Mag-log inเพื่อขัดขวางหลานชายคนเดียวไม่ให้แต่งงานกับสตรีจากสกุลที่ฉ้อฉล อันจะนำภัยมาสู่สกุลหลี่ในอนาคตได้ จึงให้เขาแต่งงานปลอม ๆ กับสาวใช้ที่นางเลี้ยงดูมาประดุจเช่นหลานสาวคนหนึ่ง แม้คุณชายหลี่หลานชายเพียงคนเดียวแสนจะชิงชังรังเกียจสาวใช้นางนี้มาก เพราะความอคติที่คิดว่านางต้องการยกฐานะตนเอง จึงคอยประจบท่านย่า แต่ก็จำต้องยอมแต่งงานเพียงในนามกับนาง แต่ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นอยู่ ๆ ไปเขาก็เริ่มตามติดนาง เอาแต่คอยตามโดยอ้้างว่าต้องคอยจับผิดนางไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง แต่ก็ปากแข็งว่าไม่ได้รักไม่ได้ชอบนาง แต่แล้ววันหนึ่งท่านย่ากลับบอกว่าถึงเวลาต้องหย่ากันแล้ว เขาจะทำเช่นไรต่อไป…...
view moreในเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าหลิง ตระกูลหลี่เป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์และคุณธรรม หลี่เหวินหยาง หลานชายคนเดียวของท่านย่าหลี่ซื่อเหนียง ทายาทรุ่นปัจจุบัน เป็นชายหนุ่มรูปงาม ฉลาดหลักแหลม แต่กลับมีใจให้กับหญิงสาวจากตระกูลซ่ง ซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในทางลบเรื่องคดโกงและเล่ห์เหลี่ยม
เขากับนางนั้นได้พบกันที่งานเลี้ยงงานหนึ่งและก็แอบติดต่อคบหากันเรื่อยมาจนตกลงคบหาเป็นคนรัก ฝ่ายหญิงนามว่าซ่งม่านอี้นั้นพยายามอย่างมาก ที่จะเปิดเผยให้ผู้อื่นได้รับรู้อยู่ตลอดว่านางกำลังคบหากับคุณชายหลี่เหวินหยาง ขุนนางหนุ่มอนาคตไกลแห่งกรมการคลัง แม้ฝ่ายชายจะไม่ค่อยอยากจะเปิดเผยนักเพราะเกรงว่าท่านย่าของตนเองจะรู้เข้า
เขาอยากจะให้คนรักได้มีโอกาสไปพบปะท่านย่าและก็เอาอกเอาใจท่าน ไปมาหาสู่ให้ท่านย่าได้เอ็นดูนางก่อน ด้วยเขาทราบว่าท่านย่านั้นไม่ค่อยชอบสกุลซ่งนัก และแน่นอนว่าย่อมจะรวมถึงม่านอี้บุตรีคนรองของสกุลซ่งด้วยเช่นกัน อีกทั้งนางนั้นเป็นเพียงบุตรีของฮูหยินรอง นั่นยิ่งไม่เหมาะสมกับตำแหน่งของฮูหยินน้อยหลี่อยู่แล้ว
แต่เขารักนาง เพราะนางนั้นงดงามและเย้ายวนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะไปงานเลี้ยงที่ใดนางก็มักจะเป็นเป้าสายตาของบุรุษหลากหลายอยู่เสมอ แต่นางเลือกที่จะคบหากับเหวินหยางเพราะเขานั้นทั้งมีอนาคตไกล แน่นอนว่าเป็นทายาทผู้สืบสกุลเพียงหนึ่งเดียวของสกุลหลี่ที่ก็ได้ชื่อว่าร่ำรวยไม่น้อย
แถมยังหล่อเหลาเป็นอย่างมาก เป็นบุรุษหนุ่มที่บรรดาคุณหนูในจวนต่าง ๆ แทบจะครึ่งค่อนเมืองล้วนหมายตาเขา และม่านอี้นั้นภาคภูมิใจมากที่ได้เขามาเป็นคนรัก และนางแน่ใจว่าตำแหน่งฮูหยินสกุลหลี่นั้นอยู่อีกไม่ไกลแล้ว
ท่านย่าหลี่ซื่อเหนียงผู้รักและห่วงใยหลานชายยิ่งนัก ไม่อาจปล่อยให้หลานชายตกอยู่ในวังวนของความรักที่อาจนำภัยมาสู่ตระกูลในภายภาคหน้าได้ จึงตัดสินใจที่จะบังคับให้หลานชายแต่งงานกับ " ไป๋ฮวา " เด็กสาวในอุปการะที่เติบโตมาในบ้านหลี่
แม้ไป๋ฮวาจะเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้ชื่อเสียง เป็นเพียงแค่หลานสาวของบ่าวเก่าแก่ที่รับใช้สกุลหลี่มายาวนาน แต่เธอกลับมีจิตใจงดงามและซื่อสัตย์ คอยปรนนิบัติรับใช้ท่านย่ามาตั้งแต่เด็กจนบัดนี้ก็เลยวัยปักปิ่นมาได้สองปีแล้ว และแน่นอนว่าไป๋ฮวานั้นเป็นเด็กที่อ่อมน้อมถ่อมตนและเชื่อฟังผู้ใหญ่ ท่านย่าสั่งให้นางทำอะไรย่อมจะไม่ขัดข้อง
ส่วนคุณชายหลี่เหวินหยางแน่นอนว่าไม่มีทางจะยอมรับได้ เพราะเขามีคนรักอยู่แล้ว จากที่เคยเฉย ๆ ไม่ได้คิดสิ่งใดที่เคยเห็นไป๋ฮวามาตั้งแต่ยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก วิ่งเข้าวิ่งออกเรือนของท่านย่า เพราะนางเป็นหลานสาวของสาวใช้คนสนิทของท่านย่าที่บัดนี้สิ้นชีวิตไปแล้ว
และเขาเองก็เห็นว่าท่านย่าเอื้อเอ็นดูนางประดุจหลานสาวเพราะสงสารที่นางเป็นกำพร้า และหน้าตาของนางก็น่ารัก ยามเป็นเด็กน้อยนางมีดวงตากลมโตและมักจะจ้องมองเขาด้วยดวงตาแป๋วแหว๋ว แต่เขาก็ไม่คิดสิ่งใดในตอนนั้น
แม้ท่านย่าจะรักใคร่นางประดุจหลานรัก เพราะท่านย่าไม่มีหลานสาว มีเพียงหลานชายเช่นเขาที่ไม่ช่างออดอ้อนท่านย่าเหมือนเช่นนาง แต่เมื่อท่านย่าคิดจะมาบังคับให้เขาแต่งงานกับนาง ทำให้ขุนนางหนุ่มเริ่มจะมองสตรีนางนี้เสียใหม่ เด็กกำพร้าที่เขาเห็นวิ่งเล่นไปมาอยู่ภายในจวนหลี่มาตั้งแต่เด็ก
มาบัดนี้นางทำมารยาให้ท่านย่าหลงรักอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนถึงกับขนาดคิดจะยกย่องให้มาเป็นสะใภ้ของสกุลหลี่ ทั้ง ๆ ที่เขามิได้คิดกับนางฉันท์ชู้สาวเลย ยังคงเห็นนางเป็นเพียงเด็กในบ้านเท่านั้น หญิงผู้นี้นั้นไม่ธรรมดาเลย คิดจะขยับฐานะตนเองจากที่เป็นเพียงเด็กในบ้าน ฐานะก็เทียบเท่ากับสาวใช้นางหนึ่งเท่านั้น
แต่ดีที่ว่าท่านย่าเอื้อเอ็นดูนาง นำนางมาเลี้ยงดูดังเช่นลูกหลาน และก็ให้แต่งเนื้อแต่งตัวดังเช่นนายคนหนึ่งของจวน แต่ใคร ๆ ในจวนแห่งนี้ก็ทราบว่านางเป็นแค่เพียงลูกบ่าวคนหนึ่งเท่านั้น มีอภิสิทธิ์มากกว่าบ่าวในจวนมากหน่อย แต่หากผู้ใดไม่ทราบเรื่องราวมาก่อนก็จะเข้าใจได้ว่าท่านย่ารับนางเป็นหลานสาวบุญธรรมและให้ใช้ชีวิตในจวนสกุลหลี่ดังเช่นนายคนหนึ่งภายในจวน
และสิ่งที่เขากำลังหวาดระแวงก็เกิดขึ้น เสียงระฆังยามเช้าดังแว่วไปทั่วคฤหาสน์หลี่ เหวินหยางเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยสีหน้าหม่นหมอง เพราะว่าท่านย่าให้บ่าวมาตามเขาไปพบที่เรือน และเขาแน่ใจว่าสิ่งที่ท่านย่าต้องการพูดกับเขานั้นคือเรื่องใด เมื่อย่างก้าวเข้าไปภายในเรือนแล้ว ก็พบว่าท่านย่าหลี่ซื่อเหนียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างาม สายตาแน่วแน่มองมาที่เขา
" เหวินหยาง เจ้าโตพอจะเข้าใจแล้วว่าตระกูลหลี่ของเราต้องรักษาชื่อเสียงไว้ให้มั่นคง มันเป็นหน้าที่ของเราต่อบรรพชน ที่จะไม่ทำให้สกุลหลี่ต้องมัวหมองและเกิดเรื่องที่ไม่ควรขึ้นภายในอนาคต " ท่านย่ากล่าวเสียงหนักแน่นต่อไปอีกว่า
" ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าคบหากับหญิงจากตระกูลซ่งได้ " ใบหน้าหล่อคมคายของเหวินหยางพลันเปลี่ยนสีไปทันที
"แต่ท่านย่า ข้ารักนาง..."
เหวินหยางเอ่ยเสียงแผ่ว แม้จะเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ยินดีกับสิ่งที่ท่านย่ากำลังบังคับจิตใจของเขา เขารักม่านอี้มาก และนางเองก็รักเขามาก เหตุใดจะต้องมาพรากพวกเขาออกจากกันเช่นนี้
"ความรักมิใช่ทุกสิ่งในชีวิต และเจ้าเป็นผู้สืบทอดสกุลหลี่ต่อไปในภายภาคหน้า มิอาจจะทำสิ่งใดตามใจได้ทุกอย่าง เรื่องนี้เจ้าควรจะทราบดี ไม่ต้องให้ย่ามาย้ำเตือนเจ้าอีกครั้ง " ท่านย่าจึงตัดบททันที
" ย่าตัดสินใจแล้ว เจ้าต้องแต่งงานกับไป๋ฮวา เด็กในอุปการะของเรา ให้นางเป็นฮูหยินเอกของเจ้า จะได้ไม่มีสตรีใดมาหมายตาตำแหน่งสะใภ้สกุุลหลี่ได้อีก "
เหวินหยางเงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าของท่านย่าด้วยสายตาผิดหวังล้ำลึก แล้วโต้แย้งออกมาทันทีในสิ่งที่เขาคิดอยู่ภายในใจ
“ท่านย่าจะให้ข้าแต่งงานกับเด็กรับใช้ในบ้าน ชาติกำเนิดต่ำต้อยยิ่งกว่าม่านอี้เสียอีก ม่านอี้จะดีร้ายเช่นไร นางคือบุตรีของขุนนางขั้นหนึ่ง แม้นางจะเป็นเพียงบุตรสาวคนรอง จากฮูหยินรอง แต่ชาติกำเนิดแน่นอนว่าย่อมจะดีกว่าไป๋ฮวาเด็กรับใช้ในจวนของเรา มิใช่หรือขอรับท่านย่า”
เหวินหยางอดไม่ได้ที่จะโต้แย้งท่านย่า ทั้ง ๆ ที่ปกติเขามิค่อยกระทำเช่นนี้ เขารักท่านย่ามาก และไม่เคยต้องมีเรื่องโต้เถียงกันเช่นนี้มาก่อน ท่านย่าให้ทำสิ่งใด เขามักจะทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้งเพราะทุกสิ่งที่ท่านย่าให้ทำก็คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว
แต่บัดนี้เขาทนไม่ได้ เพราะเขารักม่านอี้มาก และเหตุผลที่ให้สาวใช้ในบ้านนั่นมาแต่งงานกับเขา ก็เพราะท่านย่าหลงรักนาง สตรีนางนั้นแพศยานัก มาทำตัวออดอ้อนท่านย่า ทำเป็นอ่อนหวานแสนดีต่อหน้าท่านย่า จนกระทั่งท่านย่าเอื้อเอ็นดูนางจนต้องการยกฐานะนางมาเป็นหลานสะใภ้ เขาจึงเริ่มทนไม่ได้ เป็นกาก็อยู่ส่วนกาสิ คิดจะมาอยู่ร่วมกับฝูงหงส์ได้เช่นไร
สตรีนางนั้นวันนี้แต่งกายเสียงดงาม ลอกคราบจากลูกเป็ดขี้เหร่กลายเป็นนางหงส์ผู้งดงามและหรูหรา จนแม้แต่สตรีเช่นนางยังอดที่จะมองอย่างตะลึงไม่ได้ แล้วบุรุษเล่าจะไม่หวั่นไหวบ้างเลยหรือ มิน่าถึงได้มีชายมากหน้าเข้าไปรุมล้อมสนทนากับนาง ดังเช่นดาวล้อมเดือนก็มิปาน แล้วนี่พี่เหวินหยางเป็นอะไร จู่ ๆ ก็วางจอกสุราเสีียงดัง หรือว่าเขาจะเกิดไม่พอใจขึ้นมาไหนเขาบอกว่ารังเกียจไป๋ฮวายิ่งกว่าอะไร ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับนางเลยสักนิด แต่ต้องจำใจทำก็เพราะท่านย่าบังคับไม่ใช่หรือแล้วนี่อะไรกัน พอมาถึงยังไม่ทันได้กินอะไรกี่มากน้อย ก็เอาแต่จับจ้องมองไปที่สตรีนางนั้นอยู่ได้ เหมือนสนใจนางเสียมากมาย เมื่ออดรนทนต่อไปไม่ไหว ม่านอี้จึงได้เอ่ยขึ้น“ ท่านพี่หึงนางหรือเจ้าคะ อย่างไร นางก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของท่าน แม้จะเป็นเพียงในนาม แต่เอ….บุรุษมากมายที่กำลังรุมล้อมนางคงไม่ทราบกระมังเจ้าคะ ว่านางนั้นแต่งงานเสียแล้ว หรือท่านพี่จะไปป่าวประกาศความเป็นสามีให้ผู้อื่นได้รับทราบกันให้ทั่วเล่าเจ้าค่ะ จะได้ไม่มีบุรุษใดกล้ามารุมล้อมนางเช่นนี้อีก " ม่านอี้กล่าวประชดประชันคนรักที่นางเริ่มจะเห็นว่าเขานั้นเอ
“ท่านพี่เทียนซานเจ้าคะ ท่านพี่ ท่านพี่รอง ยังอยู่หรือไม่!!”น้องสาวของเขาต้องตะโกนเข้ามาในหูของเขาจนเขาได้สติ น้องสาวของเขาที่ก้าวลงจากรถม้าตามหลังมาเรียกเขาอยู่หลายครั้งแล้ว แต่เขากลับไม่ได้ยิน“เจ้าจะตะโกนเข้ามาในหูของข้าทำไมกันเล่า เรียกเบา ๆ ข้าก็ได้ยิน”เขาหันไปเอ็ดน้องสาวของเขา แล้วหันมาเหลือบมองสาวเจ้าด้วยใบหน้าเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด“ได้ยินที่ไหนกันเล่า ข้าเรียกท่านตั้งนาน ท่านก็ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียวอยู่ได้ เป็นอย่างไรเล่าตะลึงมองสหายของข้า ตาเยิ้มเสียขนาดนี้ ยอมรับมาเสียดี ๆ ว่าตกหลุมรักนางเข้าให้แล้ว”น้องสาวของเขาหยอกเย้าแล้วหัวเราะเสียงดังที่เห็นพี่ชายตะลึงมองสหายของนาง รองแม่ทัพจ้าวเทียนซานยิ้มให้ทั้งสองอย่างเก้อเขิน เขาเสยกมือขึ้นเกาศีรษะแล้วก็หัวเราะน้อย ๆ แล้วจึงได้ชักชวนทั้งสองขึ้นรถม้าเพื่อไปงานกันได้แล้วไป๋ฮวาก้าวขึ้นรถม้า ตามหลังคุณหนูจ้าวโดยมีรองแม่ทัพหนุ่มช่วยพยุงนางขึ้นรถม้าอย่างทะนุถนอม นางยิ้มเอียงอายให้เขาและเอ่ยขอบคุณเบา ๆ ส่วนรองแม่ทัพหนุ่มนั้นยิ้มหน้าบานที่ได้ขึ้นรถม้ากับสาวที่เขาพึงใจเมื่อขึ้นไปในรถม้า ต่างก็สนทนากันอย่างถูกคอ รองแม่ทัพจ้าวจ้องมอง
ยามซื่อในสองวันต่อมา (เก้าโมง) หลี่เหวินหยางขุนนางหนุ่ม เขาออกมายืนอยู่ที่หน้าเรือนใหญ่เพื่อรอให้บ่าวจัดการรถม้าให้แล้วเสร็จ เพราะเขากำลังจะออกไปราชการที่กรมการคลังเพราะวันนี้มีประชุมขุนนางที่นั่น แต่ก็เห็นร่างของไป๋ฮวาที่กำลังเดินออกมาจากเรือนของนางเสียก่อน เขาเฝ้ามองนางว่าจะเดินไปที่ใด ก็เห็นนางเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่าของเขาจึงได้เดินตามเข้าไปในเรือนของท่านย่าบ้าง เพื่อจะดูว่านางจะไปหาท่านย่าของเขาด้วยเรื่องอันใด เมื่อเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่า ก็เห็นว่าเจ้าของเรือนกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ห้องโถงกลางในเรือนนั้น โดยมีสตรีนางนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวข้าง ๆเมื่อเขาเดินไปถึงแล้วทำความเคารพท่านย่าแล้ว ก็เอ่ยถามสตรีนางนั้นโดยที่ไม่ได้มองหน้าว่า“เจ้ามารบกวนท่านย่าของข้าเรื่องอันใดอีกล่ะ อย่าบอกนะว่าจะมาออดอ้อนขอเครื่องประดับหรือเงินทองจากท่านย่าของข้าอีกแล้ว ที่เจ้าได้ไปจากท่านย่ามันก็มากมายแล้วสำหรับกาฝากอย่างเจ้า "ขุนนางหนุ่มเปิดฉากทันที เพราะเขาคิดว่าสตรีนางนั้นคงไม่วายมาออดอ้อนขอข้าวของจากท่านย่าของเขาอีกฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปรามหลานชายขึ้นทันที” น้องไม่ได้มาขอเงินหรือเครื่องประดับจาก
รุ่งเช้าวันต่อมา ไป๋ฮวาตื่นขึ้นตั้งแต่ได้ยินเสียงไก่ขัน เพราะนางเองก็นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาแทบจะทั้งคืน นางค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วก็จัดหมอนหนุนที่นางหนุนนอนแล้วพับผ้าผืนบาง ๆ ที่นางใช้ห่มคลุมกายมาทั้งคืนเอาไว้ให้เรียบร้อย แล้วก็ค่อย ๆ ย่องไปที่หลังฉากกั้น พลางหันไปมองร่างสูงสง่าที่บัดนี้นอนหลับไหลยังไม่ได้สติ คงเพราะเมื่อคืนเขาเมามากด้วย นางได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอของเขา แต่แล้วก็พลันนึกได้ว่าไม่ควรหยุดจ้องมองเขาเช่นนี้ หากเขาตื่นมาพบเข้าจะต้องพูดจาร้ายกาจใส่นางเป็นแน่ไป๋ฮวารีบเข้าไปรวบรวมอาภรณ์ของนางที่อยู่ภายในตู้และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ท่านย่าสั่งให้คนมาจัดเอาไว้ เพื่อจะได้ให้สาวใช้มาช่วยยกออกไปจากเรือนของเจ้าบ่าวที่ไม่ต้องการเจ้าสาวเช่นนางให้อยู่ร่วมเรือนกับเขานางค่อย ๆ ทำอย่างเงียบที่สุด แล้วก็หอบอาภรณ์และข้าวของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ก่อนในเช้าวันนี้ออกไปจากห้องนอนอย่างเงียบที่สุด แล้วก็เดินไปที่เรือนหลังข้าง ๆ ที่คุณชายน้อยออกคำสั่งให้นางไปพักที่เรือนนั้น ที่จริงแล้วไป๋ฮวาเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ร่วมเรือนกับเขา เพราะรู้ว่าเขาไม่ชอบนาง มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะอยู่ร่วมกันหลังมื





