Masukเช้าวันนี้มีงานเลี้ยงสำคัญในพระราชวัง อวี้ซินเหยียนที่เป็นฮูหยินเอกของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวจึงเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงพร้อมกับสามี ซึ่งน้องสาวต่างมารดาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้พร้อมกับบิดามารดาของนางเช่นกัน
ในช่วงที่พิธีการผ่านพ้นไปแล้ว อวี้ซินเหยียนไม่เห็นอวี้ซูเซียวอยู่ในงานเลี้ยงจึงรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ อีกทั้งแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวสามีของนางก็หายไปเช่นกัน จึงได้ออกตามหาทั้งสองคน กระทั่งมาพบเห็นทั้งสองคนกำลังยืนกอดรัดกันอย่างแนบชิดที่ริมสระบัวท้ายพระราชวัง เรื่องราวจึงได้ลุกลามใหญ่โตให้คนนอกมาพบเห็นความแตกแยกในครอบครัวของแม่ทัพทิศประจิม
“เงียบทำไมเล่าท่านพี่ เหตุใดจึงไม่กล่าวแย้งสักนิดเผื่อข้าจะเชื่อใจท่านอีกสักครั้ง”
ฮูหยินผู้ถูกทรยศกล่าวทั้งน้ำตา หากครั้งนี้สามีกล้าปฏิเสธนางก็จะยอมโง่งมเชื่อใจเขาอีกสักครั้ง เพราะความรักที่นางมีต่อเขาได้หยั่งรากฝังลึกเข้าไปในจิตใจมานานแสนนาน นางรักเขาตั้งแต่แรกพบทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าเขาไม่ได้มีใจให้นางเลยสักนิดเดียว
“ข้าไม่มีสิ่งใดต้องกล่าวแย้ง ทุกอย่างเป็นดังเช่นที่เจ้าพบเห็น ข้ากับอวี้ซูเซียวมีใจให้แก่กัน วันรุ่งขึ้นข้าจะให้บิดาไปสู่ขอนางมาเป็นภรรยารองให้ถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี”
เสวียนเจิ้งโจวเอ่ยเสียงเรียบ ในเมื่อพึงใจเหตุใดเขาต้องปล่อยวาง ต่อให้สตรีที่เขาพึงใจจะเป็นน้องสาวของฮูหยินเอกก็ตาม
คราแรกเสวียนเจิ้งโจวคิดว่าตนจะอดทนต่อนิสัยแสนร้ายกาจของอวี้ซินเหยียนได้ และตั้งใจจะไม่แต่งฮูหยินรองเข้าจวน แต่นับวันนางยิ่งแสดงด้านที่เลวร้ายให้เขาพบเห็นอยู่เสมอ ความอดทนที่เคยมีจึงค่อย ๆ มลายหายไปจนสิ้น พอมีน้ำทิพย์จากสตรีอื่นมาชโลมจิตใจที่แห้งแล้ง แม่ทัพหนุ่มจึงรู้สึกคล้อยตามโดยง่าย กระทั่งขาดสติยับยั้งชั่งใจเข้าไปยุ่งเกี่ยวพัวพันกับสตรีที่ถือได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
ยามนี้สตรีที่เขารู้สึกพึงใจคืออวี้ซูเซียวผู้เป็นน้องสาวของฮูหยิน ถึงแม้อวี้ซูเซียวจะเป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยารองของเสนาบดีอวี้จิ่งเทา แต่ดรุณีแรกแย้มผู้นี้มีนิสัยน่ารัก กิริยามารยาทก็เรียบร้อยอ่อนหวาน อีกทั้งใบหน้าก็งดงามถูกตาต้องใจเขาที่สุด หากจะแต่งนางเข้าจวนอีกสักคนก็ย่อมดีกว่าไม่ใช่หรืออย่างไร แม่ทัพหนุ่มมีความคิดเช่นนี้จึงตัดสินใจเดินหน้าต่อ ไม่ได้สนใจเสียงนินทาว่าร้ายของชาวเมืองที่จะตามมาในภายหลัง
“ฮึก ! ฮึก ! ข้าไม่ดีตรงไหน เหตุใดท่านพี่จึงเกลียดชังข้าถึงเพียงนี้ หรือเพราะข้าคลอดบุตรชายพิการท่านพี่เลยนึกรังเกียจเดียดฉันท์ และที่ข้าเจ็บปวดใจที่สุดคือท่านพึงใจน้องสาวของข้า พี่สาวน้องสาวกำลังจะมีสามีคนเดียวกัน ท่านไม่คิดบ้างเลยหรือว่ามันอัปยศ”
สตรีที่หัวใจกำลังบีบรัดอย่างหนัก กล่าวออกไปทั้งน้ำตาที่หลั่งรินออกมาเต็มสองข้างแก้ม ซึ่งยามนี้ทั้งน้ำตาและแป้งขาวที่นางโบกปกปิดผิวหน้าไว้อย่างหนาเตอะ กำลังผสมรวมกันจนแป้งขาวเหล่านั้นหลุดร่อนออกมาอย่างน่าเกลียดน่ากลัว
“ตั้งแต่เจ้าก้าวเท้าเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลเสวียน ข้าก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะมีคุณความดีเรื่องใดเลยสักอย่าง เจ้าคลอดบุตรชายพิการก็จริงแต่ข้าจะไม่โกรธเคืองเลยหากเจ้าเลี้ยงดูบุตรชายเสียบ้าง เสี่ยวเป่าในวัย 5 หนาว หน้าตาเป็นเช่นไรเจ้ายังจดจำได้หรือไม่ ทั้งยังไม่เคยทำตัวให้สมเกียรติฮูหยินเอกของแม่ทัพทิศประจิมเลยสักครั้ง ข้ามีหน้าที่การงานที่ต้องรักษาเกียรติจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากวันนี้ข้าต้องการสตรีที่ดีพร้อมเข้ามาทำหน้าที่ที่เจ้าไม่สามารถกระทำได้มาตลอด 6 ปี ที่แต่งงานกัน ย่อมสมควรแล้วมิใช่หรอกหรือ”
เสวียนเจิ้งโจวเอ่ยคำในใจออกไปเป็นครั้งแรก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยเรื่องราวในครอบครัว เพราะในไม่ช้าคงมีผู้คนนำไปแต่งเติมเรื่องราวและจับกลุ่มนินทาไปทั่วเมืองหลวง แต่ยามนี้เขากำลังอยู่ในอารมณ์คับแค้นใจ โกรธเคือง รวมไปถึงรู้สึกเสียใจที่ฮูหยินไม่เลี้ยงดูบุตรชาย ความรู้สึกทุกอย่างกำลังถาโถมเข้ามาจึงกล้ากล่าวทุกอย่างในใจออกมาจนสิ้น
“ฮึก ! ฮึก ! เหตุใดท่านจึงไม่บอกกล่าวกับข้าเสียบ้างว่าข้าทำตัวบกพร่องถึงเพียงนั้น ข้าเห็นท่านเฉยชาจึงกระทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจก็เท่านั้น ส่วนเสี่ยวเป่าเขาเป็นบุตรชายที่ข้าคลอดออกมา อย่างไรเสียข้าก็รักและจดจำใบหน้าของเขาได้อยู่แล้ว”
น้ำเสียงสะอึกสะอื้นกล่าวพร้อมกับจ้องมองไปที่แขนของน้องสาวผู้ทรยศ ที่ยามนี้ยังกอดรัดแขนสามีนางอยู่ไม่ปล่อย ใจดวงน้อยเจ็บปวดจวนเจียนจะขาดใจตาย เพราะหลังจากคืนเข้าหอนางก็ไม่เคยสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวสามีอีกเลย ช่างน่าน้อยใจจนไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดอีก นอกจากยืนร้องไห้ให้ผู้คนสมน้ำหน้าเยี่ยงสตรีโง่เขลาผู้หนึ่ง
“สตรีชั่วร้ายเช่นเจ้าน่ะหรือที่รักบุตรชาย ข้าเห็นเพียงนางมารร้ายที่พบหน้าบุตรชายก็เอาแต่ด่าทออยู่ไม่ขาดปาก วัน ๆ เอาแต่ติดตามเสาะหาว่าข้าไปที่ใด เพื่อที่จะได้กระทำการให้ข้าอับอายขายหน้าผู้คนไปทั่วทั้งเมืองหลวง”
แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวกล่าวด้วยโทสะที่พวยพุ่ง ทุกการกระทำที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เขาต้องอดทนกับพฤติกรรมของภรรยาเอกผู้นี้ มีบางครั้งที่ฮ่องเต้หยางจงเจี้ยนถึงกับเอ่ยตักเตือนด้วยพระองค์เอง เพื่อให้เขาควบคุมหลังบ้านให้ดีชาวบ้านจะได้ไม่เอาไปนินทาอย่างสนุกปาก จนเกิดเสื่อมเสียไปถึงตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรติ
“ท่านแม่ทัพได้โปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ พี่หญิงใหญ่นางกำลังเสียใจ ข้าผิดเองที่มีใจให้ท่าน พวกท่านทั้งสองคนอย่าทะเลาะกันด้วยเรื่องของข้าอีกเลยนะเจ้าคะ”
อวี้ซูเซียวเอ่ยห้ามปรามทั้งยังแอบเติมเชื้อไฟในใจของพี่สาว นางจะได้เป็นสตรีดีงามในสายตาแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวต่อไป
“นังน้องทรยศ ข้าเป็นพี่สาวของเจ้า ใยจึงคิดแย่งสามีของพี่สาวเช่นนี้”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของน้องสาวทรยศ อวี้ซินเหยียนจึงหันไปด่าทอสตรีเสแสร้งที่ยามนี้ยังกอดแขนสามีของนางไม่ยอมปล่อย
“พะ…พี่สาว ข้ามิได้ตั้งใจเจ้าค่ะ ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย จากนี้ไปข้าสัญญาว่าจะถอยห่างจากพี่เขยเองเจ้าค่ะ พี่สาวหยุดด่าทอข้าเสียที เพียงเท่านี้ข้าก็อับอายจะแย่อยู่แล้ว”
อวี้ซูเซียวร้องไห้จนตัวโยน เมื่อเห็นว่ามีผู้คนจ้องมองมาหลายคน นางจะได้กลายเป็นผู้ถูกกระทำอย่างแนบเนียนสักหน่อย
“นังงูพิษ สารเลว”
“หยุดพูดจาร้าย ๆ ใส่อวี้ซูเซียวได้แล้ว ข้าพึงใจนางเพราะการกระทำของนางน่าพึงใจ ไม่เกี่ยวข้องสิ่งใดกับการทรยศหักหลังเจ้า”
เสวียนเจิ้งโจวกล่าวทั้งโอบกอดร่างอันสั่นเทาของอวี้ซูเซียวอย่างทะนุถนอม เพียงเท่านี้อวี้ซินเหยียนก็รับรู้แล้วว่านางได้พ่ายแพ้ต่อน้องสาวผู้ทรยศอย่างสิ้นเชิง
“ตอนนั้นข้าไม่รู้ใจตัวเอง แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ารักเจ้ามากแค่ไหน”“แค่ไหนกันเชียว”“อ่า...ตราบเท่าชีวิตเลยกระมัง”“ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ท่านต้องรักและมอบใจให้ข้าเพียงผู้เดียว” เสียงอ่อนหวานสั่งการ ขณะถูกจ้วงทะลวงกายอย่างหนัก“ข้าสัญญา”เสียงบอกรักดังคลอเคลียไปกับเสียงกระทบกันของร่างกาย จวบจนวันใหม่มาเยือนเสียงแห่งความสุขค่อยสงบลงในวันอภิเษกสมรสพระราชทาน เจียงซินอี๋ให้เกียรติบิดามารดาบุญธรรมจากตระกูลเจียง ทำพิธีส่งมอบนางให้กับพระสวามีส่วนเจียงม่านหรูผู้เย่อหยิ่ง ถูกใครบางคนจัดแจงให้แต่งออกไปอยู่ต่างเมืองเมื่อห้าปีก่อน ไม่ได้กลับมาร่วมงานฉลองสมรสพระราชทานเจียงซินอี๋ไม่ได้รู้ข่าวคราวใด ๆ ของพี่สาวบุญธรรมอีก รู้เพียงแค่ว่าเจียงม่านหรูได้แต่งกับบุรุษที่เหมาะสมแล้วทางด้านมังกรสองพี่น้องวันนี้มีรอยยิ้มกว้างเปี่ยมสุข เมื่อมีโอกาสร่วมงานฉลองมงคลสมรสของหลานชายสุราเลิศรสถูกจัดวางเตรียมพร้อมต่อการสังสรรค์ สองหนุ่มใหญ่นั่งตั้งวงกันตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน“ดื่ม”“ดื่ม”“ฮ่า ฮ่า เฟยหลงข้าอยากแต่งงานอีกครั้ง เจ้าคิดเห็นเช่นไร”พี่ชายเอ่ยประโยคที่ทำให้น้องชายหูผึ่งด้วยความอยากรู้ แต่งงานทั้ง ๆ ท
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่เมืองชายแดน ชินอ๋องหวังต้าหลงก็พาท่านปู่ทั้งสองและคู่หมั้นสาว เดินทางกลับเมืองหลวงทันที เขาอยากกลับไปจัดพิธีแต่งงานใจแทบขาดทุกคนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงโดยการขี่ม้า ตลอดการเดินทางไม่มีผู้ร้ายกล้าโผล่หน้ามาสักคนคงเพราะแรงกดดันจากสัตว์เทพหรืออย่างไร แม้กระทั่งสัตว์ป่ายังหนีหายไม่เจอตัวสองเดือนผ่านไปจึงสิ้นสุดการเดินทาง ฮ่องเต้หวังต้าหลางต้อนรับบิดากับท่านอามังกรด้วยสีหน้าปีติยินดี ส่วนบุตรชายกับคู่หมั้นแยกไปตำหนักย่านชานเมืองก่อนหน้านี้แล้ว“ท่านพ่อท่านอาเหตุใดจึงไม่แก่เลยขอรับ พวกท่านยังดูหนุ่มแน่นกว่าข้าเสียอีก”ฮ่องเต้วัยกลางคนตัดพ้อด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง เขาเป็นลูกเหตุใดจึงแก่กว่าบิดาไม่เจอกันนานหลายสิบปี แต่สองมังกรตรงหน้ายังรูปงามหล่อเหลาไม่มีเปลี่ยน ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย“ฮ่า ฮ่า เจ้ายังไม่แก่เช่นกัน เพียงแค่มีริ้วรอยนิดหน่อย ลองโอสถของเผ่ามังกรสักหน่อยเป็นไร รับรองได้ว่าสนมในวังหลังของเจ้าอิ่มสุขอย่างแน่นอน”หวังเฟยหลงเป็นผู้กล่าวหยอกเย้าหลานชาย หากจำไม่ผิดโอสถของเขามีถึงสามกระสอบ แต่ยามนี้หายไปหนึ่งกระสอบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้ใดขโมยไป สังเกตได้จากใบหน
“มีแค่ท่านที่ได้เห็น ทั้ง ๆ ที่อยากลอง อื้อ อื้อ” คนเอาแต่ใจไม่ยอมให้คู่หมั้นกล่าวถึงบุรุษอื่นอีกริมฝีปากของเขารีบประกบรัดแน่น พร้อมกับกวาดลิ้นสำรวจไปทั่วโพรงอ่อนนุ่ม รุกเร้าจนกายสาวสั่นระริก ยอมอ้าปากให้เขาครอบครองแต่โดยดี“ตรงนี้น่าดูดชะมัด”“อ๊ะ อือ”ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปฉกเอาเต้าอวบเข้าเต็มอุ้งปาก โคนลิ้นออกแรงกระตุ้นหนุบหนับ เป็นจังหวะรีดเคล้นหนักหน่วงก้อนอวบหายเข้าไปในโพรงปากเกือบครึ่ง ทั้ง ๆ ที่มีขนาดใหญ่เกินตัวอยู่มาก ยิ่งเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นตามอายุ“อ่า..พอก่อนเจ้าค่ะ อือ อาบน้ำก่อน”“ยังไม่พอขออีกนิด เจ้าปล่อยข้าเดียวดายมานานถึงเจ็ดปี ต้องรับผิดชอบ”ของอร่อยอยู่ในปากทั้งที ใครจะยอมปล่อยไปง่าย ๆ ต้องกินของหวานรองท้องเสียก่อน ค่อยกลับมาตามหาอาหารมื้อหลักกว่าแม่ทัพใหญ่จะยอมไปอาบน้ำชำระร่างกาย คู่หมั้นสาวก็นอนหายใจหอบเหนื่อยอยู่บนเตียงนางเหนื่อยทั้ง ๆ ที่ยังไม่ออกศึกชายหญิงเลยสักรอบ ที่เหนื่อยเพราะถูกรีดน้ำเมือกจนหมดเต้าเมื่อชินอ๋องอาบน้ำเสร็จ เจียงซินอี๋จึงรีบลุกไปอาบน้ำชำระร่างกายเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องมีสาวใช้มาช่วยอาบ หงส์เพลิงแสนสวยสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทว่าใครบางคนไม่ค
เมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปตามธรรมชาติ บุรุษกับสตรีที่โอบกอดกันบนหลังม้าตลอดการเดินทาง ก็กลับมาถึงค่ายทหารซึ่งอยู่ห่างจากประตูเมืองไม่ไกลทันทีที่กลับมาถึงกระโจมของท่านแม่ทัพ กายอวบอัดทรงเสน่ห์เรียกสายตาบุรุษ ถูกดันแผ่นหลังไปชิดผนังกระโจมที่พัก ซึ่งทำมาจากหนังของสัตว์ป่าคุณภาพดีเพียงแค่พบหน้าและมองตากัน ทั้งสองต่างเข้าใจในความต้องการของกันและกัน ประกอบกับหึงหวงคู่หมั้น ไม่อยากให้บุรุษใดจ้องมองทั้งนั้น ชินอ๋องจึงอยู่ในอาการที่เรียกได้ว่าคลั่งรักพันธะเลือดมีคุณสมบัติดึงดูดคู่พันธะเข้าหากัน ยิ่งมีใจให้กันยิ่งไม่อยากถอยห่าง เจียงซินอี๋ผ่านพ้นวัยสิบแปดปีมานานหลายปี เลยสัมผัสได้ถึงแรงแห่งพันธะเลือด“ท่านอ๋อง ปล่อยก่อน อื้อ ที่นี่ไม่ได้”“ย่อมได้ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้บริเวณนี้ ข้าสั่งห้ามไว้แล้ว”“จะมีใครแอบดูหรือไม่เล่า”เข้าใกล้การดำรงเผ่าพันธุ์เป็นครั้งแรก ย่อมรู้สึกหวาดระแวงเป็นเรื่องปกติ แต่หากอายุเพิ่มมากขึ้นคงเริ่มชิน ไม่ต่างจากหงส์เพลิงคนอื่น ๆ ในเผ่า ที่ชื่นชอบการเช็ดขนในที่แจ้งมากกว่าที่ลับ“ไม่มีหรอก”สิ้นเสียงพูดคุยกัน ริมฝีปากทั้งสองก็ประกบเข้าหากันอย่างแนบแน่นอุ้งมือใหญ่รีบด
สายตาคมเข้มจ้องมองเหล่าทหารของฝ่ายตรงข้าม ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด กังวล แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยขวัญกำลังใจ“พวกมันมาเยอะกว่าสายข่าวแจ้งมา ฉีฟงทหารของเราพร้อมแล้วหรือยัง”“ทหารทุกคนพร้อมทั้งกายทั้งใจ พ่ะย่ะค่ะ”ข้างกายผู้นำทัพมีองครักษ์คนสนิท และเหล่านายกองคนสำคัญ คอยดูแลความปลอดภัยอยู่ไม่ห่างระหว่างการเดินทางมาเยือนเมืองชายแดน ชินอ๋องหวังต้าถูกลอบโจมตีหลายต่อหลายครั้ง แม่ทัพใหญ่กับผู้ใต้บังคับบัญชานับสิบคน รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง เพราะได้รับความช่วยเหลือในที่มืดพวกเขาสืบรู้ความจริงในภายหลัง เหล่าผู้มีพระคุณคือกองกำลังลับขององค์รัชทายาท ที่ช่วยซุ่มยิงธนูเข้าสกัดกั้นกลุ่มคนร้ายได้ทันกาลคนถูกปองร้ายนึกขอบคุณพี่ชายนับครั้งไม่ถ้วน เนื่องจากห่วงใยชาวบ้านแถบชายแดน เลยส่งกองกำลังของตนล่วงหน้าไปก่อน แล้วแอบเดินทางกันอย่างลับ ๆทว่าความลับไม่มีอยู่จริง เมื่อคนร้ายคอยดักซุ่มอยู่ทุกเส้นทาง หมายสังหารผู้นำทัพสูงสุด ขวัญกำลังใจของทหารแคว้นเฉิง เกือบสิ้นชีพตามความต้องการของฝ่ายศัตรูหากไม่มียอดฝีมือจากกองกำลังขององค์รัชทายาท คอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ ตลอดการเดินทาง พวกเขานับสิบชีวิตคงรับมือคนร้ายจำนวนมากได้
ในทุก ๆ ปีชินอ๋องหวังต้าหลงกับองครักษ์ จะกลับไปเยือนเมืองบนตามที่ให้สัญญาไว้กับคู่หมั้น ทว่าพวกเขาต้องผิดหวังทุกครั้งเนื่องจากหงส์เพลิงในดวงแก้วอัสนี ยังคงได้รับการถ่ายทอดพลังเซียนเช่นเคย ดวงแก้วอัสนีวางอยู่ที่เดิมเหมือนวันแรกไม่มีเปลี่ยนไปขอพบทุกครั้ง ชินอ๋องทำได้เพียงเฝ้ามองแสงสีทอง ซึ่งโอบล้อมดวงแก้วสีแดงจนมองแทบไม่เห็น อยู่มองได้ไม่นานก็ถูกเชิญกลับ เป็นเช่นนี้มานานหลายปีดวงจิตของบิดาซึ่งเก็บไว้ในดวงแก้วอัสนี คอยโอบอุ้มส่งมอบพลังให้หงส์เพลิงวันแล้ววันเล่าในปีที่หกนับจากเจียงซินอี๋ปิดด่านกักตน ชาวแคว้นเฉิงกำลังจะเผชิญกับวิกฤตแห่งสงครามราคาอาหารสดอาหารแห้งสูงลิ่วผิดปกติ เพราะถูกปิดกั้นการนำเข้าแลกเปลี่ยนจากแคว้นข้างเคียงบุรุษผู้มีอายุเกินสิบแปดปีเต็ม ถูกเรียกตัวไปคัดเลือกทหารเข้ากองทัพหลวง ซึ่งยามนี้มีชินอ๋องหวังต้าหลง ขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้นเมื่อปีที่แล้วเขาสังหารอดีตแม่ทัพใหญ่เพียงดาบเดียว โทษฐานสมรู้ร่วมคิดกับไส้ศึก และเกือบสังหารสตรีในวังหลังขององค์รัชทายาทแคว้นเฉิงไม่มีชินอ๋องหวังต้าหลงสักคน แน่นอนว่าเละเทะไม่มีชิ้นดี บิดากับพี่ชายเป็นคนดีปกครองแคว้นด้วยคุณธรรม







