Share

บทที่ 2 ใครบ้างไม่เกลียดชังนาง

last update Last Updated: 2025-12-11 07:45:00

บทที่ 2

ใครบ้างไม่เกลียดชังนาง

ยามเซิน(15.00 – 16.59 น.) ท้องทั่วฟ้าเมืองหลวงยังไม่มืดนัก แสงแดดปลายวันลอดผ่านเมฆหม่นเป็นริ้วอ่อน

หลินอวี้เซียนผลักบานประตูไม้หลังเรือนท้ายจวนออก ลมชื้นอ้าวพัดปลายผมให้ไหวเบาทำให้รู้ได้เลยว่าหากนางไม่รีบไปรีบกลับอาจต้องเจอกันฝนที่สาดเทแน่ อวี้เซียนอยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีเทาเรียบ ใบหน้าคลุมผ้าบางปิดครึ่งล่าง มีเพียงดวงตาคมที่สะท้อนแสงอ่อนจากฟ้า

วันนี้ทั้งจวนมัวอยู่กับงานเลี้ยงหลังพิธีบรรพชน ไม่มีใครทันเห็นว่านางออกมาหรอก นางใช้ทางลับที่สำรวจและเจอได้จากวันก่อน ลัดเลาะเงียบสู่ถนนด้านนอก

ลมหอบกลิ่นขนมนึ่งมายังปลายจมูก ทำให้หัวใจที่นิ่งมานานกระเพื่อมขึ้นเล็กน้อย คล้ายได้หายใจคล่องอีกครั้งในโลกที่ไม่คุ้นเคย

ตลาดบนถนวนพลันคึกคัก ผู้คนขวักไขว่ เสียงเร่ขายสินค้าปะทะกันเป็นจังหวะ ชา เครื่องหอม ผ้าแพร เครื่องประดับ ละลานตาไปหมด นางก้าวช้า ๆ ทอดสายตามองรอบด้าน ใบหน้าหลังผ้าคลุมซ่อนรอยยิ้มบาง ๆ

อวี้เซียนหยุดหน้าร้านสมุนไพร กลิ่นรากแห้งและใบยาที่ตากแดดจนควันอุ่นอบอวลอยู่เต็มอากาศ

“แม่นาง สนใจยาชนิดใดหรือ?” พ่อค้าชราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

“ขอดูก่อน” เสียงนางเรียบ “ร้านท่านอยู่มานานเพียงใดแล้วหรือ?”

“นานจนข้าจำไม่ได้เสียแล้ว คนเจ็บมีอยู่ทุกยุค โรคภัยไม่เคยหมดไป ข้าจึงยังขายยาได้ทุกวันนั่นล่ะ”

มุมปากนางยกขึ้นจาง ๆอย่างเห็นด้วยเพราะยุคที่นางจากมาก็ยังมีร้ายสมุนไพรแม้จะอย่างอื่นจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายแล้ว

“ของที่ผู้คนต้องการไม่หมดสิ้น ผู้มองเห็นย่อมอยู่รอด...”

อวี้เซียนเอ่ยถามอีกเล้กน้อยก็เดินจากมา นางเดินต่อผ่านร้านชา กลิ่นใบชาที่กำลังอบลอยอ้อยอิ่ง ผสานกลิ่นกำยานอ่อนหวานในอากาศทำให้ดวงตานางสะท้อนความคิดบางอย่าง

...บางที หากต้องเริ่มต้นใหม่ การค้าขายคงเป็นหนทางที่จับต้องได้ที่สุดแล้ว

แต่ทันใดนั้นเสียงกลองที่ดังขึ้นก็ฉับพลันตัดจบความสงบในใจให้ขาดสะบั้น ธงสีแดงโบกสะบัด ลมแรงพัดผ่านแนวแผงค้าจนกระดาษปลิวว่อน

“หลีกทางให้ขบวนแม่ทัพไป๋อี้เหวินเดินทางออกไปจัดการโจรร้ายนอกเมือง!”

เสียงตะโกนดังก้อง ถนนทั้งสายโล่งในพริบตา ธงสีเลือดสะบัด ที่หัวขบวนมีม้าดำสนิทและบุรุษใบหน้าเคร่งขรึมสวมเกราะเหล็กแวววาวใต้แสงสุดท้ายของวัน ผู้คนล้วนก้มหน้าหลบระคนตื่นกลัวไม่กล้ามอง

...คนผู้นี้สมเป็นพระเอกในนิยายที่ขึ้นชื่อเรื่องพระเอกธงแดงที่ดีกับนางเอกนิยายคนเดียวเท่านั้นเสียจริง

“หลบเร็ว!”

พ่อค้าคนหนึ่งคว้าแขนนางที่ยืนมองค้างที่เดิมให้ออกมาจากวิถีทางม้าและขบวนทัพ

นางเพิ่งก้าวถอยไม่ไกลก็เหลือบมองเห็นเด็กเล็กที่ส่งเสียงร้องไห้ดังขึ้นอยู่บนแผนขายของ

“แง แม่จ๋า!”

ร่างเล็กที่พยายามคลานหาแม่กลิ้งล้มจากแผงสู่กลางถนน ที่กำลังมีม้าพุ่งเข้าหาอย่างไม่มีใครคาดคิด ในพริบตาที่ใครต่อใครแข็งทื่ออวี้เซียนขยับก่อนจะทันได้คิด ร่างบางพุ่งออกไปคว้าเด็กแล้วกลิ้งหลบข้างทาง ฝุ่นฟุ้งขึ้นพร้อมเสียงหยุดขบวนดังสะท้อนถ่ายทอดไปตาม ๆ กัน

ผ้าคลุมหน้าของอวี้เซียนหลุดออกเผยใบหน้าขาวผ่องเปื้อนฝุ่นดิน ดวงตาคมตกใจสะท้อนเงาระยิบ เป็นแม่เด็กที่วิ่งเข้ามาอุ้มลูกแนบอกแน่น น้ำเสียงสั่นด้วยความตื้นตัน

“ขอบคุณเจ้าค่ะ แม่นาง ถ้าไม่ได้ท่าน--”

ก่อนบทสนทนาจบอวี้เซียนที่กำลังลุกขึ้นปัดกายก็ถูกมือหยาบกระชากแขนนางจากด้านหลัง

“คุณหนูรอง หลินอวี้เซียน ท่านก่อเรื่องอันใดอีก!”

ทันทีที่นามถูกเอ่ยออกไปก็เหมือนคมมีดเฉือนความอุ่นในทันใด นางหันมองนายทหารหนุ่มที่จำหน้านางได้ด้วยดวงตาแสนจะเบื่อหน่าย บัดนี้ความสงบที่นางชอบหายไปแล้วเหลือเพียงเสียงซุบซิบจากฝูงชนลุกพรึบราวเพลิงไหม้ที่ลุกลาม

“ใช่ คุณหนูรองที่พยายามฆ่าน้องสาวตัวเอง!”

แม่เด็กที่เพิ่งขอบคุณไปไม่ทันจบประโยคก็รีบอุ้มลูกถอยหลัง ความหวาดในแววตานั้นเย็นเสียยิ่งกว่าฝนที่กำลังตั้งเค้ามา

ริมฝีปากนางขยับน้อย ๆ รอยยิ้มคล้ายเย้ยตนเอง หัวใจคนเปลี่ยนทิศเร็วยิ่งกว่าลมเสียอีก ต่อมาก็ได้ยินเสียงย่ำเท้าของม้ามาหยุดลงตรงหน้า ไป๋อี้เหวินที่อยู่บนหลังม้าส่งดวงตาคมดุดันมองลงมา

“อวี้เซียน สตรีเช่นเจ้าบรรพชนคงไม่แม้แต่ยอมรับ เจ้ายังกล้าออกมาก่อเรื่องที่กลางตลาดอีกหรือ!”

“ข้าน่ะหรือก่อเรื่อง ข้ามาเดินตลาดมิได้ทำสิ่งใดผิดเสียหน่อย พวกท่านต่างหากที่วางท่าทีใหญ่โตจนเกือบทำร้ายผู้บริสุทธิ์!”

อวี้เซียนเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่หลบสายตาก่อนจะส่งสายตามองไปทางตำแหน่งที่สองแม่ลูกอยู่ก็พบเข้ากับความว่างเปล่าเสียแล้ว พวกนางถอนออกไปห่างรวมกับชาวเมืองเรียบร้อย

“อย่าได้มาเปลี่ยนเรื่อง ตลาดนี้ไม่ต้องการสตรีชั่วร้ายเช่นเจ้า!”

มุมปากนางยกนิด ๆ กลั้วหัวเราะก่อนเอ่ยเสียงทีเล่นทีจริงไป “อ้อ ข้าว่าท่านแม่ทัพไป๋คงกลัวว่าผู้คนจะจำได้ว่าแม่ทัพผู้สูงศักดิ์เคยหมั้นกับหญิงที่ท่านเองตราว่าเลวสินะ”

“หุบปาก!”

เสียงคำรามสะเทือนอากาศโดยรอบและผลักชาวเมืองให้ถอยหลังห่างอีกหลายช่วงเท้า ทว่าอวี้เซียนที่อยู่ใกล้สุดกลับยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง

“ข้าเพียงพูดในสิ่งที่หลายคนน่าจะคิด แต่ไม่มีใครกล้าพูดเท่านั้น หากไม่ใช่ท่านแม่ทัพไป๋ก็ปล่อยผ่านเถอะ”

แววตาของเขาแข็งกร้าวขึ้นยิ่งกว่าเคย สายตาดุดันหันกลับไปก่อนสะบัดคำสั่ง ลากนางออกไปทิ้งนอกตลาด!

มือสวมเกราะของทหารผู้เดิมกระชากแขนอวี้เซียนก่อนจะนำผ้ากระสอบคลุมร่างไว้แน่น พลั่งพร้อมด้วยเสียงคนรอบข้างโห่ดังก้องทันใด

“ดีแล้ว เอานางออกไป!”

“หญิงใจทราม น่าขยะแขยง!”

“นางช่วยเด็กก็คงเพื่อต้องการเอาหน้า!”

“ใช่ คนชั่วอย่างไรก็ยังเป็นคนชั่วอยู่ดี!”

ฝนเริ่มโปรยลงหลังจากตั้งเค้าอยู่นานแล้ว เสียงหยดน้ำกระทบพื้นหินดังแผ่ว กลบเสียงคนด่าทอจนเหลือเพียงความเงียบแสนจะขมขื่น

ภายใต้ผ้ากระสอบ อวี้เซียนหลับตา สูดลมหายใจยาวปล่อยให้ความเย็นของฝนไหลผ่านแก้ม นางแค่นหัวเราะเบา ๆ

โลกนี้...ไม่ต่างจากโลกเดิมของนางเลย

ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นลูกสาวมาเฟียหรือสวมร่างเป็นนางร้ายในนิยายล้วนถูกคนตัดสินก่อนจะได้รู้จักตัวตนนางจริง ๆ เสียอีก

...

เสียงเกือกม้าของขบวนแม่ทัพค่อย ๆ ละลายหายไปกับสายลม ทิ้งเพียงฝุ่นขาวที่คลุ้งเหนือประตูเมืองหลวงและสตรีนางหนึ่งผู้ถูกโยนทิ้งไว้เพียงลำพัง

หลินอวี้เซียนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ลงกับพื้นถูกหินกรวดบาดผิวจนเลือดซึม แต่เพียงยกมือเช็ดฝุ่นออกจากแก้มอย่างเงียบงันเท่านั้น ไม่เอื้อนร้องขอคำใด

สายตาเย็นเฉียบเงยมองขบวนนำด้วยธงแดงที่กำลังเคลื่อนห่างออกไปทีละน้อย  เงาของไป๋อี้เหวินชัดเจนบนหลังม้า เขาไม่ได้หันกลับมาเลยแม้แต่น้อย

นางหัวเราะเบา ๆ  เสียงแผ่วแต่ขมจนแทบกลืนไม่ลง

“บุรุษผู้มากด้วยอำนาจกลับใช้กลั่นแกล้งสตรีนางหนึ่ง ช่างน่ายกย่องยิ่งนัก”

บัดนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้ว อวี้เซียนสูดลมหายใจลึก ลุกขึ้นและก้าวเดินช้า ๆ บนถนนเปียกชื้น เส้นทางกลับจวนหลินนั้นยาวไหลและเงียบสงัด เงียบจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าตัวเองกระทบแอ่งน้ำ...

ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เส้นผมเปียกแนบแผ่นหลังแต่ดวงตานางยังคงมุ่งมั่นและเย็นเฉียบ ฝีเท้าจะยังคงก้าวถัดไปหากไม่เพราะมีเสียงแหบหยาบโลนของชายกลุ่มหนึ่งดังขึ้นจากตรอกด้านข้างที่นางเดินผ่านมา

“โอ้...แม่นางคนงาม เดินคนเดียวกลางฝนเช่นนี้ ไม่กลัวหรือ?”

“ให้พวกข้าพาไปส่งดีไหม...จะได้ไม่เหนื่อยไปมากกว่านี้”

อวี้เซียนไม่หยุดเท้าเลย นางพลิกข้อมือกำหมัดเตรียมไว้ใต้แขนเสื้อ สายตานิ่งสนิทไม่มีแววหวาดกลัวยามเห็นกลุ่มคนพวกนั้นตามมาจึงเอ่ยตอบไป

“ไม่ต้อง ข้ากลับเองได้”

“อ้าว พูดเสียงแข็งเชียวนะ พวกข้าหวังดีแบบนี้น่าจะพูดให้อ่อนหวานลงหน่อยสิ” ชายคนหนึ่งหัวเราะพลางก้าวเข้ามาใกล้

เสียงฝีเท้าอีกสองคนตามมาเป็นจังหวะล้อมไว้ทั้งสามด้านแล้ว

อวี้เซียนหยุดเดินนางยกคางขึ้นเล็กน้อย สายตาเยือกเย็นตะโกนกร้าว “ถ้าอยากรอด ก็จงถอยไปซะ”

พวกนั้นหัวเราะลั่น “นังนี่คิดจะขู่ข้ารึ!”

ยังไม่ทันพูดจบ ร่างบอบบางก็ขยับเท้าเหยียบดันพื้นพุ่งเข้าหาชายตรงหน้าที่ขวางทางตนไว้ มือหมุนพลิกคว้าข้อมือเขาไว้แล้วดึงกระชากเข้าจากนั้นใช้ศอกกระแทกเข้าชายโครงตรงจุดที่รวมเส้นประสาท ร่างนี้บอบบางและอ่อนแอกว่าร่างเก่ามากหากเน้นออกท่าที่ใช้แรงมีแต่จะแพ้ต้องอาศัยจังหวะเผลอนี่ล่ะ

เสียงกระดูกดังแกร็กดังขึ้นชายที่ถูกโจมตีร้องจ๊ากจนสหายอีกสองคนเซถอยหลังอย่างตกใจ

“นังนี่อยากลองดีนี่หว่า!”

อีกคนสบถเมื่อกลับไปตั้งตัวได้ก่อนจะพยักหน้าให้สหายอีกคนให้พุ่งเข้ามาพร้อมกัน อีกคนมีมีดสั้นในมือด้วย

อวี้เซียนหลบเฉียง ฉวยแขนเขาไว้แล้วใช้แรงเหวี่ยงกลับ แต่จำนวนคนมากกว่ากำลังและความว่องไวของร่างนี้ที่มีกล้ามเนื้อน้อยนิด ชายอีกคนเข้าประชิดจากด้านหลังใช้มือกระชากผมนางจนหลังลากนางล้มลงบนพื้นโคลนทันเ

แรงกระแทกทำให้แผ่นกลังเจ็บแปลบ แต่แววตานางยังไม่มอดดับ มือที่ถูกจับไว้โดยอีกคนสะบัดหลุดใช้เท้าเตะท้องคนด้านหน้าอย่างแม่นยำ เสียงร้องโหยดังขึ้นคราแล้วคราเล่า

“ช่วยกันจับนางไว้!”

อีกคนกลับมาร่วมวงแล้ว สามต่อหนึ่ง ต่อให้สู้เก่งแค่ไหนก็ยากจะรอดด้วยร่างกายบอบบางและอ่อนแรงนี้ แขนขวาถูกจับตรึงไว้กับพื้น อีกคนทำท่าจะมาคร่อมนางแต่อวี้เซียนนั้นใช้เท้าเขี่ยดินโคลนขึ้นจนมันสาดกระเซ้นใส่หน้าเข้าตาไป ก่อนจะเตะเข้าที่กลางผ่าหมากของของชายคนหนึ่งจนทรุด เสียงสบถดังระงม

ทว่าในความชุลมุนนั้นเองก็มีเสียงเกือกม้าดังแผ่ว ๆ ใกล้เข้ามาจากถนนใหญ่

อวี้เซียนหอบหายใจแรง หัวใจเต้นแรงในอก  โอกาสเดียวของนาง!

อวี้เซียนใช้โอกาสที่ทุกคนนิ่งคิดรีบพุ่งตัวออกจากวงล้อม ฝ่าพื้นโคลนไปยังกลางถนน

“หยุดนะ! จับนางไว้!”

ร่างเปียกปอนปะทะแสงคบไฟส่องจับร่างที่เต็มไปด้วยโคลนและน้ำให้เห็นชัดในยามฝนพรำ ๆ ในที่สุดม้าก็ม้าหยุดลงตรงหน้า สายตาแข็งกร้าวแต่แฝงประกายของคนไม่ยอมแพ้

และในวินาทีนั้นเองที่สายตาทั้งคู่ก็สบกัน

...หนึ่งคนแสงแห่งความหวังพาดผ่าน

...ส่วนอีกหนึ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นรังสีแห่งความเกลียดชังฉาบทับ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • มาเฟียสาวทะลุมิติเป็นนางร้ายในนิยายจบแล้ว   บทพิเศษ 3

    บทพิเศษ 3สายลมหนาวพัดแทรกกลิ่นดินเข้าสู่โพรงจมูก หลินเจิ้งหลิงขยับปกเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น พลางก้าวผ่านตลาดชายแดนที่อึกทึกด้วยเสียงเรียกลูกค้าและเสียงตีเหล็กจากช่างตีดาบ กลิ่นขนมอบและควันไม้ลอยคลุ้ง เขาเดินช้า ๆ เหมือนคนไม่รู้จุดหมาย“ใต้เท้าหลิน ช่วงนี้ดูซูบไปมากนะขอรับ” สหายข้างกายเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจเจิ้งหลิงยกมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มแผ่วจนแทบมองไม่เห็น “อาหารที่นี่มันยังไม่คุ้นปาก...ข้ากำลังปรับตัวน่ะ” เสียงของเขาแห้งไร้อารมณ์เหมือนคนพูดกับลมขณะสายตาเหม่อลอยผ่านผู้คน กลับสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งในหมู่ฝูงชน หญิงสาวในชุดผ้าสีอ่อนกำลังเลือกผลไม้ ท่วงท่าเรียบง่ายนั้นกลับแทงเข้ามาในหัวใจ การเอียงหน้าฟังพ่อค้าด้วยแววตาจริงจัง รอยยิ้มที่เหมือนแสงแดดยามสาย... คล้ายเหลือเกินกับใครบางคนที่เขาเฝ้าคะนึงถึงทุกค่ำคืน“อวี้เซียน...” เสียงนั้นหลุดจากปากโดยไม่รู้ตัวขาเขาเริ่มขยับก่อนสมองจะสั่ง วิ่งฝ่าเสียงผู้คนที่บ่นด่าตามหลังไป มือเหยียดออกตรงหน้า ราวกับระยะเพียงแค่คืบจะกลายเป็นคำขอโทษที่รอมานาน แต่เมื่อหญิงสาวหันกลับมา ใบหน้านั้นไม่ใช่เพียงวินาทีนั้น อากาศรอบตัวเหมือนหยุดไหล เขาถอนมือช้า ๆ ปลา

  • มาเฟียสาวทะลุมิติเป็นนางร้ายในนิยายจบแล้ว   บทพิเศษ 2 nc

    บทพิเศษ 2 ncมือเล็กที่วางอยู่บนอกเขาเริ่มขยับเบา ๆ นิ้วเรียวลากไล้วนอย่างอ้อยอิ่ง ราวกับกำลังวาดลวดลายลงบนเนื้อผ้าสีเข้มที่ขวางกั้นความร้อนใต้ผิวกายเจี้ยนหงสะดุ้งทุกคราทุกจุดที่นางแตะผ่าน...อวี้เซียนเลิกคิ้วมองเขา ขณะมือข้างหนึ่งเลื่อนไปที่สายคาดเอวของเขา ช้า ๆ และคลายมันออกเจี้ยนหงปรายตามองการกระทำนั้น ไม่เอ่ยห้ามหรือขยับตัวหลบ ใบหน้าเขานิ่งแต่ดวงตาแฝงเงาร้อน ลึกล้ำและหนักกว่าเสียงหอบหายใจยามนี้เสียอีก“เจ้ามีอารมณ์เร็วเกินไปนะข้ายังไม่ทันทำอันใดเลย”นางกระซิบหลังปลดสายคาดเอวของเขาออกหมด เขาตอบสนองนางเพียงยกมือขึ้น ลูบเบา ๆ ตรงบั้นเอวนาง ไล้นิ้วไปมาอย่างซุกซนจนเจ้าของร่างขนลุกวาบอวี้เซียนหยุดมือกดนิ้วลงเบา ๆ บนอกเขา “อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวนี้ ข้าบอกแล้วนี่ว่าข้าง้อเจ้าเอง...”เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ยอมว่านอนสอนง่าย นอนนิ่งตามคำขอ ปล่อยให้นางควบคุมทุกจังหวะอวี้เซียนโน้มตัวลง ริมฝีปากแตะข้างแก้มเขาเบา ๆ แล้วเลื่อนช้า ๆ มาหยุดที่ปลายคาง ก่อนถอนหายใจแผ่ว “เราห่างเรื่องพวกนี้กันนานแค่ไหนแล้วนะ…”เขาไม่ได้ตอบอะไรแต่กลืนน้ำลายอย่างเงียบเชียบยามนึกถึงคืนคราสุดท้ายก็ตอนที่เขาถูกพิษกำหนัดเข้าค

  • มาเฟียสาวทะลุมิติเป็นนางร้ายในนิยายจบแล้ว   บทพิเศษ 1

    บทพิเศษ 1แสงยามบ่ายอ่อนรินจากฟ้าเหนือเมืองเล็ก กลิ่นชาและเสียงคนหัวเราะจากโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งกำจายอยู่ในอากาศ อวี้เซียนในชุดบุรุษสีน้ำเงินเข้ม คาดผ้าสีครามที่หน้าผาก ผมมัดรวบสูงอย่างเรียบง่าย ดวงหน้าละอ่อนนั้นดูสะอาดสะอ้านจนเถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังเหลียวมองสองครั้งนางวางห่อสัมภาระลงบนโต๊ะไม้ข้างประตู เจี้ยนหงเดินไปต่อรองราคากับเถ้าแก่ด้านหน้า ส่วนตนก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบาย“คุณชายเดินทางมาคนเดียวหรือ?”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากโต๊ะข้าง ๆ ชายหนุ่มในชุดดำพกกระบี่พาดบ่า รอยยิ้มของเขาดูเจนประสงการณ์แต่ก็ไม่ถึงกับหยาบคาย “หน้าตาอย่างท่าน...จะว่าเป็นบัณฑิตก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นมือสังหารก็ยังดูอ่อนโยนไป จะบอกว่าเป็นชาวยุทธภพก็ดูมือใหม่นัก”อวี้เซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมสะท้อนแสงแดดลอดหน้าต่าง “ข้าเป็นชาวยุทธนั่นล่ะ ข้าเพิ่งรู้นะว่าชาวยุทธมีใหม่มีเก่าด้วย”“ก็ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่เจ้าดูสะอาดสะอ้านเกินไปก็เท่านั้น” เขาหัวเราะเบาๆ แล้วรินชาใส่ถ้วยอีกใบเลื่อนไปให้นางอย่างเป็นมิตร “เดินทางเดียวดายมิควรยิ่ง มิสู้ร่วมทางกับข้า--”นางรับถ้วยมารีบตัดบททันใด “แน่นอนว่าข้ามีสหายร่วมทาง”คำตอบยังไม่ทันจบดี เสียงก้

  • มาเฟียสาวทะลุมิติเป็นนางร้ายในนิยายจบแล้ว   บทส่งท้าย

    บทส่งท้ายโรงเตี๊ยมกลางเมืองยังพลุกพล่านเช่นทุกวัน กลิ่นเหล้าและควันกำยานหอมคลุ้งเหนือศีรษะ เสียงถ้วยกระทบโต๊ะสลับเสียงหัวเราะ แต่ท่ามกลางความครึกครื้นนั้น มีบทสนทนาหนึ่งที่ค่อย ๆ ดึงความสนใจของผู้คนรอบข้างให้เงียบลงฟัง“ได้ยินหรือยัง...เรื่องคุณหนูรองตระกูลหลินนั่นน่ะ”ชายวัยกลางคนในชุดพ่อค้าเอนตัวกระซิบกับสหาย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคันปากอยากคุย“ใครจะไม่รู้เล่า” อีกคนตอบ พลางเทเหล้าลงจอก เสียงเหลวใสไหลกระทบขอบถ้วยเบา ๆ “นางที่แทงอกตายกลางงานวันเกิดไทเฮาใช่ไหม ข้าอยู่ในเมืองหลวงมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อน”หญิงสาวโต๊ะข้าง ๆ หันมาปรายตาพูดอย่างอคติ “ถึงอย่างไรก็เป็นการลบหลู่เบื้องสูง วันสำคัญของไทเฮาแท้ ๆ ใครทำแบบนั้น...สมควรแล้วที่จะตายไป”ชายหนุ่มในชุดคุณชายอีกโต๊ะหนึ่งหัวเราะแผ่วก่อนเอ่ยค้าน“แต่ก็มีคนพูดนะว่านางทำไปทั้งหมดเพียงอยากพิสูจน์ความจริง ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า...บางทีสิ่งที่นางทำอาจน่ายกย่องเทียบเท่าทหารไปออกศึกก็ได้”โต๊ะรอบ ๆ เงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนเสียงกระซิบเริ่มไหลวนอีกครั้ง“ว่าแต่คุณชายรองตระกูลไป๋...เขาถูกปลดจากสำนักตรวจการจริงหรือ?”“ปลดอะไร ข้าได้

  • มาเฟียสาวทะลุมิติเป็นนางร้ายในนิยายจบแล้ว   บทที่ 24 ขอใช้ชีวิตพิสูจน์ความจริง

    บทที่ 24 ขอใช้ชีวิตพิสูจน์ความจริง อากาศในลานหนักอึ้งทันใด ฮ่องเต้ที่เงียบและไร้ความสนใจมาตลอดงานกลับมานั่งตัวตรง สายพระเนตรของพระองค์เป็นเงามืดที่เคลื่อนช้าราวคลื่นน้ำลึก น้ำชาบนโต๊ะสั่นระริก จากเรื่องราวของความอยุติธรรมของนกตัวหนึ่งไฉนกลายเป็นการเปิดเผยเรื่องราวของสำนักตรวจการในตำนานไปอย่างไม่มีใครคาดคิดเสียได้ นางเปิดเผยความจริงว่าบัดนี้ฮ่องเต้แคว้นกำลังฟื้นคืนสำนักตรวจการในอำนาจมาเพื่อควบคุมเหล่าขุนนาง นั่นเท่ากับว่าอวี้เซียนปิดทางมีชีวิตของตนเองแล้วเช่นกัน อวี้เซียนก้มศีรษะช้า ๆ ดวงตาเงียบสงบราวกับว่านางไม่ได้กำลังลบหลู่ผู้มีอำนาจมากที่สุดในแคว้นอยู่ “และแล้วนกน้อยตัวนั้นก็ตายลงท่ามกลางความอยุติธรรม... นี่คือเรื่องของนกน้อยตัวหนึ่งเพคะไทเฮา” คำพูดจบนานแล้วแต่หลายคนเหมือนยังอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นไม่ออกมา เรื่องราวของนกตัวนั้นเข้าไปแตะหัวใจของนางอย่างตั้งใจ เพราะชีวิตนางกำนัลต่ำต้อนก็ถูกอำนาจกดข่มเช่นกันเพียงแต่นางมีจุดจบคือผู้ชนะเท่านั้น ลานพิธีที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงสรวลกลับเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจสะท้อนกลับจากผนังหินเย็น ไทเฮาเอนพระวรกายไปข้างหน้า พระเนตรคม

  • มาเฟียสาวทะลุมิติเป็นนางร้ายในนิยายจบแล้ว   บทที่ 23 เรื่องราวของนกตัวหนึ่ง

    บทที่ 23เรื่องราวของนกตัวหนึ่งเสียงฆ้องประกาศเริ่มพิธีดังก้องกังวานทั่วลาน พระราชวังใหญ่แต่งแต้มด้วยแพรผ้าและโคมแดงอ่อนแสดงความเป็นสิริมงคลอวี้เซียนเดินเคียงไป๋เจี้ยนหง ก้าวเท้าอย่างสงบ พื้นหินเย็นเฉียบสะท้อนเสียงส้นรองเท้ากระทบดังแผ่วในโถงกว้าง นางไม่พูด ไม่แสดงสีหน้า อารมณ์ในใจนิ่งเรียบเหมือนผืนน้ำที่ไม่อาจมองเห็นความลึกขณะผ่านคนคุ้นเคยจากตระกูลหลินเสียงคุ้นหูดังขึ้น “เจ้ากล้าทักทายข้าได้คงไม่สำนึกเรื่องที่เจ้าทำลายอนาคตของน้องสาวเจ้าสินะ”อวี้เซียนหันไปพบสายตาแข็งกร้าวของหลินเจิ้งหาว ดวงหน้าเงยขึ้นเล็กน้อย “บิดาก็เช่นกัน ยังรักษาหน้าได้ดีไม่น้อย ตอนข้าท่านก็ตัดได้อย่างง่ายดาย พอเป็นน้องสี่ก็ถูกท่านจับแต่งไปเป็นนางบำเรอเพื่อความก้าวหน้าท่านอีก ช่างใจกล้าไม่เปลี่ยน...”อีกฝ่ายชักสีหน้าทันใด “เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ!?”เจี้ยนหงที่ยืนข้าง ๆ ขยับเล็กน้อย แต่ไม่พูดเพราะถูกอวี้เซียนรั้งไว้ ก่อนนางจากไปก็ไม่ลืมอวยพร“ขอให้ตระกูลหลินรุ่งเรืองดังปณิธานท่านก็แล้วกันเจ้าค่ะ”นางเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับ รอยยิ้มจางไปกับเสียงฝีเท้าในลาน บิดาที่เคยยืนตระหง่านในสายตาเด็กหญิง...บัดนี้เหลือเพียงเศษเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status