Chapter 8
แสงแดดอ่อนลอดผ่านม่านสีขาวสะอาดในโถงกลาง อากาศเงียบสงบ เย็นเยือกเกินกว่าที่จะเรียกว่าเช้าแสนธรรมดา ประตูห้องบนชั้นสองเปิดออกอย่างแผ่วเบา เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่มั่นคงค่อย ๆ ก้าวลงบันได คามินในเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงผ้าธรรมดาใช้มือหนึ่งไล้ตามราวบันไดเพื่อประคองตัว ขณะที่อีกมือแนบลำตัว สีหน้าเขานิ่งสนิทไม่ต่างจากทุกเช้า แต่ภายในใจกลับไม่เคยเงียบเลย ความกังวลในอกบดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“บ้าชะมัด…” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะฝ่าโลกมืดที่ไร้ทิศทาง แต่ยังไม่ทันจะก้าวลงบันไดขั้นสุดท้าย เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังแทรกเข้ามาจากอีกฝั่งหนึ่ง
“พี่มิน! จะไปไหนน่ะ” เสียงของอลันดังขึ้นด้วยความตกใจ เขารีบวิ่งเข้ามาแตะแขนของชายหนุ่มทันที มือเย็น ๆ จับข้อมือของคามินไว้ด้วยสัญชาตญาณ คามินชะงักเท้าไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบเรียบ ๆ
“ฉันมีเรื่องต้องคุยกับพ่อ” น้ำเสียงนั้นแม้ยังนิ่ง ทว่าแฝงความขุ่นเคืองบางอย่างไว้ลึก ๆ อลันชะลอมือลงช้า ๆ เขามองใบหน้าเรียบนิ่งของอีกฝ่ายด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวัง
“ตอนลันขับรถเข้ามา…สวนกับรถท่านพอดีนะ”
“สงสัยว่าท่านคงออกไปธุระ” คำพูดนั้นทำให้คามินเงียบไปพักหนึ่ง เขาไม่พูดอะไรต่อแต่สีหน้ากลับดูขึงขึ้นเล็กน้อยเหมือนตั้งใจบางอย่างแต่ไม่สำเร็จ อลันรู้สึกถึงบางอย่างในอากาศ เลยเอ่ยเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบาง
“พี่มิน…มีอะไรหรือเปล่า”
คามินหันหน้าไปตามเสียง แววตาที่มองไม่เห็นฉายแววเพียงเงา
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ” น้ำเสียงของเขาดูเหมือนจะตัดบท แต่สำหรับอลันมันคือกำแพงที่เริ่มร้าว เขาไม่ตอบโต้อะไร เพียงพูดขึ้นเบา ๆ
“งั้นถ้าพี่มินอยากเดินไปไหน…ให้ลันไปด้วยนะ
“อย่างน้อยพี่จะได้ไม่ต้องเดินคนเดียว” มือเล็กเอื้อมไปแตะมืออีกฝ่ายแล้ววางมันไว้บนแขนตัวเองอย่างแผ่วเบา คามินไม่พูดอะไรแต่ไม่ดึงมือกลับเช่นกัน อลันยิ้มบาง ๆ ขณะก้าวเดินช้า ๆ พาเขาเคลื่อนไปยังโซฟากลางห้องสองร่างนั่งเคียงกันในห้องโถงเงียบสนิท ไม่มีคำพูดใด ๆ มีเพียงลมหายใจสองจังหวะที่เริ่มประสานกันโดยไม่รู้ตัว
“พี่มิน…” อลันเอ่ยขึ้นเบา ๆ “วันนี้ออกไปขับรถเล่นกันไหม”
คามินเงียบไม่ตอบทันที แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธทันที ใบหน้านิ่งเฉยหันไปตามเสียง
“ไม่ไป” คำตอบเรียบ ๆ ฟังดูเย็นชาตามนิสัย แต่อลันไม่ได้เสียใจ เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะหันหน้าออกไปมองท้องฟ้าภายนอก
“อากาศข้างนอกดีนะ…”
“พี่มินอยู่แต่บ้านทั้งวันน่าเบื่อออก” คามินยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิม แต่ในความเงียบนั้น มีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิ
“เราไม่ต้องไปไกลก็ได้ แค่แถว ๆ นี้ก็พอ…”
“ลันอยากพาพี่มินไปที่ที่หนึ่ง” ประโยคสุดท้ายทำให้คามินหันหน้ามาทางเขาอีกครั้ง ไม่มีคำพูด ไม่มีแววตา แต่มีการรับรู้บางอย่าง
“…อือ” เสียงนั้นเบา แต่ชัดเจน สำหรับคนอย่างคามินการพยักหน้าแทบเป็นเรื่องยาก แต่คำตอบสั้น ๆ นี้ กลับมีความหมายมากกว่าประโยคใดในเช้านี้ แต่นี่คือก้าวแรกของใครบางคนที่เริ่มยอมให้อีกคนเดินเข้าไปในโลกที่มืดสนิทของเขา
เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอภายในรถสีขาว สะอาดที่แล่นออกจากบ้านเศวตาภิวัฒน์ ผ่านประตูรั้วเหล็กสูง ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนสายเงียบสงบ อลันนั่งประจำที่คนขับ เขาเปิดเครื่องเสียงภายในรถ เสียงเปียโนบรรเลงแผ่วเบา ละมุนและคุ้นหู เป็นท่วงทำนองเก่าที่อ่อนโยนราวกับบทเพลงจากความทรงจำ แม้จะเลือนรางแต่ไม่เคยจางหาย คามินนั่งข้างคนขับ มือทั้งสองวางสงบอยู่บนตัก ใบหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาปิดสนิทเหมือนปล่อยตัวให้ล่องลอยไปกับเสียงดนตรี
“พี่มินจำเพลงนี้ได้ไหม…” อลันถามขึ้นเบา ๆ ขณะสายตายังจับจ้องไปข้างหน้
“…อืม” คำตอบสั้น ๆ แต่กลับมีน้ำหนักในความรู้สึก อลันยิ้มบาง ๆ ไม่ใช่เพราะมันเป็นคำพูดที่หวือหวาแต่เพราะมันเป็นคำตอบที่เขาอยากได้ยินมากที่สุด
รถแล่นช้า ๆ ผ่านบ้านเรือนและร้านค้าที่ทั้งคู่คุ้นตาก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดใต้ร่มไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะที่เงียบสงบ ที่นี่เคยเป็นสถานที่ประจำของพวกเขาในวัยเด็ก สนามหญ้าเดิม ศาลาเดิม ต้นไม้เล็ก ๆ ที่เคยนั่งใต้เงา บัดนี้เติบโตสูงใหญ่ เสียงนกร้องคลอแว่วไปกับสายลม กลิ่นหญ้าสดอ่อน ๆ โชยมาแตะจมูกในจังหวะที่คามินเอนหลังพิงเบาะ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับกำลังสัมผัสบางสิ่งที่เขาไม่ได้รับรู้มานาน
“ที่นี่ที่ไหน…” เขาถามขึ้นเบา ๆ
“ที่ที่ตอนเด็ก ๆ พวกเราถูกพามาบ่อย ๆ ไง” อลันตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน คามินไม่พูดอะไรต่อ แค่เงียบฟังเหมือนปล่อยใจล่องอยู่ในอดีต เมื่อรถจอดสนิท อลันก็ลงจากรถไปเปิดประตูฝั่งคามิน พร้อมกับส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้อากาศเย็นสบายยามสายแก่ ๆ ลมจากผิวน้ำพัดกลิ่นดินชื้นปะปนกลิ่นหญ้าแตะจมูกอ่อน ๆ คามินเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจอีกครั้งเหมือนบันทึกบรรยากาศทั้งหมดไว้ในความทรงจำ เสียงรองเท้ากระทบพื้นหญ้าแผ่วเบา ทั้งสองเดินช้า ๆ ไปตามทางเล็กที่ทอดยาวสู่เก้าอี้ไม้สีขาวริมแม่น้ำ เก้าอี้ตัวเดิม ที่เคยนั่งด้วยกั
“ลมเย็นดีนะ” คามินพูดเบา ๆ เป็นประโยคยาวที่สุดนับตั้งแต่ออกจากบ้าน อลันเหลือบตามองเขา รอยยิ้มบางแต้มขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
“ใช่…ดีมากเลย” เขาตอบเบา ๆ ก่อนจะพูดต่อ “คิดถึงสมัยเด็กเนอะ ที่เราวิ่งเล่นกันที่นี่บ่อย ๆ” คามินเงียบไปครู่หนึ่ง
“มีอยู่วันหนึ่ง… ลันหกล้มหัวเข่าถลอก มีเลือดซึม แล้วก็ร้องไห้ซะดัง” อลันหัวเราะเบา ๆ เจือความอบอุ่นในน้ำเสียง คามินไม่ตอบ แต่ใบหน้าดูผ่อนคลายเล็กน้อย
“แล้วพี่มินรีบวิ่งมาหา นั่งยอง ๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดให้ลัน ตอนนั้นลันนึกว่าจะโดนดุด้วยซ้ำ… แต่พี่กลับถามว่าเจ็บไหม” เสียงอลันยังอ่อนโยนเสมอ เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถาม
“จำได้ไหม…” คามินนิ่งไปอึดใจหนึ่ง แล้วเสียงทุ้มก็ตอบกลับมาแผ่วเบา
“จำได้” เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ สูดลมหายใจอีกครั้ง “ก็เธอแหกปาก
เสียงหัวเราะหลุดออกจากปากอลันทันที
“ก็ลันเจ็บนี่นา” สิ้นสุดบทสนทนาบรรยากาศค่อย ๆ กลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมกับเสียงนกเจื้อยแจ้วไกล ๆ ทั้งสองนั่งเคียงกันในความทรงจำที่ไหลย้อนกลับมาราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
“เวลาผ่านไปนานเหมือนกันเนอะ…” อลันพูดเบา ๆ ขณะทอดสายตาไปยังสายน้ำที่ไหลเอื่อย
“เราไม่ได้เจอกันนานมาก ตอนนั้นพี่มินเป็นคนดุ แต่ก็ใจดี… ตอนนี้พี่เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ” คามินยังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม แต่คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขา เหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่างและในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบต่ำ
“ฉันไม่ได้เปลี่ยน แต่มันเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องทำ” น้ำเสียงฟังดูนิ่งแต่แฝงความเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่อาจกลั้นซ่อนไว้ได้ อลันชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“คงเหนื่อยมากสินะ…” คำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบเพียงแค่ต้องการแสดงความเข้าใจ คามินถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดเสียงแผ่ว
“ฉันเลือกไม่ได้… สุดท้ายฉันก็ต้องมาอยู่ในสภาพนี้อยู่ดี” ประโยคง่าย ๆ แต่หนักอึ้ง อลันเม้มริมฝีปากแน่น เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง อยากยื่นมือไปแตะบ่า แตะมือ หรือแค่ให้ใกล้ขึ้นอีกนิดก็ยังดี แต่สิ่งที่ออกมาจากปากกลับเป็นคำพูดธรรมดาที่เขาหวังว่าจะช่วยปลอบใจได้
“พี่มินเก่งอยู่แล้ว เดี๋ยวพอหาย พี่มินก็จะกลับไปเป็นคุณคามินที่แข็งแกร่งเหมือนเดิม” น้ำเสียงของเขาไม่ได้บีบคั้น แต่เต็มไปด้วยกำลังใจผสมความอบอุ่น และยังมีความติดเล่นเบา ๆ ที่คล้ายกับต้องการให้อีกฝ่ายสบายใจมากกว่าเดิม คามินยังคงเงียบ แต่เขาหลับตาลงช้า ๆ เอนศีรษะพิงกับพนักเก้าอี้ไม้ แค่การได้พัก ได้ฟัง ได้อยู่ใกล้เสียงของอลันแบบนี้มันก็ช่วยให้เขาเบาสบายขึ้นได้อย่างประหลาด
ลมพัดแผ่ว ใบไม้เล็ก ๆ ปลิวตามลมมาติดอยู่ตรงเส้นผมด้านข้างของคามิน อลันเห็นจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้ เขายกมือขึ้นช้า ๆ
“พี่มิน…เดี๋ยวนะ” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ปลายนิ้วเรียวแตะเบา ๆ ตรงข้ามขมับเพื่อหยิบใบไม้ออก
“ใบไม้น่ะ… มันปลิวมาติดผมพี่” แต่ในจังหวะนั้นเอง คามินกลับลืมตาขึ้น อลันชะงักเพราะดวงตาคู่นั้นแม้จะไร้จุดโฟกัส แต่กลับเบนมาตรงทิศทางของเสียงราวกับจ้องมอง นิ้วมือเขาค้างอยู่กลางอากาศ หัวใจเต้นกระตุกเบา ๆ โดยไม่รู้เหตุผล แล้วในเสี้ยววินาทีนั้นโลกที่คามินเคยเห็นแต่เพียงความมืดกลับวูบวาบแสงบาง ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับใครจุดเทียนไว้ในเงามืด และภาพแรกในเศษเสี้ยววินาทีนั้นคือภาพของคนตรงหน้าถึงจะเป็นเพียงเงาดำ ๆ แต่เป็นภาพของคนที่เขารอคอยมาตลอดสิบปี เขากระพริบตาอีกครั้งช้า ๆ เพื่อจ้องให้แน่ใจ แต่แสงนั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายไป อลันขมวดนิ้วบาง ๆ ไม่พูดอะไร เขาเพียงยกมือขึ้นโบกเบา ๆ ตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ คามินนิ่งไม่มีปฏิกิริยาใด ไม่มีการตอบสนอง เขาเพียงหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าออกไปทางอื่น อลันสัมผัสได้ถึงความเงียบบางอย่างความเงียบที่ไม่ใช่เพราะไม่มีคำพูด แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างมันจุกอยู่ข้างในจนพูดไม่ออก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถาม ไม่เซ้าซี้อะไร เขาเอื้อมไปหยิบใบไม้ออกจากเส้นผมของอีกฝ่าย นิ้วมือแตะเพียงแผ่วเบาก่อนจะหยิบออกช้า ๆ
“เรียบร้อย” อลันหันไปทางแม่น้ำเบื้องหน้า สูดลมหายใจลึก ๆ กลิ่นไอดินอ่อน ๆ ลอยแตะปลายจมูก แสงแดดเริ่มอ่อนลง ลมเย็นพัดเบา ๆ ผ่านเส้นผม
“เหมือนเดิมทุกอย่างเลยเนอะ” เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงเบาสบายเหมือนแค่พูดกับตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วเขารอฟังว่าอีกฝ่ายจะตอบหรือไม่ แต่ก็ไร้เสียงใด ๆ ลมพัดพร้อมกับความเงียบของทั้งสองที่นั่งเคียงข้างกัน ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หัวใจพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนตาม
เวลาผ่านไปนับชั่วโมงที่ปล่อยให้ความเงียบครอบงำ ในที่สุดอลันก็พูดขึ้น
“งั้นเรากลับบ้านกันเถอะ นั่งตากลมนาน ๆ เดี๋ยวจะไม่สบาย” มือของเขาแตะแขนคามินเบา ๆ อีกครั้ง เหมือนเชื้อเชิญอย่างนุ่มนวล คามินพยักหน้าเพียงน้อย ๆ แล้วลุกขึ้นช้า ๆ ตามอีกฝ่ายเส้นทางเดินกลับไม่ได้ยาวนัก แต่ทุกย่างก้าวกลับมีบางอย่างเปลี่ยนไป แม้คามินจะยังมองเห็นแต่ความมืดสนิท แต่การได้ยินเสียงฝีเท้า เสียงรอบตัว หรือไออุ่นจากใครบางคนที่อยู่ใกล้ ๆ มันก็เพียงพอจะย้ำว่าเขาไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้ตามลำพัง เขาเดินตามอลันที่คอยประคองจังหวะให้ก้าวเดินพอดีกัน
“อ๊ะ—!” เสียงร้องเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อปลายรองเท้าของอลันสะดุดเข้ากับขอบอิฐที่โผล่พ้นดิน ร่างของเขาเซไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว คามินตกใจรีบยื่นมือออกไปหมายจะคว้าไว้ แต่เพราะดวงตาที่ไร้แสง ระยะห่างที่กะไม่ได้ ทำให้เขาดึงอีกฝ่ายไว้ได้พียงเล็กน้อยและเสียหลักล้มลงไปด้วยกัน ร่างของทั้งสองกระแทกกันเบา ๆ ก่อนจะล้มลงบนพื้นหญ้านุ่มชื้นไม่มีเสียง ไม่มีคำพูด มีเพียงลมหายใจสับสนที่แทบจะผสานเป็นหนึ่ง คามินรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมของหัวใจอีกฝ่ายผ่านร่างกายที่แนบชิดเขาชะงัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ
“เดินดี ๆ สิ” เขากระแอมเบา ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนทุกครั้ง ถ้อยคำนั้นอาจไม่อ่อนโยนนัก แต่กลับคล้ายซ่อนบางอย่างเอาไว้ลึก ๆ อลันค่อย ๆ ผละออก ลุกขึ้นช้า ๆ สีหน้าแดงซ่านอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่กล้าสบตา ไม่แน่ใจนักว่าความรู้สึกนั้นคือความตกใจ หรือคืออย่างอื่นที่อยู่ในใจเสมอมา และคามินเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นอีกเลย
พวกเขาเดินกลับไปยังรถที่จอดอยู่เงียบ ๆ ใต้ร่มไม้ บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองนั้นคล้ายจะกลายเป็นความอึดอัดปนประหม่าเล็ก ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางอย่างอุ่นขึ้นในหัวใจที่ไม่ได้เอ่ยออกมา แล้วจู่ ๆ
“พี่มิน” เสียงของอลันดังขึ้นเบา ๆ ขณะเขาชะงักก้าวและโน้มตัวมาใกล้ “ลันรู้สึกว่า… เหมือนมีคนมองเราอยู่ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ”
คามินหยุดก้าวทันที ใบหน้าขรึมขมวดคิ้วเล็กน้อยหูของเขาเริ่มตั้งรับทันที หลังจากสูญเสียการมองเห็นประสาทสัมผัสอื่นของเขากลับเฉียบคมมากขึ้นกว่าเดิม และตอนนี้เขาได้ยิน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินทับหญ้า เสียงลมหายใจหนัก ๆ เสียงนิ้วสัมผัสไกจากระยะไกล
“ขึ้นรถ!” คามินออกคำสั่งเสียงแข็ง อลันรีบพาคามินไปที่ประตูฝั่งผู้โดยสาร เปิดเข้าไปให้เรียบร้อยก่อนจะอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ รถแล่นออกจากสวนสาธารณะในทันที บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด คามินพูดขึ้นเรียบ ๆ
“โทรหาคนให้ฉันที” อลันหยิบโทรศัพท์ขึ้นทันที
“พี่จำเบอร์ได้ไหม” คามินบอกเบอร์โดยไม่ลังเล อลันกดโทรออกทันที ปลายสายรับในไม่กี่วินาที
“ฮัลโหล นที นี่ฉันเอง” เสียงของคามินคมและนิ่ง “มีคนตามฉัน รีบให้คนไปเช็กพื้นที่รอบสวนสาธารณะทางเข้าบ้านฉัน”
“พวกมันมีปืน… สืบให้ได้ว่าใครส่งมันมา”
“รับทราบครับคุณคามิน ผมจะสั่งคนไปสกัดทางเข้าออกทุกจุด”
“แล้วจับตัวมันมาให้ฉัน” คามินตัดสายอย่างไร้เยื่อใย สายตาที่แม้มองไม่เห็นแต่ยังคงมุ่งมั่นมองไปข้างหน้า ราวกับเจาะจงเป้าหมายไว้แล้วในใจ รถแล่นต่อไปท่ามกลางความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยคำถามในใจของอลัน แต่เขาไม่กล้าถามอะไร จนกระทั่งรถคันนั้นชะลอลงหน้าเขตรั้วบ้านเศวตาภิวัฒน์ ประตูรั้วค่อย ๆ เลื่อนเปิดอย่างเชื่องช้าเสียงประตูรถเปิดออกเบา ๆ อลันอ้อมมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้คามิน ร่างสูงค่อย ๆ ก้าวลงจากรถอย่างมั่นคง เขาเม้มปากเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
บรรยากาศหน้าบ้านดูเงียบสงบแต่ภายในคล้ายมีพายุบางอย่างกำลังก่อตัว ทันทีที่เสียงฝีเท้าของทั้งสองก้าวเข้ามาในตัวบ้าน เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากโถงทางเดิน
“คามิน ไปไหนกันมาลูก แม่เป็นห่วงแทบแย่” คุณหญิงพิศมัยเดินตรงเข้ามาหาลูกชาย สีหน้าวิตกแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย อลันตอบแทนอย่างสุภาพ
“ลันขอโทษครับคุณน้า พอดีพาพี่มินออกไปรับลมข้างนอกครับ” คำตอบของเขาทำให้คุณหญิงโล่งใจเล็กน้อย ดวงตาอ่อนโยนทอดมองลูกชาย คามินยืนนิ่งเขาไม่ได้ตอบอะไร แต่ในใจกลับสั่นไหวกับเหตุการณ์เมื่อครู่
“คามิน กลับมาแล้วเหรอ” เสียงนั้นดังขึ้นกลางโถงบ้าน เป็นเสียงที่แม้จะผ่านไปนานแค่ไหน คามินก็ไม่มีวันลืม ร่างของคาโรลยืนอยู่ตรงนั้น ในเสื้อเชิ้ตสีเข้ม ใบหน้าอิดโรยแต่แววตามุ่งมั่น คามินชะงัก แข็งทื่อ ใบหน้าเงยขึ้นเล็กน้อยอย่างช้า ๆ
“แกมาทำไม” เสียงเขาทุ้มต่ำ แข็งแต่แฝงรอยสะเทือนใจ บรรยากาศในห้องพลันตกอยู่ในความเงียบ คาโรลก้าวเข้ามา ใบหน้าแน่นิ่งแต่แววตาสั่นไหว
“พี่อยากคุยกับแก” คามินนิ่ง มือข้างหนึ่งกำแน่นราวกับกลั้นอารมณ์
“แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับแก” คำตอบนั้นทำให้คุณหญิงพิศมัยต้องยกมือแตะอกอย่างเงียบ ๆ ขณะที่ดอนคอร์เลโอเน่ก็ปรากฏตัวที่ปลายทางเดิน เขาเพียงมองลูกชายทั้งสองด้วยสายตาเงียบสงัด ไม่เอ่ยคำใด คุณหญิงพยักหน้าเบา ๆ ให้อลันพาเธอออกไป ปล่อยให้ทั้งสองพี่น้องได้คุยกันตามลำพัง ในห้องรับแขกที่เงียบสงบ คาโรลนั่งลงตรงข้ามคามิน เขาจ้องหน้าน้องชายราวกับจะค้นหาบางอย่าง
“พี่รู้ว่าไม่มีหน้ามาเจอแก… พี่มันขี้ขลาด” คามินยังไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะหันหน้าไป
“พี่ขอโทษที่ปล่อยให้แกต้องมารับเคราะห์แทน”
“แล้วตอนนี้จะกลับมาทวงตำแหน่งหรือไง” คามินถามเสียงนิ่ง แต่ปวดลึก ๆ คาโรลส่ายหน้า
“เปล่าเลย พี่ไม่เคยต้องการมัน… พี่แค่อยากขอโทษ” คามินหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ใช่เพราะตลก แต่เพราะมันเจ็บ
“รู้สึกผิดเหรอ ที่ทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้” ความเงียบคลุมทับอยู่พักหนึ่ง ก่อนคาโรลจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่น
“พี่เจ็บปวดมาก… ที่ทิ้งครอบครัว ทิ้งแก พี่รู้ว่าแกต้องแบกอะไรบ้าง พี่…รู้สึกผิดมาตลอด”
“แกก็รู้ว่า...พี่รักแกแค่ไหน”
คามินเงียบนิ่งความทรงจำในวัยเด็กที่มีพี่ชายคนนี้คอยอยู่ข้าง ๆ เริ่มผุดขึ้นมา
ภาพในความทรงจำ
คามินในวัยเด็กถือลูกบอลวิ่งเล่นกับพี่ชาย พวกเขาวิ่งไล่จับกันสนุกสนานตามประสาเด็กที่มีแต่รอยยิ้มกับความสุข คามินเตะบอลแต่ด้วยแรงเด้งของลูกบอลทำให้กลิ้งไปชนตู้กระจกหน้าห้องดอนคอร์เลโอเน่ผู้เป็นบิดาจนกระจกแตก เศษชิ้นส่วนหล่นกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นออกมาจากด้านในห้อง ดอนก้าวเดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบแต่เต็มไปด้วยความกดดัน เหมือนพายุที่พร้อมถล่มเข้าใส่
“ใครทำ?” เสียงนั้นนิ่ง เย็น และนิ่งกดต่ำจนแม่บ้านที่กรูเข้ามาเก็บเศษกระจกต้องสะดุ้ง คาโรลวัยสิบห้ายืนตัวเกร็งอยู่ตรงหน้า ตอบช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงที่กลั้นสั่น
“ผม…ผมทำเองครับพ่อ”
“แกทำเหรอ”
“…ครับ”
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ คามินวัยห้าขวบรีบวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ตรงราวบันได ไหล่สั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาพ่อจ้องพี่ชายแน่วแน่ รู้ทั้งรู้ว่าเขาคือคนที่ทำกระจกแตกแต่ไม่กล้าแม้แต่ขยับ
ฟึ่บ! เสียงไม้เรียวหวดลงบนขาของคาโรลดังก้อง พร้อมกับเสียงสะอื้นของพี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ไกล ๆ
ฟึ่บ! อีกครั้ง คาโรลยังยืนนิ่ง ไม่พูดไม่ขยับ ริมฝีปากเม้มแน่นจนซีด คามินที่แอบดูอยู่ มือกำราวบันไดแน่น น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม
“อย่าให้ฉันเห็นความสะเพร่าแบบนี้อีก” พ่อของเขาเอ่ยเสียงหนัก ก่อนจะโยนไม้เรียวลงพื้น แล้วเดินจากไปช้า ๆ คาโรลยังยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับแม้แต่น้อย แผ่นหลังสั่นนิด ๆ และใบหน้าที่พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ คามินค่อย ๆ เดินมาหาอย่างเงียบ ๆ มาหยุดอยู่ห่างจากพี่ชายไม่กี่ก้าว ดวงตากลมมองพี่ชายอย่างรู้สึกผิด เขาไม่พูดอะไร แค่ยื่นมือไปจับแขนพี่ชายเบา ๆ คาโรลเหลือบตามองน้องชาย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วเอามืออีกข้างลูบหัวน้องเบา ๆ
“ไม่เป็นไรหรอก พี่ไม่เจ็บเลย”
กลับสู่ปัจจุบัน
“พี่ไม่คาดหวังให้แกยกโทษ พี่แค่อยากทำหน้าที่ในฐานะพี่ชาย”
คามินหันหน้าออกไปด้านข้าง ไม่ได้ตอบแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และในจังหวะที่ความเงียบแทบจะทำลายบรรยากาศ เสียงของนทีก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
“คุณคามินครับ” คามินหันหน้าช้า ๆ
“ว่าไง”
“เราจับคนที่สะกดรอยตามได้แล้วครับ” น้ำเสียงของนทีเครียดจัด คามินขมวดคิ้ว
“ใครส่งมันมา” นทีอึกอักเล็กน้อยก่อนตอบ
“คุณปรเมศครับ เขาส่งคนมาตามมาทำร้ายคุณ” คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบสนิท แม้กระทั่งคาโรลยังต้องเบิกตาเล็กน้อย
“เราจับตัวคนของเขาได้แล้ว คุณคามินจะให้ทำยังไงต่อครับ” คามินนิ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบแต่เย็นจัด
“จัดการมันซะ” นทีพยักหน้าอย่างเข้าใจ ทันใดนั้นเอง ดอนคอร์เลโอเน่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บันได
“ใคร” เพียงคำเดียวของเขา ห้องทั้งห้องก็คล้ายหยุดหายใจ นทีสบตาผู้เป็นดอนก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา
“คุณปรเมศครับ” แววตาของดอนขมวดเข้ม
“พยายามล้มฉันมาหลายครั้ง…ยังไม่จบอีกเหรอ!” เขาหันไปสั่งนที “ให้คนไปพามันมาที่นี่ เดี๋ยวนี้”
นทีพยักหน้าก่อนที่กำลังจะเดินออกไปแต่เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ไม่ต้อง” เป็นเสียงของคามิน เขายืนขึ้น ท่าทางมั่นคง
“ผมจะจัดการเอง” ทุกคนหันมองร่างสูงนั้น คำพูดของเขาชัดเจน
“ถ้าเขาต้องการจะเล่นเกมกับผม… ผมก็จะลงเล่น และเกมนี้ ผมต้องเป็นฝ่ายชนะ” ความเงียบเข้าปกคลุมในชั่วขณะ คาโรลมองน้องชายเงียบ ๆ เขาเข้าใจทันทีว่าแม้ว่าเขาจะเคยเป็นผู้สืบทอด แต่คนตรงหน้าของเขาคือคนที่เหมาะสมจะเป็นดอนคนต่อไปอย่างแท้จริง