร

“คุณชายน้อยโดนลอบทำร้ายครับ…” เขาเว้นไปครู่ก่อนเอ่ยต่อ “เขาสูญเสียการมองเห็น” คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าไม่ใช่เพียงแค่ทะลุใจ แต่มันกระชากอดีตทั้งหมดให้ไหลกลับมา ดวงตาของคาโรลหลับแน่น ความทรงจำเก่าพุ่งวาบเข้ามาไม่ทันตั้งตัว

เมื่อ 5 ปีก่อน

ในคืนหนึ่งหลังประชุมประกาศ ดอนคนต่อไป เขาเดินข้างดอนคอร์เลโอเน่ผู้เป็นพ่อ ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นสองนัด พ่อของเขาล้มลงต่อหน้า เลือดไหลนองพื้นหินเย็นเฉียบ คาโรลยืนช็อกเขาทำอะไรไม่ถูก ความกลัวจับขาทั้งสองข้างของเขาไว้แน่น ใจเขาตะโกนว่าจะต้องปกป้อง แต่ร่างกายกลับถอยหนี และในค่ำคืนนั้น เขาตัดสินใจหนี เขาทิ้งทุกอย่างทั้งสายตาตำหนิของคนรอบข้าง และแววตาไร้เดียงสาของน้องชายคนหนึ่งที่เขาควรปกป้องมากที่สุด

กลับสู่ปัจจุบัน

“แล้วตอนนี้...เป็นยังไง” เขาเอ่ยถามเสียงแผ่ว

“ตอนนี้พักฟื้นอยู่ครับ แต่ธุรกิจกำลังย่ำแย่ หุ้นตก ท่าเรือถูกเล็งพันธมิตรบางกลุ่มเริ่มคิดจะฮุบเศวตากรุ๊ปครับ”

คาโรลนิ่งไปนาน ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง

“แล้วดอน…?”

“ดอนวางมือแล้วครับ แต่พยายามปิดข่าวเรื่องนี้อยู่”

มือที่ถือถ้วยกาแฟของคาโรลกำแน่นกว่าเดิม เขาหลับตาลงอีกครั้งแล้วพึมพำ

“ฉันหนี…เพราะความขี้ขลาดของตัวเอง แต่กลับปล่อยให้…น้องชายต้องมารับกรรมแทน” เขาลุกขึ้นช้า ๆ ไม่ลังเลอีกต่อไป สายตาที่เคยมืดหม่นตอนนี้เริ่มนิ่งและแน่วแน่ เขาหันไปสบตาสายลับคนนั้นแล้วพูดชัดเจน

“เตรียมตั๋วเครื่องบินให้ฉัน คืนนี้…ฉันจะกลับบ้าน”

วันถัดไป

ห้องรับแขกเงียบสงบ แสงแดดอ่อนส่องผ่านม่านโปร่งพาดทับบนพรมเนื้อหนานุ่มบรรยากาศที่เคยว่างเปล่าถูกเติมเต็มด้วยบางสิ่ง เสียงเปียโนไม่ดังเกินไป ไม่เร่ง ไม่ร้อน แต่เป็นท่วงทำนองที่แฝงความอบอุ่นและเรียบง่าย อลันนั่งอยู่หน้าคีย์บอร์ดของเปียโนเก่าแก่นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ วางลงบนคีย์ขาว เขาไม่ได้ใช้โน้ต ไม่มีแม้แต่บทเพลงในหัว มีเพียงเสียงที่อยู่กับความทรงจำที่ยังไม่เคยหายไป ที่โซฟามุมห้อง คามินนั่งเงียบ เขาไม่ได้พูดอะไร ใบหน้าดูสงบแต่ไม่ได้เย็นชาเหมือนเคย แม้ดวงตาจะยังมองไม่เห็นแต่หัวใจกลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจ อลันไม่ได้ช่วยให้เขากลับมามองเห็น แต่กำลังทำให้เขารู้ว่าเขายังรู้สึกได้อยู่

เสียงเพลงยังดำเนินต่อ เมโลดี้ค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะ ลื่นไหลไปสู่ทำนองที่คุ้นเคย คามินขมวดคิ้วเล็กน้อย หันศีรษะไปตามเสียงที่เริ่มจี้ความทรงจำ เขาจำได้ว่าเคยเล่นเพลงนี้กับใครบางคน มือเรียวของอลันแตะแขนเขาเบา ๆ

“พี่มิน…จำเพลงนี้ได้ไหม”

“เพลงแรกที่พี่สอนลันเล่น” คามินนิ่ง ไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ อลันไม่รอเขาค่อย ๆ จับมือใหญ่นั้นอย่างอ่อนโยน แล้วพาเดินไปที่หน้าเปียโน ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ กัน

“พี่มินเล่นคีย์ขวานะ ลันจะเล่นคีย์ซ้าย” มือของคามินวางลงบนเปียโนช้า ๆ ปลายนิ้วสัมผัสคีย์ขาวในจังหวะที่ช้าลงแต่แน่นขึ้น เสียงเปียโนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงของสองคน จังหวะหนึ่งอ่อนโยน อีกจังหวะหนึ่งหนักแน่น แต่ไม่ได้แข็งกระด้าง ถึงจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เสียงนั้นอบอวลอยู่ในห้องรับแขกเงียบ ๆ อย่างมีชีวิต รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปากของคามิน แม้ไม่มีใครเห็น แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ารอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ อลันเหลือบมองเขาในระยะที่ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ หัวใจเขาเต้นแรงจนต้องพูดกลบเสียงตัวเอง

“พะ…พี่มินเล่นเก่งเหมือนเดิมเลย” คามินหันศีรษะไปยังเสียงนั้น แสงแดดที่พาดผ่านม่านบางตกกระทบลงบนเส้นผมของอลัน คามินกระพริบตาถี่ ๆ และในวินาทีนั้นเอง เงาแสงจาง ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า แม้เป็นเพียงแวบเดียว แต่สำหรับเขามันคือครั้งแรกที่เห็นบางอย่างอีกครั้งในรอบเดือน คิ้วของเขาขมวดแน่นเล็กน้อย เขาไม่พูดอะไร แต่ในใจไหววูบ อลันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบนสีหน้าของอีกฝ่าย จึงเอื้อมมือมาแตะแขนเบา ๆ

“พี่มิน…เป็นอะไรหรือเปล่า” คำถามนั้นไม่ได้เร่ง ไม่ซัก มีเพียงความห่วงใยที่โอบอุ้มไว้ด้วยเสียงอ่อนโยน แสงเลือน ๆ ที่เขาเห็นจางหายกลายเป็นความมืดอีกครั้ง คามินเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“ไม่มีอะไร” อลันไม่ซักถามต่อ เพียงแค่พยักหน้าช้า ๆ แล้วหันกลับไปที่เปียโน ทำเหมือนทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ในขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง กลิ่นขนมอบแบบไทยโบราณลอยมาก่อนตัว คุณหญิงพิศมัยก้าวเข้ามาในห้องรับแขกด้วยถาดขนมตะโก้ใบเตยในมือ หน้ากะทิขาวนวล

“ลูก ๆ พักทานขนมที่แม่ทำเองหน่อยไหม” เสียงของเธอนุ่มละมุน ราวกับจะละลายบรรยากาศตึงเครียดที่ยังอวลอยู่ อลันลุกขึ้นรับถาดอย่างสุภาพ

“ขอบคุณครับคุณน้า น่าทานมากเลยครับ” คุณหญิงยิ้มอ่อนโยน พลางพยักหน้า อลันวางถาดที่โต๊ะหน้าโซฟา ก่อนจะหันกลับไปหาคามิน มือเรียวแตะแขนอีกฝ่ายเบา ๆ

“พี่มิน ไปนั่งที่โซฟากันดีกว่า” คามินพยักหน้าเงียบ ๆ ปราศจากคำพูด มือใหญ่ของเขาวางบนแขนของอลัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปด้วยกันราวกับคุ้นเคยกับท่าทีเช่นนี้ เมื่อถึงที่นั่งอลันช่วยประคองให้นั่งลงอย่างนุ่มนวล จากนั้นหยิบช้อนเงินเล็กวางลงบนฝ่ามือของคามิน

“ขนมอยู่ตรงนี้นะ” คามินค่อย ๆ คลำหา ใช้สัญชาตญาณสัมผัสถ้วยเล็กบนถาด เขาตักขนมเข้าปากอย่างระมัดระวังไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร แต่ไม่ได้ผลักไส อลันเองก็ตักคำหนึ่งเข้าปากแล้วยิ้มออกมา

“อร่อยมากเลยครับคุณน้า นุ่ม ละมุนมากเลย”

“น้าตั้งใจทำสุดฝีมือเลย ดีใจที่หนูชอบนะลูก” คุณหญิงพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ ก่อนจะหันหลังกลับ

“เดี๋ยวน้าเอาน้ำอัญชันเย็น ๆ มาให้นะ ดื่มแล้วจะได้สดชื่น”

“เดี๋ยวลันไปยกมาเองดีกว่าครับคุณน้า” อลันรีบลุกขึ้น แต่คุณหญิงยกมือห้ามอย่างเอ็นดู

“ไม่เป็นไรจ้ะ หนูลัน น้าจะสั่งแม่บ้านให้เอาไปเสิร์ฟให้ท่านลุงด้วย ลูก ๆ อยู่คุยกันไปนี่แหละ”

ไม่กี่นาทีต่อมาคุณหญิงกลับมาพร้อมถาดเครื่องดื่มในมือ รอยยิ้มอ่อนโยนยังไม่จางหาย แต่เมื่อเดินถึงกลางห้อง สายตาของเธอพลันชะงัก ตรงหน้าประตูบ้านเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ ชายคนนั้นสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย รูปร่างผอมซูบ แต่ในดวงตามีบางสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยน มือที่ถือถาดเริ่มสั่น แรงพอจะทำให้แก้วน้ำในถาดสั่นคลอน

“…คาโรล” เธอพึมพำเสียงเบา ราวกับไม่แน่ใจว่าตัวเองเห็นจริงหรือแค่ตาฝาด ถาดตกลงพื้นเสียงแก้วแตกกระจาย น้ำอัญชันหกเป็นวงบนพรม เศษแก้วกระจายคล้ายชิ้นส่วนของเวลา คามินหันขวับตามเสียง

“เกิดอะไรขึ้น” เสียงเขาเรียบแต่สั่นนิด ๆ อย่างบอกไม่ถูก อลันลุกพรวดรีบเข้าไปประคองคุณหญิง

“คุณน้าเป็นอะไรไหมครับ ระวังเศษแก้วนะครับ”

คุณหญิงไม่ได้ตอบ เธอยืนตัวแข็ง ดวงตาจับจ้องที่ชายตรงหน้าประตู และเมื่อเขาก้าวเข้ามาใกล้ น้ำตาก็ไหลลงข้างแก้มช้า ๆ

“คาโรล…ลูกแม่” ชายคนนั้นคือลูกชายคนโตของเธอ ผู้ที่หายไปนานจนไม่มีใครคิดว่าเขาจะกลับมา

“แม่…” เสียงสั่นเครือ เขาคุกเข่าลง ก้มกราบเท้าแม่แน่น ราวกับจะฝังตัวเองลงในความผิด

“แม่…ผมขอโทษ” เสียงนั้นสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำ แต่แววตาของผู้เป็นแม่ไม่ลังเลเลยสักนิด คุณหญิงทรุดตัวลงโอบกอดลูกชายไว้แน่น

“…ไม่เป็นไรลูก” น้ำตาไหลเปียกไหล่เสื้อ ร่างในอ้อมกอดสั่นระริกเหมือนเด็กที่เพิ่งหาทางกลับบ้านเจอ แต่ในอีกฝั่งหนึ่งของห้องรับแขก มีคนหนึ่งได้ยินทุกคำพูดทุกอารมณ์ คามินขมวดคิ้วก่อนจะลุกพรวดอย่างรวดเร็วจนชนโต๊ะตรงหน้าเขาเซไปนิดหนึ่ง มือเขากำแน่นโดยไม่รู้ตัว เสียงโครมจนทุกสายตาหันไปมอง อลันที่ยืนอึ้งกับสถานการณ์ตรงหน้า ได้สติกลับคืน รีบก้าวไปแตะแขนคามินเบา ๆ

“พี่มิน” คามินยืนตรงไม่ขยับ ไม่พูด แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“คามิน…” คาโรลเรียกเสียงสั่น คามินหันหน้าตามต้นเสียง

“แกกลับมาทำไม” เสียงเรียบ แต่แข็งเหมือนเหล็กกล้า

“พี่รู้ว่าพี่ไม่มีสิทธิ์ แต่—” เสียงนั้นเบา แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่กดทับ

“ใช่ แกไม่มีสิทธิ์” น้ำเสียงนิ่งแต่คมราวกับมีด อลันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไป “แกไม่มีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าพี่”

“ไม่มีสิทธิ์พูดอะไร เพราะมันลบล้างความผิดที่แกทำไม่ได้” คามินพูดต่อ “แกเลือกแล้ว และทิ้งทุกอย่างไว้ให้คนที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อมัน” คำพูดสุดท้ายเปรียบเหมือนลมเย็นที่พัดเฉือนทุกคนในห้องอย่างเงียบงัน คาโรลยืนกำมือแน่นอยู่ที่เดิมอย่างพ่ายแพ้ ดวงตาแดงก่ำมองน้องชายตรงหน้า เขายังจำภาพของคามินในวัยเด็กที่วิ่งตามหลังเขาได้ดี แต่เด็กคนนั้นในวันนี้เติบโตขึ้นเป็นผู้ชายที่ไม่เหลือร่องรอยของน้องชายคนเดิมอีกแล้ว และในจังหวะนั้นเองเสียงประตูห้องด้านหลังเปิดออก

‘แกรก’ เสียงประตูเปิดออก ทุกคนในห้องหันไปพร้อมกัน ดอนคอร์เลโอเน่ ก้าวออกจากห้องทำงานด้วยท่าทีสงบนิ่ง เส้นผมสีเทาเนี๊ยบเรียบ ชุดสูทตัดเฉียบ แต่สิ่งที่เด่นที่สุดคืออำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขาโดยไม่ต้องพูดแม้แต่คำเดียว เขาหยุดยืนกลางห้องก่อนจะกวาดสายตาช้า ๆ มาหยุดที่คาโรล

“บ้านหลังนี้เงียบมาตลอดห้าปี…” เขาพูดเรียบ ๆ “ทำไมวันนี้มันถึงเสียงดังกว่าทุกครั้ง” ไม่มีใครกล้าส่งเสียงตอบ

“กลับมาจนได้นะ คาโรล…คนที่ทิ้งเก้าอี้ตำแหน่งไว้กลางสนามรบ” น้ำเสียงไม่ได้ดุดันแต่หนักแน่นราวกับบรรพต

“แกยังกล้ากลับมาอีกเหรอ!” คำประกาศิตนั้นปลิวไปทั่วห้องเหมือนใบมีด

“ถ้าคิดว่ากลับมาเพื่อหวังอะไร แกออกไปซะ”

“ถ้าเรื่องอื่น…อย่างแรกที่แกจะต้องทำ คือเคารพน้องชายแก” ไม่มีใครกล้าขัด กล้าเถียง ไม่มีกระทั่งเสียงหายใจ ดอนคอร์เลโอเน่หันหลังกลับไปเงียบ ๆ และปิดประตูลงด้วยเสียงดังปัง ที่เหมือนตอกย้ำจุดแตกหักของครอบครัว คามินยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับไปไหน ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แววตาที่มองไม่เห็นเต็มไปด้วยบางอย่างที่ซ่อนลึก อลันมองดูทั้งสองพี่น้องตรงหน้าในหัวของเขามีแต่คำถามและความเงียบ เพราะรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาสำหรับถ้อยคำใด ๆ

“…ฉันอยากขึ้นห้อง” เสียงของคามินเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ชัดเจนพอให้หัวใจของคนฟังสั่นไหว อลันพยักหน้าช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ยื่นมือไปจับมือของอีกฝ่าย ก่อนจะวางมือลงเบา ๆ บนแขนของตัวเอง แล้วพาคามินก้าวเดินขึ้นบันได ท่ามกลางความเงียบที่ยังปกคลุมไปทั้งบ้าน

ด้านในห้องของคามิน

ห้องนอนยังคงอบอุ่นจากแสงแดดสายที่ลอดผ่านผ้าม่าน อลันพาคามินมานั่งลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

“งั้นลันกลับก่อนนะ”

คามินไม่ได้ตอบในทันที ใบหน้าเขานิ่ง แต่ริมฝีปากตึงขึ้นเล็กน้อย เหมือนกำลังลังเลบางอย่างที่ไม่คุ้น และในที่สุดเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแผ่วเบา แทบจะกลืนไปกับลมหายใจ

“อย่าเพิ่งกลับ…”

อลันชะงัก ประโยคนั้นไม่ยาวแต่ทำให้เขาหันกลับมามองทันทีและพยักหน้าแทนคำตอบ

อีกด้านศาลาริมน้ำหลังบ้าน

แสงแดดอ่อนพาดผ่านเงาไม้ คาโรลนั่งอยู่เพียงลำพัง มือประสานบนตักสายตาเหม่อมองปลาที่แหวกว่ายในสระ แต่มากกว่านั้นคือเขากำลังจมอยู่กับภาพอดีตที่ไม่มีวันแก้ไขได้ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังใกล้เข้ามา คุณหญิงพิศมัยเดินมาช้า ๆ พร้อมถาดเล็กในมือมีน้ำเย็นในแก้วใส เธอวางถาดตรงหน้าคาโรลอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เธอไม่พูดอะไรในทันที เพียงแค่มองลูกชายคนโตด้วยแววตาเจ็บปวดที่ซ่อนความเข้าใจ คาโรลก้มหน้า มือสั่นเล็กน้อย เสียงแผ่วราวกระซิบหลุดออกมา

“แม่…ผมไม่ควรกลับมาใช่ไหมครับ”

คุณหญิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือลูกชายเบา ๆ และตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงแต่เต็มไปด้วยอ้อมกอดทางอารมณ์

“ตราบใดที่ลูกเป็นลูกของแม่…ไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ไหน แม่ก็จะยังเป็นบ้านของลูกเสมอ” คาโรลเม้มปากแน่น ไม่กล้าสบตา เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ให้อภัยเขาเสมอ แต่สิ่งที่เขาทำมันอาจไม่มีวันหายไปจากสายตาคนอื่น

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 113

    “ไม่มีทาง…” เสียงของเขาแผ่วเบา แต่แน่วแน่ “ลันเลือกพี่มินแล้ว และจะเลือกทุกวันจากนี้ไป” ไม่มีถ้อยคำใดหวือหวา ไม่มีคำสาบานยืดยาว มีเพียงการสวมแหวนที่เรียบง่ายเปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง มีสายตาที่สื่อสารแทนทุกอย่างว่า ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ’ เสียงปรบมือดังขึ้นประปราย เฟรโด้หัวเรา

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 112

    “ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาในวันนี้…” เสียงของเขานิ่ง เรียบ แต่หนักแน่นจนเงียบทั้งห้อง “นี่จะเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ผมเชื่อว่าทุกคนที่นี่…และทุกคนในประเทศนี้ควรได้รับ” เสียงปรบมือดังขึ้นเรื่อย ๆ แววตาหลายคู่มีน้ำตา พ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่ได้รับทุนจากมูลนิธิต่างลุกขึ้นปรบมือด้วยความจริงใจจนเสี

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 111

    “คุณตา! คุณตาขา!” เสียงของแมร์รี่ในชุดเดรสสีขาววิ่งเข้ามา ผมสีน้ำตาลหยิกเป็นลอนสวยสะบัดไปตามแรงวิ่ง ตุ๊กตากระต่ายสีชมพูในอ้อมแขนกระเด้งดึ๋งดั๋งตามจังหวะฝีเท้าไร้เดียงสา ดอนหัวเราะแผ่ว ๆ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู “มาแล้วเหรอ คนเก่งของตา…” แมร์รี่ยิ้มแฉ่งก่อนจะกระโดดขึ้นไปกอดดอนไ

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 110

    Chapter 42 บรรยากาศภายในตึกสูงของห้องประชุมลับชั้นบนสุด เงียบสงบกว่าทุกวันแต่ภายใต้ความนิ่งสงบมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันราวกับระลอกคลื่นคลื่นใต้น้ำที่ไม่มีใครมองเห็น ประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างช้า ๆ เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นดังแผ่วเบา คามินในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมแววตาเรียบนิ่งไร้อารมณ์

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 109

    “ฉันเชื่อใจแก” “ว่าแกจะสามารถยืนได้โดยไม่มีใครล้มแกได้อีก”คามินรับปืนมาเงียบ ๆ มาเงียบ ๆ ปลายนิ้วลูบผ่านตัวปืนช้า ๆ ราวกับสัมผัสถึงน้ำหนักของมัน ไม่ใช่แค่น้ำหนักของโลหะแต่คือน้ำหนักของชีวิต เลือดและบาปทั้งหมดที่หล่อหลอมเขามา เขาเงยหน้าขึ้นสบตาบิดา ริมฝีปากขยับช้า ๆ “…ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มต่ำเบา แต

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 108

    รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากสถานที่ประชุมช้า ๆ เสียงเคริ่งยนต์แผ่วเบา ภายในรถเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของแต่ละคน คามินนั่งพิงเบาะด้านหลัง ดวงตาไร้แววทอดมองออกไปยังแสงไฟถนนที่ไหลผ่านอย่างเนิบช้า มือข้างหนึ่งวางอยู่บนต้นขา มือที่เพิ่งปลิดชีวิตใครบางคนไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน อลันนั่งอยู่ข้าง ๆ นทีนั

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 79

    บ้านริมหาด รถสีดำคันหรูแล่นเข้าจอดใต้ร่มไม้ริมชายหาดส่วนตัวที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก แสงแดดอ่อนยามบ่ายส่องลอดผ่านกิ่งไม้ลงมากระทบกับพื้นทรายสะอาด สายลมทะเลพัดเบา ๆ พาเอากลิ่นเค็มของคลื่นและเสียงน้ำกระทบฝั่งมาแตะหูอย่างแผ่วเบา คามินลงจากรถก่อนยกกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดลงจากท้ายรถด้วยท่าทีเรียบนิ่งแต่ด

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 9

    Chapter 8 แสงแดดอ่อนลอดผ่านม่านสีขาวสะอาดในโถงกลาง อากาศเงียบสงบ เย็นเยือกเกินกว่าที่จะเรียกว่าเช้าแสนธรรมดา ประตูห้องบนชั้นสองเปิดออกอย่างแผ่วเบา เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่มั่นคงค่อย ๆ ก้าวลงบันได คามินในเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงผ้าธรรมดาใช้มือหนึ่งไล้ตามราวบันไดเพื่อประคองตัว ขณะที่อีกมือแนบลำตัว สีหน้

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 8

    Chapter 7 ห้องประชุมบนชั้นสูงสุดของตึกเศวตากรุ๊ป เงียบงันจนน่าหวั่น แม้ภายในจะเต็มไปด้วยผู้ทรงอิทธิพลกว่าสิบห้าชีวิต ทั้งนักธุรกิจอาวุโส หุ้นส่วนหลัก และบอร์ดผู้บริหาร เก้าอี้ประธานด้านหน้าสุดยังคงว่างเปล่า ตำแหน่งที่เคยเป็นของคามิน แต่ในวันนี้กลับเป็นชายชราผู้หนึ่งที่คุ้นเคยเดินตรงเข้ามาแทนที่ ดอ

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 1

    ในโลกที่แสงส่องไม่ถึง กฎข้อแรกของการมีชีวิตคืออย่าเชื่อใจใคร กฎข้อที่สองคืออย่าหวังว่าความไว้ใจจะรอดจากกระสุน และกฎข้อที่สาม เมื่ออยู่ในเกมอย่าเป็นเพยงคนดู ต้องเป็นผู้นำเสมอ คามิน คอร์เลโอเน่ เศวตาภิวัฒน์ ในวัยยี่สิบเจ็ดปี คือผู้นำของอาณาจักรสีเทาที่แม้แต่ กฎหมายยังเอื้อมไม่ถึง ประธานบริษัทที่ไม่

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status