Share

บทที่ 9

Penulis: ddaisybelle
last update Tanggal publikasi: 2026-03-12 18:15:56

Chapter 8

แสงแดดอ่อนลอดผ่านม่านสีขาวสะอาดในโถงกลาง อากาศเงียบสงบ เย็นเยือกเกินกว่าที่จะเรียกว่าเช้าแสนธรรมดา ประตูห้องบนชั้นสองเปิดออกอย่างแผ่วเบา เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่มั่นคงค่อย ๆ ก้าวลงบันได คามินในเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงผ้าธรรมดาใช้มือหนึ่งไล้ตามราวบันไดเพื่อประคองตัว ขณะที่อีกมือแนบลำตัว สีหน้าเขานิ่งสนิทไม่ต่างจากทุกเช้า แต่ภายในใจกลับไม่เคยเงียบเลย ความกังวลในอกบดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

“บ้าชะมัด…” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะฝ่าโลกมืดที่ไร้ทิศทาง แต่ยังไม่ทันจะก้าวลงบันไดขั้นสุดท้าย เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังแทรกเข้ามาจากอีกฝั่งหนึ่ง

“พี่มิน! จะไปไหนน่ะ” เสียงของอลันดังขึ้นด้วยความตกใจ เขารีบวิ่งเข้ามาแตะแขนของชายหนุ่มทันที มือเย็น ๆ จับข้อมือของคามินไว้ด้วยสัญชาตญาณ คามินชะงักเท้าไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบเรียบ ๆ

“ฉันมีเรื่องต้องคุยกับพ่อ” น้ำเสียงนั้นแม้ยังนิ่ง ทว่าแฝงความขุ่นเคืองบางอย่างไว้ลึก ๆ อลันชะลอมือลงช้า ๆ เขามองใบหน้าเรียบนิ่งของอีกฝ่ายด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวัง

“ตอนลันขับรถเข้ามา…สวนกับรถท่านพอดีนะ”

“สงสัยว่าท่านคงออกไปธุระ” คำพูดนั้นทำให้คามินเงียบไปพักหนึ่ง เขาไม่พูดอะไรต่อแต่สีหน้ากลับดูขึงขึ้นเล็กน้อยเหมือนตั้งใจบางอย่างแต่ไม่สำเร็จ อลันรู้สึกถึงบางอย่างในอากาศ เลยเอ่ยเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบาง

“พี่มิน…มีอะไรหรือเปล่า”

คามินหันหน้าไปตามเสียง แววตาที่มองไม่เห็นฉายแววเพียงเงา

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ” น้ำเสียงของเขาดูเหมือนจะตัดบท แต่สำหรับอลันมันคือกำแพงที่เริ่มร้าว เขาไม่ตอบโต้อะไร เพียงพูดขึ้นเบา ๆ

“งั้นถ้าพี่มินอยากเดินไปไหน…ให้ลันไปด้วยนะ

“อย่างน้อยพี่จะได้ไม่ต้องเดินคนเดียว” มือเล็กเอื้อมไปแตะมืออีกฝ่ายแล้ววางมันไว้บนแขนตัวเองอย่างแผ่วเบา คามินไม่พูดอะไรแต่ไม่ดึงมือกลับเช่นกัน อลันยิ้มบาง ๆ ขณะก้าวเดินช้า ๆ พาเขาเคลื่อนไปยังโซฟากลางห้องสองร่างนั่งเคียงกันในห้องโถงเงียบสนิท ไม่มีคำพูดใด ๆ มีเพียงลมหายใจสองจังหวะที่เริ่มประสานกันโดยไม่รู้ตัว

“พี่มิน…” อลันเอ่ยขึ้นเบา ๆ “วันนี้ออกไปขับรถเล่นกันไหม”

คามินเงียบไม่ตอบทันที แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธทันที ใบหน้านิ่งเฉยหันไปตามเสียง

“ไม่ไป” คำตอบเรียบ ๆ ฟังดูเย็นชาตามนิสัย แต่อลันไม่ได้เสียใจ เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะหันหน้าออกไปมองท้องฟ้าภายนอก

“อากาศข้างนอกดีนะ…”

“พี่มินอยู่แต่บ้านทั้งวันน่าเบื่อออก” คามินยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิม แต่ในความเงียบนั้น มีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิ

“เราไม่ต้องไปไกลก็ได้ แค่แถว ๆ นี้ก็พอ…”

“ลันอยากพาพี่มินไปที่ที่หนึ่ง” ประโยคสุดท้ายทำให้คามินหันหน้ามาทางเขาอีกครั้ง ไม่มีคำพูด ไม่มีแววตา แต่มีการรับรู้บางอย่าง

“…อือ” เสียงนั้นเบา แต่ชัดเจน สำหรับคนอย่างคามินการพยักหน้าแทบเป็นเรื่องยาก แต่คำตอบสั้น ๆ นี้ กลับมีความหมายมากกว่าประโยคใดในเช้านี้ แต่นี่คือก้าวแรกของใครบางคนที่เริ่มยอมให้อีกคนเดินเข้าไปในโลกที่มืดสนิทของเขา

เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอภายในรถสีขาว สะอาดที่แล่นออกจากบ้านเศวตาภิวัฒน์ ผ่านประตูรั้วเหล็กสูง ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนสายเงียบสงบ อลันนั่งประจำที่คนขับ เขาเปิดเครื่องเสียงภายในรถ เสียงเปียโนบรรเลงแผ่วเบา ละมุนและคุ้นหู เป็นท่วงทำนองเก่าที่อ่อนโยนราวกับบทเพลงจากความทรงจำ แม้จะเลือนรางแต่ไม่เคยจางหาย คามินนั่งข้างคนขับ มือทั้งสองวางสงบอยู่บนตัก ใบหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาปิดสนิทเหมือนปล่อยตัวให้ล่องลอยไปกับเสียงดนตรี

“พี่มินจำเพลงนี้ได้ไหม…” อลันถามขึ้นเบา ๆ ขณะสายตายังจับจ้องไปข้างหน้

“…อืม” คำตอบสั้น ๆ แต่กลับมีน้ำหนักในความรู้สึก อลันยิ้มบาง ๆ ไม่ใช่เพราะมันเป็นคำพูดที่หวือหวาแต่เพราะมันเป็นคำตอบที่เขาอยากได้ยินมากที่สุด

รถแล่นช้า ๆ ผ่านบ้านเรือนและร้านค้าที่ทั้งคู่คุ้นตาก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดใต้ร่มไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะที่เงียบสงบ ที่นี่เคยเป็นสถานที่ประจำของพวกเขาในวัยเด็ก สนามหญ้าเดิม ศาลาเดิม ต้นไม้เล็ก ๆ ที่เคยนั่งใต้เงา บัดนี้เติบโตสูงใหญ่ เสียงนกร้องคลอแว่วไปกับสายลม กลิ่นหญ้าสดอ่อน ๆ โชยมาแตะจมูกในจังหวะที่คามินเอนหลังพิงเบาะ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับกำลังสัมผัสบางสิ่งที่เขาไม่ได้รับรู้มานาน

“ที่นี่ที่ไหน…” เขาถามขึ้นเบา ๆ

“ที่ที่ตอนเด็ก ๆ พวกเราถูกพามาบ่อย ๆ ไง” อลันตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน คามินไม่พูดอะไรต่อ แค่เงียบฟังเหมือนปล่อยใจล่องอยู่ในอดีต เมื่อรถจอดสนิท อลันก็ลงจากรถไปเปิดประตูฝั่งคามิน พร้อมกับส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้อากาศเย็นสบายยามสายแก่ ๆ ลมจากผิวน้ำพัดกลิ่นดินชื้นปะปนกลิ่นหญ้าแตะจมูกอ่อน ๆ คามินเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจอีกครั้งเหมือนบันทึกบรรยากาศทั้งหมดไว้ในความทรงจำ เสียงรองเท้ากระทบพื้นหญ้าแผ่วเบา ทั้งสองเดินช้า ๆ ไปตามทางเล็กที่ทอดยาวสู่เก้าอี้ไม้สีขาวริมแม่น้ำ เก้าอี้ตัวเดิม ที่เคยนั่งด้วยกั

“ลมเย็นดีนะ” คามินพูดเบา ๆ เป็นประโยคยาวที่สุดนับตั้งแต่ออกจากบ้าน อลันเหลือบตามองเขา รอยยิ้มบางแต้มขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว

“ใช่…ดีมากเลย” เขาตอบเบา ๆ ก่อนจะพูดต่อ “คิดถึงสมัยเด็กเนอะ ที่เราวิ่งเล่นกันที่นี่บ่อย ๆ” คามินเงียบไปครู่หนึ่ง

“มีอยู่วันหนึ่ง… ลันหกล้มหัวเข่าถลอก มีเลือดซึม แล้วก็ร้องไห้ซะดัง” อลันหัวเราะเบา ๆ เจือความอบอุ่นในน้ำเสียง คามินไม่ตอบ แต่ใบหน้าดูผ่อนคลายเล็กน้อย

“แล้วพี่มินรีบวิ่งมาหา นั่งยอง ๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดให้ลัน ตอนนั้นลันนึกว่าจะโดนดุด้วยซ้ำ… แต่พี่กลับถามว่าเจ็บไหม” เสียงอลันยังอ่อนโยนเสมอ เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถาม

“จำได้ไหม…” คามินนิ่งไปอึดใจหนึ่ง แล้วเสียงทุ้มก็ตอบกลับมาแผ่วเบา

“จำได้” เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ สูดลมหายใจอีกครั้ง “ก็เธอแหกปาก

เสียงหัวเราะหลุดออกจากปากอลันทันที

“ก็ลันเจ็บนี่นา” สิ้นสุดบทสนทนาบรรยากาศค่อย ๆ กลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมกับเสียงนกเจื้อยแจ้วไกล ๆ ทั้งสองนั่งเคียงกันในความทรงจำที่ไหลย้อนกลับมาราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

“เวลาผ่านไปนานเหมือนกันเนอะ…” อลันพูดเบา ๆ ขณะทอดสายตาไปยังสายน้ำที่ไหลเอื่อย

“เราไม่ได้เจอกันนานมาก ตอนนั้นพี่มินเป็นคนดุ แต่ก็ใจดี… ตอนนี้พี่เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ” คามินยังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม แต่คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขา เหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่างและในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบต่ำ

“ฉันไม่ได้เปลี่ยน แต่มันเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องทำ” น้ำเสียงฟังดูนิ่งแต่แฝงความเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่อาจกลั้นซ่อนไว้ได้ อลันชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“คงเหนื่อยมากสินะ…” คำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบเพียงแค่ต้องการแสดงความเข้าใจ คามินถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดเสียงแผ่ว

“ฉันเลือกไม่ได้… สุดท้ายฉันก็ต้องมาอยู่ในสภาพนี้อยู่ดี” ประโยคง่าย ๆ แต่หนักอึ้ง อลันเม้มริมฝีปากแน่น เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง อยากยื่นมือไปแตะบ่า แตะมือ หรือแค่ให้ใกล้ขึ้นอีกนิดก็ยังดี แต่สิ่งที่ออกมาจากปากกลับเป็นคำพูดธรรมดาที่เขาหวังว่าจะช่วยปลอบใจได้

“พี่มินเก่งอยู่แล้ว เดี๋ยวพอหาย พี่มินก็จะกลับไปเป็นคุณคามินที่แข็งแกร่งเหมือนเดิม” น้ำเสียงของเขาไม่ได้บีบคั้น แต่เต็มไปด้วยกำลังใจผสมความอบอุ่น และยังมีความติดเล่นเบา ๆ ที่คล้ายกับต้องการให้อีกฝ่ายสบายใจมากกว่าเดิม คามินยังคงเงียบ แต่เขาหลับตาลงช้า ๆ เอนศีรษะพิงกับพนักเก้าอี้ไม้ แค่การได้พัก ได้ฟัง ได้อยู่ใกล้เสียงของอลันแบบนี้มันก็ช่วยให้เขาเบาสบายขึ้นได้อย่างประหลาด

ลมพัดแผ่ว ใบไม้เล็ก ๆ ปลิวตามลมมาติดอยู่ตรงเส้นผมด้านข้างของคามิน อลันเห็นจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้ เขายกมือขึ้นช้า ๆ

“พี่มิน…เดี๋ยวนะ” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ปลายนิ้วเรียวแตะเบา ๆ ตรงข้ามขมับเพื่อหยิบใบไม้ออก

“ใบไม้น่ะ… มันปลิวมาติดผมพี่” แต่ในจังหวะนั้นเอง คามินกลับลืมตาขึ้น อลันชะงักเพราะดวงตาคู่นั้นแม้จะไร้จุดโฟกัส แต่กลับเบนมาตรงทิศทางของเสียงราวกับจ้องมอง นิ้วมือเขาค้างอยู่กลางอากาศ หัวใจเต้นกระตุกเบา ๆ โดยไม่รู้เหตุผล แล้วในเสี้ยววินาทีนั้นโลกที่คามินเคยเห็นแต่เพียงความมืดกลับวูบวาบแสงบาง ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับใครจุดเทียนไว้ในเงามืด และภาพแรกในเศษเสี้ยววินาทีนั้นคือภาพของคนตรงหน้าถึงจะเป็นเพียงเงาดำ ๆ แต่เป็นภาพของคนที่เขารอคอยมาตลอดสิบปี เขากระพริบตาอีกครั้งช้า ๆ เพื่อจ้องให้แน่ใจ แต่แสงนั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายไป อลันขมวดนิ้วบาง ๆ ไม่พูดอะไร เขาเพียงยกมือขึ้นโบกเบา ๆ ตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ คามินนิ่งไม่มีปฏิกิริยาใด ไม่มีการตอบสนอง เขาเพียงหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าออกไปทางอื่น อลันสัมผัสได้ถึงความเงียบบางอย่างความเงียบที่ไม่ใช่เพราะไม่มีคำพูด แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างมันจุกอยู่ข้างในจนพูดไม่ออก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถาม ไม่เซ้าซี้อะไร เขาเอื้อมไปหยิบใบไม้ออกจากเส้นผมของอีกฝ่าย นิ้วมือแตะเพียงแผ่วเบาก่อนจะหยิบออกช้า ๆ

“เรียบร้อย” อลันหันไปทางแม่น้ำเบื้องหน้า สูดลมหายใจลึก ๆ กลิ่นไอดินอ่อน ๆ ลอยแตะปลายจมูก แสงแดดเริ่มอ่อนลง ลมเย็นพัดเบา ๆ ผ่านเส้นผม

“เหมือนเดิมทุกอย่างเลยเนอะ” เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงเบาสบายเหมือนแค่พูดกับตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วเขารอฟังว่าอีกฝ่ายจะตอบหรือไม่ แต่ก็ไร้เสียงใด ๆ ลมพัดพร้อมกับความเงียบของทั้งสองที่นั่งเคียงข้างกัน ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หัวใจพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนตาม

เวลาผ่านไปนับชั่วโมงที่ปล่อยให้ความเงียบครอบงำ ในที่สุดอลันก็พูดขึ้น

“งั้นเรากลับบ้านกันเถอะ นั่งตากลมนาน ๆ เดี๋ยวจะไม่สบาย” มือของเขาแตะแขนคามินเบา ๆ อีกครั้ง เหมือนเชื้อเชิญอย่างนุ่มนวล คามินพยักหน้าเพียงน้อย ๆ แล้วลุกขึ้นช้า ๆ ตามอีกฝ่ายเส้นทางเดินกลับไม่ได้ยาวนัก แต่ทุกย่างก้าวกลับมีบางอย่างเปลี่ยนไป แม้คามินจะยังมองเห็นแต่ความมืดสนิท แต่การได้ยินเสียงฝีเท้า เสียงรอบตัว หรือไออุ่นจากใครบางคนที่อยู่ใกล้ ๆ มันก็เพียงพอจะย้ำว่าเขาไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้ตามลำพัง เขาเดินตามอลันที่คอยประคองจังหวะให้ก้าวเดินพอดีกัน

“อ๊ะ—!” เสียงร้องเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อปลายรองเท้าของอลันสะดุดเข้ากับขอบอิฐที่โผล่พ้นดิน ร่างของเขาเซไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว คามินตกใจรีบยื่นมือออกไปหมายจะคว้าไว้ แต่เพราะดวงตาที่ไร้แสง ระยะห่างที่กะไม่ได้ ทำให้เขาดึงอีกฝ่ายไว้ได้พียงเล็กน้อยและเสียหลักล้มลงไปด้วยกัน ร่างของทั้งสองกระแทกกันเบา ๆ ก่อนจะล้มลงบนพื้นหญ้านุ่มชื้นไม่มีเสียง ไม่มีคำพูด มีเพียงลมหายใจสับสนที่แทบจะผสานเป็นหนึ่ง คามินรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมของหัวใจอีกฝ่ายผ่านร่างกายที่แนบชิดเขาชะงัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ

“เดินดี ๆ สิ” เขากระแอมเบา ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนทุกครั้ง ถ้อยคำนั้นอาจไม่อ่อนโยนนัก แต่กลับคล้ายซ่อนบางอย่างเอาไว้ลึก ๆ อลันค่อย ๆ ผละออก ลุกขึ้นช้า ๆ สีหน้าแดงซ่านอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่กล้าสบตา ไม่แน่ใจนักว่าความรู้สึกนั้นคือความตกใจ หรือคืออย่างอื่นที่อยู่ในใจเสมอมา และคามินเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นอีกเลย

พวกเขาเดินกลับไปยังรถที่จอดอยู่เงียบ ๆ ใต้ร่มไม้ บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองนั้นคล้ายจะกลายเป็นความอึดอัดปนประหม่าเล็ก ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางอย่างอุ่นขึ้นในหัวใจที่ไม่ได้เอ่ยออกมา แล้วจู่ ๆ

“พี่มิน” เสียงของอลันดังขึ้นเบา ๆ ขณะเขาชะงักก้าวและโน้มตัวมาใกล้ “ลันรู้สึกว่า… เหมือนมีคนมองเราอยู่ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ”

คามินหยุดก้าวทันที ใบหน้าขรึมขมวดคิ้วเล็กน้อยหูของเขาเริ่มตั้งรับทันที หลังจากสูญเสียการมองเห็นประสาทสัมผัสอื่นของเขากลับเฉียบคมมากขึ้นกว่าเดิม และตอนนี้เขาได้ยิน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินทับหญ้า เสียงลมหายใจหนัก ๆ เสียงนิ้วสัมผัสไกจากระยะไกล

“ขึ้นรถ!” คามินออกคำสั่งเสียงแข็ง อลันรีบพาคามินไปที่ประตูฝั่งผู้โดยสาร เปิดเข้าไปให้เรียบร้อยก่อนจะอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ รถแล่นออกจากสวนสาธารณะในทันที บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด คามินพูดขึ้นเรียบ ๆ

“โทรหาคนให้ฉันที” อลันหยิบโทรศัพท์ขึ้นทันที

“พี่จำเบอร์ได้ไหม” คามินบอกเบอร์โดยไม่ลังเล อลันกดโทรออกทันที ปลายสายรับในไม่กี่วินาที

“ฮัลโหล นที นี่ฉันเอง” เสียงของคามินคมและนิ่ง “มีคนตามฉัน รีบให้คนไปเช็กพื้นที่รอบสวนสาธารณะทางเข้าบ้านฉัน”

“พวกมันมีปืน… สืบให้ได้ว่าใครส่งมันมา”

“รับทราบครับคุณคามิน ผมจะสั่งคนไปสกัดทางเข้าออกทุกจุด”

“แล้วจับตัวมันมาให้ฉัน” คามินตัดสายอย่างไร้เยื่อใย สายตาที่แม้มองไม่เห็นแต่ยังคงมุ่งมั่นมองไปข้างหน้า ราวกับเจาะจงเป้าหมายไว้แล้วในใจ รถแล่นต่อไปท่ามกลางความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยคำถามในใจของอลัน แต่เขาไม่กล้าถามอะไร จนกระทั่งรถคันนั้นชะลอลงหน้าเขตรั้วบ้านเศวตาภิวัฒน์ ประตูรั้วค่อย ๆ เลื่อนเปิดอย่างเชื่องช้าเสียงประตูรถเปิดออกเบา ๆ อลันอ้อมมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้คามิน ร่างสูงค่อย ๆ ก้าวลงจากรถอย่างมั่นคง เขาเม้มปากเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

บรรยากาศหน้าบ้านดูเงียบสงบแต่ภายในคล้ายมีพายุบางอย่างกำลังก่อตัว ทันทีที่เสียงฝีเท้าของทั้งสองก้าวเข้ามาในตัวบ้าน เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากโถงทางเดิน

“คามิน ไปไหนกันมาลูก แม่เป็นห่วงแทบแย่” คุณหญิงพิศมัยเดินตรงเข้ามาหาลูกชาย สีหน้าวิตกแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย อลันตอบแทนอย่างสุภาพ

“ลันขอโทษครับคุณน้า พอดีพาพี่มินออกไปรับลมข้างนอกครับ” คำตอบของเขาทำให้คุณหญิงโล่งใจเล็กน้อย ดวงตาอ่อนโยนทอดมองลูกชาย คามินยืนนิ่งเขาไม่ได้ตอบอะไร แต่ในใจกลับสั่นไหวกับเหตุการณ์เมื่อครู่

“คามิน กลับมาแล้วเหรอ” เสียงนั้นดังขึ้นกลางโถงบ้าน เป็นเสียงที่แม้จะผ่านไปนานแค่ไหน คามินก็ไม่มีวันลืม ร่างของคาโรลยืนอยู่ตรงนั้น ในเสื้อเชิ้ตสีเข้ม ใบหน้าอิดโรยแต่แววตามุ่งมั่น คามินชะงัก แข็งทื่อ ใบหน้าเงยขึ้นเล็กน้อยอย่างช้า ๆ

“แกมาทำไม” เสียงเขาทุ้มต่ำ แข็งแต่แฝงรอยสะเทือนใจ บรรยากาศในห้องพลันตกอยู่ในความเงียบ คาโรลก้าวเข้ามา ใบหน้าแน่นิ่งแต่แววตาสั่นไหว

“พี่อยากคุยกับแก” คามินนิ่ง มือข้างหนึ่งกำแน่นราวกับกลั้นอารมณ์

“แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับแก” คำตอบนั้นทำให้คุณหญิงพิศมัยต้องยกมือแตะอกอย่างเงียบ ๆ ขณะที่ดอนคอร์เลโอเน่ก็ปรากฏตัวที่ปลายทางเดิน เขาเพียงมองลูกชายทั้งสองด้วยสายตาเงียบสงัด ไม่เอ่ยคำใด คุณหญิงพยักหน้าเบา ๆ ให้อลันพาเธอออกไป ปล่อยให้ทั้งสองพี่น้องได้คุยกันตามลำพัง ในห้องรับแขกที่เงียบสงบ คาโรลนั่งลงตรงข้ามคามิน เขาจ้องหน้าน้องชายราวกับจะค้นหาบางอย่าง

“พี่รู้ว่าไม่มีหน้ามาเจอแก… พี่มันขี้ขลาด” คามินยังไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะหันหน้าไป

“พี่ขอโทษที่ปล่อยให้แกต้องมารับเคราะห์แทน”

“แล้วตอนนี้จะกลับมาทวงตำแหน่งหรือไง” คามินถามเสียงนิ่ง แต่ปวดลึก ๆ คาโรลส่ายหน้า

“เปล่าเลย พี่ไม่เคยต้องการมัน… พี่แค่อยากขอโทษ” คามินหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ใช่เพราะตลก แต่เพราะมันเจ็บ

“รู้สึกผิดเหรอ ที่ทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้” ความเงียบคลุมทับอยู่พักหนึ่ง ก่อนคาโรลจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่น

“พี่เจ็บปวดมาก… ที่ทิ้งครอบครัว ทิ้งแก พี่รู้ว่าแกต้องแบกอะไรบ้าง พี่…รู้สึกผิดมาตลอด”

“แกก็รู้ว่า...พี่รักแกแค่ไหน”

คามินเงียบนิ่งความทรงจำในวัยเด็กที่มีพี่ชายคนนี้คอยอยู่ข้าง ๆ เริ่มผุดขึ้นมา

ภาพในความทรงจำ

คามินในวัยเด็กถือลูกบอลวิ่งเล่นกับพี่ชาย พวกเขาวิ่งไล่จับกันสนุกสนานตามประสาเด็กที่มีแต่รอยยิ้มกับความสุข คามินเตะบอลแต่ด้วยแรงเด้งของลูกบอลทำให้กลิ้งไปชนตู้กระจกหน้าห้องดอนคอร์เลโอเน่ผู้เป็นบิดาจนกระจกแตก เศษชิ้นส่วนหล่นกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นออกมาจากด้านในห้อง ดอนก้าวเดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบแต่เต็มไปด้วยความกดดัน เหมือนพายุที่พร้อมถล่มเข้าใส่

“ใครทำ?” เสียงนั้นนิ่ง เย็น และนิ่งกดต่ำจนแม่บ้านที่กรูเข้ามาเก็บเศษกระจกต้องสะดุ้ง คาโรลวัยสิบห้ายืนตัวเกร็งอยู่ตรงหน้า ตอบช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงที่กลั้นสั่น

“ผม…ผมทำเองครับพ่อ”

“แกทำเหรอ”

“…ครับ”

เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ คามินวัยห้าขวบรีบวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ตรงราวบันได ไหล่สั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาพ่อจ้องพี่ชายแน่วแน่ รู้ทั้งรู้ว่าเขาคือคนที่ทำกระจกแตกแต่ไม่กล้าแม้แต่ขยับ

ฟึ่บ! เสียงไม้เรียวหวดลงบนขาของคาโรลดังก้อง พร้อมกับเสียงสะอื้นของพี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ไกล ๆ

ฟึ่บ! อีกครั้ง คาโรลยังยืนนิ่ง ไม่พูดไม่ขยับ ริมฝีปากเม้มแน่นจนซีด คามินที่แอบดูอยู่ มือกำราวบันไดแน่น น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม

“อย่าให้ฉันเห็นความสะเพร่าแบบนี้อีก” พ่อของเขาเอ่ยเสียงหนัก ก่อนจะโยนไม้เรียวลงพื้น แล้วเดินจากไปช้า ๆ คาโรลยังยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับแม้แต่น้อย แผ่นหลังสั่นนิด ๆ และใบหน้าที่พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ คามินค่อย ๆ เดินมาหาอย่างเงียบ ๆ มาหยุดอยู่ห่างจากพี่ชายไม่กี่ก้าว ดวงตากลมมองพี่ชายอย่างรู้สึกผิด เขาไม่พูดอะไร แค่ยื่นมือไปจับแขนพี่ชายเบา ๆ คาโรลเหลือบตามองน้องชาย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วเอามืออีกข้างลูบหัวน้องเบา ๆ

“ไม่เป็นไรหรอก พี่ไม่เจ็บเลย”

กลับสู่ปัจจุบัน

“พี่ไม่คาดหวังให้แกยกโทษ พี่แค่อยากทำหน้าที่ในฐานะพี่ชาย”

คามินหันหน้าออกไปด้านข้าง ไม่ได้ตอบแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และในจังหวะที่ความเงียบแทบจะทำลายบรรยากาศ เสียงของนทีก็ดังขึ้นจากหน้าประตู

“คุณคามินครับ” คามินหันหน้าช้า ๆ

“ว่าไง”

“เราจับคนที่สะกดรอยตามได้แล้วครับ” น้ำเสียงของนทีเครียดจัด คามินขมวดคิ้ว

“ใครส่งมันมา” นทีอึกอักเล็กน้อยก่อนตอบ

“คุณปรเมศครับ เขาส่งคนมาตามมาทำร้ายคุณ” คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบสนิท แม้กระทั่งคาโรลยังต้องเบิกตาเล็กน้อย

“เราจับตัวคนของเขาได้แล้ว คุณคามินจะให้ทำยังไงต่อครับ” คามินนิ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบแต่เย็นจัด

“จัดการมันซะ” นทีพยักหน้าอย่างเข้าใจ ทันใดนั้นเอง ดอนคอร์เลโอเน่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บันได

“ใคร” เพียงคำเดียวของเขา ห้องทั้งห้องก็คล้ายหยุดหายใจ นทีสบตาผู้เป็นดอนก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา

“คุณปรเมศครับ” แววตาของดอนขมวดเข้ม

“พยายามล้มฉันมาหลายครั้ง…ยังไม่จบอีกเหรอ!” เขาหันไปสั่งนที “ให้คนไปพามันมาที่นี่ เดี๋ยวนี้”

นทีพยักหน้าก่อนที่กำลังจะเดินออกไปแต่เสียงหนึ่งดังขึ้น

“ไม่ต้อง” เป็นเสียงของคามิน เขายืนขึ้น ท่าทางมั่นคง

“ผมจะจัดการเอง” ทุกคนหันมองร่างสูงนั้น คำพูดของเขาชัดเจน

“ถ้าเขาต้องการจะเล่นเกมกับผม… ผมก็จะลงเล่น และเกมนี้ ผมต้องเป็นฝ่ายชนะ” ความเงียบเข้าปกคลุมในชั่วขณะ คาโรลมองน้องชายเงียบ ๆ เขาเข้าใจทันทีว่าแม้ว่าเขาจะเคยเป็นผู้สืบทอด แต่คนตรงหน้าของเขาคือคนที่เหมาะสมจะเป็นดอนคนต่อไปอย่างแท้จริง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 113

    “ไม่มีทาง…” เสียงของเขาแผ่วเบา แต่แน่วแน่ “ลันเลือกพี่มินแล้ว และจะเลือกทุกวันจากนี้ไป” ไม่มีถ้อยคำใดหวือหวา ไม่มีคำสาบานยืดยาว มีเพียงการสวมแหวนที่เรียบง่ายเปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง มีสายตาที่สื่อสารแทนทุกอย่างว่า ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ’ เสียงปรบมือดังขึ้นประปราย เฟรโด้หัวเรา

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 112

    “ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาในวันนี้…” เสียงของเขานิ่ง เรียบ แต่หนักแน่นจนเงียบทั้งห้อง “นี่จะเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ผมเชื่อว่าทุกคนที่นี่…และทุกคนในประเทศนี้ควรได้รับ” เสียงปรบมือดังขึ้นเรื่อย ๆ แววตาหลายคู่มีน้ำตา พ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่ได้รับทุนจากมูลนิธิต่างลุกขึ้นปรบมือด้วยความจริงใจจนเสี

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 111

    “คุณตา! คุณตาขา!” เสียงของแมร์รี่ในชุดเดรสสีขาววิ่งเข้ามา ผมสีน้ำตาลหยิกเป็นลอนสวยสะบัดไปตามแรงวิ่ง ตุ๊กตากระต่ายสีชมพูในอ้อมแขนกระเด้งดึ๋งดั๋งตามจังหวะฝีเท้าไร้เดียงสา ดอนหัวเราะแผ่ว ๆ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู “มาแล้วเหรอ คนเก่งของตา…” แมร์รี่ยิ้มแฉ่งก่อนจะกระโดดขึ้นไปกอดดอนไ

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 110

    Chapter 42 บรรยากาศภายในตึกสูงของห้องประชุมลับชั้นบนสุด เงียบสงบกว่าทุกวันแต่ภายใต้ความนิ่งสงบมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันราวกับระลอกคลื่นคลื่นใต้น้ำที่ไม่มีใครมองเห็น ประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างช้า ๆ เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นดังแผ่วเบา คามินในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมแววตาเรียบนิ่งไร้อารมณ์

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 109

    “ฉันเชื่อใจแก” “ว่าแกจะสามารถยืนได้โดยไม่มีใครล้มแกได้อีก”คามินรับปืนมาเงียบ ๆ มาเงียบ ๆ ปลายนิ้วลูบผ่านตัวปืนช้า ๆ ราวกับสัมผัสถึงน้ำหนักของมัน ไม่ใช่แค่น้ำหนักของโลหะแต่คือน้ำหนักของชีวิต เลือดและบาปทั้งหมดที่หล่อหลอมเขามา เขาเงยหน้าขึ้นสบตาบิดา ริมฝีปากขยับช้า ๆ “…ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มต่ำเบา แต

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 108

    รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากสถานที่ประชุมช้า ๆ เสียงเคริ่งยนต์แผ่วเบา ภายในรถเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของแต่ละคน คามินนั่งพิงเบาะด้านหลัง ดวงตาไร้แววทอดมองออกไปยังแสงไฟถนนที่ไหลผ่านอย่างเนิบช้า มือข้างหนึ่งวางอยู่บนต้นขา มือที่เพิ่งปลิดชีวิตใครบางคนไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน อลันนั่งอยู่ข้าง ๆ นทีนั

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 4

    Chapter 3 แสงแดดจากหน้าต่างไหลผ่านผ้าม่านที่แง้มอยู่บางส่วนทาบเงาจางบนพื้นห้องขับความว่างเปล่าให้เด่นชัด คุณหญิงพิศมัยนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงมือเรียวบางแตะลงบนปลายผ้าห่มของลูกชายเบา ๆ ดวงตาแดงก่ำพยายามกลั้นทุกหยดน้ำตาไว้ในอก เหมือนมีบางอย่างอยากพูดแต่คำพูดนั้นกลับติดค้างในลำคอไม่อาจเปล่งเสียงได้ ในที

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 3

    Chapter 2 แสงโคมไฟบนโต๊ะไม้สีเข้มในห้องทำงานชั้นบนสุดของ เศวตากรุ๊ปส่องสว่างเพียงจุดเดียวกลางโต๊ะ เอกสารกองใหญ่เรียงอย่างเป็นระเบียบ ปลายปากกาหมึกดำตวัดลายเซ็นด้วยความมั่นคงทุกฉบับ โดยมีชายหนุ่มเจ้าของตำแหน่งประธานนั่งอยู่ที่นั่นดวงตานิ่งเฉยปราศจากความเหนื่อยล้า ไม่เร่งรีบทุกการเคลื่อนไหวดูเหมือนถู

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 2

    Chapter 1 ค่ำคืนวันพฤหัสบดีตึกกระจกสูง 38 ชั้นใจกลางเมืองยังคงเปิดไฟสว่างขณะที่ตึกอื่น ๆ เริ่มดับแสง ผู้คนทยอยกลับบ้าน แต่ที่ชั้น 33 ของตึกนี้ห้องประชุมใหญ่เริ่มมีความเคลื่อนไหว ไม่มีใครรู้ว่าใต้ชื่อบริษัทลงทุนซึ่งปรากฏอยู่บนป้ายหน้าตึกนั้นแท้จริงคือศูนย์ควบคุมเครือข่ายธุรกิจสีเทาที่ใหญ่ที่สุดในประ

  • มาเฟียรุ่นที่ 5 The Blind Don   บทที่ 1

    ในโลกที่แสงส่องไม่ถึง กฎข้อแรกของการมีชีวิตคืออย่าเชื่อใจใคร กฎข้อที่สองคืออย่าหวังว่าความไว้ใจจะรอดจากกระสุน และกฎข้อที่สาม เมื่ออยู่ในเกมอย่าเป็นเพยงคนดู ต้องเป็นผู้นำเสมอ คามิน คอร์เลโอเน่ เศวตาภิวัฒน์ ในวัยยี่สิบเจ็ดปี คือผู้นำของอาณาจักรสีเทาที่แม้แต่ กฎหมายยังเอื้อมไม่ถึง ประธานบริษัทที่ไม่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status