LOGINเธอคือ 'นักสังหารไร้เงา' มือสังหารอันดับหนึ่งของโลกที่ซ่อนตัวภายใต้ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาอาชญากรรมของ FBI ความงามของเธอคือกับดัก แต่ความปรารถนาเดียวที่เธอโหยหา คือความจริงเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริง ซึ่งไม่มีใครเคยล่วงรู้ เขาคือ 'จักรพรรดิแห่งเงา' ผู้นำสูงสุดแห่งโลกใต้ดิน ผู้ซึ่งมีแต่ความเย็นชาและอำมหิตทำให้โลกต้องสั่นคลอน เขามีทุกสิ่ง ยกเว้นหญิงสาวคนเดียวที่เขายอมลดตัวลงตามหา โชคชะตาเล่นตลก เมื่อภารกิจไขปริศนาตัวตนของเธอ นำพาเข้าสู่วงโคจรของเขา... เขาจะสามารถหาผู้หญิงที่เขาเฝ้ารอมาทั้งชีวิตหรือไม่? และเมื่อได้พบ... เขาจะรู้หรือไม่ว่าคนๆ นั้นอยู่ใกล้ชิดจนน่าตกใจ?
View Moreนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา
โรงแรมรอยัลใจกลางนิวยอร์กกำลังจัดงานเลี้ยงน้ำชาของคนในโลกใต้ดิน แขกทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นหลายชั้นตั้งแต่ทางเข้า โทรศัพท์ อุปกรณ์สื่อสาร และอาวุธทุกชนิดถูกห้ามนำเข้าภายในงาน แม้แต่ผู้ติดตามส่วนตัวก็ต้องรออยู่นอกพื้นที่จัดเลี้ยง มีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของผู้จัดงานเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธ
แชมเปญเฝ้ามองขั้นตอนเหล่านั้นมาตั้งแต่ก่อนเข้าห้องจัดเลี้ยง และยอมรับในใจว่าคนของคีรินทำงานละเอียดกว่าข้อมูลที่เธอได้รับเสียอีก ทว่าเธอไม่เคยฝากความสำเร็จของภารกิจไว้กับการลักลอบพกอาวุธผ่านด่านตรวจ สิ่งที่ต้องใช้คืนนี้ถูกแยกซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ ตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม ส่วนของที่อยู่บนตัวล้วนดูเป็นเครื่องประดับธรรมดา หากไม่มีใครรู้โครงสร้างของมันก็ไม่มีทางแยกออกจากของทั่วไปได้
กฎเข้มงวดเช่นนี้ถูกเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษหลังจากมีสาส์นลับส่งมาถึงคีรินหนึ่งวันก่อนงานเริ่ม ข้อความในนั้นมีเพียงประโยคสั้นๆ ว่า คืนนี้ ‘นักสังหารไร้เงา’ จะมาเอาชีวิตเขา
บนชั้นสอง หญิงสาวรูปร่างเย้ายวนในชุดเดรสรัดรูปสีแดงเพลิงเอนกายพิงโซฟา ดวงตาสีฟ้าคมกริบมองผ่านขอบแก้วไวน์ลงไปยังห้องจัดเลี้ยงเบื้องล่าง ท่าทีของเธอสบายเกินกว่าจะทำให้ใครสงสัยว่า คนที่ทั้งงานกำลังป้องกันอยู่ก็คือเธอ
ใต้ชุดราตรีสีแดงมีชุดรัดรูปสีดำแนบตัวซ่อนอยู่ เครื่องประดับทุกชิ้นบนร่างผ่านการตรวจค้นมาแล้วอย่างแนบเนียน แต่ไม่มีใครรู้ว่าแหวนสีดำอมน้ำเงินที่นิ้วกลางซ่อนตัวส่งสัญญาณขนาดเล็กไว้ และกิ๊บประดับผมคือเครื่องมือปลดล็อกที่ถูกออกแบบมาเฉพาะงานนี้
แชมเปญเตรียมสถานที่ล่วงหน้าหลายวัน เธอไม่ได้มีผู้ช่วยและไม่จำเป็นต้องมี อุปกรณ์สำหรับตัดระบบไฟถูกฝังไว้ในจุดที่กำหนดตั้งแต่ก่อนวันงาน คืนนี้เธอเพียงต้องส่งสัญญาณให้มันทำงานตามเวลา
การสำรวจโรงแรมกินเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ เธอเคยมาที่นี่ในฐานะลูกค้าร้านอาหาร เคยเดินผ่านโถงบริการในฐานะแขกของโรงแรม และเคยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีจำผังทางหนีไฟจากแผนผังที่ติดอยู่หลังประตูห้องพัก ทุกเส้นทางถูกจำไว้ในหัว ทั้งตำแหน่งกล้อง จุดอับของเซ็นเซอร์ เวลาที่เจ้าหน้าที่ผลัดเวร และประตูบานใดต้องใช้บัตรระดับไหนจึงจะเปิดได้
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอแปลกใจ คืนนี้ช่องว่างบางจุดในระบบรักษาความปลอดภัยกลับเปิดทางให้มากกว่าที่ควรจะเป็น กล้องสองตัวตรงทางเดินชั้นลอยถูกปรับมุมออกจากแนวเดิม และเจ้าหน้าที่บางตำแหน่งถูกย้ายไปเฝ้าทางเข้าหลักแทน หากเป็นมือใหม่อาจมองว่าเป็นโชค แต่สำหรับแชมเปญ ความง่ายผิดปกติมักหมายถึงกับดัก เธอจดความผิดปกตินั้นไว้ในใจ ก่อนตัดสินใจเดินหน้าต่อ เพราะเวลาที่องค์กรให้มีไม่มาก และเธอไม่ต้องการกลับไปมือเปล่าอีก
หญิงสาวหมุนแก้วไวน์เบาๆ แล้วกวาดสายตาไปยังชายคนหนึ่งที่เพิ่งปรากฏตัวด้านล่าง
คีริน…
ภาพถ่ายในแฟ้มภารกิจไม่ได้คมชัดนัก แต่เพียงพอให้เธอจดจำโครงหน้า ส่วนสูง และลักษณะการเดินของเป้าหมายได้ ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำเดินผ่านฝูงชนด้วยท่าทีเย็นชา ทุกคนรอบตัวแหวกทางให้โดยไม่ต้องมีคำสั่ง และยิ่งมอง แชมเปญก็ยิ่งแน่ใจว่าเธอไม่ผิดคน
นี่คือภารกิจสุดท้ายที่องค์กรกำหนดให้เธอ
หากฆ่าคีรินสำเร็จ องค์กรจะคืนข้อมูลอดีตทั้งหมดที่ถูกลบไปให้เธอ ตั้งแต่จำความได้ หญิงสาวรู้เพียงว่าตัวเองชื่อ ‘แชมเปญ’ ส่วนชื่อครอบครัว พ่อแม่ บ้านเกิด หรือแม้แต่เหตุผลที่เข้ามาอยู่ในองค์กรนั้นไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ
เธอเบื่อการเป็นคนที่ไม่มีอดีตเต็มที
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แชมเปญเคยถามองค์กรนับครั้งไม่ถ้วนว่าก่อนจะถูกฝึกเป็นนักฆ่าเธอเคยเป็นใคร คำตอบที่ได้รับมีเพียงคำเดิมว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมข้อมูลจะถูกคืนให้ หลังจากภารกิจแล้วภารกิจเล่า เงื่อนไขก็ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายชื่อของคีรินถูกวางลงตรงหน้าในฐานะประตูบานสุดท้าย
แชมเปญไม่รู้ว่าความจริงหลังประตูนั้นจะน่าพอใจหรือไม่ บางทีครอบครัวอาจตายหมดแล้ว บางทีคนที่เธอเคยเป็นอาจไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องการสิทธิ์ที่จะรู้ ความว่างเปล่าในความทรงจำไม่เคยทำให้หญิงสาวอ่อนแอ ทว่ามันทำให้รู้สึกเหมือนชีวิตครึ่งหนึ่งถูกคนอื่นกำเอาไว้ และคืนนี้เธอตั้งใจจะเอาชีวิตนั้นคืนมา
บนโลกใบนี้มีผู้หญิงสองคนที่ไม่มีใครรู้ใบหน้าที่แท้จริง คนหนึ่งคือ ‘นักสังหารไร้เงา’ นักฆ่าที่ลงมือรวดเร็วจนแทบไม่มีพยาน อีกคนคือ ‘นักล่าเงา’ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาอาชญากรรมซึ่งไม่เคยเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะ และไม่มีใครรู้ว่าชื่อทั้งสองนี้แท้จริงเป็นของคนคนเดียวกัน
แชมเปญยกแก้วขึ้นจิบอีกครั้ง ดวงตายังคงจับอยู่ที่คีริน
ระยะห่างระหว่างพวกเขาไม่มาก แต่แรงกดดันที่แผ่ออกจากชายคนนั้นกลับทำให้สัญชาตญาณของนักฆ่าเตือนขึ้นมาอย่างประหลาด
เธอกดความรู้สึกนั้นทิ้งทันที คืนนี้ไม่ได้มาที่นี่เพื่อกลัวใคร
หญิงสาววางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเตี้ย ขยับข้อมือเพียงเล็กน้อยเพื่อทดสอบแหวนส่งสัญญาณ จากนั้นกวาดสายตารอบห้องเป็นครั้งสุดท้าย โต๊ะของคีรินอยู่ห่างจากบันไดหลักไม่ถึงสามสิบเมตร แต่เขามีทางออกส่วนตัวอยู่ด้านหลัง และจากข้อมูลที่ได้มา คนของเขาจะพาเขาเข้าห้องรับรองทันทีหากระบบไฟมีปัญหา นั่นคือจุดที่เธอเลือกลงมือจริง
เธอเหลือบมองนาฬิกา แล้วใช้นิ้วโป้งแตะขอบแหวนสีดำเบาๆ อีกไม่กี่วินาที ทุกอย่างจะเริ่มต้น
ในเวลาเดียวกัน คีรินซึ่งกำลังรับถ้วยชาจากบริกรพลันเงยหน้าขึ้นไปทางชั้นสอง ดวงตาสีดำกวาดผ่านฝูงชนอย่างสงบนิ่ง ไม่มีใครรู้ว่า นอกจากการรอรับมือกับนักสังหารที่ส่งสาส์นมาท้าทายแล้ว เขายังตามหาร่องรอยของผู้หญิงคนหนึ่งมานานหลายปี
ชื่อของผู้หญิงคนนั้นเขาจำได้ไม่เคยลืม
แชมเปญ...
หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทันหลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้นความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้างความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัวเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหา
ในห้องโถงใหญ่…ทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแชมเปญได้ยินคีรินพูดถึงการตายของมาวิสในคุก และยังมีกระดาษในมือซึ่งเขียนข้อความว่า ‘We are the same’ เธอรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูในมือของแชมเปญคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามผู้ ทรงอิทธิพลสามคนแห่งตระกูลโภคินชยกุล หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจ และเป็นสายเลือดเศรษฐกิจของโลกคีรินยืนอยู่ด้านหลังแชมเปญ ส่วนเจซุสและอธิปยืนอยู่สองข้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาทุกคนกำลังทำคือจ้องมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขและรูปภาพบางส่วน ในนั้นมีรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ในฝ่ามือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ หากขยายภาพจะเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษเขียนว่า we are the same.บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างที่สุด เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ หรือเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจนนิ้วของแชมเปญกำลังจะพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง“หยุดก่อน” อธิปเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปทันทีที่เขาพูดจบ นิ้วของแชมเปญก็หยุดลง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอะไรกัน?ความหมายของคุณคือ...” แชมเปญพูดติดอ่า
เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิง ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอยเข้าสู่หูของคีริน ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมา มือหนาหดกลับอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณนั้นจุดอ่อนไหว เปลี่ยนมาจับและบีบคลึงผิวขาวผ่องบนต้นขาของเธอ ดวงตาคมราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน กำลังจะลุกโชน แต่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาอย่างไรดี จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นและออกแรงบีบที่ต้นขาเนียนสวยแชมเปญไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้กำลังมากขนาดนี้ จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ ต้นขาสวยเจ็บแปลบ เธอขบเม้มริมฝีปาก แล้วส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบา เสียงร้องเล็กๆ นั้นราวกับลูกแมว ทั้งน่ารัก และทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องการทำรุนแรงใส่สักครั้งดวงตาที่คมกริบของคีรินยังคงจ้องมองอย่างตั้งใจส่วนแชมเปญนั้นรู้สึกอับอายแทบจะทนไม่ไหวตกลงเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?หญิงสาวหนีบเรียวขาที่บอบบางเข้าหากันแน่น มีเจตนาจะก้มลงเก็บผ้าขนหนู โดยหวังจะถอยห่างจากคีรินให้ไกลที่สุด แต่ทว่า...มือหนายังคงไม่ปล่อย หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีกด้วย“คะ คุณคีริน หนึ่งนาทีสิบสองวินาที น่าจะพอให้คุณยืนยันแล้วนะคะ?” แชมเปญยิ้มออกมา พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วต้นขา แล้วเอ่
แชมเปญเผยรอยยิ้มจางๆ ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ นิ้วที่จับขอบผ้าขนหนูไว้กำแน่นขึ้น ผิวของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดสลับกับแดงเรื่อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำได้ไหมคะ?”คีรินจ้องมองตรงมาที่เธอ เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่เม้มปากเบาๆ แทนคำตอบแชมเปญฝืนยิ้ม “ทำไมคุณถึงต้องการตัวฉันคะ?”ต้องการตัวฉัน?ไม่ใช่ว่าคีรินจะไม่เข้าใจความหมายของเธอเขาหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณคิดว่าคุณมีความสามารถมากพอ ที่จะทำให้ผมต้องการอย่างนั้นหรือ?” ขณะที่พูด คีรินเน้นคำว่า “ต้องการ” อย่างชัดเจน เขายกคิ้วมองแชมเปญด้วยสีหน้าที่ขบขันอย่างที่สุด ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกมาเมื่อแชมเปญได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จิตใจของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีรินไม่ได้ต้องการตัว นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการตรวจสอบบางอย่างบนตัวเธอเท่านั้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง บนร่างกายเธอมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันแน่? หรือว่าเขากำลังสงสัยว่าจะซ่อนอาวุธอะไรไว้บนร่างกาย?ความคิดนี้ทำให้แชมเปญรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ไม่มีทางที่คีรินผู้ทรงอิทธิพลจะกลัวว่าเธอจะพกอะไรติดตัวมา หากจำเป็น เขาก็แค่จับขังไว้แล้วสั่งค
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่งแชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้นแชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้
คีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากันบรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันเจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อ
เสียงพิมพ์แป้นพิมพ์ดังต่อเนื่องจนแทบไม่ได้ยินช่องว่างระหว่างเสียง ภายในห้องปิดของตระกูลโภคินชยกุล มีคนสี่คนซึ่งมีออร่าที่โดดเด่น สามคนเป็นผู้ชายและหนึ่งคนเป็นผู้หญิง แต่ละคนดูไม่ใช่คนธรรมดา และไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว พื้นที่เงียบสงบ เงียบจนประสาทการได้ยินสามารถไวต่อเสียงได้ถึงขั้นที่ว่าหากเ
เจซุสพยักหน้า มือทั้งสองข้างกอดอกเม้มปากเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าสามารถจำกัดขอบเขตได้แล้ว แต่ผมต้องการคำตอบที่ใกล้เคียงกว่านี้” พูดจบเขาก็เลิกคิ้วมองเธอแชมเปญเห็นแววตาที่เชื่อมั่นของเจซุส ก็เผยรอยยิ้มที่สดใสแล้วยักไหล่เล็กน้อย “แน่นอนค่ะ ด้วยระยะห่างระหว่างคดี ทำให้เรารู้ว่าสถานที่เกิดเหตุไม่