Chapter 4
เช้าตรู่ในวันหนึ่งของฤดูฝนฟ้าไม่สดใสแต่ก็ไม่หม่นเมฆขาวบางปกคลุมตัดกับแสงแดดอ่อน ๆ ที่ลอดลงมาระหว่างกิ่งไม้ กลิ่นฝนเจือจางในอากาศเย็นชื้นชวนให้รู้สึกว่าวันนี้อาจสงบกว่าทุกวัน รถหรูสีขาวสะอาดจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ เสียงเครื่องยนต์ดับลงอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่ประตูจะเปิดออกเผยร่างชายหนุ่มในชุดเรียบง่าย
อลันก้าวลงมาเงียบ ๆ มือหนึ่งถือของฝาก สายตามองสำรวจรอบบ้านที่เขาเคยมาเมื่อยังเป็นเด็ก บ้านหลังเดิม เงาไม้เดิม และความรู้สึกบางอย่างที่ยังค้างอยู่ ประตูบ้านเปิดรอไว้ราวกับเจ้าบ้านรู้ล่วงหน้า คุณหญิงพิศมัยยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาอ่อนโยนของเธอทอดมองชายหนุ่มที่กำลังก้าวเข้ามา
“สวัสดีครับคุณน้า” อลันยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ก่อนจะยื่นของในมือให้แม่บ้านที่ยืนอยู่ข้างคุณหญิงอย่างเงียบ ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าคุณหญิง รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเลือนหายไปนานแล้ว
“ขอบใจนะ หนูอลันที่แวะมา”
“พี่มินอยู่ไหนเหรอครับคุณน้า” เขาถามเสียงอ่อนโยนคุณหญิงพิศมัยหลุบตาลงเล็กน้อย เสียงของเธอนุ่มแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่กลั้นไว้
“อยู่ในห้องจ้ะ แม่บ้านกำลังยกอาหารไปให้” ยังไม่ทันที่เธอจะหันไปสั่งแม่บ้าน เสียงของอลันก็ดังขึ้นเบา ๆ
“เดี๋ยวลันยกขึ้นไปเองครับ” แววตาคุณหญิงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ก็ได้จ้ะ” แม่บ้านยื่นถาดอาหารให้เขา ข้าวต้มร้อน ๆ กับน้ำผลไม้ในแก้วใส อลันมองถาดนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะสูดลมหายใจแล้วเดินขึ้นบันไดอย่างมั่นคง ทุกก้าวที่เดินไปคล้ายกำลังย้อนกลับเข้าไปในความทรงจำเก่าที่ไม่รู้ว่าเขาจะได้พบเจออะไรในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
เสียงเคาะประตูดังเบา ๆ สองครั้ง หน้าห้องยังปิดสนิท เงียบสนิท มือหนึ่งของเขาวางอยู่บนลูกบิด อีกข้างประคองถาดอาหารแน่น ไม่มีเสียงตอบกลับมา อลันจึงค่อย ๆ หมุนลูกบิด เปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องมืดสลัว ผ้าม่านหนาทึบปิดแสงจากภายนอกจนแทบไม่เล็ดลอดเข้ามา มีเพียงแสงบาง ๆ ที่พาดผ่านพื้นกระเบื้องร่างสูงนั่งพิงหัวเตียงอยู่เงียบ ๆ แม้จะมองไม่เห็นแต่เขามีประสาทสัมผัสที่ดีกว่าคนทั่วไป แม้แต่เสียงลูกบิด เสียงฝีเท้าเบา ๆ เขาจับได้หมด
“ออกไป” เสียงเข้มทุ้มดังขึ้นทันทีที่ประตูเปิด เย็นชาและห้วนเหมือนคำสั่งที่ถูกปล่อยออกมาโดยไม่รอฟังว่าใครกำลังยืนอยู่ แต่ฝีเท้าคู่นั้นไม่ได้หยุด คิ้วของคามินขมวดเล็กน้อยเขาเอียงหน้าเล็กน้อยตามเสียงที่คุ้นเคย กล้ามเนื้อบางส่วนเกร็งขึ้น ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเสียงนั้น เขาจำมันได้แม้จะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
เสียงถาดวางบนโต๊ะข้างเตียงดังขึ้นเบา ๆ ตามด้วยเสียงของใครบางคนที่แสนคุ้นเคย
“พี่มิน นี่ลันเอง” อลันเว้นไปครู่ก่อนพูดต่อ “ลันยกอาหารเช้ามาให้”
คามินชะงักไปชั่ววินาที ก่อนที่ความทรงจำสมัยเด็กจะย้อนเข้ามาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
แฟลชแบ็ก เมื่อ 22 ปีก่อน
เสียงดนตรีจากงานเลี้ยงลอดผ่านกำแพงเข้ามาแผ่วเบาภายในบ้านเศวตาภิวัฒน์ที่เต็มไปด้วยผู้คน อลันในวัยเด็กเขากำลังนั่งขดตัวอยู่ที่มุมห้องนอนแขก กอดเข่าซุกหน้าลง น้ำตาซึมขอบตาเสียงฟ้าร้องครืนทำให้ไหล่เล็ก ๆ นั้นสั่นระริก เขารอพ่อแม่อยู่ และฝนตกหนักจนไม่มีวี่แววว่างานเลี้ยงของผู้ใหญ่จะจบลงง่าย ๆ ในขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา คามินเดินเข้ามาเงียบ ๆ ดวงตาคมมองเห็นร่างที่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืด_
“ออกมาได้แล้ว” เสียงเด็กชายเอ่ยนิ่ง เรียบ เย็นชาแต่อลันไม่ตอบ ไม่ขยับ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง คามินขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ สายตาเขาไล่มองเด็กชายที่ตัวเล็กกว่าซึ่งกำลังสั่นเทาอยู่ตรงหน้า แม้จะพูดไม่เก่งนัก แต่ในใจกลับมีบางอย่างบอกให้เขาเอื้อมมือออกไป
“ไม่ต้องกลัวนะ” เสียงของเขาเบาลง
“ฉันอยู่นี่”
อลันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตากลมโตเปียกชื้นไปด้วยน้ำตาและความกลัว สายตาทั้งสองสบกันเงียบ ๆ ในความมืด ฝนยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด แต่ในวินาทีนั้นเสียงของมันเหมือนจะเงียบลงไป อลันไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่จ้องมองคามินนิ่ง ๆ และเด็กชายคนที่โตกว่าก็ยื่นมือไปหาทั้งอย่างนั้น ไม่รอคำตอบ ไม่ถามอะไรอีก
กลับปัจจุบัน
คามินเอ่ยเสียงแข็ง สีหน้าเรียบเฉยไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาแม้แต่น้อย
“มาทำไม”
“นี่คือคำทักทายของคนที่ไม่ได้เจอกันเป็นสิบปีเหรอ” น้ำเสียงเรียบ ไม่ได้เหน็บแนมแต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนทั้งหมด คามินไม่ตอบ ไม่มีแม้แต่สีหน้าที่เปลี่ยนไป อลันปรายตามองรอบห้อง กลิ่นอับจากผ้าม่านที่ไม่เคยเปิด ของใช้ตกอยู่บนพื้นอย่างไร้ระเบียบ เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินไปยังหน้าต่าง ปลายนิ้วจับขอบม่านแล้วดึงเปิด แสงแดดอ่อน ๆ ทะลุผ่านเข้ามาในห้องมืด ภายในห้องเปลี่ยนไปทันทีเมื่อแสงแตะพื้นและตัวของคนที่อยู่บนเตียง แม้ดวงตาจะมองไม่เห็นแต่คามินรู้สึกได้ แสงแดดอุ่น ๆ กระทบผิว ร่างของเขากระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น
“เธอทำอะไร” คามินพูดเสียงแข็ง
“ฉันบอกให้ออกไป”
ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงการขยับตัวของคนที่ยังคงอยู่ในห้องนั้น อลันโน้มตัวลง เก็บหนังสือเล่มหนึ่งจากพื้น เขาปัดฝุ่นออกเบา ๆ ก่อนจะวางมันกลับบนชั้นอย่างเงียบเชียบ แล้วหันไปมองร่างสูงบนเตียงอีกครั้ง
“ให้ห้องมีแสงเข้ามาบ้าง”
“อย่างน้อยพี่จะได้รับแสงแดดจากข้างนอก” น้ำเสียงนั้นไม่ได้อ่อนโยนจนน่าสงสารแต่สัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริง คามินยังคงเงียบ หัวเอียงเล็กน้อย ปลายนิ้วแตะผิวแขนตนเอง คล้ายกำลังตรวจสอบว่าตัวเองยังรู้สึกถึงแดดที่ส่องลงมาอยู่ไหม
อลันนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงมองถาดอาหารที่ยังไม่มีใครแตะ ไอร้อนเริ่มจาง ไอน้ำกำลังจะหายไปทีละนิด
“กินข้าวหน่อยไหม เดี๋ยวเย็นหมดนะ”
“ไม่หิว” คำตอบที่เหมือนเดิม สั้น เย็นชาและปิดกั้นทุกความหวัง อลันพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร เขาแค่ถอนหายใจแล้วเอ่ยเหมือนเล่าเรื่องธรรมดา
“ลันเพิ่งเรียนจบ ก็เลยกลับมาบ้าน”
“พอดีลันว่าง เลยแวะมาทักทายคุณน้าพิศมัย” เขาหยุดเล็กน้อยจ้องใบหน้าที่ไร้แววของคามิน ก่อนจะพูดอย่างนุ่มนวล
“ดีใจที่ได้เจอพี่มินนะ” ไม่มีคำตอบแต่ภายในใจของใครบางคนกลับสั่นสั่นสะเทือนเล็กน้อย
“งั้นลันกลับก่อนล่ะ”
“ต้องไปทำธุระให้คุณแม่อีกนิดหน่อย”
“ไว้ลันจะแวะมาหาอีกนะ” ชายหนุ่มลุกขึ้น สายตายังคงจับจ้องใบหน้าคามินหน้าอยู่เงียบ ๆ รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นมา ก่อนจะเดินไปยังประตู เปิดแล้วปิดมันลงเบา ๆ ทิ้งให้ร่างที่นั่งอยู่กลางแสงสลัวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แม้ดวงตาที่มองไม่เห็นแต่คามินก็รู้ว่า ใครบางคนได้ทิ้งบางสิ่งเอาไว้ในห้องนี้แล้ว
เศวตากรุ๊ป
แสงแดดที่ทะลุผ่านกระจกตึกสูงสะท้อนบนผิวโต๊ะเรียบเงาในห้องประชุมส่วนตัวของบริษัทร่วมทุน ห้องเงียบกริบ เงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาอย่างมั่นคง ประตูกระจกบานใหญ่เปิดออกเบา ๆ เผยร่างของชายวัยกลางคนที่มาพร้อมความเย็นเยียบในแววตา
เกรียงไกร วงศ์ทัตตา หนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่ร่วมทุนกับคามินและยังเป็นผู้ที่กำลังจ้องจะคว้าโอกาสทุกช่องว่างเพื่อแทนที่ประธานตัวจริง เขาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับนที แฟ้มเอกสารถูกลูกน้องวางลงบบนโต๊ะอย่างเงียบงันแต่ยังไม่มีใครเปิดมัน
“ท่านประธานหายไปนานแล้วนะ” เกรียงไกรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบแต่แฝงบางอย่างไว้ใต้คำพูด ไม่ใช่แค่คำถามแต่เป็นคำประกาศสงครามอย่างอ้อม ๆ นทีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“คุณคามินมีธุระครับ ช่วงนี้เขาไม่ว่าง” เกรียงไกรหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับนักล่าที่ได้กลิ่นเลือดจากเหยื่อที่อ่อนแรง
“หายไปนานขนาดนี้ ก็ควรให้คนอื่นขึ้นดูแลแทนได้แล้ว อย่าปล่อยให้ทุกอย่างลอยอยู่กลางอากาศ” เขาพูดต่อ “จะเสียหายเปล่า ๆ” น้ำเสียงยังคงนุ่ม แต่ความกดดันนั้นหนักหน่วงอย่างเห็นได้ชัด คำพูดนั้นไม่ได้แค่บีบ แต่คือการเตือนว่าเก้าอี้ที่ว่างอยู่อาจถูกแย่งได้ทุกเมื่อ นทีชะงักมือที่กำลังจัดเอกสาร เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ไม่ตอบไม่ถอย จากนั้นเขาลุกขึ้นโดยไม่พูดคำใด มือเก็บแฟ้มเอกสารทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเดินออกไป
อีกด้านของดอนคอร์เลโอเน่
ม่านโปร่งบางปลิวเบา ๆ ตามลมฝนที่ปลิวพัดมาจากด้านนอก ดอนคอร์เลโอเน่ยืนพิงขอบหน้าต่าง แก้วไวน์ในมือยังไม่ได้ถูกจิบ ดวงตานิ่งเฉยมองสวนที่เปียกชื้น เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่นทีจะก้าวเข้ามาอย่างเงียบกริบ
“ขออนุญาตครับท่าน” เสียงเขานุ่มแต่มั่นคง โค้งหัวเล็กน้อยอย่างเคารพ
“ว่ามา” ดอนตอบโดยไม่หันกลับมา
“ทางนักลงทุนหลักเริ่มประท้วงที่คุณคามินไม่เข้าบริษัทแล้วครับ” คำพูดของนทีเรียบ แต่บรรยากาศในห้องกลับหนักอึ้งขึ้นทันตา เสียงฝนตกเบา ๆ กลายเป็นจังหวะที่เร่งเร้าเหมือนเครื่องเคาะหัวใจ ดอนคอร์เลโอเน่เงียบไปอึดใจก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นโดยไม่ต้องใช้คำรุนแรง
“ฉันจะจัดการเอง” นทีพยักหน้ารับคำ ไม่มีคำถามใด ๆ ตามมาเขาเข้าใจดีว่าเมื่อดอนลงมือ จะไม่มีใครกล้าถามถึงคามินอีก
วันต่อมา
อากาศยังเย็นชื้นเหมือนเดิมแสงแดดอ่อนลอดผ่านต้นลีลาวดีที่ปลูกเรียงรายริมทางเดิน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังขึ้นก่อนที่รถคนเดิมจะจอดหน้าบ้านหลังใหญ่เงียบ ๆ
อลันก้าวลงจากรถ ในมือถือถุงอาหารที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของโจ๊กหมูร้อน ๆ กับปาท่องโก๋กรอบใหม่ แม่บ้านเปิดประตูอย่างรู้หน้าที่ก่อนที่คุณหญิงพิศมัยจะปรากฏตัวจากด้านใน
“หนูอลัน” น้ำเสียงของเธออบอุ่นกว่าเดิม คล้ายว่าทุกครั้งที่เขากลับมา โลกของเธอก็เริ่มหมุนอีกครั้ง อลันยกมือไหว้ด้วยรอยยิ้มอ่อน
“ลันซื้อโจ๊กเจ้าเก่ามาฝากครับ ร้านโปรดของคุณน้ากับคุณแม่”
“ร้านแปะซ้งใช่ไหม แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้ว” น้ำเสียงของคุณหญิงเต็มไปด้วยความเมตตาและบางอย่างในแววตานั้นก็บอกว่าเธอขอบคุณที่ยังแวะมาเสมอ อลันส่งถุงอาหารให้แม่บ้าน แล้วเอ่ยเบา ๆ
“รบกวนจัดใส่ถ้วยให้ด้วยนะครับ”
หลังจากทักทายกันอย่างอบอุ่นแล้วสายตาของอลันเหลือบไปเห็น ดอนคอร์เลโอเน่นั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องโถง เขาขอตัวเบา ๆ แล้วเดินเข้าไปทักทาย
“ลันขอตัวไปทักทายท่านลุงหน่อยนะครับ” คุณหญิงพยักหน้า
“เชิญเลยลูก ท่านคงรอหนูอลันอยู่แน่ ๆ”
ภายในห้องรับแขก
ดอนคอร์เลโอเน่นั่งไขว่ห้างอย่างสงบ แสงแดดสาดกระทบโต๊ะมันเงาวับ เขากำลังนั่งอ่านอะไรบางอย่างจากหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า และทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามา เขาพับหนังสือพิมพ์ลงช้า ๆ แล้วเงยหน้าขึ้น
“อ้าว อลันเหรอ”
“สวัสดีครับท่านลุง” เด็กหนุ่มยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“โตเป็นหนุ่มแล้วนะเรา” แม้สีหน้าของดอนจะไม่ได้เปลี่ยนมากนัก แต่ในแววตา กลับมีประกายบางอย่างที่คล้ายความเอ็นดูเงียบ ๆ
“แล้วท่านทูตเจสันกลับมาด้วยหรือเปล่า”
“คุณพ่อยังอยู่ที่อังกฤษครับ ช่วงนี้ท่านงานยุ่งเลยยังไม่ได้กลับครับ” ดอนพยักหน้า เก็บหนังสือพิมพ์ไว้ข้างตัว
“บอกท่านทูตด้วยนะว่า กลับมาอย่าลืมติดไวน์ดี ๆ มาสักขวด” อลันยิ้มบาง ๆ
“จะเรียนให้ทราบครับท่านลุง”
ในขณะเดียวกันเสียงฝีเท้าแม่บ้านดังขึ้นพร้อมถาดอาหารเช้าที่จัดเรียบร้อย กลิ่นโจ๊กหอม ๆ กับปาท่องโก๋อุ่น ๆ ลอยขึ้นแตะจมูกอย่างนุ่มนวล อลันรับมันไว้เงียบ ๆ ก่อนจะหันไปโค้งศีรษะดอนราวกับขอตัว จากนั้นเขาก้าวขึ้นบันไดไปทีละก้าว เหมือนทุกก้าวคือการเดินเข้าไปในโลกของคนที่ไม่ยอมให้ใครเข้าไปเขายืนอยู่หน้าห้อง มือกำลังจะเคาะแต่เสียงจากภายในกลับดังขึ้นเสียก่อน
ตุบ! เสียงบางอย่างกระแทกกับโต๊ะ ตามด้วยเสียงร่างกายล้มกระแทกพื้น สีหน้าของอลันเปลี่ยนทันที เขาหมุนลูกบิดเปิดประตูอย่างรวดเร็ว วางถาดอาหารไว้กับโต๊ะข้างผนัง ภายในห้องยังคงมืดสลัว ม่านยังปิดอยู่ แสงส่องเข้ามาเพียงน้อยนิดแต่เพียงพอให้เขาเห็นเงาร่างของคามิน ที่ล้มอยู่ข้างเตียง แขนหนึ่งยันพื้นไว้ อีกข้างพยายามดันตัวลุก ใบหน้าเขาขมวดแน่น ไม่ใช่เพราะเจ็บแต่เพราะเขารู้ว่าอลันกำลังเห็นเขาในสภาพนี้
“พี่มิน!!” เสียงเรียกนั้นเบาแต่มากพอให้หัวใจสะดุด เขาขยับจะเข้าไปช่วยแต่เสียงเย็นจัดของคามินก็ดังสวนขึ้น
“ไม่ต้อง” คำพูดนั้นเด็ดขาดพอจะหยุดมือกลางอากาศ อลันชะงักปลายนิ้วห่างจากแขนอีกฝ่ายไม่ถึงคืบเขาเงียบ ปล่อยให้อีกฝ่ายพยายามลุกขึ้นเองแต่ในจังหวะนั้น เขากลับยื่นมือไปเบา ๆ ไม่ใช่เพื่อพยุงแต่เพียงแค่แตะท่อนแขน แล้วประคองมือนั้นมาวางแนบผนังห้อง
“พี่แตะกำแพงไว้นะ”
“มันจะพาพี่ไปที่ที่พี่อยากไป” น้ำเสียงนั้นนุ่ม อ่อนโยน ไม่เวทนา กลับมีบางอย่างที่ทำให้หัวใจอีกฝ่ายเต้นแปลก ๆ คามินไม่ตอบแต่ปลายนิ้วเขาแนบกับผนัง กางออก ช้า ๆ เพื่อสัมผัสพื้นที่และทิศทางเขาก้าวไปข้างหน้ามั่นคง แม้จะยังไม่เห็นอะไรแต่เขาจำทิศทางของห้องนี้ได้เป็นอย่างดี อลันมองตามเงียบ ๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยกถาดอาหารมาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง จากนั้นเดินไปเปิดม่านให้แสงเช้าไหลเข้ามาอีกครั้ง
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากหน้าห้องน้ำ คามินเดินออกมาช้า ๆ มือยังแตะผนัง ใช้ปลายนิ้วไล่ตามแนวกำแพงอย่างระมัด อลันหันไปมองอีกฝ่ายขยับช้าแต่มั่นคง เขาไม่พูดอะไรทันที เพียงยิ้มเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเหมือนคุยกับอากาศ
“วันนี้ลันขับรถแวะร้านอาแปะ ร้านโจ๊กที่คุณแม่ชอบพาเราไปกินตอนเด็ก” ไม่มีคำตอบ คามินยังเดินเงียบ ๆ กลับมาถึงขอบเตียงก่อนจะทรุดตัวนั่งลงช้า ๆ ด้วยท่าทางระมัดระวัง
“แต่ไม่เจออาแปะนะ น่าจะเป็นลูกชายแกทำต่อ”
“กินหน่อยไหม” เขาหยุดเล็กน้อย มองใบหน้าของคามินที่ไม่แสดงอารมณ์ใด แต่ก็ไม่เบือนหน้าหนีอีกแล้ว
“ไม่กิน” เสียงแข็งหลุดออกจากปากคามิน
“ลันตั้งใจซื้อมาฝากเลยนะ”
“พี่มินใจร้ายจัง” น้ำเสียงของอลันนุ่มนวล แต่ประโยคหลังแฝงแววน้อยใจเล็กน้อย แค่พอให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้มีความหมาย คามินขมวคิ้วนิด ๆ ไม่ได้ตอบ แต่นานกว่าทุกที ก่อนที่เสียงทุ้มของเขาจะเอ่ยขึ้น
“มาทำไม” คามินถามต่อ “มาสมเพชฉันเหรอ”
อลันชะงักใบหน้าเขานิ่ง ไม่สะท้อนความเสียใจ ไม่โกรธ ไม่เสียศูนย์
“พี่พูดอะไรเนี่ย” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ น้ำเสียงไม่ได้อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แฝงความหนักแน่น
“ก็ลันอยากมาไง”
“ไม่เห็นต้องมีเหตุผลอะไรซับซ้อนเลย” เขายักไหล่เบา ๆ เหมือนพูดกับเพื่อนธรรมดาคนหนึ่ง
“ตอนเด็ก ๆ เราอยู่ด้วยกันออกจะบ่อย ถึงแม้ว่าพี่จะคอยแต่แกล้งลันก็เถอะ” คามินยังคงเงียบ แต่ร่องรอยบางอย่างบนใบหน้ากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนกำลังนึกถึงภาพที่พูดถึงนั้นอยู่ในใจ อลันหยิบปาท่องโก๋ขึ้นมา ฉีกขาดครึ่งแล้วกัดไปคำเล็ก ๆ
“ยังอร่อยเหมือนเดิมเลยนะ” เขาหันมาทางคามิน
“เผื่อพี่มินเปลี่ยนใจ” บรรยากาศในห้องเงียบลง ไม่มีเสียงพูดต่อ แม้คนในห้องจะยังไม่เดินตามมัน และในวินาทีนั้นคนที่ไม่เคยยอมแม้จะให้ใครเข้าใกล้ กลับไม่เอ่ยคำว่า‘ออกไป’ อีกแล้ว