LOGINเช้าวันนี้มีงานเลี้ยงสำคัญในพระราชวัง อวี้ซินเหยียนที่เป็นฮูหยินเอกของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวจึงเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงพร้อมกับสามี ซึ่งน้องสาวต่างมารดาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้พร้อมกับบิดามารดาของนางเช่นกัน
ในช่วงที่พิธีการผ่านพ้นไปแล้ว อวี้ซินเหยียนไม่เห็นอวี้ซูเซียวอยู่ในงานเลี้ยงจึงรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ อีกทั้งแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวสามีของนางก็หายไปเช่นกัน จึงได้ออกตามหาทั้งสองคน กระทั่งมาพบเห็นทั้งสองคนกำลังยืนกอดรัดกันอย่างแนบชิดที่ริมสระบัวท้ายพระราชวัง เรื่องราวจึงได้ลุกลามใหญ่โตให้คนนอกมาพบเห็นความแตกแยกในครอบครัวของแม่ทัพทิศประจิม
“เงียบทำไมเล่าท่านพี่ เหตุใดจึงไม่กล่าวแย้งสักนิดเผื่อข้าจะเชื่อใจท่านอีกสักครั้ง”
ฮูหยินผู้ถูกทรยศกล่าวทั้งน้ำตา หากครั้งนี้สามีกล้าปฏิเสธนางก็จะยอมโง่งมเชื่อใจเขาอีกสักครั้ง เพราะความรักที่นางมีต่อเขาได้หยั่งรากฝังลึกเข้าไปในจิตใจมานานแสนนาน นางรักเขาตั้งแต่แรกพบทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าเขาไม่ได้มีใจให้นางเลยสักนิดเดียว
“ข้าไม่มีสิ่งใดต้องกล่าวแย้ง ทุกอย่างเป็นดังเช่นที่เจ้าพบเห็น ข้ากับอวี้ซูเซียวมีใจให้แก่กัน วันรุ่งขึ้นข้าจะให้บิดาไปสู่ขอนางมาเป็นภรรยารองให้ถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี”
เสวียนเจิ้งโจวเอ่ยเสียงเรียบ ในเมื่อพึงใจเหตุใดเขาต้องปล่อยวาง ต่อให้สตรีที่เขาพึงใจจะเป็นน้องสาวของฮูหยินเอกก็ตาม
คราแรกเสวียนเจิ้งโจวคิดว่าตนจะอดทนต่อนิสัยแสนร้ายกาจของอวี้ซินเหยียนได้ และตั้งใจจะไม่แต่งฮูหยินรองเข้าจวน แต่นับวันนางยิ่งแสดงด้านที่เลวร้ายให้เขาพบเห็นอยู่เสมอ ความอดทนที่เคยมีจึงค่อย ๆ มลายหายไปจนสิ้น พอมีน้ำทิพย์จากสตรีอื่นมาชโลมจิตใจที่แห้งแล้ง แม่ทัพหนุ่มจึงรู้สึกคล้อยตามโดยง่าย กระทั่งขาดสติยับยั้งชั่งใจเข้าไปยุ่งเกี่ยวพัวพันกับสตรีที่ถือได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
ยามนี้สตรีที่เขารู้สึกพึงใจคืออวี้ซูเซียวผู้เป็นน้องสาวของฮูหยิน ถึงแม้อวี้ซูเซียวจะเป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยารองของเสนาบดีอวี้จิ่งเทา แต่ดรุณีแรกแย้มผู้นี้มีนิสัยน่ารัก กิริยามารยาทก็เรียบร้อยอ่อนหวาน อีกทั้งใบหน้าก็งดงามถูกตาต้องใจเขาที่สุด หากจะแต่งนางเข้าจวนอีกสักคนก็ย่อมดีกว่าไม่ใช่หรืออย่างไร แม่ทัพหนุ่มมีความคิดเช่นนี้จึงตัดสินใจเดินหน้าต่อ ไม่ได้สนใจเสียงนินทาว่าร้ายของชาวเมืองที่จะตามมาในภายหลัง
“ฮึก ! ฮึก ! ข้าไม่ดีตรงไหน เหตุใดท่านพี่จึงเกลียดชังข้าถึงเพียงนี้ หรือเพราะข้าคลอดบุตรชายพิการท่านพี่เลยนึกรังเกียจเดียดฉันท์ และที่ข้าเจ็บปวดใจที่สุดคือท่านพึงใจน้องสาวของข้า พี่สาวน้องสาวกำลังจะมีสามีคนเดียวกัน ท่านไม่คิดบ้างเลยหรือว่ามันอัปยศ”
สตรีที่หัวใจกำลังบีบรัดอย่างหนัก กล่าวออกไปทั้งน้ำตาที่หลั่งรินออกมาเต็มสองข้างแก้ม ซึ่งยามนี้ทั้งน้ำตาและแป้งขาวที่นางโบกปกปิดผิวหน้าไว้อย่างหนาเตอะ กำลังผสมรวมกันจนแป้งขาวเหล่านั้นหลุดร่อนออกมาอย่างน่าเกลียดน่ากลัว
“ตั้งแต่เจ้าก้าวเท้าเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลเสวียน ข้าก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะมีคุณความดีเรื่องใดเลยสักอย่าง เจ้าคลอดบุตรชายพิการก็จริงแต่ข้าจะไม่โกรธเคืองเลยหากเจ้าเลี้ยงดูบุตรชายเสียบ้าง เสี่ยวเป่าในวัย 5 หนาว หน้าตาเป็นเช่นไรเจ้ายังจดจำได้หรือไม่ ทั้งยังไม่เคยทำตัวให้สมเกียรติฮูหยินเอกของแม่ทัพทิศประจิมเลยสักครั้ง ข้ามีหน้าที่การงานที่ต้องรักษาเกียรติจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากวันนี้ข้าต้องการสตรีที่ดีพร้อมเข้ามาทำหน้าที่ที่เจ้าไม่สามารถกระทำได้มาตลอด 6 ปี ที่แต่งงานกัน ย่อมสมควรแล้วมิใช่หรอกหรือ”
เสวียนเจิ้งโจวเอ่ยคำในใจออกไปเป็นครั้งแรก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยเรื่องราวในครอบครัว เพราะในไม่ช้าคงมีผู้คนนำไปแต่งเติมเรื่องราวและจับกลุ่มนินทาไปทั่วเมืองหลวง แต่ยามนี้เขากำลังอยู่ในอารมณ์คับแค้นใจ โกรธเคือง รวมไปถึงรู้สึกเสียใจที่ฮูหยินไม่เลี้ยงดูบุตรชาย ความรู้สึกทุกอย่างกำลังถาโถมเข้ามาจึงกล้ากล่าวทุกอย่างในใจออกมาจนสิ้น
“ฮึก ! ฮึก ! เหตุใดท่านจึงไม่บอกกล่าวกับข้าเสียบ้างว่าข้าทำตัวบกพร่องถึงเพียงนั้น ข้าเห็นท่านเฉยชาจึงกระทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจก็เท่านั้น ส่วนเสี่ยวเป่าเขาเป็นบุตรชายที่ข้าคลอดออกมา อย่างไรเสียข้าก็รักและจดจำใบหน้าของเขาได้อยู่แล้ว”
น้ำเสียงสะอึกสะอื้นกล่าวพร้อมกับจ้องมองไปที่แขนของน้องสาวผู้ทรยศ ที่ยามนี้ยังกอดรัดแขนสามีนางอยู่ไม่ปล่อย ใจดวงน้อยเจ็บปวดจวนเจียนจะขาดใจตาย เพราะหลังจากคืนเข้าหอนางก็ไม่เคยสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวสามีอีกเลย ช่างน่าน้อยใจจนไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดอีก นอกจากยืนร้องไห้ให้ผู้คนสมน้ำหน้าเยี่ยงสตรีโง่เขลาผู้หนึ่ง
“สตรีชั่วร้ายเช่นเจ้าน่ะหรือที่รักบุตรชาย ข้าเห็นเพียงนางมารร้ายที่พบหน้าบุตรชายก็เอาแต่ด่าทออยู่ไม่ขาดปาก วัน ๆ เอาแต่ติดตามเสาะหาว่าข้าไปที่ใด เพื่อที่จะได้กระทำการให้ข้าอับอายขายหน้าผู้คนไปทั่วทั้งเมืองหลวง”
แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวกล่าวด้วยโทสะที่พวยพุ่ง ทุกการกระทำที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เขาต้องอดทนกับพฤติกรรมของภรรยาเอกผู้นี้ มีบางครั้งที่ฮ่องเต้หยางจงเจี้ยนถึงกับเอ่ยตักเตือนด้วยพระองค์เอง เพื่อให้เขาควบคุมหลังบ้านให้ดีชาวบ้านจะได้ไม่เอาไปนินทาอย่างสนุกปาก จนเกิดเสื่อมเสียไปถึงตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรติ
“ท่านแม่ทัพได้โปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ พี่หญิงใหญ่นางกำลังเสียใจ ข้าผิดเองที่มีใจให้ท่าน พวกท่านทั้งสองคนอย่าทะเลาะกันด้วยเรื่องของข้าอีกเลยนะเจ้าคะ”
อวี้ซูเซียวเอ่ยห้ามปรามทั้งยังแอบเติมเชื้อไฟในใจของพี่สาว นางจะได้เป็นสตรีดีงามในสายตาแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวต่อไป
“นังน้องทรยศ ข้าเป็นพี่สาวของเจ้า ใยจึงคิดแย่งสามีของพี่สาวเช่นนี้”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของน้องสาวทรยศ อวี้ซินเหยียนจึงหันไปด่าทอสตรีเสแสร้งที่ยามนี้ยังกอดแขนสามีของนางไม่ยอมปล่อย
“พะ…พี่สาว ข้ามิได้ตั้งใจเจ้าค่ะ ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย จากนี้ไปข้าสัญญาว่าจะถอยห่างจากพี่เขยเองเจ้าค่ะ พี่สาวหยุดด่าทอข้าเสียที เพียงเท่านี้ข้าก็อับอายจะแย่อยู่แล้ว”
อวี้ซูเซียวร้องไห้จนตัวโยน เมื่อเห็นว่ามีผู้คนจ้องมองมาหลายคน นางจะได้กลายเป็นผู้ถูกกระทำอย่างแนบเนียนสักหน่อย
“นังงูพิษ สารเลว”
“หยุดพูดจาร้าย ๆ ใส่อวี้ซูเซียวได้แล้ว ข้าพึงใจนางเพราะการกระทำของนางน่าพึงใจ ไม่เกี่ยวข้องสิ่งใดกับการทรยศหักหลังเจ้า”
เสวียนเจิ้งโจวกล่าวทั้งโอบกอดร่างอันสั่นเทาของอวี้ซูเซียวอย่างทะนุถนอม เพียงเท่านี้อวี้ซินเหยียนก็รับรู้แล้วว่านางได้พ่ายแพ้ต่อน้องสาวผู้ทรยศอย่างสิ้นเชิง
5 ปีต่อมารถม้าคันใหญ่แล่นออกจากตำหนักชินอ๋อง ซึ่งวันนี้เป็นวันครบรอบในแต่ละปีที่อวี้ซินเหยียนทะลุมิติมาอยู่ในแคว้นฉิน ชินอ๋องหยางเจี้ยนกั๋วจึงพาพระชายารักออกมานั่งจิบชาที่ร้านน้ำชาเย่วเซียงตามลำพังกันสองคน ซึ่งยามนี้ร้านน้ำชาเย่วเซียงได้กลายเป็นร้านน้ำชาที่ใหญ่และดีที่สุดของเมืองหลวง ภายใต้การควบคุมดูแลของพระชายาชินอ๋องที่ต้องมาร้านน้ำชาเย่วเซียงกันสองคนโดยที่ไม่พาบุตรชายทั้งสี่คนมาด้วย เพราะสวามีตัวดีของนางอยากทำรักนอกสถานที่นั่นเอง ซึ่งนางก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด ยามนี้ทั้งสองจึงเข้าไปในห้องพักผ่อนส่วนตัวที่บุวัสดุเก็บเสียงไว้เป็นอย่างดี ตับ ! ตับ ! ตับ !“ข้าทำเช่นนี้ดีหรือไม่ ชื่นชอบท่วงท่าเช่นนี้ไหม” ชินอ๋องทั้งควงเอวทั้งไต่ถามความพึงพอใจของเมียรัก“ดีเพคะ อื้ม เร็ว ๆ นะเพคะ หม่อมฉันมีลางสังหรณ์ว่าเจ้าตัวดีทั้งสี่คนกำลังจะตามมาในไม่ช้านี้แล้ว” ร่างอวบอิ่มแอ่นบั้นท้ายให้สวามีตอกตรึงลงมาหนัก ๆ เพราะนางชื่นชอบบทรักที่หนักหน่วง ทางด้านชินอ๋องก็ชื่นชอบการทำแรง ๆ ทั้ง ๆ ที่ในยามปกติมักจะทะนุถนอมพระชายาเป็นอย่างดี หลังจากปลดปล่อยไปหนึ่งครั้ง ชินอ๋องก็
“กระหม่อมทูลลา อวี้ซินเหยียนหากข้าอยากพบเสี่ยวเป่าบ้างต้องทำเช่นไร” น้ำเสียงอ่อนล้าอ่อนแรงเอ่ยออกไป แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว จำต้องยอมรามือเพราะอวี้ซินเหยียนไม่ใช่สตรีที่เขาจะสามารถข้องเกี่ยวได้อีกต่อไป ถึงจะเสียใจมากแค่ไหนเขาก็ต้องอดทน ทุกสิ่งทุกอย่างผิดพลาดไปเพราะความโลเลและจิตใจที่ไม่มั่นคงของเขา คงได้แต่อดทนทำใจอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับอวี้ซูเซียว หากนางไม่สร้างปัญหาให้ตระกูลเสวียนอีกเขาก็ไม่อยากหย่าขาดให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน ถึงแม้จะไม่เคยเข้าหอกันเลยสักครั้งก็ตาม “ส่งจดหมายมานัดหมายวันเวลาและสถานที่ให้เหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่าข้าจะต้องติดตามไปด้วยทุกครั้ง” ชินอ๋องเป็นผู้ตอบคำถามเรื่องการพบเจอเสวียนเป่าคัง1 เดือนต่อมาพระราชวังแคว้นเหวิน “ต้าหลงหาทางสร้างเรื่องราวเพื่อไล่ทุกคนในตำหนักองค์หญิงห่าวชิงถิงให้ออกมาทั้งหมด ข้าจะถล่มตำหนักแห่งนั้นให้ย่อยยับ สตรีผู้นั้นจะได้หาที่อยู่ใหม่และข้าจะเป็นผู้หาที่อยู่ให้นางเอง” ชินอ๋องเอ่ยสั่งการขณะลักลอบเข้าไปในเขตพระราชวังของแคว้นเหวินพร้อมกับต้าหลงองครักษ์เงาข้างกายคนสนิท ส่วนคนอื่น ๆ ให้หาที่หลบซ่อนตัวให้ดี ใ
ภาพสตรีงดงามในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มตัดดำ ยืนถืออาวุธที่เรียกขานว่าปืน ยิงเข้าใส่เป้ายิงที่นางจัดเตรียมเอาไว้ ช่างเป็นภาพที่สง่างามและแปลกตาในสายตาบรรดาแม่ทัพน้อยใหญ่ที่เข้าร่วมชมการฝึกซ้อมยิงปืนในวันนี้“สิ่งนี้เช่นนั้นหรือที่เรียกว่าปืน” “ข้าชื่นชอบอาวุธชนิดนี้มาก มันทั้งทรงพลังและขนาดกะทัดรัด”“อวี้ซินเหยียน นางงดงามถึงเพียงนี้เลยหรือ หากเป็นข้าคงไม่ยอมหย่าขาดจากสตรีงดงามล่มเมืองล่มแคว้นแล้วไปแต่งกับสตรีผอมแห้งอย่างแน่นอน สตรีแซ่อวี้คนน้องข้าเคยเห็นใบหน้าของนางในวันแต่งงาน เทียบคนพี่ไม่ติดเลยแม้แต่น้อย”เสียงแม่ทัพทิศอุดรเอ่ยเสียงเบากับสหายที่เป็นรองแม่ทัพ เพราะไม่อยากมีปัญหากับแม่ทัพทิศประจิม“นางสง่างามมาก หากภรรยาที่บ้านสง่างามถึงเพียงนี้ ข้าคงไม่มีอนุภรรยาให้เหนื่อยใจ” สหายรองแม่ทัพก็เห็นด้วยแล้วกระซิบกลับ“พวกเจ้าอย่าพูดเสียงดังไป อดีตสามีของนางก็อยู่ตรงนี้ พวกเจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่านางเป็นอดีตฮูหยินเอกของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว แม่ทัพทิศประจิมรูปงาม ผู้ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เรื่องหย่าสตรีแซ่อวี้คนพี่แล้วแต่งคนน้อง ฮูหยินของข้านางคอยติดตามข่าวคราวแล้วนำมาเล่าให้ข้าฟังท
“เอ่อ อวี้ซินเหยียนมาพร้อมกับพระองค์เพื่อการใดพ่ะย่ะค่ะ เพราะวันนี้ฝ่าบาทเรียกประชุมเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการศึก ไม่สมควรมีสตรีเข้าร่วมแม้แต่น้อย”เสวียนอู่คังแม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย อีกทั้งอยากถามแทนบุตรชายที่เขารู้ดีว่าเสวียนเจิ้งโจวกำลังเสียใจมากเพียงไร ที่เห็นอดีตภรรยาที่เขาตามหามานานเดินเคียงคู่มากับบุรุษอื่น ทั้งยังเป็นบุรุษที่พวกเขาทั้งตระกูลมิอาจต่อกรได้เลยแม้แต่น้อย เห็นทีว่าเสวียนเจิ้งโจวคงต้องตัดใจจากสองแม่ลูกจริง ๆ เสียที “เดี๋ยวพวกท่านก็รู้” กล่าวจบร่างสูงใหญ่ก็กอบกุมมือเล็กแสนนุ่มนิ่ม แล้วเดินผ่านหน้าแม่ทัพสองพ่อลูกไปทันทีเพราะไม่อยากเสียเวลาตอบคำถามเลยแม้แต่น้อยท้องพระโรง“ถวายพระพรฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” แม่ทัพน้อยใหญ่รวมไปถึงรองแม่ทัพทั้งหลายร่วมกล่าวถวายพระพรองค์ราชันย์ของแคว้นด้วยความเคารพเต็มหัวใจ“ตามสบายเถิดวันนี้เจิ้นต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่เรียกพวกท่านทุกคนเข้าร่วมประชุมโดยมิได้นัดหมายล่วงหน้า เพราะเจิ้นมีเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวกับอาวุธชนิดใหม่ ที่มีพลังอานุภาพทำลายล้างสูงกว่าที่เคยมีมาในแคว้นฉินของเ
เสนาบดีอวี้จิ่งเทา บิดาของอวี้ซินเหยียน ถูกลดขั้นตำแหน่งเหลือเพียงขุนนางขั้น 1 ทั่วไป โทษฐานที่ไม่มีความสามารถควบคุมภรรยารองและบุตรสาวคนรองให้อยู่ในครรลองคลองธรรม จนนำพาเรื่องเสื่อมเสียมาถึงตำแหน่งแม่ทัพทิศประจิม กล่าวคืออวี้ซูเซียวเป็นสตรีที่ทำให้สามีผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพทิศประจิมเสื่อมเสียเกียรตินั่นเอง และความผิดมาจากการที่บิดาที่ไม่รู้จักอบรมบุตรสาวให้ดี และความผิดอีกข้อคือเสนาบดีเฒ่าไม่รู้จักห้ามปรามภรรยารองในเรื่องที่นางฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่านางฉ้อโกงสินเดิมของอดีตภรรยาเอกมาเนิ่นนานหลายปีสตรีใจร้ายเจียงเม่ยเม่ยฮูหยินรองของเสนาบดีอวี้จิ่งเทา ถูกลงโทษริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าคลังหลวง ข้อหากระทำการฉ้อโกงสมบัติของผู้อื่นมานานหลายสิบปี อีกทั้งมีจิตใจชั่วร้ายหมายทำลายรูปโฉมและต้องการสังหารลูกเลี้ยงที่เกิดจากภรรยาของสามี หากรักษาตัวจนหายดีแล้วต้องไปใช้แรงงานที่เหมืองนอกเมืองเป็นระยะเวลา 20 ปี ทางด้านอวี้ซูเซียวถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีที่มีมารดาต้องคดีความ จึงถูกกฎของแคว้นฉินลดขั้นให้เป็นเพียงอนุภรรยาของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว ไม่มีสิทธิ์ขึ้นตำแหน่งฮูหยินรองไปตลอดช
“เพคะ เรื่องการทดสอบระเบิดคงต้องเป็นเช่นนั้น สถานที่ในเมืองหลวงไม่เอื้ออำนวยจริง ๆ และพระองค์ก็ไม่ต้องหึงหวงหม่อมฉันแล้วเพคะ หม่อมฉันรักและมีใจให้พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ตอนเกิดเป็นคังหย่งจื้อก็เคยแอบรักเช่นกัน” อวี้ซินเหยียนกล่าวทั้งยังก้มหน้าลงอย่างเอียงอาย เพราะเป็นครั้งแรกที่ยอมเปิดเผยว่าตนเคยแอบรักคังหย่งจื้อผู้อารักขาหนุ่มที่อยู่ข้างกายกันมานานหลายปี และนางก็แอบมีใจตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอเขาเช่นกัน สาวน้อยวัย 16 ปี มีรักแรกเป็นผู้ชายหน้านิ่งที่มองมาเมื่อใด นางก็จะเห็นเขาอยู่ข้าง ๆ เสมอมา ทั้งยามทุกข์และยามสุข “หึหึ ฟอดดด ! ข้ารู้ย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด” ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าประจำตำหนักชินอ๋องทั้ง 3 คัน ก็เตรียมพร้อมสำหรับมุ่งหน้าสู่พระราชวัง เสวียนเป่าคังตัวน้อยมายืนรอคอยส่งมารดาไปทำกิจธุระในวังหลวงพร้อมกับเจียวหลิงที่ยืนรออยู่ไม่ไกล“ท่านแม่งดงามยิ่งขอรับ”เสวียนเป่าคังค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ มาหามารดาโดยไร้ซึ่งผู้พยุงกาย เขาเดินได้แล้วเพียงแค่ช้ากว่าคนทั่วไปบ้างเล็กน้อยก็เท่านั้น ฝึกฝนอีกไม่นานก็เดินได้คล่องแคล่วเป็นปกติ“ฟอดดด ! ขอบใจเจ้าลูกชาย







