LOGIN“ปกติคุณจ่ายหนักขนาดนี้ เพื่อแลกกับการได้นอนกับผู้หญิงคนหนึ่ง?” “ถ้าผมถูกใจ เท่าไหร่ผมก็จ่ายได้ คุณจะขอบ้าน คอนโด เงินสดเพิ่มอีกก็ยังได้”
View Moreไคเดน
พอเท้าเหยียบแผ่นดินไทยเท่านั้น ‘ฟรานซิส’ เพื่อนสมัยเรียนบริหารด้วยกันที่อังกฤษก็โทรเรียกให้ผมเข้าไปคุยงานกับมันทันที คนเหี้ยอะไรเพื่อนพึ่งบินมายังไม่ทันหายเหนื่อย ก็โทรเรียกไปคุยเรื่องงานแล้ว
ทว่าผมก็ตรงไปหาฟรานซิสทันที เพราะว่าตัวผมเองก็เป็นคนบ้างานพอๆ กับอีกฝ่ายนั่นแหละ
แซะมันไปงั้น หมั่นไส้ที่ช่างรู้เวลาเหมาะเจาะเสียเหลือเกิน ล้อเครื่องบินแตะพื้นปุ๊บเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ผมก็ดังปั๊บ
คุยงานกันได้ 2-3 ชั่วโมง ฟรานซิสก็ต้องเข้าประชุมต่อ ผมถึงได้กลับมาพักที่โรงแรม
โรงแรมที่เข้าพักเป็นโรงแรมห้าดาวใจกลางเมืองหลวงที่ฟรานซิสจัดเตรียมไว้ให้ เจ้าของโรงแรมก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ‘คีย์’ เพื่อนรุ่นน้องของฟรานซิส ซึ่งคีย์กับผมกำลังร่วมโปรเจคใหญ่กันอยู่
ผมได้ตกลงร่วมหุ้นและเป็นนายทุนสร้างโรงแรมแห่งใหม่ที่คีย์กำลังสร้างที่ภูเก็ต มันเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งแรกของผมในเมืองไทย ก็หวังว่ามันจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
หลังอาบน้ำเสร็จจะเข้านอนเลยก็รู้สึกว่ามันเช้าเกินไป ในเวลาสามทุ่มกว่าๆ ก็เด็ก 5 ขวบแล้ว ออกไปหาอะไรดื่มเสียหน่อยดีกว่า
หยิบเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนสีเดียวกันมาสวม ขี้เกียจใส่สูท
ผูกเนกไทออกไปดื่มเหล้า ขอออกไปชุดสบายๆ แค่นี้พอแม้ผมจะไม่ได้แต่งตัวหรูหราอะไรผมก็สามารถเข้าเลาจน์ของโรงแรมได้ เพราะฟรานซิสให้การ์ด VVIP มา คืนตั้งใจแค่จะไปดื่มเบาๆ ไม่เกิน 5 ทุ่มก็คงเข้ามาพักแล้ว พรุ่งนี้มีงานรออยู่แต่เช้า
ผมยื่นการ์ดให้พนักงานต้อนรับตรงหน้าประตูเลาจน์ดู เธอยิ้มหวานตอนรับพร้อมยกมือไหว้ผมอย่างน้อมนอบ ผมจึงก้มหัวให้ตามมารยาทพร้อมกระตุกยิ้มมุมปากกลับ ก่อนก้าวเข้าไปข้างใน
เลาจน์ที่นี้มีไว้เพื่อต้อนรับเฉพาะแขก VVIP เท่านั้น คนเลยไม่พลุกพล่าน ตามที่ผมต้องการ ผมไม่ชอบสถานที่ที่มีคนเยอะๆ ยิ่งเป็นผับทั่วไปไม่เคยคิดจะไปเยียบกลาย มีแต่คนเมาเกลื่อนกลาด มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันทุกๆ ครึ่งชั่วโมง และไม่ชอบที่ต้องไปเดินเบียดกับคนมากหน้าหลายตา
เพราะจริงๆ แล้วผมเป็นคนค่อนข้างถือตัว ไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัว เว้นก็แต่ ผู้หญิงสวยๆ หน้าอกใหญ่ๆ สะโพกสะบึ้มๆ ถ้าทรงนี้เบียดแนบชิดยังไงก็ได้ผมไม่ถือ
ตัวเลาจน์ถูกตกแต่งด้วยความหรูหราแบบสมัยใหม่ ฟากหนึ่งของห้องเป็นกระจกบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำข้างนอก ความคิดไม่เลว นั่งจิบเหล้าเคล้าเสียงเพลงกับวิวสวยๆ
ผมเดินผ่านโซนโซฟาไปที่เคาน์เตอร์บาร์ เนื่องจากวันนี้มาดื่มคนเดียว จะเปิดโต๊ะนั่งเองก็ดูเหงาไป และไม่ได้คิดว่าจะใช้เวลาอยู่ที่นี่นานด้วย แค่อยากจะมาดื่มกรึ่มๆ พอให้นอนหลับง่าย
ทว่า....
“สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย รับอะไรดีคะ”
สวย!
สวยมาก!
สวยจนไม่อยากละสายตาไปไหน!
บาร์เทนเดอร์สวยขนาดนี้ เห็นทีคงต้องนั่งยาว เลาจ์ปิดเมื่อไหร่ผมกลับเมื่อนั้น!
ผมนั่งลงที่เก้าอี้บาร์ในขณะที่สายตายังจองมองรอยยิ้มหวานบนใบหน้าสวยโดดเด่นของบาร์เทนเดอร์สาวตรงหน้า
คนอะไรสวยฉิบหาย สวยจนผมละสายตาไม่ได้เลย
จนผมนึกอยากจะกราบแทบเท้าขอบคุณไอ้ฟรานที่แนะนำเลาจน์และให้บัตร VVIP ผมมา
ถ้าไม่มา ก็คงไม่ได้เจอเธอคนนี้สินะ!
“Macallan ครับ”
ผมบอกเธอโดยที่ไม่ต้องดูเมนูเครื่องดื่มเพราะผมเห็นขวดวิสกี้ชั้นดีหลายขวดหลายยี่ห้อถูกตั้งโชว์ในตู้หลังเคาน์เตอร์อยู่แล้ว อีกอย่าง..ผมไม่สามารถละสายตาจากผู้หญิงคนนี้ได้เลย
“ได้ค่ะ”
เธอรับคำสั้นๆ ด้วยท่าทีน้อมนอบ ก่อนหมุนตัวไปเปิดตู้หยิบขวดวิสกี้ยี่ห้อที่ผมสั่งรินใส่แก้วอย่างขะมักเขม้น ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีแก้ววิสกี้ก็ถูกเสิร์ฟลงตรงหน้าผม
“นี่ค่ะ Macallan ของคุณผู้ชาย” เธอฉีกยิ้มการตลาดลงส่งมาให้ผม แต่แค่นี้มันก็สะกดผมได้แล้ว
“ขอบคุณครับ”
ผมยกแก้ววิสกี้ขึ้นมาจิบ เหล้าดีกรีแรง ทว่ารสชาติกลับหวานนุ่มลิ้น ซึ่งวันนี้มันยิ่งหวานผิดลิ้นไปอีก คงเป็นเพราะวิวสวยๆ ตรงหน้า
ไม่ได้หมายถึงวิวแม่น้ำ หมายถึงเจ้าของร่างอรชรตรงหน้าต่างหาก แม้เธอจะอยู่ในชุดสุภาพไม่รัดรึงมาก แต่ก็ยังพอเห็นส่วนเว้าส่วนโค้ง และมากพอสำหรับผู้ชายที่ผ่านผู้หญิงมากมายอย่างผมที่จินตนาการถึงร่างกายเปลือยเปล่าภายใต้อาภรณ์ว่าเธอสวยงามแค่ไหนวิวสวยสง่าบวกกับเหล้ารสชั้นดี จิบเพลินจนหมดแก้วไปตอนไหนไม่รู้ รู้อีกทีก็เรียกบาร์เทนเดอร์คนสวยมาเติมให้อีกแก้วแล้ว
“คุณทำงานที่นี่นานแล้วเหรอครับ” ใช้โอกาสในขณะที่เธอกำลังรินวิสกี้ชวนเธอคุย
“เกือบสองปีได้แล้วค่ะ”
“ถึงว่า คุณทำงานได้ดูคล่องแคล่วดี” ดูจากตอนที่เธอไปหยิบขวดวิสกี้ เธอรู้ทันทีว่ามันถูกวางไว้ตรงไหน ทั้งที่เค้าเตอร์ตรงนั้นมีเหล้าหลากหลายยี่ห้อวางเรียงรายกันจนตาลาย
“ขอบคุณค่ะ” แล้วเธอก็ฉีกยิ้มการตลาดให้ผมอีกครั้ง ก่อนเดินไปเก็บขวดวิ้สกี้ไว้ที่เดิม
หัวข้อสนทนาห่วยแตกที่สุด เพราะผมไม่รู้จะชวนเธอคุยเรื่องอะไร จะถามคำถามที่ส่วนตัวกว่านี้ก็กลัวจะรุกเร็วเกินไป คือผมกำลังคีพคูลอยู่ แต่แม่งโคตรรนเพราะถูกใจเธอจนตัวสั่น
ทำเป็นเลือดร้อนไปได้ อายุ 33 ปีแล้วนะโว้ย!
ฉันขยับตัวลุกขึ้นนั่ง มองเฟรอย่างช่างใจ ไม่แน่ใจว่าเพื่อนกำลังรู้สึกยังไง แต่ดูจากสีหน้าก็ไม่ได้บึ้งตึงเหมือนคนกำลังโกรธ หรือแม้แต่น้ำเสียงที่ถามเมื่อกี้ฟังดูแปลกใจเสียมากกว่า“แกเห็นฉันกับเขาที่ห้องครัวเมื่อกี้ใช่ไหม”“อืม เห็นแกหายไปนาน เป่าผมเสร็จก็ยังไม่ขึ้นมาเลยลงไปตาม แล้วสรุปเป็นอะไรกัน ไปรู้จักกันตอนไหน ไหนเล่ามาซิ” ความลับแตกแล้วสิ! สงสัยไอ้นิยามที่ว่าที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดคงไม่มีอยู่จริง “ฉันเจอเขาที่เลาจน์อ่ะ ก่อนจะบังเอิญมาเจอที่นี่แล้วก็ได้รู้ว่าเขารู้จักแกกับเฮียฟราน”“โลกกลมจริงจริ๊ง!” ใช่! โลกกลมมาก และบางครั้งความโลกกลมก็ไม่ได้เป็นผลดีเลย เฟรยังยิงคำถามอย่างต่อเนื่อง “แล้วไปรู้จักกันอีท่าไหนถึงได้จูบกอดรัดฟัดเหวี่ยง นัวเนียกันเหมือนในห้องครัวเมื่อกี้”“แค่จูบกันเฉยๆ” ฉันอ้อมแอ้มแก้คำพูดของเฟร ก็เพื่อนก็ใช้คำซะเกินงาม“สรุปคบกัน?” ฉันส่ายหัวตอบเฟร ไม่กล้าแม้แต่จะโกหกว่าเราคบกันเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการสถานะนี้กับฉันตั้งแต่แรก“อย่าบอกว่าแค่เอากันเฉยๆ เพราะฉันไม่เชื่อว่าคนอย่างแกจะทำแบบนั้น” ความที่เป็นเพื่อนกันมาหลายปีและเราก็รู้จักนิสัยใจคอกันมากแ
เทียร์คืนนี้เป็นคืนที่สี่ที่ฉันต้องมานอนค้างกับเฟรเพื่อความสบายใจของเฮียไคเดน ในระหว่างที่เขาบินไปเคลียร์งานที่ฮ่องกง ซึ่งตลอดสี่วันที่ผ่านมาแม้ว่าเขาจะยุ่งมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังเจียดเวลาโทรมาถามไถ่ทุกวัน งานเขาคงยุ่งมากๆ เพราะทุกครั้งที่เขาโทรหาเราไม่เคยได้คุยกันเกิน 10 นาทีเลย และวันนี้เขาหายเงียบไปเลยตั้งแต่ตอนบ่าย สงสัยจะประชุมลากยาวอีกตามเคยหลังจากดื่มน้ำและหยิบขวดน้ำติดมือมาอีกหนึ่งขวดเผื่อเฟรเพราะเมื่อตอนเย็นนั่งดูหนังด้วยกันพร้อมแล้วเผลอทานขนมขบเคี้ยวเยอะไปหน่อย ตอนนี้เลยรู้สึกคอแห้ง กระหายน้ำ เฟรเองก็คงไม่ต่างกันจังหวะที่กำลังเดินออกจากห้องครัวมุ่งหน้าไปที่บันไดขึ้นชั้นสอง ทว่ากลับเห็นแผ่นหลังหนาในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงสีโทนเดียวกัน ที่ฉันจำได้แม่นว่าเจ้าของแผ่นหลังคือใคร“เฮีย” ฉันเรียกเขาเสียงไม่เบาและไม่ดังมาก แต่ดังพอที่ทำให้ขายาวๆ ที่กำลังก้าวขึ้นบันไดหยุดชะงักแล้วหันหลังมา“เทียร์! ทำไมไม่รับโทรศัพท์เฮีย” เขาเดินมาหาด้วยสายตาดุๆ ก่อนจะลากฉันกลับเข้าไปในห้องครัวทั้งที่พึ่งเดินออกมา“เฮียปล่อยก่อนค่ะ เดี๋ยวเฮียฟรานเห็น” ไม่ได้กลัวเฮียฟรานซิสลงมาเจอเท่ากับไอ้กล้อง
ไคเดน“นายต้องการให้ผมลงโทษมันยังดีครับ” ‘จางหมิ่น’ มือขวาคู่ใจถามผมผมก้มมองร่างผอมแห้งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตัวเองที่ตอนมันมีสภาพสะบักสะบอมเหมือนโดนหมาฟัดมา กำลังยกมือไหว้ร่ำร้องขอชีวิตอยู่บนพื้นห้องที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยดเลือดสีแดงสดหรือเลือดชั่วของมัน“เก็บมันซะ!” ผมไม่เคยลังเลที่จะลงโทษคนทรยศด้วยวิธีนี้ ในเมื่อลูกน้องที่ผมรับเข้ามาทำงานให้เงินเดือนดีๆ มันไม่จงรักภักดี ขโมยสินค้าล็อตใหญ่ของลูกค้าคนสำคัญไปขายทอดตลาด ส่งผลให้บริษัทของผมไม่สามารถส่งพัสดุให้ลูกค้าครบถ้วนได้ จนถูกลูกค้าโทรมาโวยและต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นเงินก้อนใหญ่ทั้งขาดทุนทั้งเสียชื่อบริษัท เพราะฉะนั้นบทลงโทษเดียวของไอ้หัวขโมยคือ ‘ความตาย’ก็อยากการตัดนิ้วมือทิ้งให้มันเป็นพิการตลอดชีวิตก็ได้ ทรมานมันเล่นๆ ทว่ามือขวาของผมได้สืบประวัติมาว่าไอ้พนักงานคนนี้มาแล้วว่ามันมีเมียและลูกน้อยที่อายุได้เพียงไม่กี่ขวบเอง เป็นพิการไปก็ลำบากครอบครัว ประกอบกับที่มันไม่ได้เป็นผัวและพ่อที่ดีเลย ชอบทำร้ายร่างกายลูกเมียตอนเมา เพราะฉะนั้นอยู่ไปก็หนักโลกเดนสังคมแบบมันควรตายๆ ซะ!ไม่แน่ลูกกับเมียมันอาจจะอยากขอบคุณผมก็ได้ที่สั่งเก็บพ่อชั่ว
ในขณะที่ยืนรอเฟรที่หน้าหอพัก ในหัวก็นึกถึงเสาร์ - อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะคืนวันเสาร์หลังทานมื้อค่ำเสร็จตอน 3 ทุ่มกว่า กิจกรรมเดียวที่เราทำคือกิจกรรมบนเตียง เขาจับฉันกินจนเวลาล่วงเลยไปตอนเช้ามืดอีกวัน คือไม่ได้มีแรงโหมกระแทกกันนานหลายชั่วโมงติดต่อกันขนาดนั้น ก็จบกันไปเป็นยกๆ มีพักคุยกันบ้าง สักพักก็นัวเนียกันใหม่ วนเวียนอยู่แบบนี้ทั้งคืนเขาน่าจะเป็นคนเซ็กซ์จัดคนหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากเรื่องงาน ก็มีกิจกรรมไม่กี่อย่างที่เขาทำ มีว่ายน้ำบ้างครั้งคราว ออกกำลังกายตอนเช้า ที่เหลือก็คือเรื่องบนเตียง ส่วนฉันก็ยอมรับอย่างไม่อาย ว่าฉันเองก็ชอบและติดใจรสเซ็กซ์ของเขาเหมือนกันรถปอร์เช่คันสีเหลืองแสบตาแล่นเข้ามาจอดตรงหน้า ฉันเปิดประตูเดินขึ้นรถด้วยความคุ้นชินเพราะเพื่อนมารับไปเรียนทุกวันตั้งแต่ปี1 ยันปี4“กาแฟไหม” เฟรยื่นแก้วกาแฟเย็นจากร้านหรูมาให้ ก่อนจะออกรถ“ขอบใจนะ” ฉันยกแก้วกาแฟมาดูดไม่ให้เสียน้ำใจ เพราะเพื่อนคงคิดว่าเมื่อคืนฉันไปทำงานเลยแวะซื้อกาแฟมาให้เหมือนทุกวัน “แก ฉันลาออกจากงานแล้วนะ”“จริงดิ! ทำไมจู่ๆ ถึงลาออกล่ะ” เฟรถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ เพราะปกติถ้ามีเรื่องแบบนี้ฉันมักจะปรึกษาหรื