LOGINหลายวันหลังจากคืนนั้นนางอยู่นิ่งไม่ได้อีกแล้ว เวลาเหมือนคมมีดค่อย ๆ เฉือนโอกาสไปทีละน้อย ในช่วงเช้านางฝึกร่างกายให้แข็งแรงขึ้นจนเหงื่อออกก็เข้ามาล้างตัวและให้ซูม่านลอบส่งจดหมายถึงเขาที่น่าจะพำนักอยู่ตระกูลไป๋ว่า ต้องการพบคุณชายรองไป๋เจี้ยนหง เพื่อสนทนาเรื่องที่เราทั้งคู่ไม่ปรารถนา
วันแล้ววันเล่ากลับไร้วี่แววตอบรับ ทุกเช้าเมื่อไก่ขัน นางยังเงี่ยหูฟังเสียงผู้ส่งข่าวที่ไม่เคยมาถึง ใครจะคิดว่าสิ่งที่เดาไว้ว่าเขาน่าจะเกลียดร่างนี้จะใช่เรื่องจริงเล่า
ชีวิตอวี้เซียนดีขึ้นบ้างแล้ว ได้ย้ายจากเรือนเก่าท้ายจวนมายังเรือนเดิมสมฐานะคุณหนูรอง ทว่าแม้บ่าวขานรับสุภาพแต่ก็มีแววตาสื่อบอกว่าไม่เต็มใจ อาหารดีขึ้น ห้องสะอาดกว่าเดิม แต่หากเทียบชีวิตคุณหนูทั่วไปก็น่าจะถือว่าต่ำกว่ามาตราฐานมากโข
ยังไม่ทันวางแผนใหม่ว่าจะติดต่อเจี้ยนหงอย่างไรก็มีลู่ทางมาให้ใช้เสียแล้ว ในวันนี้ตระกูลหลินจัดการฉลองที่บิดาได้เลื่อนขั้นจากขุนนางขั้นสามขึ้นเป็นขั้นสอง
ยามนี้เสียงฆ้องกลองจากหน้าจวนตั้งแต่ยามเฉิน (7.00 – 8.59 น.) บ่าวสาวจากเรือนหลักลากนางมานั่งหน้ากระจกตั้งแต่เช้าเลือกเกล้าผมเป็นมวยเรียบ ประดับเพียงปิ่นเงินที่มีก็ทำให้พอดูดีมีราศีคนรวยขึ้นมา
“วันนี้คุณหนูต้องวางตัวให้เหมาะสมหน่อยนะเจ้าค่ะ ฮูหยินกำชับว่าสำคัญคืออย่าให้แขกเอ่ยเรื่องเก่าได้”
นางมองเงาในกระจก ดวงตานิ่งราวผืนน้ำ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่คิดพูดสิ่งใดให้น่าจดจำ”
...แต่คนอื่นจะพูดไหมนางก็ห้ามไม่ได้อ่ะนะ
ทันทีที่นางก้าวเข้าศาลา เสียงพูดคุยของเหล่าแขกเหรื่อก็ขาดหายเหมือนใครดับไฟ ก่อนคลื่นซุบซิบรอบใหม่จะซัดกลับมา อวี้เซียนนั้นเดินผ่านหน้าทุกคนไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน
... ในกระดานหมากนี้ ผู้ที่รู้สึกคือผู้ที่แพ้
งานวันนี้ไม่ต่างจากงานกุศลที่ตนต้องเข้าร่วมบ้างสมัยเป็นมาเฟีย ชุดและเครื่องประดับสตรีชั้นสูงส่องประกายเงินทอง จนแสบตา ขุนนางแต่งเต็มยศยืนคุยปั้นหน้าสานสัมพันธ์ กลิ่นคำว่ามารยาทถูกขัดจนมันวับ
“เชิญตระกูลไป๋”บ่าวที่มีหน้าที่ต้อนรับแขกที่หน้าจวนเอ่ยขึ้น
บุรุษร่างสูงในอาภรณ์น้ำเงินเข้มก้าวนำมา เขาคือไป๋อี้เหวิน บุรุษผู้ใบหน้าคมเข้ม ท่วงท่าดุดันแผ่อำนาจท่วมท้น ดวงตาคมกวาดทั่วห้องโถงก่อนหยุดที่หญิงในชุดขาวอมชมพู หลินอวี้เยี่ยน...
เพียงเสี้ยวเดียว แววตาเย็นเมื่อครู่แปรเป็นอ่อนละมุนเหมือนแดดในช่วงใบไม้ผลิ เขาเดินตรงไปหาอวี้เยี่ยน ไม่สนเสียงคำนับของใครระหว่างทาง รอยยิ้มบางของเขาทำให้ซุบซิบระลอกใหม่ผุดขึ้น
...ชายที่นำนางไปทิ้งที่ประตูเมืองกลับมอบความอ่อนโยนให้กับคนที่รักเพียงผู้เดียว ช่างสมกับเป็นนิยายรักโรแมนติกยิ่งนัก
ไม่นาน เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังขึ้น ช้ากว่าแต่มั่นคง...
เขาคือ ไป๋เจี้ยนหงในชุดเทาเข้มเรียบ ตราสำนักตรวจการสะท้อนแสงไฟ เขาไม่เปล่งรัศมีดุดันดังพี่ชาย ทว่ามีพลังเงียบที่ทำให้ผู้คนลดเสียงเอง เหล่าขุนนางเข้ามาทักทาย เขาเพียงพยักหน้า ใบหน้าว่างเปล่า ไม่วายมีเสียงกระซิบยามเจ้าตัวเดินผ่านไปแล้ว
“ความสามารถมากก็จริง แต่ยังเทียบพี่ชายไม่ได้หรอก”
“นั่นสิ หากเทียบได้คุณหนูสามหลินจะไม่เลือกได้อย่างไร”
ขณะที่ผู้คนล้วนสนทนาถึงผู้มาใหม่ทั้งหลายแต่อวี้เซียนนั้นยืนแข็งค้างใบหน้าหน้าแข็งทื่อไปแล้ว!
ที่แท้ชายที่ขี่ม้าผ่านในคราวคืนวันฝนตกก็คือว่าที่สามีของนาง ไป๋เจี้ยนหงเองหรือ
ไม่แปลกเลยที่เขาจะเย็นชาใส่นางในวันนั้น แต่จากที่เขายอมช่วยไล่พวกอันธพาลไปแม้จะรู้ว่านางคือใครก็พิสูจน์ได้ว่าเขายังมีความเมตตาอยู่บ้าง เช่นนั้นแผนในวันนี้ต้องดำเนินการต่อ!
เมื่อเสียงขลุ่ยท่อนสุดท้ายที่บรรเลงยามแขกร่วมทานมื้ออาหารจบลงรอบข้างก็สู่ความเงียบ แขกเริ่มทยอยลุก แสงโคมที่ถูกจัดเพราะด้วยว่าเข้าสู่พลบค่ำแล้ว อวี้เซียนก็เหลือบตามองซูม่านเพื่อให้ทำตามที่นางสั่งไว้ ซูม่านเดินไปหาเป้าหมายแล้วสอดกระดาษสีขาวแผ่นเล็กลงข้างถ้วยชาขณะรินชาให้เจี้ยนหง
ในนั้นมีข้อความพาดสั้น ๆ
หลังเลิกงาน พบกันที่สวนท้ายจวนหลิน เรามีเรื่องต้องคุยกัน
...
แสงโคมจากเรือนใหญ่ลอยริบหรี่เหนือปลายสวน เสียงขับกล่อมในงานเลี้ยงค่อย ๆ จาง เหลือเพียงเสียงลมพัดกอไผ่ไหวเบา ๆ
อวี้เซียนยืนนิ่งใต้ศาลาไม้ไผ่สถานที่นัดหมาย นางรู้ว่าเขาต้องมาแน่ เพราะเขาคงกลัวว่าสตรีชั่วร้ายเช่นนางจะวางแผนทำลายน้องสาวอย่างนางเอกในนิยายอีก
และไม่นาน เงาร่างสูงก็ปรากฏขึ้นจากความมืด แสงโคมกระทบชุดคลุมสีเทาเข้มจนดูเย็นเหมือนเหล็กเปียกฝน
“เจ้ากล้าส่งจดหมายถึงข้ากลางงานเลี้ยง” เสียงของเขาราบเรียบแต่มีแรงกดในทุกคำ “เจ้าคิดจะก่อเรื่องอะไรอีก”
...นั่นปะไร มาถึงก็กล่าวหานางเลย
“ข้าไม่ได้จะก่อเรื่องใด” นางตอบ “เพียงแค่ต้องการคุยเรื่องที่ท่านเองก็น่าจะไม่พอใจเช่นเดียวกัน เรื่องพระราชโอ--”
“ข้าไม่มีเรื่องไหนที่ควรพูดกับคนอย่างเจ้า” เขามองตรงมา ดวงตาไร้อารมณ์ไม่เปิดโอกาสให้นางพูดให้จบ
“ราชโองการนั้นไม่ใช่พระเมตตาท่านก็น่าจะพอมองออกอยู่บ้าง” เสียงนางเรียบเฉียบ “และเรากำลังอยู่ในกระดานเดียวกัน”
เจี้ยนหงหัวเราะสั้น ๆทันใด “หมากกระดานเดียวกับเจ้าข้าไม่อยากเป็น”
อวี้เซียนยิ้มบางผ่อนลมหายใจยาวระอากับความอคติของเขาที่บดบังดวงตาให้มืดบอดไม่ต่างจากคนอื่น หากเป็นอวี้เยี่ยนพูดพวกเขาคงเก็บไปคิดไม่ปฏิเสธเช่นนั้นกระมัง
“ข้าเข้าใจว่าท่านไม่ฟังข้า แต่อย่าได้นำอดีตที่แก้ไม่ได้มาบดบังปัจจุบันและอนาคตได้หรือไม่”
“เพียงอดีต?” น้ำเสียงเขาเย็นลง “เจ้าลืมหรือว่าเจ้าทำอะไรไว้กับน้องสาวผู้มีสายเลือดเดียวกับเจ้า!”
คำพูดนั้นกระแทกกลางอก แต่สีหน้าอวี้เซียนยังสงบนิ่ง ได้เพราะนางไม่ใช่คนทำเสียหน่อย แต่ก็ไม่อาจบอกตามตรงได้ เพราะเดี๋ยวจะเปลี่ยนจากสตรีชั่วร้ายเป็นสตรีผีสางเอา
“ข้าไม่ลืม แต่บัดนี้ข้าเปลี่ยนไปแล้ว”
“เจ้าคิดว่าพูดว่าเปลี่ยน ก็เปลี่ยนสิ่งที่เจ้าทำได้หรือ?” เขาถามเสียงต่ำ
“ไม่” นางตอบ “แต่การกระทำของข้าจะเปลี่ยนสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
เขามองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนพยายามหาความโกหกในดวงตา ทว่ามีเพียงความนิ่งที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ
“เจ้าคิดจะพิสูจน์อะไรก็เชิญ” เขากล่าวในที่สุด “แต่ไม่ต้องลากข้าเข้าไปด้วยก็พอ”
เขาหันหลังจะก้าวจากไป แต่หยุดเพียงชั่วลมหายใจก่อนเอ่ยเสียงเรียบทิ้งท้าย
“ไม่ว่าเจ้าจะเสแสร้งแกล้งทำอย่างไร…ก็ไม่มีใครหลงกลเจ้าแล้ว หลินอวี้เซียน!”
คำพูดของเจี้ยนหงทำให้นางระลึกได้ถึงเสียงเย็นชาที่วนเวียนในความฝันในช่วงแรก ขมับเต้นตุบเหมือนจังหวะหัวใจที่เต้นไวกว่าปกติ เงาโคมเคลื่อนไหวบนใบหน้า นางยกมือแตะขมับกดนวดให้แรงขึ้น
ที่แท้คำพูดในความฝันนั่นก็มาจากเจี้ยนหงนั่นเอง หมายความว่านางกำลังจะต้องแต่งงานไปกับชายที่ทำให้ร่างเดิมถึงกลับยอมแพ้ในชะตาและฆ่าตัวตายหรือนี่
ชีวิตหลังนิยายจบเช่นนี้ช่างใจร้ายต่อตัวละครนางร้ายเสียจริง... ยังมีใครให้มากกว่านี้ไหมนะ
“เลิกเสแสร้งได้แล้ว ไม่มีใครหลงกลเจ้าหรอก”
อวี้เซียนหันกลับไปช้า ๆ เห็นชายในชุดขุนนางสีน้ำตาลยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ดวงตาเย็นเยียบ ชายที่พูดเมื่อครู่เขาคือพี่ใหญ่หรือหลินเจิ้งหลิง พี่ชายที่เคยรักน้องสาวเท่ากันทั้งหมดแต่ถูกนางร้ายร่างเดิมทำลายความสัมพันธ์นั้นลงนั่นเอง...
“เจ้าคิดจะทำอะไรอีก อวี้เซียน จะใช้เรื่องแต่งงานนี้ไปก่อปัญหาให้เยี่ยนเอ๋อร์อีกหรือ”
อวี้เซียนจ้องเขากลับริมฝีปากขยับเพียงเล็กน้อย “ท่านก็เป็นอีกคนที่คิดว่าข้าจะทำร้ายผู้อื่นสินะ...อวี้เซียนผู้นี้ช่างน่าเวทนายิ่งนัก”
“เจ้าทำตัวเจ้าเอง”
หลินเจิ้งหลิงมองนางเหมือนเห็นคนแปลกหน้าเป็นคราสุดท้ายก่อนหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่เหลียว
ฝนเริ่มตกอีกครั้ง น้ำฝนเย็นเฉียบซึมผ่านชายเสื้อ นางยืนนิ่งไม่ขยับ สายตาแน่วแน่แม้อยู่ในความมืด วันนี้ก็เป็นอีกวันที่นางได้รับรู้ความเจ็บปวดของการถูกตัดสิน
หลังจากนี้อวี้เซียนคงไม่คิดจะหาพรรคพวกแล้ว ชีวิตนี้คงต้องพึ่งสองมือและสองเท้าของนางเท่านั้น...
บทพิเศษ 3สายลมหนาวพัดแทรกกลิ่นดินเข้าสู่โพรงจมูก หลินเจิ้งหลิงขยับปกเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น พลางก้าวผ่านตลาดชายแดนที่อึกทึกด้วยเสียงเรียกลูกค้าและเสียงตีเหล็กจากช่างตีดาบ กลิ่นขนมอบและควันไม้ลอยคลุ้ง เขาเดินช้า ๆ เหมือนคนไม่รู้จุดหมาย“ใต้เท้าหลิน ช่วงนี้ดูซูบไปมากนะขอรับ” สหายข้างกายเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจเจิ้งหลิงยกมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มแผ่วจนแทบมองไม่เห็น “อาหารที่นี่มันยังไม่คุ้นปาก...ข้ากำลังปรับตัวน่ะ” เสียงของเขาแห้งไร้อารมณ์เหมือนคนพูดกับลมขณะสายตาเหม่อลอยผ่านผู้คน กลับสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งในหมู่ฝูงชน หญิงสาวในชุดผ้าสีอ่อนกำลังเลือกผลไม้ ท่วงท่าเรียบง่ายนั้นกลับแทงเข้ามาในหัวใจ การเอียงหน้าฟังพ่อค้าด้วยแววตาจริงจัง รอยยิ้มที่เหมือนแสงแดดยามสาย... คล้ายเหลือเกินกับใครบางคนที่เขาเฝ้าคะนึงถึงทุกค่ำคืน“อวี้เซียน...” เสียงนั้นหลุดจากปากโดยไม่รู้ตัวขาเขาเริ่มขยับก่อนสมองจะสั่ง วิ่งฝ่าเสียงผู้คนที่บ่นด่าตามหลังไป มือเหยียดออกตรงหน้า ราวกับระยะเพียงแค่คืบจะกลายเป็นคำขอโทษที่รอมานาน แต่เมื่อหญิงสาวหันกลับมา ใบหน้านั้นไม่ใช่เพียงวินาทีนั้น อากาศรอบตัวเหมือนหยุดไหล เขาถอนมือช้า ๆ ปลา
บทพิเศษ 2 ncมือเล็กที่วางอยู่บนอกเขาเริ่มขยับเบา ๆ นิ้วเรียวลากไล้วนอย่างอ้อยอิ่ง ราวกับกำลังวาดลวดลายลงบนเนื้อผ้าสีเข้มที่ขวางกั้นความร้อนใต้ผิวกายเจี้ยนหงสะดุ้งทุกคราทุกจุดที่นางแตะผ่าน...อวี้เซียนเลิกคิ้วมองเขา ขณะมือข้างหนึ่งเลื่อนไปที่สายคาดเอวของเขา ช้า ๆ และคลายมันออกเจี้ยนหงปรายตามองการกระทำนั้น ไม่เอ่ยห้ามหรือขยับตัวหลบ ใบหน้าเขานิ่งแต่ดวงตาแฝงเงาร้อน ลึกล้ำและหนักกว่าเสียงหอบหายใจยามนี้เสียอีก“เจ้ามีอารมณ์เร็วเกินไปนะข้ายังไม่ทันทำอันใดเลย”นางกระซิบหลังปลดสายคาดเอวของเขาออกหมด เขาตอบสนองนางเพียงยกมือขึ้น ลูบเบา ๆ ตรงบั้นเอวนาง ไล้นิ้วไปมาอย่างซุกซนจนเจ้าของร่างขนลุกวาบอวี้เซียนหยุดมือกดนิ้วลงเบา ๆ บนอกเขา “อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวนี้ ข้าบอกแล้วนี่ว่าข้าง้อเจ้าเอง...”เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ยอมว่านอนสอนง่าย นอนนิ่งตามคำขอ ปล่อยให้นางควบคุมทุกจังหวะอวี้เซียนโน้มตัวลง ริมฝีปากแตะข้างแก้มเขาเบา ๆ แล้วเลื่อนช้า ๆ มาหยุดที่ปลายคาง ก่อนถอนหายใจแผ่ว “เราห่างเรื่องพวกนี้กันนานแค่ไหนแล้วนะ…”เขาไม่ได้ตอบอะไรแต่กลืนน้ำลายอย่างเงียบเชียบยามนึกถึงคืนคราสุดท้ายก็ตอนที่เขาถูกพิษกำหนัดเข้าค
บทพิเศษ 1แสงยามบ่ายอ่อนรินจากฟ้าเหนือเมืองเล็ก กลิ่นชาและเสียงคนหัวเราะจากโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งกำจายอยู่ในอากาศ อวี้เซียนในชุดบุรุษสีน้ำเงินเข้ม คาดผ้าสีครามที่หน้าผาก ผมมัดรวบสูงอย่างเรียบง่าย ดวงหน้าละอ่อนนั้นดูสะอาดสะอ้านจนเถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังเหลียวมองสองครั้งนางวางห่อสัมภาระลงบนโต๊ะไม้ข้างประตู เจี้ยนหงเดินไปต่อรองราคากับเถ้าแก่ด้านหน้า ส่วนตนก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบาย“คุณชายเดินทางมาคนเดียวหรือ?”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากโต๊ะข้าง ๆ ชายหนุ่มในชุดดำพกกระบี่พาดบ่า รอยยิ้มของเขาดูเจนประสงการณ์แต่ก็ไม่ถึงกับหยาบคาย “หน้าตาอย่างท่าน...จะว่าเป็นบัณฑิตก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นมือสังหารก็ยังดูอ่อนโยนไป จะบอกว่าเป็นชาวยุทธภพก็ดูมือใหม่นัก”อวี้เซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมสะท้อนแสงแดดลอดหน้าต่าง “ข้าเป็นชาวยุทธนั่นล่ะ ข้าเพิ่งรู้นะว่าชาวยุทธมีใหม่มีเก่าด้วย”“ก็ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่เจ้าดูสะอาดสะอ้านเกินไปก็เท่านั้น” เขาหัวเราะเบาๆ แล้วรินชาใส่ถ้วยอีกใบเลื่อนไปให้นางอย่างเป็นมิตร “เดินทางเดียวดายมิควรยิ่ง มิสู้ร่วมทางกับข้า--”นางรับถ้วยมารีบตัดบททันใด “แน่นอนว่าข้ามีสหายร่วมทาง”คำตอบยังไม่ทันจบดี เสียงก้
บทส่งท้ายโรงเตี๊ยมกลางเมืองยังพลุกพล่านเช่นทุกวัน กลิ่นเหล้าและควันกำยานหอมคลุ้งเหนือศีรษะ เสียงถ้วยกระทบโต๊ะสลับเสียงหัวเราะ แต่ท่ามกลางความครึกครื้นนั้น มีบทสนทนาหนึ่งที่ค่อย ๆ ดึงความสนใจของผู้คนรอบข้างให้เงียบลงฟัง“ได้ยินหรือยัง...เรื่องคุณหนูรองตระกูลหลินนั่นน่ะ”ชายวัยกลางคนในชุดพ่อค้าเอนตัวกระซิบกับสหาย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคันปากอยากคุย“ใครจะไม่รู้เล่า” อีกคนตอบ พลางเทเหล้าลงจอก เสียงเหลวใสไหลกระทบขอบถ้วยเบา ๆ “นางที่แทงอกตายกลางงานวันเกิดไทเฮาใช่ไหม ข้าอยู่ในเมืองหลวงมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อน”หญิงสาวโต๊ะข้าง ๆ หันมาปรายตาพูดอย่างอคติ “ถึงอย่างไรก็เป็นการลบหลู่เบื้องสูง วันสำคัญของไทเฮาแท้ ๆ ใครทำแบบนั้น...สมควรแล้วที่จะตายไป”ชายหนุ่มในชุดคุณชายอีกโต๊ะหนึ่งหัวเราะแผ่วก่อนเอ่ยค้าน“แต่ก็มีคนพูดนะว่านางทำไปทั้งหมดเพียงอยากพิสูจน์ความจริง ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า...บางทีสิ่งที่นางทำอาจน่ายกย่องเทียบเท่าทหารไปออกศึกก็ได้”โต๊ะรอบ ๆ เงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนเสียงกระซิบเริ่มไหลวนอีกครั้ง“ว่าแต่คุณชายรองตระกูลไป๋...เขาถูกปลดจากสำนักตรวจการจริงหรือ?”“ปลดอะไร ข้าได้
บทที่ 24 ขอใช้ชีวิตพิสูจน์ความจริง อากาศในลานหนักอึ้งทันใด ฮ่องเต้ที่เงียบและไร้ความสนใจมาตลอดงานกลับมานั่งตัวตรง สายพระเนตรของพระองค์เป็นเงามืดที่เคลื่อนช้าราวคลื่นน้ำลึก น้ำชาบนโต๊ะสั่นระริก จากเรื่องราวของความอยุติธรรมของนกตัวหนึ่งไฉนกลายเป็นการเปิดเผยเรื่องราวของสำนักตรวจการในตำนานไปอย่างไม่มีใครคาดคิดเสียได้ นางเปิดเผยความจริงว่าบัดนี้ฮ่องเต้แคว้นกำลังฟื้นคืนสำนักตรวจการในอำนาจมาเพื่อควบคุมเหล่าขุนนาง นั่นเท่ากับว่าอวี้เซียนปิดทางมีชีวิตของตนเองแล้วเช่นกัน อวี้เซียนก้มศีรษะช้า ๆ ดวงตาเงียบสงบราวกับว่านางไม่ได้กำลังลบหลู่ผู้มีอำนาจมากที่สุดในแคว้นอยู่ “และแล้วนกน้อยตัวนั้นก็ตายลงท่ามกลางความอยุติธรรม... นี่คือเรื่องของนกน้อยตัวหนึ่งเพคะไทเฮา” คำพูดจบนานแล้วแต่หลายคนเหมือนยังอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นไม่ออกมา เรื่องราวของนกตัวนั้นเข้าไปแตะหัวใจของนางอย่างตั้งใจ เพราะชีวิตนางกำนัลต่ำต้อนก็ถูกอำนาจกดข่มเช่นกันเพียงแต่นางมีจุดจบคือผู้ชนะเท่านั้น ลานพิธีที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงสรวลกลับเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจสะท้อนกลับจากผนังหินเย็น ไทเฮาเอนพระวรกายไปข้างหน้า พระเนตรคม
บทที่ 23เรื่องราวของนกตัวหนึ่งเสียงฆ้องประกาศเริ่มพิธีดังก้องกังวานทั่วลาน พระราชวังใหญ่แต่งแต้มด้วยแพรผ้าและโคมแดงอ่อนแสดงความเป็นสิริมงคลอวี้เซียนเดินเคียงไป๋เจี้ยนหง ก้าวเท้าอย่างสงบ พื้นหินเย็นเฉียบสะท้อนเสียงส้นรองเท้ากระทบดังแผ่วในโถงกว้าง นางไม่พูด ไม่แสดงสีหน้า อารมณ์ในใจนิ่งเรียบเหมือนผืนน้ำที่ไม่อาจมองเห็นความลึกขณะผ่านคนคุ้นเคยจากตระกูลหลินเสียงคุ้นหูดังขึ้น “เจ้ากล้าทักทายข้าได้คงไม่สำนึกเรื่องที่เจ้าทำลายอนาคตของน้องสาวเจ้าสินะ”อวี้เซียนหันไปพบสายตาแข็งกร้าวของหลินเจิ้งหาว ดวงหน้าเงยขึ้นเล็กน้อย “บิดาก็เช่นกัน ยังรักษาหน้าได้ดีไม่น้อย ตอนข้าท่านก็ตัดได้อย่างง่ายดาย พอเป็นน้องสี่ก็ถูกท่านจับแต่งไปเป็นนางบำเรอเพื่อความก้าวหน้าท่านอีก ช่างใจกล้าไม่เปลี่ยน...”อีกฝ่ายชักสีหน้าทันใด “เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ!?”เจี้ยนหงที่ยืนข้าง ๆ ขยับเล็กน้อย แต่ไม่พูดเพราะถูกอวี้เซียนรั้งไว้ ก่อนนางจากไปก็ไม่ลืมอวยพร“ขอให้ตระกูลหลินรุ่งเรืองดังปณิธานท่านก็แล้วกันเจ้าค่ะ”นางเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับ รอยยิ้มจางไปกับเสียงฝีเท้าในลาน บิดาที่เคยยืนตระหง่านในสายตาเด็กหญิง...บัดนี้เหลือเพียงเศษเ







