LOGINเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะมีร่างสตรีผู้หนึ่งลอยคออยู่ในน้ำ ได้เกิดเสียงดังทะเลาะวิวาทของหนึ่งบุรุษกับสตรีอีกสองนางบริเวณริมสระบัวหลากสี กระทั่งผู้คนที่ออกมาเดินชมความงดงามบริเวณด้านนอกท้องพระโรงของพระราชวังต้องหันมามองด้วยความสนใจ เผื่อจะมีประเด็นเด็ดประเด็นร้อนไว้กล่าวถึงในยามที่พบปะสังสรรค์กับสหายในโรงน้ำชา
“ท่านพี่เหตุใดจึงหยามเกียรติข้าถึงเพียงนี้”
อวี้ซินเหยียนตะโกนออกมาเสียงดัง เมื่อพบเห็นเสวียนเจิ้งโจวแม่ทัพทิศประจิมผู้เป็นสามี กำลังโอบกอดอวี้ซูเซียวสตรีผู้เป็นน้องสาวต่างมารดาของนาง วงแขนแกร่งของสามีโอบกอดสตรีอื่นอย่างแนบชิดสนิทสนมยิ่งกว่านางผู้เป็นภรรยาเสียอีก
หากผู้ใดมาพบเห็นภาพเช่นนี้ย่อมคิดการอื่นไปไม่ได้นอกจากทั้งสองคนกำลังเป็นชู้กัน ทว่าแคว้นฉินไม่มีกฎลงโทษในเรื่องชู้สาวที่แน่ชัด กล่าวคือหากผู้ร้องเรียนมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โต เรื่องร้องเรียนจึงจะเดินหน้าจนกระทั่งมีบทลงโทษที่สาสมกับความผิด แต่หากไม่ใช่ก็ต้องจัดการกันเองในครัวเรือนโดยการแต่งสตรีผู้นั้นเข้ามาเป็นภรรยาอีกคน
อวี้ซูเซียว ดรุณีแรกแย้มวัย 17 ปี น้องสาวต่างมารดาที่เกิดจากฮูหยินรองของเสนาบดีอวี้จิ่งเทา เสนาบดีกรมโยธาธิการแห่งแคว้นฉิน สตรีผู้นี้คือแม่ดอกบัวขาวที่มักจะเสแสร้งทำนิสัยอ่อนหวานให้บุรุษตกหลุมพรางของนางมานักต่อนัก ทั้ง ๆ ที่นิสัยแท้จริงก็ร้ายกาจไม่แพ้พี่สาวต่างมารดา
อวี้ซูเซียวมักจะยุยงให้อวี้ซินเหยียนแต่งแต้มสีสันฉูดฉาดลงบนใบหน้าตั้งแต่อวี้ซินเหยียนผ่านพ้นวัยปักปิ่น ด้วยคำกล่าวอ้างว่าแต่งแต้มเช่นนี้ใบหน้าจะสวยงามสดใส บุรุษรักบุรุษหลง เพราะทนเห็นใบหน้าที่งดงามตามธรรมชาติของพี่สาวไม่ได้ ทั้งยังให้มารดาไปข่มขู่ ไม่ให้บ่าวไพร่ในจวนเผลอปากสว่างพูดความจริงออกไปอย่างเด็ดขาด
ทางด้านอวี้ซินเหยียนผู้โง่เขลาที่นางหลงเชื่อคำกล่าวของน้องสาวต่างมารดา เพราะนางไม่มีมารดาคอยบอกกล่าวความจริงให้รับรู้ มารดาของอวี้ซินเหยียนตายจากตั้งแต่วันแรกที่คลอดนางออกมา เมื่อเห็นว่าน้องน้อยใจดีมาคอยแนะนำเรื่องความงามจึงหลงเชื่อคำลวงมาโดยตลอด
ส่วนเจียวหลิงสาวใช้ข้างกายของอวี้ซินเหยียน นางก็ไม่กล้าพูดความจริงออกไปเลยสักครั้งเช่นกัน เพราะเกรงจะถูกฮูหยินรองสั่งลงโทษจนตายจาก ไม่มีโอกาสได้ดูแลคุณหนูที่นางรักสุดหัวใจ อีกทั้งในเรือนของอวี้ซินเหยียน ฮูหยินรองเจียงเม่ยเม่ยไม่อนุญาตให้นำกระจกทองเหลืองเข้ามาใช้งาน ฮูหยินรองอ้างความเชื่อเรื่องที่บุตรสาวทำให้มารดาตายจากตั้งแต่กำเนิด หากไม่อยากตายตามมารดาไปก็ห้ามส่องกระจกอย่างเด็ดขาด
ดังนั้นใบหน้าของอวี้ซินเหยียนจึงมักให้ความรู้สึกแปลกพิกลในสายตาผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะนางแต่งแต้มสีสันลงบนใบหน้าจนเกินงามทุกครั้งที่ออกมาข้างนอกจวน แม้กระทั่งยามนี้ใบหน้าที่คล้ายจะไปเล่นงิ้วกำลังบิดเบี้ยวไปด้วยอารมณ์โมโห จึงแลดูน่าหวาดกลัวยิ่งกว่านางร้ายในโรงงิ้วที่แสดงให้ผู้คนได้ชมในโรงน้ำชาขนาดใหญ่ หากอยู่ที่จวนตระกูลอวี้นางคงเข้าไปตบตีน้องสาวไร้ยางอายผู้นี้ ให้รู้กันไปว่าสิ่งใดควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ
“แหกปากเสียงดังเช่นนี้ไม่เกรงว่าตระกูลอวี้ของเจ้าจะต้องอับอายเลยหรืออย่างไร อวี้ซินเหยียน”
แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว เอ่ยด้วยน้ำเสียงติดรำคาญสตรีที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาที่เขาไม่ได้เลือกด้วยตนเอง หากท่านตาของนางไม่ถือสัญญาหมั้นหมายที่ลงนามเอาไว้ตั้งแต่รุ่นตายาย มาทวงคำสัญญาจากบิดามารดาของเขา อวี้ซินเหยียนผู้นี้คงไม่มีโอกาสได้แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินเอกของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวอย่างแน่นอน
หากเลือกเองได้เขาคงไม่เลือกสตรีร้ายกาจหน้างิ้วผู้นี้มาเคียงกาย ดูเอาเถิดยิ่งนางโมโหหน้าตายิ่งน่าเกลียดน่ากลัวเข้าไปใหญ่ ในค่ำคืนวันเข้าหอหากเขาไม่ถูกนางล่อหลอกให้ดื่มสุราผสมยาปลุกกำหนัด คงไม่มีทางยินยอมให้สตรีผู้นี้มาแตะต้องร่างกายของเขาเป็นแน่ และครั้งนั้นก็เป็นครั้งเดียวที่แม่ทัพหนุ่มร่วมหลับนอนกับภรรยา
อวี้ซินเหยียนตั้งครรภ์ตั้งแต่ครั้งแรกที่หลับนอนกับสามี คราแรกแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เป็นบิดา แต่เมื่อบุตรชายอายุได้ 2 หนาว ท่านหมอประจำตระกูลเสวียนก็แจ้งว่าบุตรชายของเขาพิการที่ขาทั้งสองข้าง ทำให้เดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต ทั้งยังไร้หนทางรักษา ความรู้สึกดีใจทั้งหมดจึงแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังและเสียใจ รวมไปถึงรู้สึกรังเกียจสตรีที่ให้กำเนิดบุตรชายพิการผู้นั้น บุตรชายที่เขาไม่สามารถเอ่ยคำว่ารักได้อย่างเต็มปาก
อีกทั้งพฤติกรรมที่ผ่านมาตลอด 6 ปี ที่อยู่ร่วมจวนของฮูหยินผู้นี้ ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะโน้มน้าวจิตใจของเขาให้รักนางได้เลย อวี้ซินเหยียนสร้างแต่เรื่องวุ่นวายให้เขาตามแก้ไขไม่เว้นแต่ละวัน นางย้ายบุตรชายไปอยู่เรือนหลังเล็กที่แยกออกจากเรือนตนเองโดยให้สาวใช้เพียงคนเดียวคอยเลี้ยงดูบุตรชายตามลำพัง
อวี้ซินเหยียนไม่เคยดูแลบุตรชายเลยสักครั้ง นางไม่เคยใส่ใจบุตรชายพิการว่าจะเป็นตายร้ายดี ทั้งยังปล่อยให้สาวใช้ดูแลบุตรชายไปตามสภาพ ส่วนตัวเขาก็ไม่ว่างพอที่จะเข้ามาดูแลเด็กพิการ จึงได้ปล่อยเลยตามเลยมาโดยตลอด บิดามารดาของเขาก็สนับสนุนให้แต่งภรรยารองเข้าจวน แต่เขาไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยสักครั้งเพราะไม่ชอบที่จะมีภรรยาอยู่ร่วมกันหลายคนจนกระทั่งวันนี้
“เหตุใดข้าต้องอับอาย ท่านกับอวี้ซูเซียวต่างหากที่ต้องอับอายผู้คน เพราะท่านเป็นสามีของข้าหาใช่นาง เหตุใดจึงแอบออกมาโอบกอดเกี้ยวพากันเยี่ยงนี้ นางเป็นน้องสาวของข้าถึงจะมิได้ผูกพันกันสักเท่าไรแต่นางก็เป็นน้องสาวของข้า”
สตรีที่ขึ้นชื่อว่าร้ายกาจและเอาแต่ใจแห่งเมืองหลวงเอ่ยออกมาเสียงดัง เพราะหัวใจกำลังแตกสลายอย่างไม่มีชิ้นดี น้องน้อยที่ครั้งหนึ่งเคยรักเคยเอ็นดูทว่ายามนี้กำลังถือดาบจ้วงแทงนางจากข้างหลัง อวี้ซินเหยียนทั้งตะโกนทั้งร่ำไห้ออกมาเสียงดัง โดยไม่สนใจเลยสักนิดว่าเสียงของนางดังไปไกลให้ผู้คนมามุงดูงิ้วโรงใหญ่ ที่นางเป็นผู้แสดงนำร่วมกับน้องสาวต่างมารดา
5 ปีต่อมารถม้าคันใหญ่แล่นออกจากตำหนักชินอ๋อง ซึ่งวันนี้เป็นวันครบรอบในแต่ละปีที่อวี้ซินเหยียนทะลุมิติมาอยู่ในแคว้นฉิน ชินอ๋องหยางเจี้ยนกั๋วจึงพาพระชายารักออกมานั่งจิบชาที่ร้านน้ำชาเย่วเซียงตามลำพังกันสองคน ซึ่งยามนี้ร้านน้ำชาเย่วเซียงได้กลายเป็นร้านน้ำชาที่ใหญ่และดีที่สุดของเมืองหลวง ภายใต้การควบคุมดูแลของพระชายาชินอ๋องที่ต้องมาร้านน้ำชาเย่วเซียงกันสองคนโดยที่ไม่พาบุตรชายทั้งสี่คนมาด้วย เพราะสวามีตัวดีของนางอยากทำรักนอกสถานที่นั่นเอง ซึ่งนางก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด ยามนี้ทั้งสองจึงเข้าไปในห้องพักผ่อนส่วนตัวที่บุวัสดุเก็บเสียงไว้เป็นอย่างดี ตับ ! ตับ ! ตับ !“ข้าทำเช่นนี้ดีหรือไม่ ชื่นชอบท่วงท่าเช่นนี้ไหม” ชินอ๋องทั้งควงเอวทั้งไต่ถามความพึงพอใจของเมียรัก“ดีเพคะ อื้ม เร็ว ๆ นะเพคะ หม่อมฉันมีลางสังหรณ์ว่าเจ้าตัวดีทั้งสี่คนกำลังจะตามมาในไม่ช้านี้แล้ว” ร่างอวบอิ่มแอ่นบั้นท้ายให้สวามีตอกตรึงลงมาหนัก ๆ เพราะนางชื่นชอบบทรักที่หนักหน่วง ทางด้านชินอ๋องก็ชื่นชอบการทำแรง ๆ ทั้ง ๆ ที่ในยามปกติมักจะทะนุถนอมพระชายาเป็นอย่างดี หลังจากปลดปล่อยไปหนึ่งครั้ง ชินอ๋องก็
“กระหม่อมทูลลา อวี้ซินเหยียนหากข้าอยากพบเสี่ยวเป่าบ้างต้องทำเช่นไร” น้ำเสียงอ่อนล้าอ่อนแรงเอ่ยออกไป แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว จำต้องยอมรามือเพราะอวี้ซินเหยียนไม่ใช่สตรีที่เขาจะสามารถข้องเกี่ยวได้อีกต่อไป ถึงจะเสียใจมากแค่ไหนเขาก็ต้องอดทน ทุกสิ่งทุกอย่างผิดพลาดไปเพราะความโลเลและจิตใจที่ไม่มั่นคงของเขา คงได้แต่อดทนทำใจอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับอวี้ซูเซียว หากนางไม่สร้างปัญหาให้ตระกูลเสวียนอีกเขาก็ไม่อยากหย่าขาดให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน ถึงแม้จะไม่เคยเข้าหอกันเลยสักครั้งก็ตาม “ส่งจดหมายมานัดหมายวันเวลาและสถานที่ให้เหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่าข้าจะต้องติดตามไปด้วยทุกครั้ง” ชินอ๋องเป็นผู้ตอบคำถามเรื่องการพบเจอเสวียนเป่าคัง1 เดือนต่อมาพระราชวังแคว้นเหวิน “ต้าหลงหาทางสร้างเรื่องราวเพื่อไล่ทุกคนในตำหนักองค์หญิงห่าวชิงถิงให้ออกมาทั้งหมด ข้าจะถล่มตำหนักแห่งนั้นให้ย่อยยับ สตรีผู้นั้นจะได้หาที่อยู่ใหม่และข้าจะเป็นผู้หาที่อยู่ให้นางเอง” ชินอ๋องเอ่ยสั่งการขณะลักลอบเข้าไปในเขตพระราชวังของแคว้นเหวินพร้อมกับต้าหลงองครักษ์เงาข้างกายคนสนิท ส่วนคนอื่น ๆ ให้หาที่หลบซ่อนตัวให้ดี ใ
ภาพสตรีงดงามในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มตัดดำ ยืนถืออาวุธที่เรียกขานว่าปืน ยิงเข้าใส่เป้ายิงที่นางจัดเตรียมเอาไว้ ช่างเป็นภาพที่สง่างามและแปลกตาในสายตาบรรดาแม่ทัพน้อยใหญ่ที่เข้าร่วมชมการฝึกซ้อมยิงปืนในวันนี้“สิ่งนี้เช่นนั้นหรือที่เรียกว่าปืน” “ข้าชื่นชอบอาวุธชนิดนี้มาก มันทั้งทรงพลังและขนาดกะทัดรัด”“อวี้ซินเหยียน นางงดงามถึงเพียงนี้เลยหรือ หากเป็นข้าคงไม่ยอมหย่าขาดจากสตรีงดงามล่มเมืองล่มแคว้นแล้วไปแต่งกับสตรีผอมแห้งอย่างแน่นอน สตรีแซ่อวี้คนน้องข้าเคยเห็นใบหน้าของนางในวันแต่งงาน เทียบคนพี่ไม่ติดเลยแม้แต่น้อย”เสียงแม่ทัพทิศอุดรเอ่ยเสียงเบากับสหายที่เป็นรองแม่ทัพ เพราะไม่อยากมีปัญหากับแม่ทัพทิศประจิม“นางสง่างามมาก หากภรรยาที่บ้านสง่างามถึงเพียงนี้ ข้าคงไม่มีอนุภรรยาให้เหนื่อยใจ” สหายรองแม่ทัพก็เห็นด้วยแล้วกระซิบกลับ“พวกเจ้าอย่าพูดเสียงดังไป อดีตสามีของนางก็อยู่ตรงนี้ พวกเจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่านางเป็นอดีตฮูหยินเอกของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว แม่ทัพทิศประจิมรูปงาม ผู้ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เรื่องหย่าสตรีแซ่อวี้คนพี่แล้วแต่งคนน้อง ฮูหยินของข้านางคอยติดตามข่าวคราวแล้วนำมาเล่าให้ข้าฟังท
“เอ่อ อวี้ซินเหยียนมาพร้อมกับพระองค์เพื่อการใดพ่ะย่ะค่ะ เพราะวันนี้ฝ่าบาทเรียกประชุมเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการศึก ไม่สมควรมีสตรีเข้าร่วมแม้แต่น้อย”เสวียนอู่คังแม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย อีกทั้งอยากถามแทนบุตรชายที่เขารู้ดีว่าเสวียนเจิ้งโจวกำลังเสียใจมากเพียงไร ที่เห็นอดีตภรรยาที่เขาตามหามานานเดินเคียงคู่มากับบุรุษอื่น ทั้งยังเป็นบุรุษที่พวกเขาทั้งตระกูลมิอาจต่อกรได้เลยแม้แต่น้อย เห็นทีว่าเสวียนเจิ้งโจวคงต้องตัดใจจากสองแม่ลูกจริง ๆ เสียที “เดี๋ยวพวกท่านก็รู้” กล่าวจบร่างสูงใหญ่ก็กอบกุมมือเล็กแสนนุ่มนิ่ม แล้วเดินผ่านหน้าแม่ทัพสองพ่อลูกไปทันทีเพราะไม่อยากเสียเวลาตอบคำถามเลยแม้แต่น้อยท้องพระโรง“ถวายพระพรฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” แม่ทัพน้อยใหญ่รวมไปถึงรองแม่ทัพทั้งหลายร่วมกล่าวถวายพระพรองค์ราชันย์ของแคว้นด้วยความเคารพเต็มหัวใจ“ตามสบายเถิดวันนี้เจิ้นต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่เรียกพวกท่านทุกคนเข้าร่วมประชุมโดยมิได้นัดหมายล่วงหน้า เพราะเจิ้นมีเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวกับอาวุธชนิดใหม่ ที่มีพลังอานุภาพทำลายล้างสูงกว่าที่เคยมีมาในแคว้นฉินของเ
เสนาบดีอวี้จิ่งเทา บิดาของอวี้ซินเหยียน ถูกลดขั้นตำแหน่งเหลือเพียงขุนนางขั้น 1 ทั่วไป โทษฐานที่ไม่มีความสามารถควบคุมภรรยารองและบุตรสาวคนรองให้อยู่ในครรลองคลองธรรม จนนำพาเรื่องเสื่อมเสียมาถึงตำแหน่งแม่ทัพทิศประจิม กล่าวคืออวี้ซูเซียวเป็นสตรีที่ทำให้สามีผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพทิศประจิมเสื่อมเสียเกียรตินั่นเอง และความผิดมาจากการที่บิดาที่ไม่รู้จักอบรมบุตรสาวให้ดี และความผิดอีกข้อคือเสนาบดีเฒ่าไม่รู้จักห้ามปรามภรรยารองในเรื่องที่นางฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่านางฉ้อโกงสินเดิมของอดีตภรรยาเอกมาเนิ่นนานหลายปีสตรีใจร้ายเจียงเม่ยเม่ยฮูหยินรองของเสนาบดีอวี้จิ่งเทา ถูกลงโทษริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าคลังหลวง ข้อหากระทำการฉ้อโกงสมบัติของผู้อื่นมานานหลายสิบปี อีกทั้งมีจิตใจชั่วร้ายหมายทำลายรูปโฉมและต้องการสังหารลูกเลี้ยงที่เกิดจากภรรยาของสามี หากรักษาตัวจนหายดีแล้วต้องไปใช้แรงงานที่เหมืองนอกเมืองเป็นระยะเวลา 20 ปี ทางด้านอวี้ซูเซียวถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีที่มีมารดาต้องคดีความ จึงถูกกฎของแคว้นฉินลดขั้นให้เป็นเพียงอนุภรรยาของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว ไม่มีสิทธิ์ขึ้นตำแหน่งฮูหยินรองไปตลอดช
“เพคะ เรื่องการทดสอบระเบิดคงต้องเป็นเช่นนั้น สถานที่ในเมืองหลวงไม่เอื้ออำนวยจริง ๆ และพระองค์ก็ไม่ต้องหึงหวงหม่อมฉันแล้วเพคะ หม่อมฉันรักและมีใจให้พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ตอนเกิดเป็นคังหย่งจื้อก็เคยแอบรักเช่นกัน” อวี้ซินเหยียนกล่าวทั้งยังก้มหน้าลงอย่างเอียงอาย เพราะเป็นครั้งแรกที่ยอมเปิดเผยว่าตนเคยแอบรักคังหย่งจื้อผู้อารักขาหนุ่มที่อยู่ข้างกายกันมานานหลายปี และนางก็แอบมีใจตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอเขาเช่นกัน สาวน้อยวัย 16 ปี มีรักแรกเป็นผู้ชายหน้านิ่งที่มองมาเมื่อใด นางก็จะเห็นเขาอยู่ข้าง ๆ เสมอมา ทั้งยามทุกข์และยามสุข “หึหึ ฟอดดด ! ข้ารู้ย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด” ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าประจำตำหนักชินอ๋องทั้ง 3 คัน ก็เตรียมพร้อมสำหรับมุ่งหน้าสู่พระราชวัง เสวียนเป่าคังตัวน้อยมายืนรอคอยส่งมารดาไปทำกิจธุระในวังหลวงพร้อมกับเจียวหลิงที่ยืนรออยู่ไม่ไกล“ท่านแม่งดงามยิ่งขอรับ”เสวียนเป่าคังค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ มาหามารดาโดยไร้ซึ่งผู้พยุงกาย เขาเดินได้แล้วเพียงแค่ช้ากว่าคนทั่วไปบ้างเล็กน้อยก็เท่านั้น ฝึกฝนอีกไม่นานก็เดินได้คล่องแคล่วเป็นปกติ“ฟอดดด ! ขอบใจเจ้าลูกชาย







