Share

บทที่ 8

Author: ddaisybelle
last update publish date: 2026-03-12 18:15:28

Chapter 7

ห้องประชุมบนชั้นสูงสุดของตึกเศวตากรุ๊ป เงียบงันจนน่าหวั่น แม้ภายในจะเต็มไปด้วยผู้ทรงอิทธิพลกว่าสิบห้าชีวิต ทั้งนักธุรกิจอาวุโส หุ้นส่วนหลัก และบอร์ดผู้บริหาร เก้าอี้ประธานด้านหน้าสุดยังคงว่างเปล่า ตำแหน่งที่เคยเป็นของคามิน แต่ในวันนี้กลับเป็นชายชราผู้หนึ่งที่คุ้นเคยเดินตรงเข้ามาแทนที่

ดอนคอร์เลโอเน่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมไม้เท้าสีทองประจำ เสียงส้นไม้เท้ากระทบพื้นกระเบื้องดังก้องอย่างมีจังหวะ ท่ามกลางสายตานับสิบที่เฝ้ามองเขาด้วยความเกรงขาม ใบหน้าอันคมกร้าวของเขายังคงเป็นที่จดจำในวงการธุรกิจ แม้เวลาจะผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ เขาทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเก้าอี้ประธานตัวเดิม สายตานิ่งขรึมจ้องไปยังจอที่กำลังฉายกราฟตัวเลข เสียงโปรเจกเตอร์หมุนเบา ๆ ผสานกับเสียงกระซิบกระซาบและการพลิกเอกสารจากผู้ร่วมประชุม

“กราฟส่วนการตลาดของ Q2 ลดลงราว 2.1% ในสัดส่วนโลจิสติกส์ครับ” เสียงของนทีหนึ่งในผู้ช่วยที่ดูแลการประชุม กล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงชัดเจนด้วยน้ำเสียงชัดเจน

“แต่รายได้รวมยังมั่นคง เพราะส่วนของอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตต่อเนื่องครับ” ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากปลายโต๊ะ เป็นชายสูงวัยซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มบอร์ดผู้บริหาร ผู้อาวุโสที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเคียงบ่าเคียงไหล่กับเศวตากรุ๊ปมายาวนาน

“แต่ภาพรวม หุ้นของเราก็ยังร่วงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเกือบ 15%” ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง ราวกับกำลังรอใครบางคนพูดบางอย่างออกมา แล้วในที่สุดเสียงที่ตัดอากาศรอบตัวก็ถูกเปล่งออก

“แล้วตกลงข่าวที่ว่าประธานถูกลอบทำร้ายจนตาบอดเป็นเรื่องจริงใช่ไหม?” ทุกสายตาหันไปยังชายชราผู้นั่งตำแหน่งประธานอย่างพร้อมเพรียง ดอนคอร์เลโอเน่วางนิ้วไว้รอบถ้วยชา ยกขึ้นจิบช้า ๆ ไม่มีคำตอบในทันที นอกจากความนิ่ง เขาวางแก้วลง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำและราบเรียบ

“ก็เป็นแค่ข่าวลือ…” เขากวาดตามองรอบห้องอย่างเยือกเย็น

“ไม่มีใครรู้ความจริง ถ้าเจ้าของเรื่องไม่ลุกขึ้นพูดเอง” ทันใดนั้นชายวัยกลางผู้ดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายเทคโนโลยียกมือขึ้น พร้อมน้ำเสียงจริงจัง

“แต่การที่เขาหายไปจากทุกการประชุม โดยไม่มีแม้แต่แถลงการณ์”

“มันทำให้ความน่าเชื่อถือของบริษัทลดลงไปอย่างมาก ผมคิดว่าเราควรหาคนขึ้นตำแหน่งประธานสำรองเพื่อรักษาภาพลักษณ์ไว้” เสียงพูดคุยแผ่วเบาเริ่มซัดซ้อนกันในห้องประชุมบางคนพยักหน้าเห็นด้วย บางคนสบตากันอย่างระแวง ดอนคอร์เลโอเน่ยังคงนิ่งสนิทจนกระทั่งเขาเอ่ยเสียงเย็นชา เสียงนั้นแข็งพอจะทำให้ทั้งห้องเย็นวาบไปพร้อมกัน

“ในโลกของนักธุรกิจ ตัวเลขคือสิ่งที่สำคัญที่สุด…แต่สำหรับฉัน ความเงียบเปรียบเสมือนเกราะป้องกัน ความอดทนคือการโต้ตอบ และความซื่อสัตย์คือพลังที่แท้จริง” เขาหยุดเล็กน้อย สายตากวาดรอบโต๊ะอีกครั้งอย่างช้า ๆ

“ฉันดูแลที่นี่มามากกว่าครึ่งชีวิต และคนที่ฉันเลือกให้สืบทอด…ก็คือคามิน ตราบใดที่เขายังมีลมหายใจ เขาคือผู้บริหารสูงสุดของที่นี่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม” ชายอีกคนหนึ่งโพล่งลุกขึ้นอย่างหัวเสีย

“แล้วเราจะปล่อยให้บริษัทหมื่นล้านต้องอยู่แบบไม่มีผู้นำอย่างงั้นเหรอครับท่าน?!” น้ำเสียงนั้นไม่มีเยื่อใยของความเคารพอีกต่อไป แต่กลับที่เสียงวิจารณ์จะระเบิดออก

ปึง! ดอนคอร์เลโอเน่ตบฝ่ามือลงบนโต๊ะประชุมเสียงดัง เสียงนั้นก้องจนทั้งห้องทั้งห้องหยุดนิ่งราวกับโลกหยุดหมุน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คมและเฉียบขาดที่สุดในรอบการประชุม

“ใครก็ตามที่ต่อต้านสิ่งที่ฉันพูด เชิญลุกขึ้นมายืนต่อหน้าฉัน…ตอนนี้”

ห้องเงียบสนิทไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ ดอนคอร์เลโอเน่ลุกขึ้นช้า ๆ เคาะปลายไม้เท้าสีทองลงบนพื้นสองครั้ง ก่อนประกาศอย่างเด็ดขาด

“การประชุม…จบแล้ว” เขาหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบโดยมีนทีเร่งฝีเท้าเดินตามหลังอย่างรู้หน้าที่

เสียงไม้เท้ากระทบพื้นคอนกรีตของชั้นใต้ดินดังสะท้อนเป็นจังหวะ ดอนคอร์เลโอเน่ก้าวเดินผ่านโถงโรงจอดรถของตึกอย่างเงียบขรึม แสงไฟหลอดยาวเหนือศีรษะส่องตัวเขาเป็นระยะพลางทอดเงาร่างสูงใหญ่นั้นยาวเหยียดไปกับพื้น ชายมีอายุแม้จะโรยราตามวัยแต่ท่วงท่าและสายตาแสดงถึงพลังที่ยังคงหนักแน่น คนขับรถรออยู่ข้างรถเบนซ์สีดำอย่างรู้งาน พร้อมเปิดประตูให้เจ้านายโดยไม่ต้องส่งเสียงสื่อสารใด ดอนหยุดยืนชั่วครู่ ก่อนก้าวเข้าไปในรถเขาหันกลับไปมองประตูของตึกเศวตากรุ๊ป ผ่านแววตาเฉียบเยือก และในขณะนั้นเอง มุมมืดอีกฝั่งของที่จอดรถ มีเงาชายคนหนึ่งยืนพิงผนัง เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีดำและหมวกปิดหน้า แสงไฟสลัวจากเพดาน ตกกระทบปลายเท้าเงาร่างทอดยาวเหมือนรอคอยบางสิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ มือหนึ่งของเขาล้วงเข้าไปใต้เสื้อคลุม คว้าปืนพกขึ้นมาอย่างแน่นหนา ริมฝีปากขบแน่น ขณะที่เสียงพึมพำแผ่วเบาดังลอดออกมา

“ถึงเวลาของกูแล้ว…” ปลายนิ้วเกร็งแน่นรอบด้ามปืน เขาเหยียดยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น มองตามรถที่เพิ่งเคลื่อนออกไปจากลานจอดราวกับกำลังตั้งเป้าไว้ในใจ

บ้านเดอแวโรซ์

ลมยามบ่ายพัดอ้อยอิ่งผ่านซุ้มไม้เลื้อยตรงหลังบ้านเสียงใบไม้พลิ้วไหวเคล้ากับแสงแดดที่ตกกระทบดอกกุหลาบสีขาวอย่างอ่อนโยน อลันนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกสีขาว มือประสานกันบนตัก แม้สายตาจะจ้องมองไปยังดอกไม้ตรงหน้า แต่จิตใจของเขากลับล่องลอย คิดไปถึงเหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้น พี่น้องสองคนปะทะกันกลางห้องโถง มีความจริงมากมายที่เขาไม่เคยรู้ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง มาดามวิราวรรณปรากฏตัวพร้อมถาดผลไม้ที่ถูกจัดเรียงอย่างประณีต เธอเดินเข้ามาเงียบ ๆ ก่อนวางถาดลงบนโต๊ะด้วยความเบามือ

“เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะลูก?” เสียงอ่อนโยนนั้นเอ่ยถาม อลันเงยหน้ามองมารดา แววตาเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ

“ลันแค่มีเรื่องคาใจนิดหน่อยน่ะครับ”

“มีอะไรเล่าให้แม่ฟังได้นะลูก” มาดามแม่กล่าวพร้อมนั่งลงข้างเขา

“ลันไม่เคยรู้เลยครับ ว่าพี่คามินมีพี่ชายด้วย…แล้วดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่”

มาดามพยักหน้าเบา ๆ แววตาแฝงด้วยความนึกย้อน ก่อนที่ลูกชายจะถามต่อด้วยความลังเล

“คุณแม่พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

มาดามนิ่งเงียบไปราวกับกำลังเรียบเรียงอดีต

“พิศมัย…เธอแต่งงานตั้งแต่ยังสาว กับคนที่หมั้นหมายไว้ตั้งแต่เด็ก เธอมีลูกสามคน คาโรลอายุมากกว่าคามินกับคารีน่าถึงสิบปี ความจริงคนที่จะสืบทอดตระกูล…เป็นคาโรล”

อลันตั้งใจฟังโดยไม่พูดแทรก

“ตอนเด็ก คาโรลรักน้อง ๆ มาก คอยดูแลตลอด แต่นิสัยพวกเขาต่างกันมากเช่นกัน คาโรลเป็นคนหัวอ่อน ไม่ทันคน เขาเลยถูกส่งไปเติบโตที่อิตาลี”

“สิบกว่าปี แต่ในวันที่เขาได้ตำแหน่ง เขาก็หายไป…”

“แม่ไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ที่ทำให้เขาสละตำแหน่งนั้น”

“แต่ตำแหน่งผู้นำของดอน ต้องมีคนรับช่วงต่อ ก็เลยต้องเป็นคามินน่ะจ้ะ”

อลันนิ่งไป ก่อนเอ่ยเบา ๆ

“แล้วพี่มิน…เขาโอเคเหรอครับ” มาดามหันกลับมาถามด้วยแววตาเอ็นดู

“แล้วลูกคิดว่าเขารู้สึกยังไง?”

“ถ้าเป็นพี่มินที่ลันรู้จัก…พี่เขาไม่ยอมแน่ครับ”

“พี่เขานิสัยไม่ยอมอะไรง่าย ๆ ไม่ชอบการถูกบังคับ… “ลันว่า พี่มินอาจไม่โอเค…แต่คงไม่มีทางเลือกต่างหาก”

ผู้เป็นแม่ยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยถามต่อ

“แล้วตอนนี้…คาโรลกลับมาแล้วเหรอลูก”

“ใช่ครับ” อลันหัวเราะนิด ๆ

“ลันตกใจมาก หน้าพวกเขาเหมือนกันมากเลยครับ”

“ตอนเด็ก ๆ ลูกก็เคยเล่นกับพี่เขานะ…จำได้ไหม?” อลันทำหน้าครุ่นคิดก่อนหลุดหัวเราะแห้ง ๆ

“เด็กขนาดนั้น ลันลืมไปหมดแล้วครับ”

“คามิน…เป็นยังไงบ้างลูก?”

อลันถอนหายใจ หันไปมองผีเสื้อที่โบยบินเกาะบนดอกกุหลาบขาวตรงหน้า

“ลันก็บอกไม่ถูกครับคุณแม่ พี่เขานิ่งมาก...นิ่งจนลันไม่รู้เลยว่าเขารู้สึกยังไง” อลันขยับตัวเข้าไปในอ้อมแขนของมารดาอย่างเงียบงัน

“คนที่เป็นผู้นำ…ก็มักจะไม่แสดงออกหรอกลูก เขาก็มีความรู้สึกเหมือนคนปกติทั่วไป เพียงแค่ไม่แสดงด้านอ่อนแอให้ใครเห็นเท่านั้นเอง” เสียงปลอบโยนนุ่มนวลของมารดาดังเคล้ากับเสียงลมบ่ายที่พัดผ่านรั้วกุหลาบอย่างอ่อนโยน

ค่ำคืนหนึ่ง

ไฟจากป้าย De Corleone คาสิโนชื่อดังระดับประเทศ ของตระกูลเศวตาภิวัฒน์ ส่องสว่างอยู่กลางใจเมือง สีแดงน้ำเงินกระพริบระยิบอย่างฉูดฉาดตัดกับความเงียบของบรรยากาศโดยรอบที่กลับดูอึดอัดผิดแผก รถเบนซ์สีดำสนิทของดอนคอร์เลโอเน่เคลื่อนตัวออกจากบ้านหรูมุ่งหน้าสู่คาสิโน เขามาในฐานะผู้ดูแลแทนคามิน ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของอย่างที่เคยเป็น แต่ชื่อของเขายังมีอิทธิพลพอให้ผู้คนในวงการพนันต้องเงียบกริบเพียงแค่ได้ยินชื่อ

บนถนนอีกฟากหนึ่ง

มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดเงียบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงข้ามบ้าน ชายในชุดดำสนิทสวมหมวกกันน็อกเต็มใบ มือหนึ่งลูบไล้ปืนพกใต้เสื้อแจ็กเกตอย่างใจเย็น และในวินาทีที่รถของดอนเคลื่อนผ่านหน้าเขา มอเตอร์ไซค์ก็เคลื่อนตัวตามไปอย่างไร้เสียง คาโรลขับรถเบนซ์สีขาวผ่านมาพอดี เขาหวังจะมาหาคามินเพื่อพูดในสิ่งที่ไม่ได้พูดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ในวินาทีนั้นเองเขาหันไปเห็นมอเตอร์ไซค์ต้องสงสัยที่ขับตามหลังรถของพ่อเขา คิ้วขมวดเข้ม ท่าทางเปลี่ยนเป็นตึงเครียด ก่อนเขาจะเหยียบคันเร่งและขับตามไป

คาสิโน De Corleone

ห้องวีไอพีตกแต่งด้วยแสงสีทองนวลตัดกับแสงสลัวนอกกระจก กลิ่นซิการ์และวิสกี้ผสมคลุ้ง เสียงชิปกระทบโต๊ะดังเป็นจังหวะชวนมึนเมา เมื่อดอนคอร์เลโอเน่ก้าวเข้ามา ทุกสายตาในโซนวีไอพีต่างหยุดชะงัก แม้ดีลเลอร์จะยังคงแจกไพ่ แต่เหล่านักพนันต่างลอบมองเขาอย่างระวัง

“ดอนคอร์เลโอเน่…ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมบาร์ เป็นชายวัยห้าสิบต้น ๆ ในชุดสูทสีเขียวมะกอกเขายิ้มกว้างราวกับคนรู้จักเก่า

“คุณวิทย์…ยังสิงที่นี่เหมือนเดิมเลยนะ” ดอนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ

“แหม…ก็ต้องหาทุนคืนบ้างสิครับ” วิทย์ตอบพร้อมรินวิสกี้ แล้วยื่นให้ดอนอย่างเคารพ ทั้งคู่สนทนาเบา ๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีลอยคลอมาอย่างผ่อนคลายแต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง นอกหน้าต่างฝ้าสีทอง ชายในเสื้อคลุมสีดำยืนพิงผนังใต้แสงนีออน ดวงตาแข็งกร้าวเปล่งประกายด้วยความแค้นที่หมักหมมมานาน เขายกมือขึ้นกดบางอย่างที่เหน็บไว้ตรงเอวก่อนจะยกปืนขึ้นช้า ๆ เล็งผ่านกระจก วินาทีนั้นเงาดำอีกเงาหนึ่งโผล่เข้ามาจากมุมอับพุ่งเข้าใส่ทันที

“เฮ้ย!!” เสียงของคาโรลตะโกนดังลั่น ก่อนจะกระโจนเข้าขัดจังหวะ ปัง! เสียงปืนลั่นสนั่นราวกับแหวกอากาศ ฟ้าคืนนี้วาบวูบด้วยแสงไฟจากประกายปืน เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันทีในโซนคาสิโน

“มีคนยิง!!” เสียงโหวกเหวกตื่นตระหนกดังจากทุกทิศทาง ชายคนนั้นหันมากระแทกหมัดใส่คาโรลอย่างแรง โหนกแก้มของชายหนุ่มสะเทือน แต่เขายังคงยืนมั่น กัดฟันแน่นและตอบโต้กลับเต็มแรง ทั้งคู่ชกกันอย่างดุเดือดในมุมอับสายตา ไม่นานเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังจากหน้าประตู บอดี้การ์ดของดอนกรูออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมอาวุธครบมือ ดอนคอร์เลโอเน่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างหลัง ไม่มีอาการตกใจแม้แต่น้อย เพียงแค่ใช้สายตานิ่งเรียบจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเย็นเยือก ชายเสื้อคลุมถูกจับกดลงกับพื้นโดยการ์ดทันที หมวกกันน็อกถูกดึงออกเผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย

“ไอ้พงษ์…” เสียงของดอนคอร์เลโอเน่ขบกรามแน่นจนขึ้นสันกราม ชายที่นอนแนบพื้นเงยหน้ามองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

“นี่มึง…จะฆ่ากูเหรอ” ดอนถามเสียงนิ่งแต่เฉียบขาด

“ใช่!” พงษ์คำรามกลับ “เพราะมึงไม่ช่วยกู!”

“มึงสร้างปัญหาเอง มึงก็ควรแก้เอง” ดอนกล่าวเสียงเข้ม กดทุกถ้อยคำให้หนัก

“เอามันไปกำจัด อย่าให้มีลมหายใจเหลืออีก” คำสั่งสุดท้ายเปล่งออกมาราวกับสายฟ้าฟาดกลางอากาศ บอดี้การ์ดพยักหน้าก่อนลากตัวพงษ์ออกไปทางด้านหลังอย่างไร้เยื่อใย

เสียงประตูปิดลงอย่างเงียบเชียบ กลิ่นซิการ์จาง ๆ ลอยตลบอยู่ในห้องวีไอพีมีเฟอร์นิเจอร์ไม้เข้มกับโซฟาหนังแท้ดูขึงขังมากกว่าหรูหรา ดอนคอร์เลโอเน่ทรุดตัวลงนั่งโดยไม่เปล่งเสียง มือหยิบแก้ววิสกี้ขึ้นจิบอย่างเรียบเฉยราวกับทุกอย่างเป็นแค่เศษเสี้ยวในชีวิตที่เขาผ่านมานักต่อนัก ฝั่งตรงข้าม คาโรลนั่งสงบนิ่งหลังตรงแต่แววตากลับเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือน ความเงียบเกาะกุมห้องนี้อยู่เนิ่นนาน จนในที่สุดคาโรลก็ขยับตัวก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าบิดา เสียงของเขาเบา แผ่วแต่หนักแน่นกว่าครั้งไหน

“ผมขอโทษครับพ่อ... ผมรู้ว่าผมไม่ควรกลับมา แต่ผมทนไม่ไหวอีกแล้ว”

ดอนไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะขยับสายตาไปมองลูกชาย เพียงมองผ่านประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดสนิทอย่างนิ่งขรึมเหมือนกำลังย้อนทบทวนอดีต คาโรลยังคงพูดต่อน้ำเสียงของคนที่ใช้ชีวิตในความผิดมานาน

“ผมขี้ขลาด…ผมหนีทุกอย่าง ผมทำให้พ่อผิดหวัง…”

“ผมไม่ควรเป็นลูกของพ่อด้วยซ้ำ”

คราวนี้ดอนหันมามองหน้าลูกชาย สายตาคมที่เคยปกป้องอาณาจักรมาทั้งชีวิต สบเข้ากับแววตาของชายที่เคยเป็นความหวังของเขา

“แก…คือคนที่ฉันเคยฝากทุกอย่างไว้ คนที่ฉันเคยเชื่อใจมากที่สุด” คำพูดที่เปล่งออกมาช้า ๆ แต่หนักแน่นจนคาโรลถึงกับกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูด ริมฝีปากเขาสั่นเล็กน้อยราวกับจะกลั้นความรู้สึกทั้งหมดไว้ไม่อยู่

“ผม…ไม่มีข้อแก้ตัวครับ”

“ผมแค่อยากกลับมา เพื่อแก้ไขทุกอย่าง”

ดอนวางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนจะโน้มตัวเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“ทุกคนมีสิทธิ์เลือกทางของตัวเองแต่ไม่มีสิทธิ์ทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลัง” คาโรลหลุบตาต่ำ ราวกับทุกคำสะท้อนเข้าไปในกระดูก

“อยากแก้ไข? แก้ไขอะไร!?”

“ผมทนเห็นน้องต้องแบกรับทุกอย่างแทนผมไม่ได้อีกแล้วครับ” คาโรลเงยหน้าขึ้น สายตาของเขามั่นคงกว่าทุกคำพูดที่ผ่านมา

“ผมอยากอยู่ข้าง ๆ เขา…แค่นั้นจริง ๆ”

ดอนถอนหายใจก่อนจะพูดในที่สุด

“แต่แกควรรู้ไว้ว่า…แกจะไม่มีวันได้ตำแหน่งดอนกลับไปอีก ถึงคามินจะเป็นยังไง เขาคือดอนรุ่นที่ห้าของตระกูลนี้”

คาโรลพยักหน้าแทบจะทันที “ผมรู้ครับพ่อ ผมไม่เคยคิดจะทวงอะไรคืน ผมแค่อยากเป็นคนในครอบครัว…อีกครั้งก็พอ” ความเงียบตกลงมาครู่หนึ่งก่อนที่ดอนจะเอื้อมไปหยิบกล่องไม้บนโต๊ะ เขาเปิดมันแล้วหยิบซิการ์สีเข้มขึ้นมาหนึ่งมวน ก่อนจะยื่นให้คาโรลที่ยังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า มือของคาโรลสั่นเล็กน้อยขณะรับมันมา ดวงตานั้นราวกับจะไหลรินหากเขาไม่ยับยั้งไว้ นี่ไม่ใช่แค่ซิการ์ แต่มันคือสัญญาณของคำว่า ‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน…’ ถึงแม้จะไม่ต้องเอ่ยพูดดอนคอร์เลโอเน่ก็สื่อได้ชัดเจนด้วยภาษาของมาเฟีย ภาษาของสายเลือด และภาษาของบิดาที่ให้อภัยลูกชายที่เคยทำผิดอย่างไม่มีเงื่อนไข
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 113

    “ไม่มีทาง…” เสียงของเขาแผ่วเบา แต่แน่วแน่ “ลันเลือกพี่มินแล้ว และจะเลือกทุกวันจากนี้ไป” ไม่มีถ้อยคำใดหวือหวา ไม่มีคำสาบานยืดยาว มีเพียงการสวมแหวนที่เรียบง่ายเปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง มีสายตาที่สื่อสารแทนทุกอย่างว่า ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ’ เสียงปรบมือดังขึ้นประปราย เฟรโด้หัวเรา

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 112

    “ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาในวันนี้…” เสียงของเขานิ่ง เรียบ แต่หนักแน่นจนเงียบทั้งห้อง “นี่จะเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ผมเชื่อว่าทุกคนที่นี่…และทุกคนในประเทศนี้ควรได้รับ” เสียงปรบมือดังขึ้นเรื่อย ๆ แววตาหลายคู่มีน้ำตา พ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่ได้รับทุนจากมูลนิธิต่างลุกขึ้นปรบมือด้วยความจริงใจจนเสี

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 111

    “คุณตา! คุณตาขา!” เสียงของแมร์รี่ในชุดเดรสสีขาววิ่งเข้ามา ผมสีน้ำตาลหยิกเป็นลอนสวยสะบัดไปตามแรงวิ่ง ตุ๊กตากระต่ายสีชมพูในอ้อมแขนกระเด้งดึ๋งดั๋งตามจังหวะฝีเท้าไร้เดียงสา ดอนหัวเราะแผ่ว ๆ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู “มาแล้วเหรอ คนเก่งของตา…” แมร์รี่ยิ้มแฉ่งก่อนจะกระโดดขึ้นไปกอดดอนไ

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 110

    Chapter 42 บรรยากาศภายในตึกสูงของห้องประชุมลับชั้นบนสุด เงียบสงบกว่าทุกวันแต่ภายใต้ความนิ่งสงบมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันราวกับระลอกคลื่นคลื่นใต้น้ำที่ไม่มีใครมองเห็น ประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างช้า ๆ เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นดังแผ่วเบา คามินในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมแววตาเรียบนิ่งไร้อารมณ์

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 109

    “ฉันเชื่อใจแก” “ว่าแกจะสามารถยืนได้โดยไม่มีใครล้มแกได้อีก”คามินรับปืนมาเงียบ ๆ มาเงียบ ๆ ปลายนิ้วลูบผ่านตัวปืนช้า ๆ ราวกับสัมผัสถึงน้ำหนักของมัน ไม่ใช่แค่น้ำหนักของโลหะแต่คือน้ำหนักของชีวิต เลือดและบาปทั้งหมดที่หล่อหลอมเขามา เขาเงยหน้าขึ้นสบตาบิดา ริมฝีปากขยับช้า ๆ “…ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มต่ำเบา แต

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 108

    รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากสถานที่ประชุมช้า ๆ เสียงเคริ่งยนต์แผ่วเบา ภายในรถเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของแต่ละคน คามินนั่งพิงเบาะด้านหลัง ดวงตาไร้แววทอดมองออกไปยังแสงไฟถนนที่ไหลผ่านอย่างเนิบช้า มือข้างหนึ่งวางอยู่บนต้นขา มือที่เพิ่งปลิดชีวิตใครบางคนไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน อลันนั่งอยู่ข้าง ๆ นทีนั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status