LOGINครั้งหนึ่งเฉาเยว่เคยอ่อนโยนและใจดี แต่ความเมตตานั้นกลับพาครอบครัวสู่หายนะ เมื่อสามีต้องนอนนิ่งไร้สติ ลูกชายยังเล็กเกินจะปกป้องตัวเอง ครานี้ นางจะไม่ยอมอีกต่อไป เพื่อไม่ให้ใครกล้าทำร้ายครอบครัวของนาง
View Moreเสียงจอแจของผู้คนดังเซ็งแซ่ ชาวบ้านมากหน้าหลายตาต่างมามุงดูเหตุการณ์ที่หน้าบ้านตระกูลหยวนกันอย่างคึกคัก บ้านหลังนี้กำลังจัดงานมงคลให้บุตรชายคนโตกับหญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่ง ซึ่งมารดาของฝ่ายชายเพิ่งซื้อตัวมาในราคาเพียงหนึ่งตำลึงเงิน
เฉาเยว่กวาดตามองไปรอบห้องเล็กซอมซ่อด้วยความรู้สึกหดหู่ สิ่งที่นางเห็นมีเพียงเตียงไม้หลังหนึ่งกับผ้าห่มเก่าขาดรุ่งริ่ง มุมหนึ่งของห้องยังใช้เก็บฟืนเสียอีก นางเป็นเพียงหญิงชาวบ้านยากจน ที่ถูกขายมาโดยไม่มีแม้สัมภาระติดตัวสักชิ้น นอกจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่กับอีกชุดที่พับพกมาด้วยเท่านั้น เหตุที่ถูกเลือกเข้าบ้านตระกูลนี้ก็เพราะราคาถูกและทำงานบ้านได้ดีนัก ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีพิธีรีตรองอันใด ทุกอย่างลวก ๆ พอให้จบลงตามธรรมเนียม ขณะที่ชาวบ้านต่างแห่มาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนลานบ้านแน่นขนัด นางไม่รู้จักบ้านหลังนี้มาก่อน ระหว่างเดินทางมาก็มีเพียงแม่สื่อที่นำทาง รู้เพียงหมู่บ้านแห่งนี้ชื่อหมู่บ้านตะกูลหยวน ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีความคุ้นเคยใด ๆ เสียงเปิดประตูดังขึ้น นางหันไปตามเสียง เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาเปรอะเปื้อนฝุ่นโคลนเดินเข้ามา “เจ้ารอนานหรือไม่?” เขาถามขึ้นขณะมองหญิงสาวตรงหน้า แม้นางจะมิได้แต่งกายงดงาม หากใบหน้านั้นก็น่าดูยิ่งนัก เฉาเยว่หลุบตาลงเล็กน้อย “ไม่นานเท่าใดนัก ท่านไปทำอันใดมาหรือ” นางถามด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่จบพิธี เขาก็หายตัวไป “ข้าไปแบกน้ำใส่โอ่งให้มารดา เจ้าไม่โกรธใช่หรือไม่?” เขาเช็ดหน้าตัวเองด้วยชายผ้าที่หยิบมาจากอกเสื้อ ใบหน้ายังเปรอะเปื้อนไม่น่ามองนักในวันสำคัญเช่นนี้ นางมองเขาด้วยแววตาเวทนา แม้ชีวิตของตนจะไม่ได้ดีกว่าสักเท่าใด “ท่านกินอะไรมาหรือยัง?” นางเอ่ยถามอย่างห่วงใย “ข้ากินมาแล้ว” เขาตอบเสียงเบา ราวกับอยากให้นางสบายใจ แต่แล้วเสียงท้องร้องก็ดังขึ้นจนเขาต้องก้มหน้าหลบสายตา หูขึ้นสีแดงด้วยความเขินอาย เฉาเยว่แย้มยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ นางล้วงไข่ต้มที่เก็บไว้ในห่อผ้า แล้วยื่นให้เขา “กินเถิด ข้าไม่อยากเห็นท่านเป็นลมไปเสียก่อน” หยวนเล่ยมองไข่ต้มในมือด้วยแววตาวาววับ รู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่จำความได้ ไม่มีใครเคยยื่นของกินดี ๆ ให้เขาแบบนี้ นอกจากบิดา “เจ้ากินเถิด ข้าเป็นผู้ชาย ทนได้” เขาเอ่ยพลางยื่นไข่กลับให้นาง แต่ดูออกว่านางเองก็คงยังไม่ได้กินเช่นกัน “ข้ากินไปแล้ว” นางพูดพลางยัดไข่ใส่มือเขาอย่างนุ่มนวล เมื่อเห็นว่านางยืนยันไม่กิน เขาจึงแบ่งไข่ออกครึ่งหนึ่ง แล้วป้อนใส่ปากนาง “เจ้าตัวเล็กเช่นนี้ หากไม่กินจะเอาแรงที่ใดมาใช้” เขากินอีกครึ่งที่เหลือเองอย่างไม่ลังเล นางเบิกตากว้างเล็กน้อยกับการกระทำของเขา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วอก หยวนเล่ยตรงหน้านางแม้ไม่พูดมาก แต่เมื่อได้พูดคุยกลับรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด “เจ้าดื่มน้ำหน่อยเถิด” เขายื่นน้ำให้นาง “แต่งเข้ามาในบ้านหลังนี้ เจ้าคงต้องเหนื่อยไม่น้อย” เขามองนางด้วยแววตาเวทนา รู้ดีว่ามารดาของเขาเป็นคนเช่นไร นางส่ายหน้าเบา ๆ “ข้ากลับรู้สึกยินดีที่ได้พบท่าน… ในเมื่อข้าได้แต่งให้ท่านแล้ว ข้าก็จะเป็นของท่านเพียงผู้เดียวตลอดไป” สามีที่เพิ่งได้มาช่างแสนดีเกินกว่าจะคาดคิดไว้จริง ๆ แต่หยวนเล่ยกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาแต่งงานในวัยยี่สิบ ซึ่งนับว่าช้ากว่าชาวบ้านทั่วไป มารดาของเขาเพียงต้องการดับเสียงนินทา จึงหาหญิงสาวที่ราคามิสูงนักมาเป็นภรรยาให้เขา แม้เขาเองก็อดรู้สึกสงสารมิได้ เมื่อเห็นนางต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ชายหนุ่มก้มลงมองเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ตนสวมใส่ รู้สึกอับอายกับความซอมซ่อของตนไม่น้อย “ข้าขอไปชำระร่างกายก่อน เจ้านอนพักผ่อนเถิด” เขาปัดฟูกเก่าให้เรียบร้อย ห้องนี้มีเตาอุ่นพอให้คลายหนาวจากปลายฤดูหนาวที่ยังไม่จางหาย “ท่านไปเถิด ข้าจะดูแลในห้องเอง” นางกล่าวอย่างอ่อนโยน หวังให้เขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ หลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เมื่อเขาออกจากห้องไปแล้ว นางจึงเริ่มเก็บกวาด ห้องนอนแทบไม่มีสิ่งใดให้ต้องจัดการมากนัก มีกลิ่นอับชื้นลอยออกมาจากฟืนที่วางพิงมุมหนึ่งของห้อง นางทิ้งตัวลงบนเตียง แม้จะเก่าและเรียบง่าย แต่กลิ่นสะอาดของผ้าห่มกลับทำให้อุ่นใจ นางรู้ทันทีว่าเขาคงเป็นคนรักความสะอาด หยวนเล่ยกลับเข้ามาในห้อง เห็นนางหลับไปแล้ว จึงค่อย ๆ มุดตัวลงนอนข้างกาย ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้เตียงดูคับแคบ เขาขยับหัวเล็กนอนหนุนแขนตนเองอย่างเบามือ เฉาเยว่เริ่มรู้สึกตัว ปลายจมูกได้กลิ่นอุ่นอายของบุรุษข้างกาย เปลือกตาเปิดขึ้นช้า ๆ มองเห็นแขนแกร่งของเขาพาดอยู่หลังคอ แก้มของนางพลันขึ้นสีเรื่อ “ท่านนอนสบายหรือไม่…” เสียงหวานถามเบา สบตากับเขาภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านร่องฝา “ข้าไม่เมื่อย” เขาตอบพลางยื่นมือมาสัมผัสแก้มของนางแผ่วเบา ดวงตาทั้งสองสบกันเนิ่นนาน คำพูดไม่จำเป็นอีกต่อไป มือหนาค่อย ๆ ปลดเสื้อผ้าของหญิงสาวออกอย่างอ่อนโยน พร้อมปลดของตนเองตาม ใต้แสงจันทร์เต็มดวง ร่างสองร่างเคลื่อนไหวผสานจังหวะเดียวกัน เสียงหอบพร่ารินเบาในยามราตรี จนกระทั่งกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เฉาเยว่นอนหลับซบในอ้อมแขนของสามีอย่างเป็นสุข หยวนเล่ยจ้องมองภรรยาผู้บอบบาง น่าทะนุถนอมด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ แม้เขายังรู้สึกว่าไม่อิ่มในความใกล้ชิด แต่ก็อยากให้คนข้างกายได้พักผ่อนบ้าง เขากระชับวงแขนแน่นขึ้น จุมพิตหน้าผากของนางอย่างอ่อนโยน แล้วหลับตานอนแนบชิดกันในค่ำคืนนั้น แต่ความสุขของเฉาเยว่กลับอยู่ได้ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูดังขึ้นลั่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง เสียงนั้นแรงจนดูเหมือนประตูอาจพังลงมาได้ “ตื่น! ๆ จะนอนกันไปถึงเมื่อไหร่! ได้เวลาทำงานแล้ว! แต่งเข้าบ้านนี้ ไม่ได้มีไว้ให้สุขสบาย!” เสียงดังปลุกให้นางสะดุ้งตื่น ใจเต้นระรัวเพราะยังไม่ทันได้พักเต็มที่ หยวนเล่ยลืมตาตื่นตามเสียงที่เขาคุ้นเคย เขาหันไปมองคนข้างกายด้วยแววตาเป็นห่วง “เจ้าไหวหรือไม่ ถ้าเหนื่อยนัก ข้าจะออกไปก่อน เจ้าออกตามมาภายหลังก็ได้” “ข้าไหว ท่านไม่ต้องห่วง” นางเอื้อมหยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมให้เรียบร้อย พอสายตาเหลือบไปเห็นรอยเลือดบนฟูกก็พลันหน้าแดงด้วยความเขิน นางคิดว่าค่อยซักทีหลังเมื่อทำงานเสร็จ เมื่อเปิดประตูออกมา ก็เห็นเด็กสาววัยราวสิบสี่ปี หน้าตาธรรมดา ผิวคล้ำ แต่แต่งกายด้วยสีฉูดฉาดจัดจ้านเกินวัย “ข้าตื่นแล้ว เจ้าจะตะโกนทำไมให้รบกวนผู้อื่น” เขาว่าอย่างไม่พอใจ “พี่มีหน้ามาพูดแบบนี้หรือ ข้าต่างหากที่ถูกท่านแม่สั่งให้มาเรียก ใครอยากจะเหยียบมาถึงที่สกปรก ๆ แบบนี้กันเล่า!” เด็กสาวเบ้หน้า มองพี่สะใภ้ด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะสะบัดผมเดินจากไป เมื่อฟ้าสว่างขึ้น เฉาเยว่จึงได้เห็นว่าบ้านที่ตนอยู่ติดกับเล้าไก่และเล้าหมู สภาพคล้ายห้องเก็บของมากกว่าห้องพักอาศัย กลิ่นเหม็นคลุ้งอบอวล แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีที่พัก หรือถูกขายไปอยู่ในหอนางโลม เมื่อเดินมาถึงตัวบ้านหลัก ก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากด้านใน บ้านนี้ดูใหญ่โตและมีฐานะดีกว่า แม้จะสร้างด้วยอิฐดิน แต่ก็มีบริเวณกว้างขวาง และน่าจะมีหลายห้อง นางอดคิดไม่ได้ว่าทำไมลูกชายคนโตถึงต้องไปอาศัยในห้องเก็บฟืน แม้สงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา พอเหยียบชานบ้านได้ไม่เท่าไร เสียงแหลมของหญิงผู้หนึ่งก็ดังแว่วมา “เพิ่งแต่งกันวันเดียวก็พากันเสียคนแล้วหรือ! อยู่บ้านนี้ไม่ใช่มานอนแหกขาเฉย ๆ รู้ไว้ซะบ้าง!”คล้อยหลังสามี เฉาเยว่รีบเร่งฝีเท้าไปยังบ้านของท่านหมอเวิง นางชะเง้อมองอยู่หน้าบ้านด้วยความร้อนใจ ไม่แน่ใจว่าหยวนฉินกลับมาถึงหรือยังขณะกำลังยืนรอด้วยใจร้อนรน จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งแตะลงบนไหล่ขวาเบา ๆ“เฉาเยว่”นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปตามเสียงเรียก แล้วก็เห็นว่าเป็นหยวนฉินที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเฉาเยว่อ่อนลงทันที ก่อนรอยยิ้มดีใจจะปรากฏขึ้น“เจ้ากลับมาแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจและความห่วงใย“ข้ากลับมาแล้ว พร้อมของที่เจ้าฝากให้ซื้อด้วย เจ้าจะเข้ามาในบ้านข้าหรือไม่ นี่คือท่านตาของข้า ท่านหมอหยวนเวิง”เฉาเยว่หันไปมองชายสูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของเขาคล้ายหยวนฉินถึงแปดส่วน จึงค้อมศีรษะให้เล็กน้อย“ท่านหมอเวิง ข้าต้องรบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”“รบกวนอะไรกันเล่า หยวนฉินเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว ว่าเจ้าทำเช่นนี้เพราะห่วงสามีของเจ้า เรื่องนี้เป็นสิ่งดี ข้าเห็นแล้วชื่นชม” ท่านหมอเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหมอเวิง” นางยิ้มกว้างขึ้น ความตึงเครียดที่เกาะแน่นในอกคลายลงอย่างเห็นได้ชัด“เข้ามาเถิด ยืนอยู่ตรงนี้นาน เดี๋ยวมีใครผ่านมาเห
หลังจากวันนั้นที่ได้พูดคุยกับหยวนฉิน เวลาผ่านมาแล้วสองวัน ตลอดช่วงเวลานั้น หยวนเล่อมักพานางขึ้นเขาบ่อยครั้ง เพื่อสอนวิธีเอาตัวรอดในป่าเขา ความเอาใจใส่ของเขาทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอเช้าวันนี้เฉาเยว่เหลียวมองซ้ายขวา พอเห็นทางว่างและปลอดภัย นางก็รีบก้าวเท้าออกจากบ้าน โดยพกเงินติดตัวมาด้วยห้าตำลึง ตั้งใจว่าจะซื้อของมาทำอาหารให้เขากินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาไม่ต้องทนหิวอีกหยวนฉินยืนชะเง้อมองไปทางถนนหน้าหมู่บ้าน เวลารถเกวียนจะออกเดินทางเข้าเมืองใกล้เข้ามาทุกที เมื่อเห็นเฉาเย่วิ่งมาจากระยะไกล นางก็รีบยกมือขึ้นเรียกเฉาเยว่หอบหายใจแรง พอถึงตัวเพื่อนก็พูดพลางสูดลมหายใจเข้า “ข้ามาแล้ว…เจ้ารอนานหรือไม่”“เจ้าค่อย ๆ พูดก่อน หายใจก่อนเถอะ” หยวนฉินมองเพื่อนสาวด้วยแววตาเอ็นดูเมื่อหายใจเป็นปกติแล้ว เฉาเยว่หยิบเงินห้าตำลึงออกมาวางในมือเพื่อน “ข้าฝากเจ้าด้วยนะ เอาเงินนี่ไปซื้อเนื้อหมูมาให้หน่อย เอาแต่เนื้อล้วน ๆ ทั้งหมดเลย” นางกระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงระมัดระวังหยวนฉินตาโต มองเงินในมืออย่างตกใจ “ได้สิ ข้าจะซื้อแล้วเก็บไว้ให้ รอเจ้ามาที่บ้านข้าอีกทีค่อยเริ่มทำ”เฉาเยว่ยิ้มกว้าง ดวงตาเป
ซูฟางปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนปนเศร้า คล้ายแม่ที่ทุกข์ใจหนักหนา นางหันไปมองลูกชายคนโตด้วยแววตาเว้าวอน ก่อนเอ่ยสิ่งที่ครุ่นคิดไว้อย่างระมัดระวัง“เจ้าใหญ่ แม่มีเรื่องจะพูดด้วยหน่อย เจ้าคงได้ยินที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศแล้วใช่หรือไม่ ว่าครอบครัวละหนึ่งคนต้องถูกส่งไปช่วยงาน เจ้าคิดเห็นอย่างไร” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแต่แฝงแรงกดดันอยู่ลึก ๆหยวนเล่อวางช้อนไว้ช้า ๆ เงยหน้ามองมารดาอย่างนิ่งสงบ “ข้าแล้วแต่ท่านแม่ขอรับ”เขารู้อยู่แล้วว่าต่อให้พูดอย่างไร ก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดีเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ซูฟางก็ถอนหายใจโล่งอก ความกังวลในใจคลายลง นางยกยิ้มจาง ๆ “เจ้าก็รู้ว่าน้องชายของเจ้ายังเด็ก ต้องตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบในปีหน้า มีเพียงเจ้าที่ร่างกายแข็งแรงพอจะไปได้ อีกอย่าง งานนั้นยังมีเงินเดือน หากเจ้าส่งเงินกลับมาให้เมียของเจ้า แม่จะไม่แตะต้องเลยสักตำลึงเดียว”แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงคำล่อใจเท่านั้น เพราะในใจนางไม่ได้คิดจะให้เงินหลุดมือแม้แต่น้อย ขอเพียงโน้มน้าวลูกชายได้ก็พอเฉาเยว่มองสามีอย่างเป็นห่วง ดวงตาของนางเอ่อคลอ นางไม่สนใจเรื่องเงินแม้แต่น้อย ขอเพียงได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขก็เพียงพอแล้ว“ท่านพี่…” นาง
หยวนจื่อคลี่จดหมายจากเจ้าเมืองออกอ่านอย่างตั้งใจ เมื่อสายตากวาดผ่านเนื้อความทั้งหมด เขาก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักใจ นี่มันเรื่องอะไรกันอีกหนอ… เนื้อหาภายในจดหมายทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งยิ่งนัก“ท่านพี่ มีเรื่องใดหรือ” เสียงของไช่หลานดังขึ้นจากด้านหลัง นางเดินออกมาหาสามีด้วยสีหน้าเป็นกังวล เห็นเขาขมวดคิ้วแน่นจนแทบไม่เหลือรอยยิ้ม“หมู่บ้านของเราคงลำบากแล้ว… ไม่สิ คงไม่ใช่แค่หมู่บ้านของเรา แต่ทุกหมู่บ้านคงต้องประสบเคราะห์เช่นเดียวกัน” เขาหันมาสบตาภรรยา ก่อนเล่าเนื้อความในจดหมายให้ฟัง“ลำบากอย่างไรหรือคะ แล้วเกี่ยวข้องกับครอบครัวเราด้วยหรือไม่” ไช่หลานถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวลหยวนจื่อส่ายหน้าเบา ๆ “ยังไม่เกี่ยวกับบ้านเราโดยตรง โชคดีที่ลูกชายของเรายังเล็กเกินไป แต่บ้านอื่นคงไม่รอดแน่ ทางการส่งคำสั่งให้ทุกหมู่บ้านจัดชายหนุ่มแข็งแรงไปขุดเหมืองแร่ที่เพิ่งค้นพบ ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทั้งที่มีทาสมากมาย เหตุใดจึงต้องการแรงงานจากชาวบ้านอย่างพวกเราด้วย” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนขมขื่นการต้องเลือกส่งคนในหมู่บ้านออกไปบ้านละหนึ่งคน เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเขาหนักหน

















