Chapter 7
ห้องประชุมบนชั้นสูงสุดของตึกเศวตากรุ๊ป เงียบงันจนน่าหวั่น แม้ภายในจะเต็มไปด้วยผู้ทรงอิทธิพลกว่าสิบห้าชีวิต ทั้งนักธุรกิจอาวุโส หุ้นส่วนหลัก และบอร์ดผู้บริหาร เก้าอี้ประธานด้านหน้าสุดยังคงว่างเปล่า ตำแหน่งที่เคยเป็นของคามิน แต่ในวันนี้กลับเป็นชายชราผู้หนึ่งที่คุ้นเคยเดินตรงเข้ามาแทนที่
ดอนคอร์เลโอเน่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมไม้เท้าสีทองประจำ เสียงส้นไม้เท้ากระทบพื้นกระเบื้องดังก้องอย่างมีจังหวะ ท่ามกลางสายตานับสิบที่เฝ้ามองเขาด้วยความเกรงขาม ใบหน้าอันคมกร้าวของเขายังคงเป็นที่จดจำในวงการธุรกิจ แม้เวลาจะผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ เขาทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเก้าอี้ประธานตัวเดิม สายตานิ่งขรึมจ้องไปยังจอที่กำลังฉายกราฟตัวเลข เสียงโปรเจกเตอร์หมุนเบา ๆ ผสานกับเสียงกระซิบกระซาบและการพลิกเอกสารจากผู้ร่วมประชุม
“กราฟส่วนการตลาดของ Q2 ลดลงราว 2.1% ในสัดส่วนโลจิสติกส์ครับ” เสียงของนทีหนึ่งในผู้ช่วยที่ดูแลการประชุม กล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงชัดเจนด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“แต่รายได้รวมยังมั่นคง เพราะส่วนของอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตต่อเนื่องครับ” ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากปลายโต๊ะ เป็นชายสูงวัยซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มบอร์ดผู้บริหาร ผู้อาวุโสที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเคียงบ่าเคียงไหล่กับเศวตากรุ๊ปมายาวนาน
“แต่ภาพรวม หุ้นของเราก็ยังร่วงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเกือบ 15%” ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง ราวกับกำลังรอใครบางคนพูดบางอย่างออกมา แล้วในที่สุดเสียงที่ตัดอากาศรอบตัวก็ถูกเปล่งออก
“แล้วตกลงข่าวที่ว่าประธานถูกลอบทำร้ายจนตาบอดเป็นเรื่องจริงใช่ไหม?” ทุกสายตาหันไปยังชายชราผู้นั่งตำแหน่งประธานอย่างพร้อมเพรียง ดอนคอร์เลโอเน่วางนิ้วไว้รอบถ้วยชา ยกขึ้นจิบช้า ๆ ไม่มีคำตอบในทันที นอกจากความนิ่ง เขาวางแก้วลง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำและราบเรียบ
“ก็เป็นแค่ข่าวลือ…” เขากวาดตามองรอบห้องอย่างเยือกเย็น
“ไม่มีใครรู้ความจริง ถ้าเจ้าของเรื่องไม่ลุกขึ้นพูดเอง” ทันใดนั้นชายวัยกลางผู้ดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายเทคโนโลยียกมือขึ้น พร้อมน้ำเสียงจริงจัง
“แต่การที่เขาหายไปจากทุกการประชุม โดยไม่มีแม้แต่แถลงการณ์”
“มันทำให้ความน่าเชื่อถือของบริษัทลดลงไปอย่างมาก ผมคิดว่าเราควรหาคนขึ้นตำแหน่งประธานสำรองเพื่อรักษาภาพลักษณ์ไว้” เสียงพูดคุยแผ่วเบาเริ่มซัดซ้อนกันในห้องประชุมบางคนพยักหน้าเห็นด้วย บางคนสบตากันอย่างระแวง ดอนคอร์เลโอเน่ยังคงนิ่งสนิทจนกระทั่งเขาเอ่ยเสียงเย็นชา เสียงนั้นแข็งพอจะทำให้ทั้งห้องเย็นวาบไปพร้อมกัน
“ในโลกของนักธุรกิจ ตัวเลขคือสิ่งที่สำคัญที่สุด…แต่สำหรับฉัน ความเงียบเปรียบเสมือนเกราะป้องกัน ความอดทนคือการโต้ตอบ และความซื่อสัตย์คือพลังที่แท้จริง” เขาหยุดเล็กน้อย สายตากวาดรอบโต๊ะอีกครั้งอย่างช้า ๆ
“ฉันดูแลที่นี่มามากกว่าครึ่งชีวิต และคนที่ฉันเลือกให้สืบทอด…ก็คือคามิน ตราบใดที่เขายังมีลมหายใจ เขาคือผู้บริหารสูงสุดของที่นี่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม” ชายอีกคนหนึ่งโพล่งลุกขึ้นอย่างหัวเสีย
“แล้วเราจะปล่อยให้บริษัทหมื่นล้านต้องอยู่แบบไม่มีผู้นำอย่างงั้นเหรอครับท่าน?!” น้ำเสียงนั้นไม่มีเยื่อใยของความเคารพอีกต่อไป แต่กลับที่เสียงวิจารณ์จะระเบิดออก
ปึง! ดอนคอร์เลโอเน่ตบฝ่ามือลงบนโต๊ะประชุมเสียงดัง เสียงนั้นก้องจนทั้งห้องทั้งห้องหยุดนิ่งราวกับโลกหยุดหมุน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คมและเฉียบขาดที่สุดในรอบการประชุม
“ใครก็ตามที่ต่อต้านสิ่งที่ฉันพูด เชิญลุกขึ้นมายืนต่อหน้าฉัน…ตอนนี้”
ห้องเงียบสนิทไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ ดอนคอร์เลโอเน่ลุกขึ้นช้า ๆ เคาะปลายไม้เท้าสีทองลงบนพื้นสองครั้ง ก่อนประกาศอย่างเด็ดขาด
“การประชุม…จบแล้ว” เขาหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบโดยมีนทีเร่งฝีเท้าเดินตามหลังอย่างรู้หน้าที่
เสียงไม้เท้ากระทบพื้นคอนกรีตของชั้นใต้ดินดังสะท้อนเป็นจังหวะ ดอนคอร์เลโอเน่ก้าวเดินผ่านโถงโรงจอดรถของตึกอย่างเงียบขรึม แสงไฟหลอดยาวเหนือศีรษะส่องตัวเขาเป็นระยะพลางทอดเงาร่างสูงใหญ่นั้นยาวเหยียดไปกับพื้น ชายมีอายุแม้จะโรยราตามวัยแต่ท่วงท่าและสายตาแสดงถึงพลังที่ยังคงหนักแน่น คนขับรถรออยู่ข้างรถเบนซ์สีดำอย่างรู้งาน พร้อมเปิดประตูให้เจ้านายโดยไม่ต้องส่งเสียงสื่อสารใด ดอนหยุดยืนชั่วครู่ ก่อนก้าวเข้าไปในรถเขาหันกลับไปมองประตูของตึกเศวตากรุ๊ป ผ่านแววตาเฉียบเยือก และในขณะนั้นเอง มุมมืดอีกฝั่งของที่จอดรถ มีเงาชายคนหนึ่งยืนพิงผนัง เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีดำและหมวกปิดหน้า แสงไฟสลัวจากเพดาน ตกกระทบปลายเท้าเงาร่างทอดยาวเหมือนรอคอยบางสิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ มือหนึ่งของเขาล้วงเข้าไปใต้เสื้อคลุม คว้าปืนพกขึ้นมาอย่างแน่นหนา ริมฝีปากขบแน่น ขณะที่เสียงพึมพำแผ่วเบาดังลอดออกมา
“ถึงเวลาของกูแล้ว…” ปลายนิ้วเกร็งแน่นรอบด้ามปืน เขาเหยียดยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น มองตามรถที่เพิ่งเคลื่อนออกไปจากลานจอดราวกับกำลังตั้งเป้าไว้ในใจ
บ้านเดอแวโรซ์
ลมยามบ่ายพัดอ้อยอิ่งผ่านซุ้มไม้เลื้อยตรงหลังบ้านเสียงใบไม้พลิ้วไหวเคล้ากับแสงแดดที่ตกกระทบดอกกุหลาบสีขาวอย่างอ่อนโยน อลันนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกสีขาว มือประสานกันบนตัก แม้สายตาจะจ้องมองไปยังดอกไม้ตรงหน้า แต่จิตใจของเขากลับล่องลอย คิดไปถึงเหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้น พี่น้องสองคนปะทะกันกลางห้องโถง มีความจริงมากมายที่เขาไม่เคยรู้ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง มาดามวิราวรรณปรากฏตัวพร้อมถาดผลไม้ที่ถูกจัดเรียงอย่างประณีต เธอเดินเข้ามาเงียบ ๆ ก่อนวางถาดลงบนโต๊ะด้วยความเบามือ
“เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะลูก?” เสียงอ่อนโยนนั้นเอ่ยถาม อลันเงยหน้ามองมารดา แววตาเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ
“ลันแค่มีเรื่องคาใจนิดหน่อยน่ะครับ”
“มีอะไรเล่าให้แม่ฟังได้นะลูก” มาดามแม่กล่าวพร้อมนั่งลงข้างเขา
“ลันไม่เคยรู้เลยครับ ว่าพี่คามินมีพี่ชายด้วย…แล้วดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่”
มาดามพยักหน้าเบา ๆ แววตาแฝงด้วยความนึกย้อน ก่อนที่ลูกชายจะถามต่อด้วยความลังเล
“คุณแม่พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
มาดามนิ่งเงียบไปราวกับกำลังเรียบเรียงอดีต
“พิศมัย…เธอแต่งงานตั้งแต่ยังสาว กับคนที่หมั้นหมายไว้ตั้งแต่เด็ก เธอมีลูกสามคน คาโรลอายุมากกว่าคามินกับคารีน่าถึงสิบปี ความจริงคนที่จะสืบทอดตระกูล…เป็นคาโรล”
อลันตั้งใจฟังโดยไม่พูดแทรก
“ตอนเด็ก คาโรลรักน้อง ๆ มาก คอยดูแลตลอด แต่นิสัยพวกเขาต่างกันมากเช่นกัน คาโรลเป็นคนหัวอ่อน ไม่ทันคน เขาเลยถูกส่งไปเติบโตที่อิตาลี”
“สิบกว่าปี แต่ในวันที่เขาได้ตำแหน่ง เขาก็หายไป…”
“แม่ไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ที่ทำให้เขาสละตำแหน่งนั้น”
“แต่ตำแหน่งผู้นำของดอน ต้องมีคนรับช่วงต่อ ก็เลยต้องเป็นคามินน่ะจ้ะ”
อลันนิ่งไป ก่อนเอ่ยเบา ๆ
“แล้วพี่มิน…เขาโอเคเหรอครับ” มาดามหันกลับมาถามด้วยแววตาเอ็นดู
“แล้วลูกคิดว่าเขารู้สึกยังไง?”
“ถ้าเป็นพี่มินที่ลันรู้จัก…พี่เขาไม่ยอมแน่ครับ”
“พี่เขานิสัยไม่ยอมอะไรง่าย ๆ ไม่ชอบการถูกบังคับ… “ลันว่า พี่มินอาจไม่โอเค…แต่คงไม่มีทางเลือกต่างหาก”
ผู้เป็นแม่ยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยถามต่อ
“แล้วตอนนี้…คาโรลกลับมาแล้วเหรอลูก”
“ใช่ครับ” อลันหัวเราะนิด ๆ
“ลันตกใจมาก หน้าพวกเขาเหมือนกันมากเลยครับ”
“ตอนเด็ก ๆ ลูกก็เคยเล่นกับพี่เขานะ…จำได้ไหม?” อลันทำหน้าครุ่นคิดก่อนหลุดหัวเราะแห้ง ๆ
“เด็กขนาดนั้น ลันลืมไปหมดแล้วครับ”
“คามิน…เป็นยังไงบ้างลูก?”
อลันถอนหายใจ หันไปมองผีเสื้อที่โบยบินเกาะบนดอกกุหลาบขาวตรงหน้า
“ลันก็บอกไม่ถูกครับคุณแม่ พี่เขานิ่งมาก...นิ่งจนลันไม่รู้เลยว่าเขารู้สึกยังไง” อลันขยับตัวเข้าไปในอ้อมแขนของมารดาอย่างเงียบงัน
“คนที่เป็นผู้นำ…ก็มักจะไม่แสดงออกหรอกลูก เขาก็มีความรู้สึกเหมือนคนปกติทั่วไป เพียงแค่ไม่แสดงด้านอ่อนแอให้ใครเห็นเท่านั้นเอง” เสียงปลอบโยนนุ่มนวลของมารดาดังเคล้ากับเสียงลมบ่ายที่พัดผ่านรั้วกุหลาบอย่างอ่อนโยน
ค่ำคืนหนึ่ง
ไฟจากป้าย De Corleone คาสิโนชื่อดังระดับประเทศ ของตระกูลเศวตาภิวัฒน์ ส่องสว่างอยู่กลางใจเมือง สีแดงน้ำเงินกระพริบระยิบอย่างฉูดฉาดตัดกับความเงียบของบรรยากาศโดยรอบที่กลับดูอึดอัดผิดแผก รถเบนซ์สีดำสนิทของดอนคอร์เลโอเน่เคลื่อนตัวออกจากบ้านหรูมุ่งหน้าสู่คาสิโน เขามาในฐานะผู้ดูแลแทนคามิน ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของอย่างที่เคยเป็น แต่ชื่อของเขายังมีอิทธิพลพอให้ผู้คนในวงการพนันต้องเงียบกริบเพียงแค่ได้ยินชื่อ
บนถนนอีกฟากหนึ่ง
มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดเงียบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงข้ามบ้าน ชายในชุดดำสนิทสวมหมวกกันน็อกเต็มใบ มือหนึ่งลูบไล้ปืนพกใต้เสื้อแจ็กเกตอย่างใจเย็น และในวินาทีที่รถของดอนเคลื่อนผ่านหน้าเขา มอเตอร์ไซค์ก็เคลื่อนตัวตามไปอย่างไร้เสียง คาโรลขับรถเบนซ์สีขาวผ่านมาพอดี เขาหวังจะมาหาคามินเพื่อพูดในสิ่งที่ไม่ได้พูดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ในวินาทีนั้นเองเขาหันไปเห็นมอเตอร์ไซค์ต้องสงสัยที่ขับตามหลังรถของพ่อเขา คิ้วขมวดเข้ม ท่าทางเปลี่ยนเป็นตึงเครียด ก่อนเขาจะเหยียบคันเร่งและขับตามไป
คาสิโน De Corleone
ห้องวีไอพีตกแต่งด้วยแสงสีทองนวลตัดกับแสงสลัวนอกกระจก กลิ่นซิการ์และวิสกี้ผสมคลุ้ง เสียงชิปกระทบโต๊ะดังเป็นจังหวะชวนมึนเมา เมื่อดอนคอร์เลโอเน่ก้าวเข้ามา ทุกสายตาในโซนวีไอพีต่างหยุดชะงัก แม้ดีลเลอร์จะยังคงแจกไพ่ แต่เหล่านักพนันต่างลอบมองเขาอย่างระวัง
“ดอนคอร์เลโอเน่…ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมบาร์ เป็นชายวัยห้าสิบต้น ๆ ในชุดสูทสีเขียวมะกอกเขายิ้มกว้างราวกับคนรู้จักเก่า
“คุณวิทย์…ยังสิงที่นี่เหมือนเดิมเลยนะ” ดอนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ
“แหม…ก็ต้องหาทุนคืนบ้างสิครับ” วิทย์ตอบพร้อมรินวิสกี้ แล้วยื่นให้ดอนอย่างเคารพ ทั้งคู่สนทนาเบา ๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีลอยคลอมาอย่างผ่อนคลายแต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง นอกหน้าต่างฝ้าสีทอง ชายในเสื้อคลุมสีดำยืนพิงผนังใต้แสงนีออน ดวงตาแข็งกร้าวเปล่งประกายด้วยความแค้นที่หมักหมมมานาน เขายกมือขึ้นกดบางอย่างที่เหน็บไว้ตรงเอวก่อนจะยกปืนขึ้นช้า ๆ เล็งผ่านกระจก วินาทีนั้นเงาดำอีกเงาหนึ่งโผล่เข้ามาจากมุมอับพุ่งเข้าใส่ทันที
“เฮ้ย!!” เสียงของคาโรลตะโกนดังลั่น ก่อนจะกระโจนเข้าขัดจังหวะ ปัง! เสียงปืนลั่นสนั่นราวกับแหวกอากาศ ฟ้าคืนนี้วาบวูบด้วยแสงไฟจากประกายปืน เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันทีในโซนคาสิโน
“มีคนยิง!!” เสียงโหวกเหวกตื่นตระหนกดังจากทุกทิศทาง ชายคนนั้นหันมากระแทกหมัดใส่คาโรลอย่างแรง โหนกแก้มของชายหนุ่มสะเทือน แต่เขายังคงยืนมั่น กัดฟันแน่นและตอบโต้กลับเต็มแรง ทั้งคู่ชกกันอย่างดุเดือดในมุมอับสายตา ไม่นานเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังจากหน้าประตู บอดี้การ์ดของดอนกรูออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมอาวุธครบมือ ดอนคอร์เลโอเน่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างหลัง ไม่มีอาการตกใจแม้แต่น้อย เพียงแค่ใช้สายตานิ่งเรียบจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเย็นเยือก ชายเสื้อคลุมถูกจับกดลงกับพื้นโดยการ์ดทันที หมวกกันน็อกถูกดึงออกเผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
“ไอ้พงษ์…” เสียงของดอนคอร์เลโอเน่ขบกรามแน่นจนขึ้นสันกราม ชายที่นอนแนบพื้นเงยหน้ามองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“นี่มึง…จะฆ่ากูเหรอ” ดอนถามเสียงนิ่งแต่เฉียบขาด
“ใช่!” พงษ์คำรามกลับ “เพราะมึงไม่ช่วยกู!”
“มึงสร้างปัญหาเอง มึงก็ควรแก้เอง” ดอนกล่าวเสียงเข้ม กดทุกถ้อยคำให้หนัก
“เอามันไปกำจัด อย่าให้มีลมหายใจเหลืออีก” คำสั่งสุดท้ายเปล่งออกมาราวกับสายฟ้าฟาดกลางอากาศ บอดี้การ์ดพยักหน้าก่อนลากตัวพงษ์ออกไปทางด้านหลังอย่างไร้เยื่อใย
เสียงประตูปิดลงอย่างเงียบเชียบ กลิ่นซิการ์จาง ๆ ลอยตลบอยู่ในห้องวีไอพีมีเฟอร์นิเจอร์ไม้เข้มกับโซฟาหนังแท้ดูขึงขังมากกว่าหรูหรา ดอนคอร์เลโอเน่ทรุดตัวลงนั่งโดยไม่เปล่งเสียง มือหยิบแก้ววิสกี้ขึ้นจิบอย่างเรียบเฉยราวกับทุกอย่างเป็นแค่เศษเสี้ยวในชีวิตที่เขาผ่านมานักต่อนัก ฝั่งตรงข้าม คาโรลนั่งสงบนิ่งหลังตรงแต่แววตากลับเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือน ความเงียบเกาะกุมห้องนี้อยู่เนิ่นนาน จนในที่สุดคาโรลก็ขยับตัวก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าบิดา เสียงของเขาเบา แผ่วแต่หนักแน่นกว่าครั้งไหน
“ผมขอโทษครับพ่อ... ผมรู้ว่าผมไม่ควรกลับมา แต่ผมทนไม่ไหวอีกแล้ว”
ดอนไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะขยับสายตาไปมองลูกชาย เพียงมองผ่านประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดสนิทอย่างนิ่งขรึมเหมือนกำลังย้อนทบทวนอดีต คาโรลยังคงพูดต่อน้ำเสียงของคนที่ใช้ชีวิตในความผิดมานาน
“ผมขี้ขลาด…ผมหนีทุกอย่าง ผมทำให้พ่อผิดหวัง…”
“ผมไม่ควรเป็นลูกของพ่อด้วยซ้ำ”
คราวนี้ดอนหันมามองหน้าลูกชาย สายตาคมที่เคยปกป้องอาณาจักรมาทั้งชีวิต สบเข้ากับแววตาของชายที่เคยเป็นความหวังของเขา
“แก…คือคนที่ฉันเคยฝากทุกอย่างไว้ คนที่ฉันเคยเชื่อใจมากที่สุด” คำพูดที่เปล่งออกมาช้า ๆ แต่หนักแน่นจนคาโรลถึงกับกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูด ริมฝีปากเขาสั่นเล็กน้อยราวกับจะกลั้นความรู้สึกทั้งหมดไว้ไม่อยู่
“ผม…ไม่มีข้อแก้ตัวครับ”
“ผมแค่อยากกลับมา เพื่อแก้ไขทุกอย่าง”
ดอนวางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนจะโน้มตัวเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ทุกคนมีสิทธิ์เลือกทางของตัวเองแต่ไม่มีสิทธิ์ทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลัง” คาโรลหลุบตาต่ำ ราวกับทุกคำสะท้อนเข้าไปในกระดูก
“อยากแก้ไข? แก้ไขอะไร!?”
“ผมทนเห็นน้องต้องแบกรับทุกอย่างแทนผมไม่ได้อีกแล้วครับ” คาโรลเงยหน้าขึ้น สายตาของเขามั่นคงกว่าทุกคำพูดที่ผ่านมา
“ผมอยากอยู่ข้าง ๆ เขา…แค่นั้นจริง ๆ”
ดอนถอนหายใจก่อนจะพูดในที่สุด
“แต่แกควรรู้ไว้ว่า…แกจะไม่มีวันได้ตำแหน่งดอนกลับไปอีก ถึงคามินจะเป็นยังไง เขาคือดอนรุ่นที่ห้าของตระกูลนี้”
คาโรลพยักหน้าแทบจะทันที “ผมรู้ครับพ่อ ผมไม่เคยคิดจะทวงอะไรคืน ผมแค่อยากเป็นคนในครอบครัว…อีกครั้งก็พอ” ความเงียบตกลงมาครู่หนึ่งก่อนที่ดอนจะเอื้อมไปหยิบกล่องไม้บนโต๊ะ เขาเปิดมันแล้วหยิบซิการ์สีเข้มขึ้นมาหนึ่งมวน ก่อนจะยื่นให้คาโรลที่ยังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า มือของคาโรลสั่นเล็กน้อยขณะรับมันมา ดวงตานั้นราวกับจะไหลรินหากเขาไม่ยับยั้งไว้ นี่ไม่ใช่แค่ซิการ์ แต่มันคือสัญญาณของคำว่า ‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน…’ ถึงแม้จะไม่ต้องเอ่ยพูดดอนคอร์เลโอเน่ก็สื่อได้ชัดเจนด้วยภาษาของมาเฟีย ภาษาของสายเลือด และภาษาของบิดาที่ให้อภัยลูกชายที่เคยทำผิดอย่างไม่มีเงื่อนไข